วรรคที่ ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๘–๒๖๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในติกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อิติวุตฺตเก ติกนิปาตสฺส จตุตฺถวคฺโค
อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔
๑. วิตักกสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ วิตักกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๑ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตโยเม ภิกฺขเว อกุสลา วิตกฺกา กตเม ตโย อนวญฺญตฺติปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ลาภสกฺการสิโลกปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก ปรานุทฺทยตาปฏิสํยุตฺโต วิตกฺโก อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อกุสลา วิตกฺกาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ
อนวญฺญตฺติสญฺญุตฺโต ลาภสกฺการคารโว
สหนนฺทิ ๒ อมจฺเจหิ อารา สํโยชนกฺขยา
โยธ ๓ ปุตฺเต ๔ ปสุํ หิตฺวา วิวาโส ๕ สงฺคหานิ ๖ จ
ภพฺโพ โส ตาทิโส ภิกฺขุ ผุฏฺฐุํ สมฺโพธิมุตฺตมนฺติ ฯ ปฐมํ ฯ
๑ โป. ภิทุรา ธาตุํ ฯ ม. ภิทุโร ฯ ๒ ม. สหนนฺที ฯ ๓ ม. ยุ. โย จ ฯ
๔ ม. ปุตฺตปสุํ ฯ ๕ โป. ม. วิวาเห ฯ ๖ ม. สํหรานิ จ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ วิตกประกอบด้วยการไม่ให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ๑ วิตกประกอบด้วยลาภ สักการะและความสรรเสริญ ๑ วิตกประกอบด้วยความเอ็นดูในผู้อื่น ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายอกุศลวิตก ๓ ประการนี้แล ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยการไม่ให้ผู้อื่นดูหมิ่นตน ผู้หนักในลาภและ
สักการะ มีปรกติยินดีกับด้วยอำมาตย์ทั้งหลาย เป็นผู้ห่างไกลจากความ
สิ้นไปแห่งสังโยชน์ ภิกษุใดในธรรม วินัยนี้ ละบุตร ปศุสัตว์
การให้กระทำวิวาหะ และการหวงแหนเสียได้ ภิกษุผู้เช่นนั้นๆ
เป็นผู้ควรเพื่อจะบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ฯ
จบสูตรที่ ๑
๒. สักการสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ สักการสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๒ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ฯ
ตํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว นาญฺญสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา สุตฺวา วทามิ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ฯ อปิ จ ภิกฺขเว ยเทว เม สามํ ญาตํ สามํ ทิฏฺฐํ สามํ วิทิตํ ตเทวาหํ วทามิ ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา อสกฺกาเรน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว สตฺตา สกฺกาเรน จ อสกฺกาเรน จ ตทุภเยน อภิภูตา ปริยาทินฺนจิตฺตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนาติ ฯ
ยสฺส สกฺการิยมานสฺส ๑ อสกฺกาเรน จูภยํ
สมาธิ น วิกมฺปติ อปฺปมาทวิหาริโน
ตํ ฌายินํ สาตติกํ สุขุมทิฏฺฐิวิปสฺสกํ
อุปาทานกฺขยารามํ อาหุ สปฺปุริโส อิตีติ ฯ ทุติยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสัตว์ผู้อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไปเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราได้เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเราได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะและความไม่สักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวคำนั้นแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสัตว์อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว ... เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะได้ฟังต่อสมณะหรือพราหมณ์อื่นก็หามิได้ก็แต่ว่าเรารู้มาเอง เห็นมาเอง ทราบมาเอง จึงกล่าวคำนั้นแลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราได้เห็นสัตว์อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเราได้เห็นสัตว์อันความไม่สักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เราได้เห็นสัตว์อันสักการะและความไม่สักการะทั้งสองครอบงำย่ำยีจิตแล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
