พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๑๑. ทสุตตรสูตร เล่ม ๑๑
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๖๔–๔๗๕ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ทสุตตรสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 16 · Chaloem Phrakiat Volume 11)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 11, pp. 384–453
๑๑. ทสุตตรสูตร
ว่าด้วยธรรมอย่างหนึ่งถึงธรรม ๑๐ อย่าง
{๓๖๔} [๓๕๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้เมืองจัมปา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นก็รับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า
{๓๖๕} เราจักกล่าวธรรมคือทสุตตรสูตร ซึ่งเป็นธรรมสำหรับเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหมดเพื่อบรรลุ พระนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์
ธรรมอย่างหนึ่ง
{๓๖๖} [๓๕๑] ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งมีอุปการะมาก ธรรมอย่างหนึ่งควรอบรม ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ ธรรมอย่างหนึ่งควรละ ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรมอย่างหนึ่งรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรมอย่างหนึ่งควรให้เกิดขึ้น ธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๓๖๗} ธรรมอย่างหนึ่งที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่มีอุปการะมาก
- ๑มาติกา คือ แม่บทหรือหัวข้อที่ยกขึ้นตั้งไว้เพื่อจะขยายความต่อไป
{๓๖๘} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรอบรมเป็นไฉน คือ กายคตาสติอันประกอบด้วยความยินดี นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรอบรม{๓๖๙} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ ผัสสะที่ยังมีอาสวะมีอุปาทาน นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรกำหนดรู้{๓๗๐} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรละเป็นไฉน คือ อัสมิมานะ นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรละ
{๓๗๑} ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย นี้คือธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม{๓๗๒} ธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ การทำไว้ ในใจโดยแยบคาย นี้คือธรรมอย่างหนึ่งเป็นไปในส่วนข้างเจริญ{๓๗๓} ธรรมอย่างหนึ่งที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ อนันตริกเจโตสมาธิ นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก{๓๗๔} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ญาณที่ไม่เสื่อม นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรให้เกิดขึ้น{๓๗๕} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาหาร นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรรู้ยิ่ง{๓๗๖} ธรรมอย่างหนึ่งที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ เจโตวิมุตติอันไม่เสื่อม นี้คือธรรมอย่างหนึ่งที่ควรทำให้แจ้งธรรมทั้ง ๑๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริงของแท้แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
- ๑อนันตริกเจโตสมาธิ สมาธิคือความตั้งมั่นแห่งจิตอันไม่มีระหว่างคั่น ในที่นี้หมายถึงมรรคจิตที่เกิดในลำดับแห่งวิปัสสนา ซึ่งเรียกว่าอนันตริกเจโตสมาธิ เพราะเกิดในลำดับแห่งวิปัสสนา หรือเพราะให้ผลตามลำดับของตน ในที่อื่นๆ หมายถึงผลจิตที่เกิดในลำดับถัดจากมรรคจิตโดยไม่มีระหว่างคั่น (ที.ปา.อ. ๒๕๗) บางฉบับเป็น อานันตริกเจโตสมาธิ
ธรรม ๒ อย่าง
มาติกา
{๓๗๗} [๓๕๒] ธรรม ๒ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๒ อย่างควรเจริญ ธรรม ๒ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๒ อย่างควรละ ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วน ข้างเสื่อม ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๒ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๒ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๒ อย่างควรรู้ย็่ง ธรรม ๒ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๓๗๘} ธรรม ๒ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ สติ ๑ สัมปชัญญะ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๓๗๙} ธรรม ๒ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๓๘๐} ธรรม ๒ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๓๘๑} ธรรม ๒ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ อวิชชา ๑ ภวตัณหา ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๓๘๒} ธรรม ๒ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ว่ายาก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๓๘๓} ธรรม ๒ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๓๘๔} ธรรม ๒ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของเหล่าสัตว์ ๑ สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๓๘๕} ธรรม ๒ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ความรู้ ๒ อย่าง ได้แก่ ความรู้ในความสิ้นไป ๑ ความรู้ในความไม่เกิดขึ้น ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ ควรให้เกิดขึ้น
{๓๘๖} ธรรม ๒ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ ธาตุ ๒ ได้แก่ สังขตธาตุ ๑ อสังขตธาตุ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๓๘๗} ธรรม ๒ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๒๐ ข้อดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๓ อย่าง
มาติกา
{๓๘๘} [๓๕๓] ธรรม ๓ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๓ อย่างควรเจริญ ธรรม ๓ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๓ อย่างควรละ ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๓ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๓ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๓ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๓ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๓ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๓๘๙} ธรรม ๓ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ การคบหาสัตบุรุษ ๑ การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๓๙๐} ธรรม ๓ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิที่มีวิตกมีวิจาร ๑ สมาธิทีไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๓๙๑} ธรรม ๓ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๓๙๒} ธรรม ๓ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ ตัณหา ๓ ได้แก่ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๓๙๓} ธรรม ๓ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อกุศลมูล ๓ ได้แก่ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๓๙๔} ธรรม ๓ อย่างที่เป็นไปในสวนข้างเจริญเป็นไฉน คือ กุศลมูล ๓ ได้แก่ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑ อโมหะ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๓๙๕} ธรรม ๓ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ นิสสาราณียธาตุ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ๓ ได้แก่ เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกาม ๑ อรูปเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งรูป ๑ นิโรธเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสิ่งที่เกิดแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้ว อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก{๓๙๖} ธรรม ๓ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ญาณ ๓ ได้แก่ อตีตังสญาณ ๑ อนาคตังสญาณ ๑ ปัจจุปันนังสญาณ ๑ ธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๓๙๗} ธรรม ๓ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ ธาตุ ๓ ได้แก่ กามธาตุ ๑ รูปธาตุ ๑ อรูปธาตุ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๓๙๘} ธรรม ๓ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ วิชชา ๓ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ วิชชาคือความรู้ระลึกถึงชาติหนหลังได้ ๑ จุตูปปาตญาณ วิชชาคือความรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ๑ อาสวักขยญาณ วิชชา คือความรู้ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ๑ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๓๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๔ อย่าง
มาติกา
