arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค

กถาวัตถุสูตร เล่ม ๒๐

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๐๗ (Royal Thai)7/10 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

กถาวัตถุสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค กถาวัตถุสูตร (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 34 · Chaloem Phrakiat Volume 20)

Pali (Siam Rath)

๖๘ ตีณีมานิ ภิกฺขเว กถาวตฺถูนิ กตมานิ ตีณิ อตีตํ วา ภิกฺขเว อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ อโหสิ อตีตมทฺธานนฺติ อนาคตํ วา ภิกฺขเว อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ ภวิสฺสติ อนาคตมทฺธานนฺติ เอตรหิ วา ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ โหติ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ๒ ฯ กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน เอกํสพฺยากรณียํ ปญฺหํ น เอกํเสน พฺยากโรติ วิภชฺชพฺยากรณียํ ปญฺหํ น วิภชฺชพฺยากโรติ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณียํ ปญฺหํ น ปฏิปุจฺฉาพฺยากโรติ ฐปนียํ ปญฺหํ น ฐเปติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว

ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน เอกํสพฺยากรณียํ ปญฺหํ เอกํเสน พฺยากโรติ วิภชฺชพฺยากรณียํ ปญฺหํ วิภชฺชพฺยากโรติ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณียํ ปญฺหํ ปฏิปุจฺฉาพฺยากโรติ ฐปนียํ ปญฺหํ ฐเปติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน ฐานฏฺฐาเน น สณฺฐาติ ปริกปฺเป น สณฺฐาติ อญฺญวาเท ๑ น สณฺฐาติ ปฏิปทาย น สณฺฐาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน ฐานฏฺฐาเน สณฺฐาติ ปริกปฺเป สณฺฐาติ อญฺญวาเท ๒ สณฺฐาติ ปฏิปทาย สณฺฐาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ

กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน นาญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ น พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ

กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน อภิหรติ อภิมทฺทติ อนุปชคฺฆติ ขลิตํ คณฺหาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน น อภิหรติ น อภิมทฺทติ น อนุปชคฺฆติ น ขลิตํ คณฺหาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา สอุปนิโส ยทิ วา อนุปนิโสติ อโนหิตโสโต ภิกฺขเว อนุปนิโส โหติ โอหิตโสโต สอุปนิโส โหติ โส สอุปนิโส สมาโน อภิชานาติ เอกํ ธมฺมํ ปริชานาติ เอกํ ธมฺมํ ปชหติ เอกํ ธมฺมํ สจฺฉิกโรติ เอกํ ธมฺมํ โส อภิชานนฺโต เอกํ ธมฺมํ ปริชานนฺโต เอกํ ธมฺมํ ปชหนฺโต เอกํ ธมฺมํ สจฺฉิกโรนฺโต เอกํ ธมฺมํ สมฺมา วิมุตฺตึ ผุสติ ฯ เอตทตฺถา ภิกฺขเว กถา เอตทตฺถา มนฺตนา เอตทตฺถา อุปนิสา เอตทตฺถํ โสตาวธานํ ยทิทํ อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโขติ ฯ

เย วิรุทฺธา สลฺลปนฺติ วินิวิฏฺฐา สมุสฺสิตา

อนริยคุณมาสชฺช อญฺโญญฺญวิวเรสิโน ๑

ทุพฺภาสิตํ วิกฺขลิตํ สมฺปโมหํ ปราชยํ

อญฺญมญฺญาภินนฺทนฺติ ๒ ตทริโย กถนาจเร ฯ

สเจ จสฺส กถากาโม กาลมญฺญาย ปณฺฑิโต

ธมฺมฏฺฐปฏิสํยุตฺตา ยา อริยจริตา กถา

ตํ กถํ กถเย ธีโร อวิรุทฺโธ อนุสฺสิโต

อนุตฺติณฺเณน ๓ มนสา อปฬาโส อสาหโส

อนุสุยฺยมาโน ๔ โส สมฺมทญฺญาย ภาสติ

สุภาสิตํ อนุโมเทยฺย ทุพฺภฏฺเฐ นาปสาทเย ๕

อุปารมฺภํ น สิกฺเขยฺย ขลิตญฺจ น คาหเย

นาภิหเร นาภิมทฺเท น วาจํ ปยุตํ ภเณ ฯ

อญฺญานตฺถํ ปสาทตฺถํ สตํ เว โหติ มนฺตนา

เอวํ โข อริยา มนฺเตนฺติ เอสา อริยานมนฺตนา

เอตทญฺญาย เมธาวี น สมุสฺเสยฺย มนฺตเยติ ฯ

๑ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ปจฺจุปฺปนฺนมทฺธานนฺติ ฯ

๑-๒ ม. อญฺญาตวาเท ฯ

๑ ม. อญฺญมญฺญํ วิวเรสิโน ฯ ๒ โป. ม. อญฺโญญฺญสฺสาภินนฺทนฺติ ฯ

๓ ม. อนุนฺนเตน ยุ. อนุปาทินฺเนน ฯ ๔ โป. ม. อนุสูยายมาโน ฯ ๕ ยุ. นาวสาทเย ฯ

Royal Thai

๖๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่างหนึ่ง ๓ อย่างเป็นไฉน คือ พูดถ้อยคำปรารภถึงอดีตกาลว่า อดีตกาลได้มีแล้วอย่างนี้ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงอนาคตกาลว่า อนาคตกาลจักมีอย่างนี้ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึงปัจจุบันกาลว่า ปัจจุบันกาลย่อมมีอย่างนี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