สมาธิของบุคคลใดผู้อันบุคคลสักการะอยู่ ผู้มีปรกติอยู่ด้วยความไม่
ประมาท ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสักการะและความไม่สักการะทั้งสองพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าว บุคคลมีปรกติเพ่ง ผู้มีความเพียรเป็นไปติดต่อผู้เห็นแจ้งทิฐิอันสุขุม มีความสิ้นอุปาทาน
เป็นที่มายินดีว่าเป็นสัปบุรุษ ฯ
จบสูตรที่ ๒
๓. สัททสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ สัททสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๓ ตโยเม ภิกฺขเว เทเวสุ เทวสทฺทา นิจฺฉรนฺติ สมยา สมยํ อุปาทาย กตเม ตโย ๑ ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวโก เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย เจเตติ ตสฺมึ [๒] สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก มาเรน สทฺธึ สงฺคามาย เจเตตีติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ ๒ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อริยสาวโก สตฺตนฺนํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก มาเรน สทฺธึ สงฺคาเมตีติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ ๓ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ยสฺมึ สมเย อริยสาวโก อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตสฺมึ ภิกฺขเว สมเย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ เอโส อริยสาวโก วิชิตสงฺคาโม ตเมว สงฺคามสีสํ อภิวิชิย อชฺฌาวสตีติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย เทเวสุ เทวสทฺโท นิจฺฉรติ สมยา สมยํ อุปาทาย ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย เทเวสุ เทวสทฺทา นิจฺฉรนฺติ สมยา สมยํ อุปาทายาติ ฯ
ทิสฺวา วิชิตสงฺคามํ สมฺมาสมฺพุทฺธสาวกํ
เทวตาปิ นมสฺสนฺติ มหนฺตํ วีตสารทํ
นโม เต ปุริสาชญฺญ โย ตฺวํ ทุชฺชยมชฺฌภู ๑
เชตฺวาน มจฺจุโน เสนํ วิโมกฺเขน อนาวรํ ๒
อิติเหตํ นมสฺสนฺติ เทวตา ปตฺตมานสํ
ตญฺหิ ตสฺส นมสฺสนฺติ เยน มจฺจุวสํ วเชติ ฯ ตติยํ ฯ
๑ ม. ยุ. สกฺกริยมานสฺส ฯ ๒ ยุ. ภิกฺขเว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียง (ที่เกิดขึ้นเพราะปีติ) ของเทวดา๓ อย่างนี้
ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ๓ อย่างเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระอริยสาวกย่อมคิดเพื่อจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่าพระอริยสาวกนี้ย่อมคิดเพื่อทำสงครามกับมาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๑ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ฯ
อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม๗ ประการ ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนั้นทำสงครามกับมาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดา ข้อที่ ๒ ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย
อีกประการหนึ่ง ในสมัยใด พระอริยสาวกกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ในสมัยนั้น เสียงของเทวดาย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาว่า พระอริยสาวกนี้พิชิตสงครามชนะแดนแห่งสงครามนั้นแล้วครอบครองอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเสียงของเทวดาข้อที่ ๓ย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงของเทวดา๓ ประการนี้แลย่อมเปล่งออกไปในเหล่าเทวดาเพราะอาศัยสมัยแต่สมัย ฯ
แม้เทวดาทั้งหลาย เห็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ชนะสงคราม
แล้ว เป็นผู้ใหญ่ ปราศจากความครั่นคร้ามย่อมนอบน้อมด้วยคำว่า
ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้ครอบงำกิเลสที่เอาชนะ