{๓๙๙} [๓๕๔] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญ ธรรม ๔ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๔ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๐๐} ธรรม ๔ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ จักร ๔ ได้แก่
๑. การอยู่ในประเทศอันสมควร
๒. การคบสัตบุรุษ
๓. การตั้งตนไว้ชอบ
๔. ความเป็นผู้มีบุญทำไว้แล้วในปางก่อน
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๐๑} ธรรม ๔ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่
๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๐๒} ธรรม ๔ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ อาหาร ๔ ได้แก่
๑. กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวที่หยาบหรือละเอียด
๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ
๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา
๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๐๓} ธรรม ๔ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ โอฆะ ๔ ได้แก่
๑. กาโมฆะ ห้วงนํ้าคือกาม ๒. ภโวฆะ ห้วงนํ้าคือภพ
๓. ทิฏโฐฆะ ห้วงนํ้าคือทิฏฐิ ๔. อวิชโชฆะ ห้วงนํ้าคืออวิชชา
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๐๔} ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ โยคะ ๔ ได้แก่
๑. กามโยคะ โยคะคือกาม ๒. ภวโยคะ โยคะคือภพ
๓. ทิฏฐิโยคะโยคะคือทิฏฐิ ๔. อวิชชาโยคะ โยคะคืออวิชชา
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๐๕} ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ ความพราก จากเครื่องเกาะเกี่ยว ๔ ได้แก่๑. ความพรากจากกามโยคะ ๒. ความพรากจากภวโยคะ
๓. ความพรากจากทิฏฐิโยคะ ๔. ความพรากจากอวิชชาโยคะ
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๐๖} ธรรม ๔ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ สมาธิ ๔ ได้แก่
๑. สมาธิเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
๒. สมาธิเป็นไปในส่วนข้างทรงอยู่
๓. สมาธิเป็นไปในส่วนข้างเจริญ
๔. สมาธิเป็นไปในส่วนข้างรู้แจ้งแทงตลอด
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๐๗} ธรรม ๔ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ญาณ ๔ ได้แก่
๑. ญาณในธรรม ๒. ญาณในความคล้อยตาม
๓. ญาณในความกำหนด ๔. ญาณในสมมติ
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๐๘} ธรรม ๔ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่
๑. ทุกขอริยสัจ ๒.ทุกขสมุทัยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๐๙} ธรรม ๔ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ สามัญญผล ๔ ได้แก่
๑. โสดาปัตติผล ๒.สกทาคามิผล
๓. อนาคามิผล ๔. อรหัตตผล
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๔๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๕ อย่าง
มาติกา
{๔๑๐} [๓๕๕] ธรรม ๕ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๕ อย่างควรเจริญ ธรรม ๕ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๕ อย่างควรละ ธรรม ๕ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๕ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๕ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๕ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๕ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๕ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๑๑} ธรรม ๕ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕ ได้แก่ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษ ที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม’๒. เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีความลำบากน้อย ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารเป็นปกติดี ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ ควรแก่ความเพียร๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา เปิดเผยตนตามเป็นจริงในพระ ศาสดา หรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ที่เป็นวิญญูชนทั้งหลาย
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่น ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม๕. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิด และความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบธรรม ๕ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๑๒} ธรรม ๕ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ สัมมาสมาธิ อันประกอบ ด้วยองค์ ๕ ได้แก่
๑. ปีติแผ่ไป ๒. สุขแผ่ไป
๓. การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๔. แสงสว่างแผ่ไป
๕. นิมิตเป็นเครื่องพิจารณา
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๑๓} ธรรม ๕ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่
๑. อุปาทานขันธ์คือรูป ๒. อุปาทานขันธ์คือเวทนา
๓. อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๔. อุปาทานขันธ์คือสังขาร
๕. อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๑๔} ธรรม ๕ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่
๑. กามฉันทนิวรณ์ ๒. พยาบาทนิวรณ์
๓. ถีนมิทธนิวรณ์ ๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๑๕} ธรรม ๕ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ เจโตขีลธรรม (ตะปูตรึงใจ) ๕ ได้แก่๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อม เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดาย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๑๒. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ... นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๒๓. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ... นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๓๔. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อแน่ ไม่เลื่อมใสในสิกขา ... นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๔
๕. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตขัดเคือง มีจิตเป็นเสมือนตะปูในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้ง หลาย จิตของภิกษุผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตขัดเคือง มีจิตเสมือนตะปูย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น นี้เป็นตะปูตรึงใจข้อที่ ๕ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๑๖} ธรรม ๕ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่
๑. สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือศรัทธา
๒. วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ
๓. สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ
๔. สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ
๕. ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญา
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๑๗} ธรรม ๕ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ นิสสาราณียธาตุ ธาตุคือธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ๕ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ใส่ใจถึงกามทั้งหลายอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษในเพราะกามทั้งหลาย แต่ว่าเมื่อเธอใส่ใจถึงเนกขัมมะอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากกามทั้งหลายได้ และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีกามเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกามทั้งหลาย
๒. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลายเมื่อภิกษุใส่ใจถึงความพยาบาทอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษในเพราะความพยาบาท แต่ว่าเมื่อเธอใส่ใจถึงความไม่พยาบาทอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากความพยาบาทได้ และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีความพยาบาทเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความพยาบาท๓. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุใส่ใจถึงความเบียดเบียนอยู่
จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษในเพราะความเบียดเบียน แต่ว่าเมื่อเธอใส่ใจถึง ความไม่เบียดเบียนอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษในเพราะความไม่เบียดเบียน จิตของเธอนั้นดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากความเบียดเบียนได้ และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุเดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีความเบียดเบียนเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งความเบียดเบียน๔. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุใสใจถึงรูปทั้งหลายอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษ ในเพราะรูปทั้งหลาย แต่ว่าเมื่อเธอใส่ใจถึงอรูปอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่พ้นวิเศษในเพราะอรูป จิตของ เธอนั้นดำเนินไปดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พราก
