arnon.world

พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย

ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทส เล่ม ๓๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๘–๔๑๒ (ฉบับหลวง)มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ชตุกณฺณีมาณวกปญฺหานิทฺเทโส

ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทส

ว่าด้วยปัญหาของท่านชตุกัณณี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส จูฬนิทเทส ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๐)

บาลี (สยามรัฐ)

สุตฺวานหํ วีร อกามกามึ (อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณี)

โอฆาติคํ ปุฏฺฐุมกามมาคมํ

สนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺต ๑

ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ

ฉบับหลวง

(ท่านชตุกัณณีทูลถามว่า)

ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่าพระองค์ไม่มีความใคร่กาม ล่วงพ้นห้วงกิเลส จึงมาเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม. ข้าแต่พระองค์ผู้มีญาณดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ ขอพระองค์จงตรัสบอกสันติบท. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมอันแท้จริงนั้นแก่ข้าพระองค์.

บาลี (สยามรัฐ)

สุตฺวานหํ วีร อกามกามินฺติ สุตฺวา สุณิตฺวา อุคฺคเหตฺวา อุปธาเรตฺวา อุปลกฺขยิตฺวา อิติปิ โส ภควา อรหํ ฯเปฯ พุทฺโธ ภควาติ สุตฺวานหํ ฯ วีราติ วีโร ฯ ภควา วิริยวาติ วีโร ฯ ปหูติ วีโร ฯ วิสวีติ วีโร ฯ อลมตฺโตติ วีโร ฯ สูโร วิกฺกนฺโต อภิรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ปหีนภยเภรโว วิคตโลมหํโสติ วีโร ฯ

วิรโต อิธ สพฺพาปาปเกหิ

นิรยทุกฺขมติจฺจ วิริยวาโส

โส วิริยวา ปธานวา

วีโร ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตาติ ฯ

สุตฺวานหํ วีร ฯ อกามกามินฺติ กามาติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ พุทฺธสฺส ภควโต วตฺถุกามา ปริญฺญาตา กิเลสกามา ปหีนา วตฺถุกามานํ ปริญฺญาตตฺตา กิเลสกามานํ ปหีนตฺตา ภควา น กาเม กาเมติ กามา ๑ เสฏฺฐาติ น กาเม ปโมทติ ๒ น กาเม อภิชปฺปติ ตสฺมา พุทฺโธ อกาโม นิกฺกาโม จตฺตกาโม วนฺตกาโม มุตฺตกาโม ปหีนกาโม ปฏินิสฺสฏฺฐกาโม วีตราโค วิคตราโค จตฺตราโค วนฺตราโค มุตฺตราโค ปหีนราโค ปฏินิสฺสฏฺฐราโค นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ สุตฺวานหํ วีร อกามกามึ ฯ อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณีติ อิจฺจาติ ปทสนฺธิ ฯเปฯ ปทานุปุพฺพกเมตํ อิจฺจาติ ฯ อายสฺมาติ ปิยวจนํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ ชตุกณฺณีติ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส โคตฺตํ ฯเปฯ โวหาโรติ อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณี ฯ

๑ ม. สหชเนตฺต ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ข้าพระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่าพระองค์ไม่มีความใคร่กาม ความว่า ข้าพระองค์ได้ยิน ได้ฟัง ศึกษา ทรงจำ เข้าไปกำหนดว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว.

พระผู้มีพระภาคทรงกล้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ทรงมีความเพียร เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ทรงองอาจ. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ให้ผู้อื่นมีความเพียร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวีระ. ผู้สามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วีระ. ผู้แกล้วกล้า ผู้ก้าวหน้า ผู้ไม่ขลาด ผู้ไม่หวาดเสียวผู้ไม่สะดุ้ง ผู้ไม่หนี ละความกลัวความขลาดแล้ว ปราศจากความเป็นผู้ขนลุกขนพอง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้แกล้วกล้า.

พระผู้มีพระภาค ทรงเว้นแล้วจากบาปธรรมทั้งปวงในโลกนี้

ล่วงเสียแล้วซึ่งทุกข์ในนรก ทรงอยู่ด้วยความเพียร. พระองค์

ทรงมีวิริยะมีปธาน ทรงแกล้วกล้า เป็นผู้คงที่ ท่านกล่าว

ว่ามีพระหฤทัยเป็นอย่างนั้น.

เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่า.

โดยอุทานว่า กาม ในอุเทศว่า อกามกามี ดังนี้ กามมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม.

พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงกำหนดรู้วัตถุกาม ทรงละกิเลสกาม เพราะทรงกำหนดรู้วัตถุกาม เพราะทรงละกิเลสกามแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงใคร่กาม ไม่ทรงยินดีกามไม่ทรงติดใจกามทั้งหลายว่า กามทั้งหลายประเสริฐ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่มีกามออกจากกามแล้ว มีกามอันทรงสละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้วปราศจากราคะ มีราคะหายไปแล้ว มีราคะอันทรงสละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว สละคืนแล้วทรงหายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว เป็นผู้เสวยสุข มีพระองค์อันประเสริฐอยู่ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ยินแล้วว่าพระองค์ไม่มีความใคร่กาม.

คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณี ดังนี้ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ บทว่า อิตินี้ เป็นไปตามลำดับบท.

คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง.

คำว่า ชตุกณฺณี เป็นโคตร ฯลฯ เป็นคำบัญญัติเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านชตุกัณณีทูลถามว่า.

บาลี (สยามรัฐ)

โอฆาติคํ ปุฏฺฐุมกามมาคมนฺติ โอฆาติคนฺติ โอฆาติคํ โอฆํ อติกฺกนฺตํ สมติกฺกนฺตํ วีติวตฺตนฺติ โอฆาติคํ ฯ ปุฏฺฐุนฺติ ปุฏฺฐฐ ปุจฺฉิตุํ ยาจิตุํ อชฺเฌสิตุํ ปสาเทตุํ ฯ อกามมาคมนฺติ อกามํ ปุฏฺฐฐ นิกฺกามํ จตฺตกามํ วนฺตกามํ มุตฺตกามํ ปหีนกามํ ปฏินิสฺสฏฺฐกามํ วีตราคํ [๓] จตฺตราคํ วนฺตราคํ มุตฺตราคํ ปหีนราคํ ปฏินิสฺสฏฺฐราคํ อาคมฺหา อาคตมฺหา อุปาคตมฺหา สมฺปตฺตมฺหา ตยา สทฺธึ สมาคตมฺหาติ โอฆาติคํ ปุฏฺฐุมกามมาคมํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว ในอุเทศว่า โอฆาติคํ ปุฏฺฐุ กามมาคมํ ดังนี้

ความว่า ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลส คือ ผู้ก้าวล่วง ก้าวล่วงพร้อม เป็นไปล่วง ซึ่งห้วงกิเลส เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว.

คำว่า เพื่อจะทูลถาม ความว่า เพื่อจะทูลถาม คือ สอบถาม ทูลวิงวอน ทูลเชิญทูลให้ทรงประสาท.

คำว่า จึงมา ... พระองค์ผู้ไม่มีกาม ความว่า ข้าพระองค์มา คือ เป็นผู้มา เข้ามา ถึงพร้อมสมาคมกับพระองค์ เพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม คือ ผู้ออกแล้วจากกาม มีกามอันสละแล้วสำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ปราศจากราคะ มีราคะอันสละ สำรอก ปล่อยละ สละคืนแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ... ผู้ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว จึงมาเพื่อทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม.

บาลี (สยามรัฐ)

สนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺตาติ สนฺตีติ เอเกน อากาเรน สนฺติปิ สนฺติปทํปิ ตญฺเญว อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ วุตฺตเญฺหตํ ภควตา สนฺตเมตํ ปทํ ปณีตเมตํ ปทํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานนฺติ ฯ อถาปเรนากาเรน เย ธมฺมา สนฺตาธิคมาย สนฺติผุสนาย สจฺฉิกิริยาย ๑ สํวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อิเม วุจฺจนฺติ สนฺติปทา ฯ สนฺติปทํ ตาณปทํ เลณปทํ สรณปทํ อภยปทํ อจฺจุตปทํ อมตปทํ นิพฺพานปทํ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหิ ฯ สหาชเนตฺตาติ เนตฺตํ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญาณํ ฯ พุทฺธสฺส ภควโต เนตฺตญฺจ ชินภาโว จ โพธิยา มูเล อปุพฺพํ อจริมํ เอกสฺมึ ขเณ อุปฺปนฺโน ตสฺมา พุทฺโธ สหาชเนตฺโตติ สนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺต ฯ

๑-๒ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ เอตฺถนฺตเร น กาเม ปตฺเถติ น กาเม ปิเหติ น กาเม

อภิชปฺปติ ฯ เย กาเม กาเมนฺติ กาเม ปตฺเถนฺติ กาเม ปิเหนฺติ กาเม อภิชปฺปนฺติ ฯ

เต กามกามิโน ราคราคิโน สญฺญาสญฺญิโน ฯ ภควา น กาเม กาเมติ น กาเม ปตฺเถติ น

กาเม ปิเหติ น กาเม อภิชปฺปติ ฯ ๓ ม. วิคตราคํ ฯ

ฉบับหลวง

สันติก็ดี สันติบทก็ดี ย่อมมีโดยอาการเดียวกัน สันติบทนั้นนั่นแหละ

เป็นอมตนิพพาน ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ชื่อว่า สันติ ในอุเทศว่าสนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺต ดังนี้.

สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า บทนี้สงบ บทนี้ประณีต คือความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด.

โดยอาการอีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใด ย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุความสงบ เพื่อถูกต้องความสงบ เพื่อทำให้แจ้งความสงบ ธรรมเหล่านั้น คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้ท่านกล่าวว่าสันติบท. ขอพระองค์จงตรัสบอก ... ขอจงประกาศซึ่งสันติบท คือ บทที่ต้านทาน บทที่ซ่อนเร้นบทเป็นสรณะ บทที่ไม่มีภัย บทที่ไม่มีความเคลื่อน บทอมตะ บทนิพพาน. สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่า ญาณเป็นดังดวงตา ในคำว่า สหาชเนตฺต ดังนี้. ญาณเป็นดังดวงตาและความเป็นพระชินเจ้า เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันที่ควงไม้โพธิพฤกษ์ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้า จึงชื่อว่า มีญาณเป็นดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีญาณเป็นดังดวงตาอันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ขอพระองค์จงตรัสบอกสันติบท.

บาลี (สยามรัฐ)

ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ยถาตจฺฉํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ โย โส สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ พฺรูหิ เม ตนฺติ พฺรูหิ อาจิกฺขาหิ ฯเปฯ ปกาเสหีติ ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ

สุตฺวานหํ วีร อกามกามึ (อิจฺจายสฺมา ชตุกณฺณี)

โอฆาติคํ ปุฏฺฐุมกามมาคมํ

สนฺติปทํ พฺรูหิ สหาชเนตฺต

ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เม ตนฺติ ฯ

๑ ม. สนฺติสจฺฉิกิริยาย ฯ

ฉบับหลวง

อมตนิพพาน คือ ความสงบสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ ความออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ท่านกล่าวว่ายถาตจฺฉํ ในอุเทศว่า ยถาตจฺฉํ ภควา พฺรูหิ เม ตํ ดังนี้.

คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.

คำว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกนิพพานนั้นแก่ข้าพระองค์ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอก ฯลฯ ขอจงทรงประกาศ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกนิพพานนั้นแก่ข้าพระองค์. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วว่าพระองค์

ไม่มีความใคร่ในกาม ล่วงพ้นห้วงกิเลสแล้ว จึงมาเพื่อจะ

ทูลถามพระองค์ผู้ไม่มีกาม. ข้าแต่พระองค์ผู้มีญาณดังดวงตา

อันเกิดพร้อมกับความตรัสรู้ ขอพระองค์จงตรัสบอกสันติบท.

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมอันแท้

จริงนั้นแก่ข้าพระองค์.

บาลี (สยามรัฐ)

ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยติ

อาทิจฺโจว ปฐวึ เตชี เตชสา

ปริตฺตปญฺญสฺส เม ภูริปญฺโญ

อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ

ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคทรงมีเดช ทรงประกอบด้วยเดช ทรงครอบงำกามทั้งหลายแล้วดำเนินไป เหมือนพระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช ย่อมส่องแสงปกคลุมทั่วปฐพี. ขอพระองค์ผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติและชราในภพนี้ ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อยเถิด.

บาลี (สยามรัฐ)

ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยตีติ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ฯ กาเมติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ ภควา วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา กิเลสกาเม ปหาย อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทยิตฺวา มทฺทิตฺวา ๑ จรติ [๒] อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ภควา ในอุเทศว่า ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยติ ดังนี้ เป็น

เครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.

กาม ในคำว่า กาเม โดยอุทานมี ๒ คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑ ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า วัตถุกาม. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่า กิเลสกาม. พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดรู้วัตถุกามทรงละ ทรงครอบงำ ทรงปกคลุม ทรงท่วมทับ ทรงกำจัด ทรงย่ำยีแล้ว ซึ่งกิเลสกามเสด็จเที่ยวไป ดำเนินไป เป็นไป รักษา บำรุง ทรงเยียวยา เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคทรงครอบงำกามทั้งหลายแล้วดำเนินไป.

บาลี (สยามรัฐ)

อาทิจฺโจว ปฐวึ เตชี เตชสาติ อาทิจฺโจ วุจฺจติ สุริโย ๓ ฯ ปฐวี วุจฺจติ ชรา ๔ ฯ ยถา สุริโย เตชี เตชสา ๕ เตเชน สมนฺนาคโต ปฐวึ อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทยิตฺวา สนฺตาปยิตฺวา สพฺพํ อากาสคตํ [๖] อภิวิหจฺจ อนฺธการํ วิธมิตฺวา อาโลกํ ทสฺเสตฺวา ๗ อากาเส อนฺตลิกฺเข คมนปเถ ๘ คจฺฉติ เอวเมว ภควา ญาณเตชี ญาณเตเชน สมนฺนาคโต สพฺพํ อภิสงฺขารสมุทยํ ฯเปฯ กิเลสตมํ อวิชฺชนฺธการํ วิธมิตฺวา ญาณาโลกํ ทสฺเสตฺวา วตฺถุกาเม ปริชานิตฺวา กิเลสกาเม ปหาย อภิภุยฺย อภิภวิตฺวา อชฺโฌตฺถริตฺวา ปริยาทยิตฺวา มทฺทิตฺวา จรติ อิริยติ วตฺเตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปตีติ อาทิจฺโจว ปฐวึ เตชี เตชสา ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. วิหรติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. สพฺพตฺถ สูริโย ฯ