ได้ยาก ชนะเสนาแห่งมัจจุ ผู้กางกั้นไว้มิได้ด้วยวิโมกข์เทวดาทั้งหลาย
ย่อมนอบน้อมพระขีณาสพผู้มีอรหัตผลอันบรรลุแล้วนี้ ด้วยประการฉะนี้
เพราะเทวดาทั้งหลายไม่เห็นเหตุแม้มีประมาณน้อย ของพระขีณาสพ
ผู้เป็นบุรุษอาชาไนยนั้นอันเป็นเหตุให้ท่านเข้าถึงอำนาจของมัจจุได้ ฉะนั้นจึงพากันนอบน้อมพระขีณาสพนั้น ฯ
จบสูตรที่ ๓
๔. จวมานสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ จวมานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๔ ยทา ภิกฺขเว เทโว เทวกายา จวนธมฺโม โหติ ปญฺจสฺส ปุพฺพนิมิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ มาลา มิลายนฺติ วตฺถานิ กิลิสฺสนฺติ กจฺเฉหิ เสทา มุจฺจนฺติ กาเย ทุพฺพณฺณิยํ โอกฺกมติ สเก เทโว เทวาสเน นาภิรมตีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว เทวา จวนธมฺโม อยํ เทวปุตฺโตติ อิติ วิทิตฺวา ตีหิ วาจาหิ อนุโมทนฺติ อิโต โภ สุคตึ คจฺฉ สุคตึ คนฺตฺวา สุลทฺธลาภํ ลภ สุลทฺธลาภํ ลภิตฺวา สุปติฏฺฐิโต ภวาหีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด เทวดาเป็นผู้จะต้องจุติจากเทพนิกายเมื่อนั้น
นิมิตร ๕ ประการ ย่อมปรากฏแก่เทวดานั้น คือ ดอกไม้ย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ผ้าย่อมเศร้าหมอง ๑เหงื่อย่อมไหลออกจากรักแร้ ๑ ผิวพรรณเศร้าหมองย่อมปรากฏที่กาย ๑ เทวดาย่อมไม่ยินดีในทิพอาสน์ของตน ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายเทวดาทั้งหลายทราบว่า เทพบุตรนี้จะต้องเคลื่อนจากเทพนิกาย ย่อมพลอยยินดีกะเทพบุตรนั้นด้วยถ้อยคำ ๓ อย่างว่า แน่ะท่านผู้เจริญ ขอท่านจากเทวโลกนี้ไปสู่สุคติ ๑ ครั้นไปสู่สุคติแล้ว ขอจงได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ๑ ครั้นได้ลาภที่ท่านได้ดีแล้ว ขอจงเป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยดี ๑ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กินฺนุ โข ภนฺเต เทวานํ สุคติคมนสงฺขาตํ กิญฺจิ ภนฺเต เทวานํ สุลทฺธลาภสงฺขาตํ กึ ปน ภนฺเต เทวานํ สุปติฏฺฐิตสงฺขาตนฺติ ฯ มนุสฺสตฺตํ โข ภิกฺขเว ๑ เทวานํ สุคติคมนสงฺขาตํ ยํ มนุสฺสภูโต สมาโน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ ปฏิลภติ อิทํ โข ภิกฺขเว เทวานํ สุลทฺธลาภสงฺขาตํ สา โข ปนสฺส สทฺธา นิวิฏฺฐา โหติ มูลชาตา ปติฏฺฐิตา ทฬฺหา อสํหาริยา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ อิทํ โข ภิกฺขเว เทวานํ สุปติฏฺฐิตสงฺขาตนฺติ ฯ
ยทา เทโว เทวกายา จวติ อายุสงฺขยา
ตโย สทฺทา นิจฺฉรนฺติ เทวานํ อนุโมทตํ
อิโต โภ สุคตึ คจฺฉ มนุสฺสานํ สหพฺยตํ
มนุสฺสภูโต สทฺธมฺเม ลภ สทฺธํ อนุตฺตรํ
สา เต สทฺธา นิวิฏฺฐสฺส มูลชาตา ปติฏฺฐิตา
ยาวชีวํ อสํหิรา สทฺธมฺเม สุปเวทิเต ฯ
กายทุจฺจริตํ หิตฺวา วจีทุจฺจริตานิ จ
มโนทุจฺจริตํ หิตฺวา ยญฺจญฺญํ โทสสญฺญิตํ
กาเยน กุสลํ กตฺวา วาจาย กุสลํ พหุํ
มนสา กุสลํ กตฺวา อปฺปมาณํ นิรูปธึ ฯ
ตโต โอปธิกํ ปุญฺญํ กตฺวา ทาเนน ตํ พหุํ
อญฺเญปิ มจฺเจ สทฺธมฺเม พฺรหฺมจริเย นิเวสย ๒
อิมาย อนุกมฺปาย เทวา เทวํ ยทา วิทู
จวนฺตํ อนุโมทนฺติ เอหิ เทว ปุนปฺปุนนฺติ ฯ จตุตฺถํ ฯ
๑ โป. ทุชฺชยมชฺฌยิ ฯ ๒ โป. อนาสวํ ฯ
๑ ม. ภิกฺขุ ฯ ๒ ยุ. นิเวสเย ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลายอะไรเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว อนึ่ง อะไรเป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลายพระเจ้าข้า ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์แล เป็นส่วนแห่งการไปสู่สุคติของเทวดาทั้งหลาย เทวดาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมได้ศรัทธาในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว นี้แลเป็นส่วนแห่งลาภที่เทวดาทั้งหลายได้ดีแล้ว ก็ศรัทธาของเทวดานั้นแลเป็นคุณชาติตั้งลง มีมูลเกิดแล้วประดิษฐานมั่นคง อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ ในโลก พึงนำไปไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นส่วนแห่งการตั้งอยู่ด้วยดีของเทวดาทั้งหลาย ฯ