แล้วจากรูปทั้งหลาย และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุ เดือดร้อนกระวนกระวายซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีรูปเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งรูปทั้งหลาย
๕. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่อภิกษุใส่ใจถึงกายของตนอยู่ จิตย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่พ้นวิเศษ ในเพราะกายของตน แต่ว่าเมื่อเธอใส่ใจถึงความดับแห่งกาย ของตนอยู่แล จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ พ้นวิเศษ ในเพราะความดับแห่งกายของตน จิตของเธอนั้นดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ออกไปดีแล้ว พ้นวิเศษดีแล้ว พรากแล้วจากกายของตน และเธอพ้นแล้วจากอาสวะอันเป็นเหตุ เดือดร้อนกระวนกระวาย ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีกายของตนเป็น ปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น ข้อนี้กล่าวได้ว่า เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งกายของตนธรรม ๕ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๑๘} ธรรม ๕ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ สัมมาสมาธิประกอบ ด้วยญาณ ๕ ได้แก่
๑. ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันและมี สุขเป็นวิบากต่อไป’
๒. ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้เป็นอริยะไม่มีอามิส’
๓. ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้อันคนชั่วบำเพ็ญ ไม่ได้แล้ว’
๔. ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้สงบ ประณีต มีปฏิปัสสัทธิอันได้แล้ว มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น และมิใช่ข่มห้ามสังขารจิต’
๕. ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘ก็เรานั้นมีสติเข้าสมาธินี้ และมีสติออกจากสมาธินี้’
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๑๙} ธรรม ๕ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ วิมุตตายตนะ ๕ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ผู้อยู่ในฐานะครูบางท่านแสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครูแสดงแก่เธอ เมื่อเธอเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม ย่อมเกิดความปราโมทย์ เมื่อมีใจปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๑๒. ยังอีกข้อหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลายพระศาสดาหรือเพื่อน ร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครูบางท่านมิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย แต่เธอแสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วแก่คนอื่น ๆ ได้โดยพิสดารภิกษุนั้นย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นเหมือนอย่างที่ตนได้แสดงแก่คนอื่น ๆ เมื่อเธอเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม ย่อมเกิดความปราโมทย์ เมื่อมีใจปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๒๓. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครูบางท่านมิได้แสดงธรรมแก่
- ๑ดูวิมุตตายนะ ๕ (เชิงอรรถ) ข้อ ๓๒๒ หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้
ภิกษุเลย ทั้งเธอก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมา แล้วแก่คนอื่น ๆ โดยพิสดาร แต่เธอทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วได้โดยพิศดาร ภิกษุนั้นย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นเหมือนอย่างที่ตนทำการสาธยายนั้น เมื่อเธอเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม ย่อมเกิดความปราโมทย์ เมื่อมีใจปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยความสุข เมื่อมีความสุขจิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๓
๔. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครูบางท่านมิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุเลย ทั้งเธอก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วแก่คนอื่น ๆ โดยพิสดาร และมิได้ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร แต่เธอตรึกตรองธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาด้วยจิตเพ่งตามด้วยใจ ภิกษุนั้นย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้น เหมือนอย่างที่ตนตรึกตรองตามด้วยจิตเพ่งตามด้วยใจ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดความปราโมทย์ เมื่อมีใจปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๔๕. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะครูบางท่านมิได้แสดงธรรมแ่ก่ภิกษุเลย ทั้งเธอก็มิได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วแก่คนอื่น ๆ โดยพิสดาร มิได้ทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร และมิได้ตรึกตรองธรรมตามที่ได้ฟังได้เรียนมาด้วยจิต เพ่งตามด้วยใจแต่เธอ
เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้วด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ใคร่ครวญด้วยดี แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญา ภิกษุนั้นย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นเหมือนอย่างที่ตนได้เรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง มาด้วยดี ใส่ใจด้วยดี ใคร่ครวญด้วยดี แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญาแล้วนั้น เมื่อเธอเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม ย่อมเกิดความปราโมทย์ เมื่อมีใจปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมเสวยความสุข เมื่อมีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๕ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๒๐} ธรรม ๕ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่
๑. สีลขันธ์ กองศีล
๒. สมาธิขันธ์ กองสมาธิ
๓. ปัญญาขันธ์ กองปัญญา
๔. วิมุตติขันธ์ กองวิมุตติ
๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ กองวิมุตติญาณทัสสนะ
ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๕๐ ข้อดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๖ อย่าง
มาติกา
{๔๒๑} [๓๕๖] ธรรม ๖ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๖ อย่างควรเจริญ ธรรม ๖ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๖ อย่างควรละ ธรรม ๖ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๖ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๖ อย่างรู้แจ้งแทง
ตลอดได้ยาก ธรรม ๖ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๖ อย่างที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๖ อย่างที่ควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๒๒} ธรรม ๖ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ สาราณียธรรม ๖ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน๒. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน
เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน๓. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เข้า ไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน๔. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไม่หวงกันลาภอันประกอบด้วยธรรมได้มาแล้วโดยธรรม โดยที่
สุดแม้เพียงอาหารในบาตรไว้บริโภค แบ่งปันกันฉันกับเพื่อน ร่วมพรหมจรรย์ผู้มีศีลทั้งหลาย ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
๕. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ถึงความเป็นผู้มีศีลเสมอกันกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลังในศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันกิเลสไม่จับต้อง เป็นไปเพื่อสมาธิ ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน๖. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ถึงความเป็นผู้มีทิฏฐิเสมอกันกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังในทิฏฐิซึ่งประเสริฐ เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ นำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามคำสอน ธรรมข้อนี้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันธรรม ๖ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๒๓} ธรรม ๖ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ อนุสติฏฐาน ๖ ได้แก่