๔ ม. ชคตี ฯ ๕ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๖ ม. ตมคตํ ฯ ๗ ม. ทสฺสยิตฺวา ฯ

๘ ม. คคนปเถ ฯ

ฉบับหลวง

พระอาทิตย์ท่านกล่าวว่า อาทิจฺโจ ในอุเทศว่า อาทิจฺโจว ปฐวี เตชี เตชสาดังนี้.

ชรา ท่านกล่าวว่า ปฐพี. พระอาทิตย์มีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช คือ รัศมีส่องแผ่ปกคลุมครอบปฐพี ให้ร้อน เลื่อนลอยไปในอากาศทั่วไปกำจัดมืด ส่องแสงสว่างไปในอากาศอันว่างเป็นทางเดิน ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงมีเดชคือพระญาณ ประกอบด้วยเดชคือพระญาณทรงกำจัดแล้วซึ่งสมุทัยแห่งอภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ความมืดคือกิเลส อันธการคืออวิชชา ทรงแสดงแสงสว่างคือญาณ ทรงกำหนดรู้ซึ่งวัตถุกาม ทรงละ ทรงครอบงำ ทรงปกคลุมทรงท่วมทับ ทรงกำจัด ทรงย่ำยี ซึ่งกิเลสกาม ย่อมเสด็จเที่ยวไป ดำเนินไป รักษา บำรุงเยียวยา ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนพระอาทิตย์มีแสงสว่าง ประกอบด้วยเดช ย่อมส่องแสงปกคลุมทั่วปฐพี.

บาลี (สยามรัฐ)

ปริตฺตปญฺญสฺส เม ภูริปญฺโญติ อหมสฺมิ ปริตฺตปญฺโญ โอมกปญฺโญ [๑] ชตุกปญฺโญ ๒ ตฺวํปิ มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ตาย ปฐวีสมาย ปญฺญาย วิปุลาย วิตฺถตาย สมนฺนาคโตติ ปริตฺตปญฺญสฺส เม ภูริปญฺโญ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ... แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อย ความว่าข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำ ส่วนพระองค์มีพระปัญญาใหญ่ มีพระปัญญามาก มีพระปัญญาร่าเริง มีพระปัญญาแล่น มีพระปัญญากล้าแข็ง มีพระปัญญาทำลายกิเลส.

ปฐพี ท่านกล่าวว่า ภูริ. พระองค์ทรงประกอบด้วยพระปัญญาอันไพบูลย์ กว้างขวางเสมอด้วยแผ่นดิน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ... แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อย.

บาลี (สยามรัฐ)

อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญนฺติ อาจิกฺข ธมฺมนฺติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ฯเปฯ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ อาจิกฺขาหิ เทเสหิ ปญฺญเปหิ ปฏฺฐเปหิ วิวราหิ วิภชาหิ อุตฺตานีกโรหิ ปกาเสหีติ อาจิกฺข ธมฺมํ ฯ ยมหํ วิชญฺญนฺติ ยมหํ ชาเนยฺยํ วิชาเนยฺยํ ปฏิวิชาเนยฺยํ ปฏิวิชฺเฌยฺยํ อธิคจฺเฉยฺยํ ผุเสยฺยํ ๓ สจฺฉิกเรยฺยนฺติ อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ขอจงตรัสบอกธรรม ในอุเทศว่า อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ดังนี้

ความว่า ขอจงตรัสบอก ... ขอจงประกาศซึ่งพรหมจรรย์อัน งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง คือ สติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ

นิพพาน และข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงตรัสบอกธรรม.

คำว่า ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ ความว่า ที่ข้าพระองค์พึงรู้ คือ พึงรู้แจ้ง พึงรู้แจ้งเฉพาะ พึงแทงตลอด พึงบรรลุ พึงถูกต้อง พึงทำให้แจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ขอจงตรัสบอกธรรมที่ข้าพระองค์พึงทราบได้.