เมื่อใด เทวดาจะต้องจุติจากเทพนิกายเพราะความสิ้นอายุเมื่อนั้น
เสียง ๓ อย่างของเทวดาทั้งหลายผู้พลอยยินดีย่อมเปล่งออกไปว่า
แน่ะท่านผู้เจริญ ท่านจากเทวโลกนี้ไปแล้วจงถึงสุคติ จงถึงความเป็นสหายแห่งมนุษย์ทั้งหลายเถิดท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอย่างยิ่งในพระสัทธรรมศรัทธาของท่านนั้นพึงเป็นคุณชาติตั้งลงมั่น มีมูลเกิด
แล้วมั่นคงในพระสัทธรรมที่พระตถาคตประกาศดีแล้ว อันใครๆพึงนำไปมิได้ตลอดชีพ ท่านจงละกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต และอย่า
กระทำอกุศลกรรมอย่างอื่นที่ประกอบด้วยโทษ กระทำกุศลด้วยกาย
ด้วยวาจาให้มาก กระทำกุศลด้วยใจหาประมาณมิได้ หาอุปธิมิได้
แต่นั้นท่านจงกระทำบุญอันให้เกิดสมบัตินั้นให้มาก ด้วยทาน แล้วยัง
สัตว์แม้เหล่าอื่นให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจรรย์ เมื่อใด
เทวดาพึงรู้แจ้งซึ่งเทวดาผู้จะจุติ เมื่อนั้น ย่อมพลอยยินดีด้วยความ
อนุเคราะห์นี้ว่า แน่ะเทวดา ท่านจงมาบ่อยๆ ฯ
จบสูตรที่ ๔
๕. โลกสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ โลกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๕ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ กตเม ตโย ๑ อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ
๒ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ตสฺเสว สตฺถุโน สาวโก อรหํ โหติ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยมฺปิ ภิกฺขเว ทุติโย ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ ๓ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ตสฺเสว สตฺถุโน สาวโก เสกฺโข โหติ ปาฏิปโท พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน โสปิ ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ อยมฺปิ ภิกฺขเว ตติโย ปุคฺคโล โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ
สตฺถา หิ โลเก ปฐโม มเหสี
ตสฺสนฺวโย สาวโก ภาวิตตฺโต
อถาปโร ปาฏิปโทปิ เสกฺโข
พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน ฯ
เอเต ตโย เทวมนุสฺสเสฏฺฐา
ปภงฺกรา ธมฺมมุทีริยนฺตา ๑
อปาปุรนฺติ ๒ อมตสฺส ทฺวารํ
โยคา ปโมจนฺติ พหุชนํ เต ฯ
เย สตฺถวาเหน อนุตฺตเรน
สุเทสิตํ มคฺคมนุกฺกมนฺติ
อิเธว ทุกฺขสฺส กโรนฺติ อนฺตํ
เย อปฺปมตฺตา สุคตสฺส สาสเนติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลกย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมพระตถาคตพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ ๑ นี้เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
อีกประการหนึ่ง พระสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นแหละเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่
จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้วมีประโยชน์ของตนอันบรรลุแล้วมีสังโยชน์ในภพสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ สาวกนั้นแสดงธรรมงามในเบื้องต้นงามในท่ามกลาง งามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้บุคคลที่ ๒ นี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลกย่อมอุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
อีกประการหนึ่ง พระสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นแหละ ยังเป็นผู้ศึกษาปฏิบัติอยู่มีพระปริยัติธรรมสดับมามาก ประกอบด้วยศีลและวัตร แม้พระสาวกนั้นก็แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลที่ ๓ นี้ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก อุบัติขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
พระศาสดาแล ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นบุคคลที่ ๑ ในโลก