จะพึงทราบบุคคลว่า ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา ไม่เฉลยโดยส่วนเดียว ซึ่งปัญหาที่ควรเฉลยโดยส่วนเดียว ไม่จำแนกเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรจำแนกเฉลย ไม่สอบถามเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรสอบถามเฉลย ไม่หยุดปัญหาที่ควรหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา

ย่อมเฉลยโดยส่วนเดียวซึ่งปัญหาที่ควรเฉลยโดยส่วนเดียว ย่อมจำแนกเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรจำแนกเฉลย่อมสอบถามเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรสอบถามเฉลย ย่อมหยุดปัญหาที่ควรหยุดเมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคลผู้ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ไม่ดำรงอยู่ในฐานะและอฐานะ ไม่ดำรงอยู่ในปริกัป ไม่ดำรงอยู่ในวาทะที่ควรรู้ทั่วถึง ไม่ดำรงอยู่ในปฏิปทา

เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ดำรงอยู่ในฐานะและอฐานะ ดำรงอยู่ในปริกัป ดำรงอยู่ในวาทะที่ควรรู้ทั่วถึง ดำรงอยู่ในปฏิปทา เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคลว่า ควรพูดหรือไม่ควรพูด

ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา พูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่องนอกราว แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความเสียใจให้ปรากฏเมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ไม่---พูดกลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่องนอกราว ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความเสียใจให้ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลายจะพึงทราบบุคคลว่า ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา พูดฟุ้งเฟ้อ พูดวุ่นวาย หัวเราะเยาะ คอยจับผิด เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ไม่พูดฟุ้งเฟ้อ ไม่พูดวุ่นวาย ไม่หัวเราะเยาะ ไม่คอยจับผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ควรพูด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบบุคคลว่า มีอุปนิสัยหรือว่าไม่มีอุปนิสัย ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ผู้ไม่เงี่ยโสตลงฟัง ชื่อว่าเป็นคนไม่มีอุปนิสัยผู้ที่เงี่ยโสตลงฟัง ชื่อว่าเป็นคนมีอุปนิสัย เมื่อเขาเป็นผู้มีอุปนิสัย ย่อมจะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะกำหนดรู้ธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะละธรรมอย่างหนึ่งย่อมจะทำให้แจ้งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเขารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอย่างหนึ่งกำหนดรู้ธรรมอย่างหนึ่ง ละธรรมอย่างหนึ่ง ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะถูกต้องวิมุตติโดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสนทนามีข้อนี้เป็นประโยชน์ การปรึกษาหารือมีข้อนี้เป็นประโยชน์ อุปนิสัยมีข้อนี้เป็นประโยชน์การเงี่ยโสตลงฟังมีข้อนี้เป็นประโยชน์ คือ จิตหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ฯ

ชนเหล่าใดเป็นคนเจ้าโทสะ ฟุ้งซ่าน โอ้อวด เจรจา ชนเหล่านั้น มา

ถึงคุณที่มิใช่ของพระอริยเจ้า ต่างหาโทษ ของกันและกัน ชื่นชมคำ

ทุพภาษิต ความพลั้งพลาด ความหลงลืม และความปราชัยของกัน

และกัน ก็ถ้าบัณฑิตรู้จักกาลแล้ว พึงประสงค์จะพูด ควรเป็นคนมี

ปัญญา ไม่เป็นคนเจ้าโทสะ ไม่โอ้อวด มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ใจเบาหุนหัน

พลันแล่น ไม่เพ่งโทษ กล่าวแต่ถ้อยคำที่บุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมพูดกัน

และประกอบด้วยธรรมซึ่งพระอริยเจ้าพูดจากัน เพราะรู้ทั่วถึงได้เป็น

อย่างดี ฉะนั้น เขาจึงพาทีได้ บุคคลควรอนุโมทนาคำที่เป็นสุภาษิต

ไม่ควรรุกรานในถ้อยคำที่กล่าวชั่ว ไม่ควรศึกษาความแข่งดี และไม่ควร

ยึดถือความพลั้งพลาด ไม่ควรทับถม ไม่ควรข่มขี่ ไม่ควรพูดถ้อยคำ

เหลาะแหละ เพื่อรู้ เพื่อเลื่อมใส สัตบุรุษทั้งหลายจึงมีการปรึกษา

หารือกัน พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมปรึกษาหารือกันเช่นนั้นแล นี้การ

ปรึกษาหารือของพระอริยเจ้าทั้งหลายเมธาวีบุคคลรู้เช่นนี้แล้ว ไม่ควร

ถือตัว ควรปรึกษาหารือกัน ฯ

End of กถาวัตถุสูตร