บาลี (สยามรัฐ)

ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ อิเธว ชาติยา ชรามรณสฺส ปหานํ วูปสโม ปฏินิสฺสคฺโค ปฏิปฺปสฺสทฺธิ อมตํ นิพฺพานนฺติ ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานํ ฯ เตนาห โส พฺราหฺมโณ

ภควา หิ กาเม อภิภุยฺย อิริยติ

อาทิจฺโจว ปฐวึ เตชี เตชสา

ปริตฺตปญฺญสฺส เม ภูริปญฺโญ

อาจิกฺข ธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ

ชาติชฺชราย อิธ วิปฺปหานนฺติ ฯ

๑ ม. ลามกปญฺโญ ฯ ๒ ม. ฉตุกปญฺโญ ฯ ๓ ม. ผสฺเสยฺยํ ฯ เอวมีทิเสสุ ปเทสุ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า เครื่องละชาติและชราในภพนี้ ความว่า ธรรมเป็นเครื่องละ เครื่องสงบเครื่องสละคืน เครื่องระงับ ซึ่งชาติ ชราและมรณะในภพนี้แล คือ อมตนิพพาน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เครื่องละชาติและชราในภพนี้. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า

พระผู้มีพระภาคทรงมีเดช ทรงประกอบด้วยเดช ทรงครอบงำกาม

ทั้งหลายแล้วดำเนินไป เหมือนพระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง ประกอบ

ด้วยเดช ย่อมส่องแสงปกคลุมทั่วปฐพี. ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญา

กว้างขวางดุจแผ่นดิน โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละชาติและชราใน

ภพนี้ ที่ข้าพระองค์พึงทราบได้ แก่ข้าพระองค์ผู้มีปัญญาน้อยเถิด.

บาลี (สยามรัฐ)

กาเม วินย เคธํ (ชตุกณฺณีติ ภควา)

เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต

อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วา

มา เต วิชฺชิตฺถ กิญฺจนํ ฯ

ฉบับหลวง

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรชตุกัณณี) ท่านเห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะโดยความเกษม จงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย.

กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้ ควรสลัดเสีย อย่าได้มีแก่ท่านเลย.

บาลี (สยามรัฐ)

กาเมสุ วินย เคธนฺติ กาเมสูติ อุทฺทานโต เทฺว กามา วตฺถุกามา จ กิเลสกามา จ ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ วตฺถุกามา ฯเปฯ อิเม วุจฺจนฺติ กิเลสกามา ฯ เคธนฺติ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ กาเมสุ วินย เคธนฺติ วินย ปฏิวินย ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ กาเมสุ วินย เคธํ ฯ ชตุกณฺณีติ ภควา ตํ พฺราหฺมณํ โคตฺเตน อาลปติ ฯ ภควาติ คารวาธิวจนเมตํ ฯเปฯ สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ ภควาติ ชตุกณฺณีติ ภควา ฯ

ฉบับหลวง

กาม ในคำว่า กาเมสุ ในอุเทศว่า กาเมสุ วินยเคธํ ดังนี้ โดยอุทานมี ๒คือ วัตถุกาม ๑. กิเลสกาม ๑. ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่าวัตถุกาม ฯลฯ เหล่านี้ท่านกล่าวว่ากิเลสกาม. ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูล ท่านกล่าวว่า ความกำหนัดในคำว่า เคธํ.

คำว่า จงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย ความว่า ท่านจงกำจัด คือ จงปราบปรามจงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ท่านจงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลายเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยโคตรว่า ชตุกัณณี.

คำว่า ภควา นี้ เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติเพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรชตุกัณณี.

บาลี (สยามรัฐ)

เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโตติ เนกฺขมฺมนฺติ สมฺมาปฏิปทํ อนุโลมปฏิปทํ อปจฺจนีกปฏิปทํ อนฺวตฺถปฏิปทํ ธมฺมานุธมฺมปฏิปทํ สีเลสุ ปริปูริการิตํ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ชาคริยานุโยคํ สติสมฺปชญฺญํ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ นิพฺพานญฺจ นิพฺพานคามินิญฺจ ปฏิปทํ เขมโต ตาณโต เลณโต สรณโต สรณีภูตโต อภยโต อจฺจุตโต อมตโต นิพฺพานโต ทฏฺฐฐ ปสฺสิตฺวา ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวาติ เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ซึ่งเนกขัมมะ ในอุเทศว่า เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต ดังนี้ ความว่าเห็น คือ เห็นแจ้ง เทียบเคียง พิจารณา เจริญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งความปฏิบัติชอบ ความปฏิบัติสมควร ความปฏิบัติไม่เป็นข้าศึก ความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์ ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ความทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียรในความเป็นผู้ตื่น สติสัมปชัญญะสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นิพพานและข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน โดยความเกษม คือ โดยเป็นที่ต้านทาน โดยเป็นที่ซ่อนเร้น โดยเป็นสรณะ โดยเป็นที่พึ่ง โดยไม่มีภัย โดยความไม่เคลื่อน โดยความไม่ตาย โดยเป็นธรรมออกจากตัณหาเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะ โดยความเกษม.