พระสาวกผู้เกิดตามพระศาสดานั้น ผู้มีตนอันอบรมแล้วต่อมาพระสาวกอื่นอีกแม้ยังศึกษาปฏิบัติอยู่ ได้สดับมามากประกอบด้วยศีลและวัตร
บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น เป็นผู้ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ บุคคล๓ จำพวกเหล่านั้น ส่องแสงสว่าง แสดงธรรมอยู่ ย่อมเปิดประตูแห่ง
อมตนิพพาน ย่อมช่วยปลดเปลื้องชนเป็นอันมากจากโยคะชนทั้งหลาย
ผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคที่พระศาสดาผู้นำพวก ผู้ยอดเยี่ยมทรงแสดงดีแล้วเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระสุคต ย่อมกระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์
ในอัตภาพนี้ได้แท้ ฯ
จบสูตรที่ ๕
๖. อสุภสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ อสุภสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๖ อสุภานุปสฺสี ภิกฺขเว กายสฺมึ วิหรถ อานาปานสฺสติ จ โว อชฺฌตฺตํ ปริมุขํ สุปติฏฺฐิตา โหตุ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสิโน วิหรถ ฯ อสุภานุปสฺสีนํ ภิกฺขเว กายสฺมึ วิหรตํ โย สุภาย ธาตุยา ราคานุสโย โส ปหียติ ฯ อานาปานสฺสติยา อชฺฌตฺตํ ปริมุขํ สุปติฏฺฐิตาย ๑ เย พาหิรา วิตกฺกาสยา วิฆาตปกฺขิกา เต น โหนฺติ ฯ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิจฺจานุปสฺสีนํ วิหรตํ ยา อวิชฺชา สา ปหียติ ยา วิชฺชา สา อุปฺปชฺชตีติ ฯ
อสุภานุปสฺสี กายสฺมึ อานาปาเน ปฏิสฺสโต
สพฺพสงฺขารสมถํ ปสฺสํ อาตาปิ สพฺพทา ฯ
ส เว สมฺมทฺทโส ภิกฺขุ ยโต ตตฺถ วิมุจฺจติ
อภิญฺญาโวสิโต สนฺโต ส เว โยคาติโค มุนีติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ม. ยุ. ธมฺมมุทีรยนฺตา ฯ ๒ ยุ. อปาวุณนุติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่จงเข้าไปตั้งอานาปาณสติไว้เฉพาะหน้าในภายใน และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่ย่อมละราคานุสัยในเพราะความเป็นธาตุงามได้ เมื่อเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งอานาปาณสติไว้เฉพาะหน้าในภายในธรรมเป็นที่มานอนแห่งวิตกทั้งหลาย (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ย่อมไม่มี เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ฯ
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย มีสติเฉพาะในลมหายใจ
มีความเพียรทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขาร
ทั้งปวง ภิกษุนั้นแล ผู้เห็นโดยชอบพยายามอยู่ ย่อมน้อมไปใน
นิพพานเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง ภิกษุนั้นแล ผู้อยู่จบอภิญญา
สงบระงับล่วงโยคะเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี ฯ
จบสูตรที่ ๖
๗. ธรรมสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ ธรรมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๗ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ เวยฺยากรณาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโนยนฺติ ภาสมาโน ธมฺมญฺเญว ภาสติ โน อธมฺมํ วิตกฺกยมาโน ปน ๒ ธมฺมวิตกฺกญฺเญว วิตกฺเกติ โน อธมฺมวิตกฺกํ ตทุภยํ [๓] อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโนติ ฯ
ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ
ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ
จรํ วา ยทิ วา ติฏฺฐํ นิสินฺโน อุท วา สยํ
อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ สนฺติเมวาธิคจฺฉตีติ ฯ สตฺตมํ ฯ
เมื่อภิกษุกล่าวว่า ผู้นี้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม เพื่อพยากรณ์ด้วยธรรมอันสมควรใด ธรรมอันสมควรนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ดังนี้ ชื่อว่าย่อมกล่าวธรรมอย่างเดียว ย่อมไม่ตรึกถึงวิตกที่เป็นธรรม ภิกษุเว้นการกล่าวธรรมและการตรึกถึงอธรรมทั้ง ๒ นั้นเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฯ
ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรมอยู่ระลึกถึง