๑. พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า
๒. ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณพระธรรม
๓. สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์
๔. สีลานุสติ ระลึกถึงศีล
๕. จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาค
๖. เทวตานุสติ ระลึกถึงเทวดา
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๒๔} ธรรม ๖ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่
๑. อายตนะคือตา ๒. อายตนะคือหู
๓. อายตนะคือจมูก ๔. อายตนะคือลิ้น
๕. อายตนะคือกาย ๖. อายตนะคือใจ
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๒๕} ธรรม ๖ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ ตัณหา ๖ ได้แก่
๑. ตัณหาในรูป ๒. ตัณหาในเสียง
๓. ตัณหาในกลิ่น ๔. ตัณหาในรส
๕. ตัณหาในโผฏฐัพพะ ๖. ตัณหาในธรรม
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๒๖} ธรรม ๖ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อคารวะ ๖ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระศาสดาอยู่
๒. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระธรรมอยู่
๓. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในพระสงฆ์อยู่
๔. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในสิกขาอยู่
๕. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในความไม่ประมาทอยู่
๖. เป็นผู้ไม่เคารพไม่ยำเกรงในปฏิสันถารอยู่
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๒๗} ธรรม ๖ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ คารวะ ๖ ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้เคารพยำเกรงในพระศาสดาอยู่
๒. เป็นผู้เคารพยำเกรงในพระธรรมอยู่
๓. ป็นผู้เคารพยำเกรงในพระสงฆ์อยู่
๔. เป็นผู้เคารพยำเกรงในสิกขาอยู่
๕. เป็นผู้เคารพยำเกรงในความไม่ประมาทอยู่
๖. เป็นผู้เคารพยำเกรงในปฏิสันถารอยู่
ธรรม ๖ เหล่านี้ เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๒๘} ธรรม ๖ อย่างทีรู้่เแจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ นิสสาราณียธาตุ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ๖ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เมตตาเจโตวิมุตติข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลยที่เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นความพยาบาทก็ยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะเมตตาเจโตวิมุตินี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาทคือความปองร้าย
๒. อนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘กรุณาเจโตวิมุตติข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้ เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิหิงสาก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลยที่เมื่อกรุณาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง
ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ความพยาบาทก็ยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะกรุณาเจโตวิมุตตินี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งวิหิงสาคือความเบียดเบียน๓. อนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘มุทิตาเจโตวิมุตติข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น อรติก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลยที่เมื่อมุทิตาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น
อรติก็ยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะมุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งอรติคือความไม่ยินดีด้วย
๔. อนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อุเบกขาเจโตวิมุตติข้าพเจ้าก็เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ราคะก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลยที่เมื่ออุเบกขาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง
ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นราคะก็ยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอุเบกขาเจโตวิมุตตินี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งราคะคือความกำหนัดยินดี๕. อนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อนิมิตตเจโตวิมุตติข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิญญาณของข้าพเจ้าก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่
ฐานะมิใช่โอกาสเลยที่เมื่ออนิมิตตเจโตวิมุตติ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิญญาณของเธอก็จักยังแส่หานิมิตอยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะอนิมิตตเจโตวิมุตตินี้ เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งนิมิตทุกอย่าง
๖. อนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ ว่า ‘เมื่ออัสมิมานะของข้าพเจ้าหมดไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่พิจารณาเห็นว่า ‘นี้เป็นเรา’ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุอย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย ที่เมื่ออัสมิมานะของภิกษุหมดไปแล้ว เมื่อภิกษุไม่พิจารณาเห็นว่า ‘นี้เป็นเรา’ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยจักยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เพราะการเพิกถอนการถือว่า เป็นเรานี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยธรรม ๖ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๒๙} ธรรม ๖ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนือง ๆ ๖ อย่าง ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑.เห็นรูปด้วยตาแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๒. ได้ยินเสียงด้วยหูแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่๓. สูดดมกลิ่นด้วยจมูกแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ แต่เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๓๐} ธรรม ๖ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อนุตตริยะ ๖ ได้แก่
๑. ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอย่างยอดเยี่ยม
๒. สวนานุตตริยะ การฟังอย่างยอดเยี่ยม
๓. ลาภานุตตริยะ การได้อย่างยอดเยี่ยม
๔. สิกขานุตตริยะ การศึกษาอย่างยอดเยี่ยม
๕. ปาริจริยานุตตริยะ การปรนนิบัติอย่างยอดเยี่ยม
๖. อนุสสตานุตตริยะ การระลึกถึงอย่างยอดเยี่ยม
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๓๑} ธรรม ๖ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ อภิญญา ๖ ได้แก่
๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงใน
แผ่นดินเหมือนในนํ้าก็ได้ เดินบนนํ้าไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้
๒. เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วง โสตวิสัยของมนุษย์
๓. เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะหรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น๔. เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้ หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง
ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข ทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
๕. เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้๖. เธอย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันได้
ธรรม ๖ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๖๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๗ อย่าง
มาติกา
{๔๓๒} [๓๕๗] ธรรม ๗ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๗ อย่างควรเจริญ ธรรม ๗ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๗ อย่างควรละ ธรรม ๗ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๗ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๗ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๗ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๗ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๗ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๓๓} ธรรม ๗ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ อริยทรัพย์ ๗ ได้แก่
๑. สัทธาธนัง ทรัพย์คือศรัทธา
๒. สีลธนัง ทรัพย์คือศีล
๓. หิริธนัง ทรัพย์คือหิริ
๔. โอตตัปปธนัง ทรัพย์คือโอตตัปปะ
๕. สุตธนัง ทรัพย์คือสุตะ
๖. จาคธนัง ทรัพย์คือจาคะ
๗. ปัญญาธ นังทรัพย์คือปัญญา