บาลี (สยามรัฐ)

อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วาติ อุคฺคหิตนฺติ ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน คหิตํ ปรามฏฺฐํ อภินิวิฏฺฐํ อชฺโฌสิตํ อธิมุตฺตํ ฯ นิรตฺตํ วาติ นิรตฺตํ วา มุญฺจิตพฺพํ ๑ ปชหิตพฺพํ วิโนเทตพฺพํ พฺยนฺตีกาตพฺพํ อนภาวงฺคเมตพฺพนฺติ อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วา ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ที่ท่านยึดได้ ในอุเทศว่า อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วา ดังนี้ ความว่า ที่ท่านยึด คือ จับต้อง ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไปด้วยสามารถตัณหา ด้วยสามารถทิฏฐิ.

คำว่า ควรสลัดเสีย ความว่า ควรสลัด คือ ควรปล่อย ควรละ ควรบรรเทา ควรทำให้สิ้นสุด ควรให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ที่ท่านยึดไว้ ควรสลัดเสีย.

บาลี (สยามรัฐ)

มา เต วิชฺชิตฺถ กิญฺจนนฺติ ราคกิญฺจนํ โทสกิญฺจนํ โมหกิญฺจนํ มานกิญฺจนํ ทิฏฺฐิกิญฺจนํ กิเลสกิญฺจนํ ทุจฺจริตกิญฺจนํ อิทํ กิญฺจนํ ตุยฺหํ มา วิชฺชิตฺถ มา ปวิชฺชิตฺถ มา สํวิชฺชิตฺถ ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ มา เต วิชฺชิตฺถ กิญฺจนํ ฯ เตนาห ภควา

กาเมสุ วินย เคธํ (ชตุกณฺณีติ ภควา)

เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต

อุคฺคหิตํ นิรตฺตํ วา

มา เต วิชฺชิตฺถ กิญฺจนนฺติ ฯ

๑ ม. วิชหิตพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า กิเลสเครื่องกังวลอย่าได้มีแก่ท่าน ความว่า กิเลสเครื่องกังวลคือราคะโทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต กิเลสเครื่องกังวลนี้อย่าได้มี คือ อย่าได้ประจักษ์อย่าได้ปรากฎ คือ ท่านจงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า กิเลสเครื่องกังวล อย่าได้มีแล้วแก่ท่าน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ท่านเห็นแล้วซึ่งเนกขัมมะโดยความเกษม จงกำจัดความกำหนัด

ในกามทั้งหลายเสีย. กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดไว้ ควรสลัดเสีย

อย่าได้มีแก่ท่านเลย.

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ

มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ ฯ

ฉบับหลวง

กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไปกิเลสเครื่องกังวลในภายหลัง อย่าได้มีแล้วแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง ท่านจักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป.

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหีติ อตีเต สงฺขาเร อารพฺภ เย กิเลสา อุปฺปชฺเชยฺยุํ เต กิเลเส โสเสหิ วิโสเสหิ สุกฺขาเปหิ วิสุกฺขาเปหิ อวีชํ ๑ กโรหิ ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ เอวมฺปิ ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ฯ อถวา เย อตีตา กมฺมาภิสงฺขารา วิปกฺกวิปากา ๒ เต กมฺมาภิสงฺขาเร โสเสหิ วิโสเสหิ สุกฺขาเปหิ วิสุกฺขาเปหิ อวีชํ กโรหิ ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ เอวมฺปิ ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไป ความว่า กิเลสเหล่าใดพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารทั้งหลายในอดีตกาล ท่านจงเผากิเลสเหล่านั้นให้เหือดไป คือให้แห้งไป ให้เกรียม ให้กรอบ จงทำให้ไม่มีพืช จงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี. แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า กิเลสชาติใดในกาลก่อนท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไป.

อนึ่ง กรรมาภิสังขารส่วนอดีตเหล่าใด อันให้ผลแล้ว ท่านจงเผากรรมาภิสังขารเหล่านั้นให้เหือดไป คือ ให้แห้งไป ให้เกรียม ให้กรอบ จงทำให้ไม่มีพืช จงละ จงบรรเทาจงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี แม้เพราะเหตุอย่างนี้ดังนี้ จึงชื่อว่า กิเลสชาติใดในกาลก่อนท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้งไป.