ธรรมอยู่เนืองๆ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรมภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่
ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ให้จิตของตนสงบอยู่ ณ ภายใน ย่อมถึง
ความสงบอันแท้จริง ฯ
จบสูตรที่ ๗
๘. อันธการสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ อันธการสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๘ ตโยเม ภิกฺขเว อกุสลวิตกฺกา อนฺธกรณา อจกฺขุกรณา อญฺญาณกรณา ปญฺญานิโรธิกา วิฆาตปกฺขิกา อนิพฺพานสํวตฺตนิกา กตเม ตโย กามวิตกฺโก ภิกฺขเว อนฺธกรโณ อจกฺขุกรโณ อญฺญาณกรโณ ปญฺญานิโรธิโก วิฆาตปกฺขิโก อนิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ พฺยาปาทวิตกฺโก ภิกฺขเว อนฺธกรโณ อจกฺขุกรโณ อญฺญาณกรโณ ปญฺญานิโรธิโก วิฆาตปกฺขิโก อนิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ วิหึสาวิตกฺโก ภิกฺขเว อนฺธกรโณ อจกฺขุกรโณ อญฺญาณกรโณ ปญฺญานิโรธิโก วิฆาตปกฺขิโก อนิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อกุสลา วิตกฺกา อนฺธกรณา อจกฺขุกรณา อญฺญาณกรณา ปญฺญานิโรธิกา วิฆาตปกฺขิกา อนิพฺพานสํวตฺตนิกา ฯ
๑ ยุ. สูปฏฺฐิตาย ฯ ๒ ม. ยุ. วา ฯ ๓ ม. วา ปน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก ๓ ประการนี้ กระทำความมืดมน ไม่กระทำปัญญาจักษุ กระทำความไม่รู้ ยังปัญญาให้ดับ เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน อกุศลวิตก ๓ ประการเป็นไฉน คือกามวิตก ๑ พยาบาทวิตก ๑ วิหิงสาวิตก ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลวิตก๓ ประการนี้แล กระทำความมืดมน ไม่กระทำปัญญาจักษุกระทำความไม่รู้ยังปัญญาให้ดับ เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฯ
ตโยเม ภิกฺขเว กุสลา วิตกฺกา อนนฺธกรณา จกฺขุกรณา ญาณกรณา ปญฺญาวุทฺธิกา อวิฆาตปกฺขิกา นิพฺพานสํวตฺตนิกา กตเม ตโย เนกฺขมฺมวิตกฺโก ภิกฺขเว อนนฺธกรโณ จกฺขุกรโณ ญาณกรโณ ปญฺญาวุทฺธิโก อวิฆาตปกฺขิโก นิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ อพฺยาปาทวิตกฺโก ภิกฺขเว อนนฺธกรโณ จกฺขุกรโณ ญาณกรโณ ปญฺญาวุทฺธิโก อวิฆาตปกฺขิโก นิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ อวิหึสาวิตกฺโก ภิกฺขเว อนนฺธกรโณ จกฺขุกรโณ ญาณกรโณ ปญฺญาวุทฺธิโก อวิฆาตปกฺขิโก นิพฺพานสํวตฺตนิโก ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย กุสลา วิตกฺกา อนนฺธกรณา จกฺขุกรณา ญาณกรณา ปญฺญาวุทฺธิกา อวิฆาตปกฺขิกา นิพฺพานสํวตฺตนิกาติ ฯ
ตโย วิตกฺเก กุสเล วิตกฺกเย
ตโย ปน อกุสเล นิรากเร
ส เว วิตกฺกานิ วิจาริตานิ
สเมติ วุฏฺฐีว รชํ สมูหตํ
ส เว วิตกฺกูปสเมน เจตสา
อิเธว โส สนฺติปทํ สมชฺชคาติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลวิตก ๓ ประการนี้ ไม่กระทำความมืดมนกระทำปัญญาจักษุ กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน กุศลวิตก ๓ ประการเป็นไฉน คือ เนกขัมมวิตก ๑ อพยาบาทวิตก ๑อวิหิงสาวิตก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลวิตก ๓ประการนี้แล ไม่กระทำความมืดมน กระทำปัญญาจักษุ กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน ฯ
พึงตรึกกุศลวิตก ๓ ประการ แต่พึงนำอกุศลวิตก ๓ ประการออกเสียพระโยคาวจรนั้นแล ยังมิจฉาวิตกทั้งหลายให้สงบระงับ เปรียบเหมือนฝนยังธุลีที่ลมพัดฟุ้งขึ้นแล้วให้สงบฉะนั้น พระโยคาวจรนั้น มีใจอัน
เข้าไปสงบวิตก ได้ถึงสันตบทคือนิพพานในปัจจุบันนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๘
๙. มลสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ มลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๙ ตโยเม ภิกฺขเว อนฺตรา มลา อนฺตรา อมิตฺตา อนฺตรา สปตฺตา อนฺตรา วธกา อนฺตรา ปจฺจตฺถิกา กตเม ตโย โลโภ ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ โทโส ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ โมโห ภิกฺขเว อนฺตรา มโล อนฺตรา อมิตฺโต อนฺตรา สปตฺโต อนฺตรา วธโก อนฺตรา ปจฺจตฺถิโก ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย อนฺตรา มลา อนฺตรา อมิตฺตา อนฺตรา สปตฺตา อนฺตรา วธกา อนฺตรา ปจฺจตฺถิกาติ ฯ