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๓๔} ธรรม ๗ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ โพชฌงค์ ๗ ได้แก่
๑. สติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความระลึกได้
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ การสอดส่องธรรม
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความเพียร
๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความอิ่มใจ
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความสงบ
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความตั้งใจมั่น
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้คือ ความวางเฉย
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๓๕} ธรรม ๗ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ วิญญาณฐิติ ๗ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน ทั้งมีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ เทพบางพวก และพวกวินิปาติกะบางพวก นี้คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๑๒. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้นับเนื่องในพวกพรหม ซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน นี้คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๒๓. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระ นี้คือ เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๓๔. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน ทั้งมีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเหล่าสุภกิณหะ นี้
คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๔
๕. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศหาที่สุดมิได้’ นี้คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๕๖. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงวิญญานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณหาที่สุดมิได้’ นี้คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๖๗. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลายมีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสีย ซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มี อะไร’ นี้คือวิญญาณฐิติข้อที่ ๗ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๓๖} ธรรม ๗ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ อนุสัย ๗ ได้แก่
๑. กามราคานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กำหนัดในกาม
๒. ปฏิฆานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กระทบกระทั่งแห่งจิต
๓. ทิฎฐานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความเห็น
๔. วิจิกิจฉานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความสงสัย
๕. มานานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความถือตัว
๖. ภวราคานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความ กำหนัดในภพ
๘. อวิชชานุสัย สภาพที่นอนเนื่องในสันดานคือความไม่รู้
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๓๗} ธรรม ๗ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อสัทธรรม ๗ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๒.เป็นผู้ไม่มีหิริ
๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ ๔. เป็นผู้มีสุตะน้อย
๕. เป็นผู้เกียจคร้าน ๖. เป็นผู้มีสติหลงลืม
๗. เป็นผู้มีปัญญาทราม
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๓๘} ธรรม ๗ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ สัทธรรม ๗ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เป็นผู้มีศรัทธา ๒. เป็นผู้มีหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ ๔. เป็นผู้มีสุตะมาก
๕. เป็นผู้ปรารภความเพียร ๖. เป็นผู้มีสติมั่นคง
๗. เป็นผู้มีปัญญา
ธรรม ๗ ประการเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๓๙} ธรรม ๗ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ สัปปุริสธรรม ๗ได้แก่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. ธัมมัญญู เป็นผู้รู้จักเหตุ
๒. อัตถัญญู เป็นผู้รู้จักผล
๓. อัตตัญญู เป็นผู้รู้จักตน
๔. มัตตัญญู เป็นผู้รู้จักประมาณ
๕. กาลัญญู เป็นผู้รู้จักกาล
๖. ปริสัญญู เป็นผู้รู้จักบริษัท
๗. ปุคคลปโรปรัญญู เป็นผู้รู้จักบุคคล
ธรรม ๗ อย่างนี้ รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๔๐} ธรรม ๗ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ สัญญา ๗ ได้แก่
๑. อนิจจสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยง
๒. อนัตตสัญญา กำหนดหมายความมิใช่ตัวตน
๓. อสุภสัญญา กำหนดหมายความไม่งาม
๔. อาทีนวสัญญา กำหนดหมายความเป็นโทษ
๕. ปหานสัญญา กำหนดหมายเพื่อละ
๖. วิราคสัญญา กำหนดหมายเพื่อคลายความกำหนัด
๗. นิโรธสัญญา กำหนดหมายเพื่อความดับสนิท
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๔๑}ธรรม ๗ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ นิททสวัตถุ ๗ ได้แก่ ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้๑. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการสมาทานสิกขา ทั้งเป็นผู้ไม่ หมดความรักในการสมาทานสิกขาต่อไป๒. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการไตร่ตรองธรรม ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการไตร่ตรองธรรมต่อไป๓. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการกำจัดความอยาก ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการกำจัดความอยากต่อไป๔. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการหลีกเร้น ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการหลีกเร้นต่อไป๕. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการบำเพ็ญเพียร ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในการบำเพ็ญเพียรต่อไป๖. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในสติและปัญญาเครื่องรักษาตัว ทั้งเป็นผู้ไม่หมดความรักในสติและปัญญาเครื่องรักษาตัวต่อไป๗. เป็นผู้มีฉันทะแรงกล้าในการแทงตลอดซึ่งทิฏฐิ ทั้งเป็นผู้ ไม่หมดความรักในการแทงตลอดซึ่งทิฏฐิต่อไปธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๔๒} ธรรม ๗ อย่างควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้เห็น สังขารทั้งปวงดีแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นสังขารทั้งปวงดีแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความ เป็นจริง นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’๒. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นกามทั้งหลายซึ่งเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิงดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเห็นกามทั้งหลายซึ่งเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิงดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้เป็น กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้วปฏิญญาณ<*>ความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’
๓. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพมีจิตน้อมไป โน้มไป โอนไป ในวิเวก ตั้งมั่นอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ สิ้นไปแล้วจากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพมีจิตน้อมไป โน้มไป โอนไป ในวิเวก ตั้งมั่นอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ สิ้นไปแล้วจากธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้วปฏิญญาณ<*>ความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’๔. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว อบรมดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้ว อบรมดีแล้ว นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’
- ปฏิญาน - ผู้รวบรวม
๕. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ แล้ว อบรมดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอินทรีย์ ๕ แล้ว อบรมดีแล้ว นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้ว ปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’
๖. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว อบรมดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ว อบรมดีแล้ว นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพอาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’
๗. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว อบรมดีแล้ว ข้อที่ภิกษุผู้ขีณาสพเจริญมรรคมีองค์ ๘ แล้ว อบรมดีแล้ว นี้เป็นกำลังของภิกษุผู้ขีณาสพที่ภิกษุผู้ขีณาสพ อาศัยแล้วปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า ‘อาสวะของเราสิ้นแล้ว’