บาลี (สยามรัฐ)

ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนนฺติ ปจฺฉา วุจฺจติ อนาคตํ กิญฺจนํ ๓ อนาคเต สงฺขาเร อารพฺภ ราคกิญฺจนํ โทสกิญฺจนํ โมหกิญฺจนํ มานกิญฺจนํ ทิฏฺฐิกิญฺจนํ กิเลสกิญฺจนํ ทุจฺจริตกิญฺจนํ อิทํ กิญฺจนํ ตุยฺหํ มา อหุ มา อโหสิ มา ชเนหิ ๔ มา สญฺชเนหิ มา นิพฺพตฺเตหิ ปชห วิโนเทหิ พฺยนฺตีกโรหิ อนภาวงฺคเมหีติ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า กิเลสเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแล้วแก่ท่าน ความว่า กิเลส

เครื่องกังวลในอนาคต ตรัสว่า กิเลสเครื่องกังวลในภายหลัง. กิเลสเครื่องกังวลคือราคะ โทสะโมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารทั้งหลายในอนาคต. กิเลสเครื่องกังวลนี้ อย่าได้มีมาแล้วแก่ท่าน คือ ท่านจงอย่ายังกิเลสเครื่องกังวลนั้นให้เกิด อย่าให้เกิดพร้อม อย่าให้บังเกิด จงละ จงบรรเทา จงทำให้สิ้นสุด จงให้ถึงความไม่มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กิเลสเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแล้วแก่ท่าน.

บาลี (สยามรัฐ)

มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสีติ มชฺเฌ วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺเน สงฺขาเร ตณฺหาวเสน ทิฏฺฐิวเสน โน คเหสฺสสิ น คณฺหิสฺสสิ น ปรามสิสฺสสิ น นนฺทิสฺสสิ [๕] น อชฺโฌสิสฺสสิ อภินนฺทนํ [๖] อชฺโฌสานํ คาหํ ปรามาสํ อภินิเวสํ ปชหิสฺสสิ วิโนเทสฺสสิ พฺยนฺตีกริสฺสสิ อนภาวงฺคเมสฺสสีติ มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ ฯ

๑ ม. อพีชํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อวิปกฺกวิปากา ฯ ๓ ม. เทฺว ปาฐา นตฺถิ ฯ

๔ ม. ชเนสิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๕ ม. นาภินนฺทิสฺสสิ ฯ ๖ ม. อภิวทนํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในปัจจุบัน ความว่า รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นปัจจุบัน ตรัสว่า ท่ามกลาง. ท่านจักไม่ถือ คือ จักไม่ยึดถือ จักไม่ลูบคลำ จักไม่เพลิดเพลิน จักไม่ติดใจซึ่งสังขารอันเป็นปัจจุบัน ด้วยสามารถตัณหาด้วยสามารถทิฏฐิ คือ จักละ จักบรรเทา จักทำให้สิ้นสุด จักให้ถึงความไม่มี ซึ่งความยินดีความชอบใจ ความยึด ความถือ ความถือมั่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถ้าท่านจักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง.

บาลี (สยามรัฐ)

อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ราคสฺส สนฺตตฺตา ๑ อุปสนฺโต [๒] โทสสฺส สนฺตตฺตา อุปสนฺโต โมหสฺส สนฺตตฺตา อุปสนฺโต โกธสฺส อุปนาหสฺส ฯเปฯ สพฺพากุสลาภิสงฺขารานํ สนฺตตฺตา สมิตตฺตา [๓] วูปสมิตตฺตา วิชฺฌาตตฺตา นิพฺพาปิตตฺตา ๔ วิคตตฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา สนฺโต อุปสนฺโต วูปสนฺโต นิพฺพุโต ปฏิปฺปสฺสทฺโธ จริสฺสสิ วิจริสฺสสิ วตฺติสฺสสิ ปาเลสฺสสิ ยเปสฺสสิ ยาเปสฺสสีติ อุปสนฺโต จริสฺสสิ ฯ เตนาห ภควา

ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ

มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า จักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป ความว่า ชื่อว่า จักเป็นผู้สงบ เข้าไปสงบเข้าไปสงบวิเศษ ดับ ระงับ เพราะความที่ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯ

อกุสลาภิสังขารทั้งปวง สงบแล้ว ถึงความสงบแล้ว สงบวิเศษ เผาเสียแล้ว ให้ดับไปแล้วจักเที่ยวไป เที่ยวไปทั่ว เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักเป็นผู้สงบแล้วเที่ยวไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

กิเลสชาติใดในกาลก่อน ท่านจงเผากิเลสชาตินั้นให้เหือดแห้ง

ไป. กิเลสเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแล้วแก่ท่าน. ถ้าท่าน

จักไม่ถือ (รูปาทิสังขาร) ในท่ามกลาง ท่านจักเป็นผู้สงบ

แล้วเที่ยวไป.

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณ

อาสวสฺส ๕ น วิชฺชนฺติ เยหิ มจฺจุวสํ วเช ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรพราหมณ์ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพ ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง.