อนตฺถชนโน โลโภ โลโภ จิตฺตปฺปโกปโน
ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ
ลุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โลโภ สหเต นรํ ฯ
โย จ โลภํ ปหนฺตฺวาน โลภเนยฺเย น ลุพฺภติ
โลโภ ปหิยฺยเต ตมฺหา อุทพินฺทุว ๑ โปกฺขรา ฯ
อนตฺถชนโน โทโส โทโส จิตฺตปฺปโกปโน
ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ
ทุฏฺโฐ อตฺถํ น ชานาติ ทุฏฺโฐ ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โทโส สหเต นรํ ฯ
โย จ โทสํ ปหนฺตฺวาน โทสเนยฺเย น ทุสฺสติ
โทโส ปหิยฺยเต ตมฺหา ตาลปกฺกํว พนฺธนา ฯ
อนตฺถชนโน โมโห โมโห จิตฺตปฺปโกปโน
ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ
มูโฬฺห อตฺถํ น ชานาติ มูโฬฺห ธมฺมํ น ปสฺสติ
อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ ฯ
โย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน โมหเนยฺเย น มุยฺหติ
โมหํ วิหนฺติ โส สพฺพํ อาทิจฺโจวุทยํ ตมนฺติ ฯ นวมํ ฯ
๑ โป. ม. อุทพินฺทูว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทินในภายใน ๓ ประการนี้ เป็นอมิตรเป็นศัตรูเป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึกในภายใน ๓ ประการเป็นไฉน คือ โลภะ ๑โทสะ ๑ โมหะ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทินในภายใน ๓ ประการนี้แล เป็นอมิตร เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่าเป็นข้าศึกในภายใน ฯ
โลภะให้เกิดความฉิบหายโลภะทำจิตให้กำเริบชนไม่รู้สึกโลภะนั้นอันเกิดแล้วในภายในว่าเป็นภัย คนโลภย่อมไม่รู้ประโยชน์ย่อมไม่เห็นธรรม โลภะย่อมครอบงำนรชนในขณะนั้น ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็ผู้ใดละความโลภได้ขาด ย่อมไม่โลภในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ความโลภอันอริยมรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้นเปรียบเหมือนหยดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น โทสะให้เกิดความฉิบหายโทสะทำจิตให้กำเริบ ชนไม่รู้จักโทสะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัยคนโกรธย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โทสะย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็บุคคลใดละโทสะได้ขาด ย่อมไม่ประทุษร้ายในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย โทสะอันอริยมรรคย่อมละเสียได้จากบุคคลนั้น เปรียบเหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น โมหะให้เกิดความฉิบหาย โมหะทำจิตให้กำเริบชนไม่รู้สึกโมหะนั้นอันเกิดในภายในว่าเป็นภัยคนหลงย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ย่อมไม่เห็นธรรม โมหะย่อมครอบงำนรชนในขณะใดความมือตื้อย่อมมีในขณะนั้น ก็บุคคลใดละโมหะได้ขาด ย่อมไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง บุคคลนั้นย่อมกำจัดความหลงได้ทั้งหมดเปรียบเหมือนพระอาทิตย์อุทัยขจัดมืดฉะนั้น ฯ
จบสูตรที่ ๙
๑๐. เทวทัตตสูตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต วรรคที่ ๔ เทวทัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
๑๐ ตีหิ ภิกฺขเว อสทฺธมฺเมหิ อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ กตเมหิ ตีหิ ปาปิจฺฉตาย ภิกฺขเว อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรนิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ ปาปมิตฺตตาย ภิกฺขเว อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉ ฯ สติ โข ปน อุตฺตรึ กรณีเย โอรมตฺตเกน วิเสสาธิคเมน จ ๑ อนฺตรา โวสานํ อาปาทิ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหิ อสทฺธมฺเมหิ อภิภูโต ปริยาทินฺนจิตฺโต เทวทตฺโต อาปายิโก เนรยิโก กปฺปฏฺโฐ อเตกิจฺโฉติ ฯ
