พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ปฐมวรรค
๒. ปุริสสูตร เล่ม ๑๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๒๘–๓๓๐ (Royal Thai)2/10 in ปฐมวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรค ปุริสสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 24 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 15, pp. 129–130
๒. ปุริสสูตร
ว่าด้วยธรรมของคน ๓ อย่าง
{๓๒๘} [๑๑๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีธรรมของคนกี่อย่างที่เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก”{๓๒๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มีธรรมของคนอยู่ ๓ อย่างแลที่เมื่อเกิดขึ้นภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก ธรรมของคน ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ๑. ธรรมของคนคือโลภะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
๒. ธรรมของคนคือโทสะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
๓. ธรรมของคนคือโมหะ เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความ
ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก
ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมของคน ๓ อย่างนี้แล ที่เมื่อเกิดขึ้นในภายใน ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุก”
{๓๓๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
โลภะ โทสะ และโมหะซึ่งเกิดขึ้นแล้วในตน ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้มีใจบาป ดุจขุยไผ่เบียดเบียนต้นไผ่ฉะนั้น
๓. ชรามรณสูตร
ว่าด้วยธรรมของพวกสัตบุรุษไม่ครํ่าคร่า
{๓๓๑} [๑๑๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “มีบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า คนที่เกิดมาแล้วเป็นผู้พ้นจากชรามรณะได้”
{๓๓๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ไม่มีหรอก มหาบพิตร คนที่เกิดมาแล้วเป็นผู้พ้นจากชรามรณะได้ ดูก่อนมหาบพิตร แม้เหล่ากษัตริย์มหาศาล ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมาก มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมาก ซึ่งเกิดมาแล้ว ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะได้ แม้เหล่าพราหมณ์มหาศาล... แม้เหล่าคฤหบดีมหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมาก มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมาก ซึ่งเกิดมาแล้ว ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะได้ แม้ร่างกายของเหล่าภิกษุซึ่งเป็นพระอรหันต์มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลง
- ๑เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว หรือเรียกว่าพระอรหันตขีณาสพ เป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำว่า อรหันต์ มีความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป คำว่า มีอาสวะสิ้นแล้ว หมายถึง ละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฎฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘, ม.มู.อ. ๑/๔๖-๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑)
- ๒อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเลิศคืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
- ๓มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑)
End of ๒. ปุริสสูตร