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณาติ สพฺพโสติ สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อเสสํ นิสฺเสสํ ปริยาทายวจนเมตํ สพฺพโสติ ฯ นามนฺติ จตฺตาโร อรูปิโน ขนฺธา ฯ รูปนฺติ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ ฯ เคโธ วุจฺจติ ตณฺหา โย ราโค สาราโค ฯเปฯ อภิชฺฌา โลโภ อกุสลมูลํ ฯ สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณาติ สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส วิคตเคธสฺส จตฺตเคธสฺส วนฺตเคธสฺส มุตฺตเคธสฺส ปหีนเคธสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐเคธสฺส วีตราคสฺส วิคตราคสฺส จตฺตราคสฺส วนฺตราคสฺส มุตฺตราคสฺส ปหีนราคสฺส ปฏินิสฺสฏฺฐราคสฺสาติ สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณ ฯ

๑ ม. สมิตตฺตา ฯ ๒ ม. จริสฺสสิ ฯ ๓ ม. อุปสมิตตฺตา ฯ ๔ ม. นิชฺฌาตตฺตา

นิพฺพุตตฺตา ฯ ๕ ม. อาสวาสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า โดยประการทั้งปวง ในอุเทศว่า สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺสพราหฺมณ ความว่า ทั้งปวงโดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือ มีส่วนไม่เหลือ.

คำว่า สพฺพโส นี้ เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด. อรูปขันธ์ ๔ ชื่อว่านาม. มหาภูตรูป ๔และรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ชื่อว่า รูป ตัณหา ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา โลภะ อกุศลมูลตรัสว่า ความกำหนัด.

คำว่า ดูกรพราหมณ์ ... ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูป โดยประการทั้งปวง ความว่า ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูป คือ มีความกำหนัดในนามรูป ไปปราศแล้วมีความกำหนัดอันสละแล้ว สำรอกแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้วปราศจากความยินดี คือ มีความยินดีไปปราศแล้ว มีความยินดีอันสละแล้ว สำรอกแล้วปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว ในนามรูป โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าดูกรพราหมณ์ ... ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปโดยประการทั้งปวง.

บาลี (สยามรัฐ)

อาสวสฺส น วิชฺชนฺตีติ อาสวาติ จตฺตาโร อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ อสฺสาติ อรหโต ขีณาสวสฺส ฯ น วิชฺชนฺตีติ อิเม อาสวา ตสฺส นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ อาสวสฺส น วิชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

อาสวะ ในคำว่า อาสวา ในอุเทศว่า อาสวสฺส น วิชฺชนฺติ ดังนี้ มี ๔คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ.

คำว่า อสฺส คือ พระพระอรหันตขีณาสพ.

คำว่า ย่อมไม่มี คือ อาสวะเหล่านี้ย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฎ ไม่ประจักษ์แก่พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น คือ อาสวะเหล่านี้อันพระอรหันตขีณาสพนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อาสวะทั้งหลาย ... ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพนั้น.

บาลี (สยามรัฐ)

เยหิ มจฺจุวสํ วเชติ เยหิ อาสเวหิ มจฺจุโน วา วสํ คจฺเฉยฺย มรณสฺส วา วสํ คจฺเฉยฺย มารปกฺขสฺส วา วสํ คจฺเฉยฺย เต อาสวา อสฺส นตฺถิ น สนฺติ น สํวิชฺชนฺติ นุปลพฺภนฺติ ปหีนา สมุจฺฉินฺนา วูปสนฺตา ปฏิปฺปสฺสทฺธา อภพฺพุปฺปตฺติกา ญาณคฺคินา ทฑฺฒาติ เยหิ มจฺจุวสํ วเช ฯ เตนาห ภควา

สพฺพโส นามรูปสฺมึ วีตเคธสฺส พฺราหฺมณ

อาสวสฺส น วิชฺชนฺติ เยหิ มจฺจุวสํ วเชติ ฯ

สห คาถาปริโยสานา ฯเปฯ สตฺถา เม ภนฺเต ภควา สาวโกหมสฺมีติ ฯ

ชตุกณฺณีมาณวกปญฺหานิทฺเทโส เอกาทสโม ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า เป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุ ความว่า บุคคลพึงถึงอำนาจแห่งมัจจุพึงถึงอำนาจแห่งมรณะ หรือพึงถึงอำนาจแห่งพวกของมาร ด้วยอาสวะเหล่าใด อาสวะเหล่านั้นย่อมไม่มี ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฎ ไม่ประจักษ์ แก่พระอรหันตขีณาสพนั้น คือ อาสวะเหล่านั้นอันพระอรหันตขีณาสพนั้นละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้อาจเกิดขึ้นเผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่งมัจจุ. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

ดูกรพราหมณ์ อาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ถึงอำนาจแห่ง

มัจจุ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันตขีณาสพผู้ปราศจากความกำหนัด

ในนามรูปโดยประการทั้งปวง.

พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์. ข้าพระองค์เป็นพระสาวก ฉะนี้แล.

จบ ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๑.

จบ ชตุกัณณีมาณวกปัญหานิทเทส