มา ชาตุ โกจิ โลกสฺมึ ปาปิจฺโฉ อุปปชฺชถ
ตทิมินาปิ ชานาถ ปาปิจฺฉานํ ยถา คติ ฯ
ปณฺฑิโตติ สมญฺญาโต ภาวิตตฺโตติ สมฺมโต
ชลํ ว ยสสา อตฺถา เทวทตฺโตติ เม ๑ สุตํ ฯ
โส ปมาทมนุจิณฺโณ อาสชฺช นํ ตถาคตํ
อวีจินิรยํ ปตฺโต จตุทฺวารํ ภยานกํ ฯ
อทุฏฺฐสฺส หิ โย ทุพฺเภ ปาปกมฺมํ อกุพฺพโต
ตเมว ปาปํ ผุสฺเสติ ๒ ทุฏฺฐจิตฺตํ อนาทรํ ฯ
สมุทฺทํ วิสกุมฺเภน โย มญฺเญยฺย ปทูสิตุํ ๓
น โส เตน ปทูเสยฺย ตสฺมา หิ อุทธี มหา ฯ
เอวเมตํ ตถาคตํ โย วาเทน วิหึสติ
สมฺมคฺคตํ สนฺตจิตฺตํ วาโท ตมฺหิ น รูหติ ฯ
ตาทิสํ มิตฺตํ กุพฺเพถ ตญฺจ เสเวยฺย ปณฺฑิโต
ยสฺส มคฺคานุโค ภิกฺขุ ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณติ ฯ
อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ
วคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
วิตกฺก สกฺการ สทฺท จวมาน โลเก อสุภํ
ธมฺมํ อนฺธการ มลํ เทวทตฺเตน ทสาติ ฯ
๑ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ
๑ ม. วิสฺสุโต ฯ ๒ ม. ผุสติ ฯ ๓ โป. ปทูสิตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตต์ผู้อันอสัทธรรม ๓ ประการครอบงำย่ำยีจิตแล้วเป็นผู้เกิดในอบาย เกิดในนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้อสัทธรรม ๓ ประการเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตต์ผู้อันความเป็นผู้มีความปรารถนาลามกครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เป็นผู้เกิดในอบาย เกิดในนรกตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ พระเทวทัตต์ผู้อันความเป็นผู้มีมิตรชั่วครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เป็นผู้เกิดในอบาย เกิดในนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ก็เมื่อมรรคและผลที่ควรกระทำให้ยิ่งมีอยู่ พระเทวทัตต์ถึงความพินาศเสียในระหว่างเพราะการบรรลุคุณวิเศษมีประมาณเล็กน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตต์ผู้อันอสัทธรรม ๓ ประการนี้แลครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เป็นผู้เกิดในอบาย เกิดในนรก ตั้งอยู่ตลอดกัป เยียวยาไม่ได้ ฯ
ใครๆ ผู้มีความปรารถนาลามก จงอย่าอุบัติในสัตว์โลกเลย คติของบุคคลผู้มีความปรารถนาลามกเช่นไร ท่านทั้งหลายจงรู้คติเช่นนั้นด้วยเหตุแม้นี้ เราได้สดับมาแล้วว่าพระเทวทัตต์โลกรู้กันว่า เป็นบัณฑิต
ยกย่องกันว่า มีตนอันอบรมแล้ว ดุจรุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ ดำรงอยู่แล้ว
พระเทวทัตต์นั้นประพฤติตามความประมาท เบียดเบียนพระตถาคต
พระองค์นั้น ถึงอเวจีนรกอันมีประตู ๔ น่าพึงกลัวก็ผู้ใดพึงประทุษ
ร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายผู้ไม่กระทำกรรมอันลามก ผลอันลามก
ย่อมถูกต้องผู้นั้นแล ผู้มีจิตประทุษร้ายผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ผู้ใดพึงสำคัญ
เพื่อจะประทุษร้ายสมุทรด้วยหม้อยาพิษผู้นั้นพึงประทุษร้ายด้วยหม้อยาพิษนั้นไม่ได้ เพราะว่าสมุทรใหญ่มาก ผู้ใดย่อมเบียดเบียนพระตถาคต
ผู้ดำเนินไปโดยชอบมีจิตสงบระงับ ด้วยความประทุษร้ายอย่างนี้ ความประทุษร้ายย่อมไม่งอกงามในพระตถาคตพระองค์นั้น ภิกษุผู้ดำเนินไปตามทางของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวกของพระพุทธเจ้าใด พึงถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์ ภิกษุเป็นบัณฑิต พึงกระทำพระพุทธเจ้าหรือ
พระสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เช่นนั้น ให้เป็นมิตร และพึงส้องเสพ
พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกของพระพุทธเจ้านั้น ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๑๐
จบวรรคที่ ๔
_____________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิตักกสูตร ๒. สักการสูตร
๓. สัททสูตร ๔. จวมานสูตร
๕. โลกสูตร ๖. อสุภสูตร
๗. ธรรมสูตร ๘. อันธการสูตร
๙. มลสูตร ๑๐. เทวทัตตสูตร ฯ
จบ วรรคที่ ๔