arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · กัสสปสังยุตต์

๓. จันทูปมสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๐–๔๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๓ ในกัสสปสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๓. จันทูปมาสูตร

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์ จันทูปมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา ... จนฺทูปมา ภิกฺขเว กุลานิ อุปสงฺกมถ อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ นิจฺจนวกา กุเลสุ อปฺปคพฺภา ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ชรุทปานํ วา โอโลเกยฺย ปพฺพตวิสมํ วา นทีวิทุคฺคํ วา อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ เอวเมว โข ภิกฺขเว จนฺทูปมา กุลานิ อุปสงฺกมถ อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ นิจฺจนวกา กุเลสุ อปฺปคพฺภา ฯ กสฺสโป ภิกฺขเว จนฺทูปโม กุลานิ อุปสงฺกมติ อปกสฺเสว กายํ อปกสฺส จิตฺตํ นิจฺจนวโก กุเลสุ อปฺปคพฺโภ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นประดุจพระจันทร์จงพรากกาย พรากจิตออก เป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์เป็นผู้ไม่คนองในสกุลทั้งหลายเข้าไปสู่สกุลเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงพรากกาย พรากจิตแลดูบ่อน้ำซึ่งคร่ำคร่า หรือที่เป็นหลุมเป็นบ่อบนภูเขา หรือแม่น้ำที่ขาดเป็นห้วงๆฉันใด พวกเธอจงเป็นประดุจพระจันทร์ จงพรากกาย พรากจิตออก เป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ไม่คนองในสกุล เข้าไปสู่สกุล ฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย กัสสปเปรียบประดุจพระจันทร์ พรากกาย พรากจิตออกแล้ว เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์ไม่คนองในสกุลทั้งหลาย เข้าไปสู่สกุล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว กถํรูโป ภิกฺขุ อรหติ กุลานิ อุปสงฺกมิตุนฺติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ภควํเนตฺติกา ภควํปฏิสรณา สาธุ วต ภนฺเต ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ อถ โข ภควา อากาเส ปาณึ จาเลสิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อยํ อากาเส ปาณิ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขุโน กุลานิ อุปสงฺกมโต กุเลสุ จิตฺตํ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ ลภนฺตุ ลาภกามา ปุญฺญกามา กโรนฺตุ ปน ๑ ปุญฺญานีติ ยถาสเกน ลาเภน อตฺตมโน โหติ สุมโน เอวํ ปเรสํ ลาเภน อตฺตมโน โหติ สุมโน ฯ เอวรูโป โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหติ กุลานิ อุปสงฺกมิตุํ ฯ กสฺสปสฺส ภิกฺขเว กุลานิ อุปสงฺกมโต กุเลสุ จิตฺตํ น สชฺชติ น คยฺหติ น พชฺฌติ ลภนฺตุ ลาภกามา ปุญฺญกามา กโรนฺตุ ปน ๑ ปุญฺญานีติ ยถาสเกน ลาเภน อตฺตมโน โหติ สุมโน เอวํ ปเรสํ ลาเภน อตฺตมโน โหติ สุมโน ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุชนิดไร จึง

สมควรเข้าไปสู่สกุล ฯ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ ดังนี้ ฯ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงโบกฝ่าพระหัตถ์ในอากาศ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายฝ่ามือนี้ ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพันในอากาศ ฉันใด จิตของภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล ไม่ข้อง ไม่ยึดไม่พัวพัน ฉันนั้นเหมือนกัน โดยตั้งใจว่าผู้ปรารถนาลาภ จงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนาบุญ จงทำบุญ ดังนี้ ภิกษุเป็นผู้พอใจดีใจ ด้วยลาภตามที่เป็นของตน ฉันใด ก็เป็นผู้พลอยพอใจ ดีใจด้วยลาภของชนเหล่าอื่น ฉันนั้น ภิกษุผู้เห็นปานนี้แล จึงควรเข้าไปสู่สกุล ภิกษุทั้งหลายจิตของภิกษุผู้เข้าไปสู่สกุล ไม่ข้อง ไม่ยึด ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย โดยคิดว่าผู้ปรารถนาลาภ จงได้ลาภ ส่วนผู้ปรารถนาบุญ จงทำบุญ ดังนี้ กัสสปเป็นผู้พอใจ ดีใจ ด้วยลาภตามที่เป็นของตนฉันใด ก็เป็นผู้พลอยพอใจ ดีใจ ด้วยลาภของชนเหล่าอื่น ฉันนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว กถํรูปสฺส ภิกฺขุโน อปริสุทฺธา ธมฺมเทสนา โหติ กถํรูปสฺส ภิกฺขุโน ปริสุทฺธา ธมฺมเทสนา โหตีติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ภควํเนตฺติกา ภควํปฏิสรณา สาธุ วต ภนฺเต ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ ภิกฺขเว สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ โย หิ โกจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํจิตฺโต ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ อโห วต เม ธมฺมํ สุเณยฺยุํ สุตฺวา จ ปน ธมฺมํ ปสีเทยฺยุํ ปสนฺนาว ๒ เม ปสนฺนาการํ กเรยฺยุนฺติ ฯ เอวรูปสฺส โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปริสุทฺธา ธมฺมเทสนา โหติ ฯ

