พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค
สรภสูตร เล่ม ๒๐
Text layerBuddha’s wordsItems ๕๐๔ (Royal Thai)4/10 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สรภสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค สรภสูตร (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 34 · Chaloem Phrakiat Volume 20)
๖๕ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สรโภ นาม ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต โหติ อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ๒ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ฯ อสฺโสสส โข เต ภิกฺขู สรภสฺส ปริพฺพาชกสฺส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสมานสฺส อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ
อถโข เต ภิกฺขู ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจจ สรโภ นาม ภนฺเต ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ สาธุ ภนฺเต ภควา เยน สปฺปินิยา ๑ ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ
อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สปฺปินิยา ๒ ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ สรภ เอวํ วเทสิ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ
ตติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ มยา ๑ โข สรภ ปญฺญายติ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ตติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา ๒ สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจจ ยเทว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ สมณํ โคตมํ ยาเจยฺยาสิ ตเทว เต สมโณ โคตโม ปวาเรติ วเทหิ อาวุโส สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม ปริปูเรสฺสติ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม อนุโมทิสฺสตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิ ฯ
อถโข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ ตุณฺหีภูตํ มงฺกุภูตํ ปตฺตกฺขนฺธํ อโธมุขํ ปชฺฌายนฺตํ อปฺปฏิภาณํ วิทิตฺวา เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจ โย โข มํ ปริพฺพาชกา ๓ เอวํ วเทยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต อิเม ธมฺมา อนภิสมฺพุทฺธาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ
เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ขีณาสวสฺส เต ปฏิชานโต อิเม อาสวา อปริกฺขีณาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต โส น นิยฺยาติ
ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโกติ ฯ อถโข ภควา สปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ติกฺขตฺตต สีหนาทํ นทิตฺวา เวหาสํ ปกฺกามิ ฯ
อถโข เต ปริพฺพาชกา อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสุ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ พฺรหารญฺเญ ชรสิคาโล สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว ๑ นทติ เภรณฺฑกํเยว นทติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว ๒ นทสิ เภรณฺฑกํเยว นทสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อมฺพกมทฺทรี ๓ ปุสฺสกรวิตํ ๔ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว ๕ รวติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน ปุสฺสกรวิตํ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว รวสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อุสโภ สุญฺญาย โคสาลาย คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญสีติ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสูติ ฯ
๑ ม. โข ฯ ๒ โป. ม. สกฺยปุตฺติกานํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑-๒ ม. ยุ. สปฺปินิกา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. โย โข ฯ ๒ ยุ. ปริพฺพาชกา ราชคหกา ฯ ๓ โป. ยุ. ปริพฺพาชโก ฯ
อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏใกล้พระนครราชคฤห์ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกชื่อสรภะหลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่ นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระนครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ภิกษุเหล่านั้นได้ยินสรภปริพาชกกำลังพูดอยู่ในบริษัท ณ นครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตร เรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกไปเสีย ถ้ามิเช่นนั้เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย
ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญปริพาชกชื่อสรภะได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระนครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็เพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไมหลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาเสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการามฝั่งแม่น้ำสัปปินีเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อน เสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการาม ฝั่งแม่น้ำสัปปินี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสถามสรภปริพาชกว่าดูกรสรภะ ท่านพูดว่าธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้นเราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้น ดังนี้ จริงหรือ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามเช่นนั้น สรภปริพาชกได้นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสรภปริพาชกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า จงพูดเถิดสรภะธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วว่าอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ ถ้าความรู้ของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๒ สรภปริพาชกก็ได้นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเราบัญญัติไว้ จงพูดเถิดสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วว่าอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๓สรภปริพาชกก็ได้นิ่งเสีย
ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้น ได้กล่าวกะสรภปริพาชกว่า ดูกรอาวุโสสรภะ พระสมณโคดมทรงประทานโอกาสแก่ท่านทุกคราวที่เธอขอพระองค์ท่าน จงพูดเถิดอาวุโสสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ แต่ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักอนุโมทนาเมื่อปริพาชกเหล่านั้นได้พูดเช่นนี้แล้ว สรภปริพาชกนั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำซบเซา หมดปฏิภาณ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สรภปริพาชกนั่งนิ่ง เก้อ
คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงได้ตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลายผู้ใดแลพึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ เราพึงไต่ถามซักไซร้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถามซักไซร้ไล่เลียงเป็นอย่างดี จะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส
ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระขีณาสพ มีอาสวะเหล่านี้ยังไม่สิ้นแล้ว เราพึงไต่ถามซักไซร้ไล่เลียงผู้นั้นในเรื่องอาสวะนั้นได้เป็นอย่างดี---ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซร้ไล่เลียงเป็นอย่างดี เขาจะไม่พึงถึงฐานะ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้มิใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ก็ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อันใด ธรรมที่ท่านแสดงแล้วนั้น ไม่นำออกเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตามได้จริง เราพึงไต่ถาม ซักไซร้ไล่เลียงผู้นั้นในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซร้ ไล่เลียงเป็นอย่างดีจะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ
ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงบันลือสีหนาท ณ ปริพาชการาม ฝั่งแม่น้ำสัปปินี ๓ครั้งแล้ว เสด็จไปสู่เวหาส ลำดับนั้น พวกปริพาชกนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ต่างช่วยกันเอาปฏัก คือ วาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้างว่า ดูกรสรภะ สุนัขจิ้งจอกแก่ในป่าใหญ่คิดว่า จักบันลือสีหนาท มันคงบันลือเป็นสุนัขจิ้งจอกอยู่นั่นเอง บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลยแม้ฉันใด ตัวเธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า นอกจากพระสมณโคดม เราก็บันลือสีหนาทได้ บันลือได้เหมือนสุนัขจิ้งจอก บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลย ดูกรสรภะลูกไก่ตัวเมียคิดว่า จักขันให้เหมือนพ่อไก่ มันคงขันได้อย่างลูกไก่ตัวเมียอยู่นั่นเอง แม้ฉันใดตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกันแล คิดว่า นอกจากพระสมณโคดม เราจักขันได้เหมือนพ่อไก่ แต่ก็ขันได้เหมือนลูกไก่ตัวเมียอยู่นั้นเอง ดูกรสรภะ โคผู้ย่อมเข้าใจว่า ในโรงโคที่ว่างเปล่า ตนต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง แม้ฉันใด ตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเข้าใจว่า นอกจากพระสมณโคดม ตนต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้นต่างช่วยกันเอาปฏักคือ วาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้าง ฯ
End of สรภสูตร