โย จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํจิตฺโต ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ๑ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ อโห วต เม ธมฺมํ สุเณยฺยุํ สุตฺวา จ ปน ธมฺมํ อาชาเนยฺยุํ อาชานิตฺวา จ ปน ตถตฺตาย ปฏิปชฺเชยฺยุนฺติ อิติ ธมฺมสุธมฺมตํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ การุญฺญํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ อนุทยํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ อนุกมฺปํ อุปาทาย ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ ฯ เอวรูปสฺส โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปริสุทฺธา ธมฺมเทสนา โหติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปนสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปสนฺนา จ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไร ไม่บริสุทธิ์ ธรรมเทศนาของภิกษุชนิดไร บริสุทธิ์ ฯ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้เนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้ ดังนี้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมีความคิดอย่างนี้ว่าโอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้วพึงเลื่อมใสซึ่งธรรม ผู้ที่เลื่อมใสแล้วเท่านั้น จะพึงทำอาการของผู้เลื่อมใสต่อเราดังนี้ ย่อมแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น ภิกษุทั้งหลายธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แล ไม่บริสุทธิ์ ส่วนภิกษุใดแล เป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาลควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตนโอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้ว จะพึงรู้ทั่วถึงธรรมก็แลครั้นรู้ทั่วถึงแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความที่แห่งพระธรรมเป็นธรรมอันดี จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความกรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความเอ็นดูจึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความอนุเคราะห์ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นด้วยประการฉะนี้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเทศนาของภิกษุเห็นปานนี้แล บริสุทธิ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กสฺสโป ภิกฺขเว เอวํจิตฺโต ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ๑ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ อโห วต เม ธมฺมํ สุเณยฺยุํ สุตฺวา จ ปน ธมฺมํ อาชาเนยฺยุํ อาชานิตฺวา จ ปน ตถตฺตาย ปฏิปชฺเชยฺยุนฺติ อิติ ธมฺมสุธมฺมตํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ การุญฺญํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ อนุทยํ ปฏิจฺจ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ อนุกมฺปํ อุปาทาย ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ ฯ กสฺสเปน วา หิ โว ภิกฺขเว โอวทิสฺสามิ โย วา ปนสฺส กสฺสปาทิโส โอวทิเตหิ จ ปน โว ตถตฺตาย ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ตติยํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย กัสสปเป็นผู้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระธรรมอันพระผู้มี

พระภาคตรัสไว้ดีแล้ว เป็นข้อปฏิบัติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน โอหนอ ชนทั้งหลายพึงฟังธรรมของเรา ก็แลครั้นฟังแล้ว จะพึงรู้ทั่วถึงธรรม ก็แลครั้นรู้ทั่วถึงแล้ว จะพึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น

ดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความที่ธรรมเป็นธรรมอันดี จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นอาศัยความกรุณา จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยความเอ็นดู จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่นอาศัยความอนุเคราะห์ จึงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักกล่าวสอนพวกเธอตามอย่างกัสสป หรือผู้ใดพึงเป็นเช่นกัสสปเราก็จักกล่าวสอนให้ประพฤติตามผู้นั้น ก็แลพวกเธอได้รับโอวาทแล้ว พึงปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ดังนี้ ฯ

จบสูตรที่ ๓

จบ ๓. จันทูปมสูตร