ธรรม ๗ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๗๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
จบ ภาณวารที่ ๑
ธรรม ๘ อย่าง
มาติกา
{๔๔๓} [๓๕๘] ธรรม ๘ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๘ อย่างควรเจริญ ธรรม ๘ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๘ อย่างควรละ ธรรม ๘ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๘ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๘ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๘ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๘ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๘ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๔๔}ธรรม ๘ อย่างมีอุปการะมากเป็นไฉน คือ เหตุ ๘ ปัจจัย ๘ ย่อม เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้เพื่อความมี ยิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญา ที่ได้แล้ว เหตุ ๘ และปัจจัย ๘ เป็นไฉน คือ
๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้อยู่อาศัยครูหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ผู้อยู่ในฐานะครูรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่เธอเข้าไปตั้งไว้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ความรัก และความเคารพอย่างแรงกล้า นี้เป็นเหตุข้อที่ ๑ เป็นปัจจัยข้อที่ ๑ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
๒. อนึ่ง ภิกษุนั้นอยู่อาศัยครูหรือเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้อยู่ใน ฐานะครูรูปใดรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่เธอเข้าไปตั้งไว้ซึ่งหิริโอตตัปปะ ความรัก และความเคารพอย่างแรงกล้า ที่เธอเข้าหาท่านเสมอ ๆ สอบถามไต่ถามว่า ‘ท่านครับ ข้อนี้เป็นอย่างไร เนื้อความของข้อนี้เป็นอย่างไร’ ท่านเหล่านั้นย่อมจะเปิดเผย สิ่งที่ยังมิได้เปิดเผย ทำให้ง่ายซึ่งสิ่งที่ยังมิได้ทำให้ง่าย บรรเทาความสงสัยในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายอย่างแก่เธอ นี้เป็นเหตุข้อที่ ๒ เป็นปัจจัยข้อที่ ๒ เป็นไปเพื่อความได้ ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว๓. อนึ่ง ภิกษุนั้นฟังธรรมนั้นแล้วทำความสงบ ๒ อย่าง คือ ความสงบกาย ๑ ความสงบใจ ๑ ให้ถึงพร้อม นี้เป็นเหตุข้อ
ที่ ๓ เป็นปัจจัยข้อที่ ๓ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็น เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
๔. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล คือสำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นเหตุข้อที่ ๔ เป็นปัจจัยข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอัน เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว๕. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุ
นั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา นี้เป็นเหตุข้อที่ ๕ เป็นปัจจัยข้อที่ ๕ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว๖. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เป็นเหตุข้อที่ ๖ เป็นปัจจัยข้อที่ ๖ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความ
มียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
๗. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม นึกได้ตามระลึกได้ถึงสิ่งที่ได้ทำถึงคำที่ได้พูดไว้แม้นานมาแล้วได้ นี้เป็นเหตุข้อที่ ๗ เป็นปัจจัยข้อที่ ๗ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
๘. ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นความเกิดความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นดังนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้’ นี้เป็นเหตุข้อที่ ๘ เป็นปัจจัยข้อที่ ๘ เป็นไปเพื่อความได้ปัญญาอัน เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความมียิ่งขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วธรรม ๘ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๔๕} ธรรม ๘ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ การงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ
ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๔๖} ธรรม ๘ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ โลกธรรม ๘ ได้แก่
๑. มีลาภ ๒. ไม่มีลาภ
๓. มียศ ๔. ไม่มียศ
๕. นินทา ๖. สรรเสริญ
๗. สุข ๘. ทุกข์
ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๔๗} ธรรม ๘ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ มิจฉัตตะ ๘ ได้แก่
๑. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
๒. มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด
๓. มิจฉาวาจา เจรจาผิด
๔. มิจฉากัมมันตะ การงานผิด
๕. มิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตผิด
๖. มิจฉาวายามะ พยายามผิด
๗. มิจฉาสติ ระลึกผิด
๘. มิจฉาสมาธิ ตั้งใจมั่นผิด
ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๔๘} ธรรม ๘ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ กุสีตวัตถุ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีการงานที่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้จำต้องทำอยู่ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องทำการงาน ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ กายก็จักลำบาก อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๑๒. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย มีการงานที่ภิกษุทำเสร็จแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราแลได้ทำการงานเสร็จแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ กายได้ลำบากมาแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๒๓. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุจำต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายก็จักลำบาก อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๓๔. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ กายได้ลำบากมาแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๔
๕. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคมอยู่ ไม่ได้โภชนะไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคมอยู่ ก็ไม่ได้โภชนะไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ กายของเรานั้นได้ลำบากแล้ว ไม่ควรจะทำการงาน อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๕๖. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคม
ได้โภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีต บริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามหมู่บ้านหรือนิคมอยู่ ได้โภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการแล้ว กายของเรานั้นหนัก ไม่ควรจะทำการงาน เหมือนถั่วราชมาสที่ชุ่มนํ้า อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๖๗. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุมีอาพาธเกิดขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘อาพาธเล็กน้อยนี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว เรามีข้ออ้างที่จะนอนละ อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๗
๘. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่สร่างไข้ได้ไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราหายจากอาพาธแล้ว แต่ยังสร่างไข้ได้ไม่นาน กายของเรานั้นยังอ่อนเพลีย ยังไม่ควรจะทำการงาน เรามีข้ออ้างที่จะนอนละ อย่ากระนั้นเลย เราขอนอนดีกว่า’ เธอจึงนอนเสีย ไม่เริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๘ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๔๙} ธรรม ๘ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ อารัพภวัตถุ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร ๘ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีการงานที่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้จำต้องทำอยู่ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องทำการงานก็เมื่อเรามัวทำการงานอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๑๒. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุทำการงานเสร็จแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้ทำการงานเสร็จแล้ว ก็เมื่อเราทำการงานอยู่ ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่
บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุ ประการที่ ๒
๓. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุจำต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องเดินทาง ก็เมื่อเรามัวเดินทางอยู่ ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๓๔. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้เดินทางแล้ว ก็เมื่อเราเดินทางอยู่ไม่สามารถที่จะใส่ใจถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้
อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๔๕. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือ ประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคม ถึงไม่ได้โภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความ
ต้องการ แต่กายของเรานั้นเบา ควรที่จะทำการงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุปร ะการที่ ๕
๖. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านหรือนิคม ได้โภชนะที่เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์จนพอแก่ความต้องการ ทั้งกายของเรานั้นก็มีกำลัง ควรที่จะทำการงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๖๗. อีกประการหนึ่งผู้มีอายุทั้งหลายภิกษุมีอาพาธเกิดขึ้น เล็กน้อยเธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘อาพาธเกิดขึ้นแก่เราเล็กน้อย ย่อมเป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะพึงหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อนเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๗
๘. อีกประการหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุหายจากอาพาธแล้ว แต่สร่างไข้ได้ไม่นาน เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า‘เราหายจากอาพาธแล้ว แต่สร่างไข้ได้ไม่นาน ย่อมเป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะหวนกลับมาอีก อย่ากระนั้นเลย เราจะเริ่มความเพียรเสียก่อน เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงเริ่มความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัพภวัตถุประการที่ ๘ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๕๐} ธรรม ๘ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ อขณะ อสมัย กาลที่มิใช่ขณะ มิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ที่พระสุคตประกาศไว้แล้ว ก็มีผู้แสดงอยู่ แต่บุคคลนี้ไปเข้าถึงนรกเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑
๒. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลกและธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ที่พระสุคตประกาศไว้แล้วก็มีผู้แสดงอยู่ แต่บุคคลนี้ไปเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๒
๓. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบ
ระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ที่พระสุคตประกาศไว้แล้วก็มีผู้แสดงอยู่ แต่บุคคลนี้ไปเข้าถึงเปรตวิสัยเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓
๔. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ที่พระสุคตประกาศไว้แล้ว ก็มีผู้แสดงอยู่ แต่บุคคลนี้ไปเข้าถึงเทพนิกายที่มีอายุยืนพวกใดพวกหนึ่งเสีย นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ข้อที่ ๔
๕. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ที่พระสุคตประกาศไว้แล้วก็มีผู้แสดงอยู่ แต่บุคคลนี้เกิดเสียในปัจจันตชนบท ในพวกชนชาติมีลักขะผู้ไม่รู้แจ้ง ซึ่งเป็นถิ่นที่ที่ภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกายังไปไม่ถึง นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัย ที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๕
๖. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ที่พระสุคตประกาศไว้แล้วก็มีผู้แสดงอยู่ ทั้งบุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตไปว่า ‘ทานที่บุคคลให้ไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีหรือทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ ผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบผู้ทำโลกนี้และโลกหน้า
ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ด้วย ไม่มีในโลก’ นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัย ที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๖
๗. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอุบัติแล้วในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ ที่พระสุคตประกาศไว้แล้วก็มีผู้แสดงอยู่ ทั้งบุคคลนี้ก็เกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นคนด้อยปัญญา โง่เซอะ เป็นคนใบ้ ไม่สามารถที่จะรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้มิใช่ขณะมิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗๘. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้เสด็จอุบัติในโลก และธรรมที่ทำให้กิเลสสงบระงับ นำให้ดับกิเลส ให้ถึงความตรัสรู้ที่พระสุคตประกาศไว้แล้ว ก็มิได้มีผู้แสดง แต่บุคคลนี้เกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมีปัญญา ไม่โง่เซอะ ไม่เป็นคนใบ้ สามารถที่จะรู้เนื้อความแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยที่จะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๘ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๕๑} ธรรม ๘ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ มหาปุริสวิตก ๘ ได้แก่
๑. ธรรมนี้สำหรับผู้มีความมักน้อย มิใช่สำหรับผู้มีความมักมาก
๒. ธรรมนี้สำหรับผู้สันโดษ มิใช่สำหรับผู้ไม่สันโดษ
๓. ธรรมนี้สำหรับผู้สงัด มิใช่สำหรับผู้ยินดีในความคลุกคลี
๔. ธรรมนี้สำหรับผู้ปรารภความเพียร มิใช่สำหรับผู้เกียจคร้าน
๕. ธรรมนี้สำหรับผู้เข้าไปตั้งสติไว้ มิใช่สำหรับผู้มีสติหลงลืม
๖. ธรรมนี้สำหรับผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่สำหรับผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
๗. ธรรมนี้สำหรับผู้มีปัญญา มิใช่สำหรับผู้ด้อยปัญญา
๘. ธรรมนี้สำหรับผู้ปราศจากความรื่นรมย์ในธรรมเป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่นช้า ผู้ปราศจากความยินดีในธรรมเป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่นช้า มิใช่สำหรับผู้ยังมีความรื่นรมย์ในธรรมเป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่นช้า ผู้ยังยินดีในธรรมเป็นเครื่องหน่วงให้เนิ่นช้าธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๕๒} ธรรม ๘ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อภิภายตนะ ๘ ได้แก่
๑. ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๑
๒. ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๒
๓. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๓
๔. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๔
๕. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว เช่น ดอกผักตบซึ่งมีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว แม้
ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว รัศมีก็เขียว ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๕
๖. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง เช่น ดอกกรรณิการ์ซึ่งมีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๖๗. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง
วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง เช่น ดอกหงอนไก่ ซึ่งมีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีแดง วรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้วมีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เรา เห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๗๘. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว เช่น ดาวประกายพฤกษ์
ซึ่งมีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว หรือว่าผ้าที่มีกำเนิดในพระนครพาราณสีซึ่งเกลี้ยงเกลาทั้งสองด้าน มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว แม้ฉันใด ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ ๘ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๕๓} ธรรม ๘ อย่างนี้ที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่
๑. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑
๒. ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒
๓. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่ากสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓
๔. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา ย่อมเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศหาที่สุดมิได้’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔
๕. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณหาที่สุดมิได้’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕
๖. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖
๗. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ย่อมเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗
๘. ผู้ที่เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการ ทั้งปวง ย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘
ธรรม ๘ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๘๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๙ อย่าง
มาติกา
{๔๕๔} [๓๕๙] ธรรม ๙ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๙ อย่างควรเจริญ ธรรม ๙ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๙ อย่างควรละ ธรรม ๙ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๙ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๙ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๙ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๙ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๙ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๕๕} ธรรม ๙ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ ธรรมซึ่งมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ ได้แก่ เมื่อใส่ใจโดยแยบคาย ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมเสวยสุข ผู้มีสุขจิตย่อมตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง ผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก{๔๕๖} ธรรม ๙ อย่างที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ องค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๙ ได้แก่
๑. ความหมดจดแห่งศีลเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๒. ความหมดจดแห่งจิตเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๓. ความหมดจดแห่งทิฏฐิป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๔. ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัยเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๕. ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง เป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๖. ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติเป็นองค์ ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๗. ความหมดจดแห่งญาณอันเป็นเครื่องเห็นเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๘. ความหมดจดแห่งปัญญาเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
๙. ความหมดจดแห่งวิมุตติเป็นองค์ประธานแห่งความบริสุทธิ์
ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๕๗} ธรรม ๙ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ สัตตาวาส ๙ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน ทั้งมีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ เทพบางพวก และพวกวินิปาติกะบางพวก นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๑๒. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพผู้นับเนื่องในพวกพรหม ซึ่งเกิดในภูมิปฐมฌาน นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๒๓. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกันเช่นพวกเทพเหล่าอาภัสสระนี้คือ สัตตาวาสข้อที่ ๓๔. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน ทั้งมีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพเหล่าสุภกิณหะ นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๔
๕. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่มีความรู้สึกเสวยอารมณ์กเสวยอารมณ์ เช่นพวกเทพเหล่าอสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕
๖. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า ‘อนนุโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ นี้คือ สัตตาวาสข้อที่ ๖๗. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่ง อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงวิญญานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๗๘. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึ อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กญฺจิ ไม่มีอะไร’ นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๘๙. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งเพราะล่วงเสียซึ่ง อากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ‘สนฺตเมตํ ปณีตเมตํ นี่สงบ นี่ประณีต’ นี้คือสัตตาวาสข้อที่ ๙ ธรรม ๙ อย่างนี้ควรกำหนดรู้{๔๕๘} ธรรม ๙ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ ธรรมอันมีตัณหาเป็นมูลราก ๙ ได้แก่
๑. เพราะอาศัยตัณหา จึงมีการแสวงหา
๒. เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีการได้
๓. เพราะอาศัยการได้ จึงมีความตกลงใจ
๔. เพราะอาศัยความตกลงใจ จึงมีความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ
๕. เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ จึงมีความยึดมั่น
๖. เพราะอาศัยความยึดมั่น จึงมีความหวงแหน
๗. เพราะอาศัยความหวงแหน จึงมีความตระหนี่
๘. เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการรักษา
๙. เพราะการรักษาเป็นเหตุ จึงมีอกุศลธรรมอันเลวทรามมิใช่น้อย คือ การถือไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาทอัน การกล่าวว่ามึง ๆ และการพูดเท็จธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๕๙} ธรรม ๙ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อาฆาตวัตถุ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ ได้แก่๑. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว’
๒. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’
๓. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’
๔. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเราแล้ว’๕. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา’
๖. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา’
๗. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเราแล้ว’
๘. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา’
๙. ผูกอาฆาตด้วยคิดว่า ‘ผู้นี้จักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา’
ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๖๐} ธรรม ๙ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ การบรรเทาความอาฆาต ๙ ได้แก่
๑. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๒. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มี การประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๓. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๔. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเราแล้ว เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’
๕. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๖. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาจักประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๗. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๘. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’๙. บรรเทาความอาฆาตเสียด้วยคิดว่า ‘เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของเรา เพราะเหตุนั้น การที่จะไม่ให้มีการประพฤติเช่นนั้นจะหาได้ในบุคคลนั้นแต่ที่ไหน’ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๖๑} ธรรม ๙ อย่างที่รู้เแจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือ ความต่างกัน ๙ ได้แก่
- ๑ข้อนี้มีความต่างกันอยู่ ๒ อย่าง คือ ความต่างกันแห่งธาตุ และความต่างกันแห่งผัสสะ จึงจัดไว้เป็นข้อ ๑-๒
๑.-๒. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งธาตุ จึงเกิดความต่างกันแห่งผัสสะ๓. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ จึงเกิดความต่างกัน แห่งเวทนา๔. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งเวทนา จึงเกิดความต่างกัน แห่งสัญญา๕. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งสัญญา จึงเกิดความต่างกัน แห่งความดำริ๖. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความดำริ จึงเกิดความต่างกัน แห่งความพอใจ๗. เพราะอาศัยความพอใจ จึงเกิดความต่างกันแห่งความเร่าร้อน
๘. เพราะอาศัยความเร่าร้อนจึงเกิดความต่างกันแห่งการแสวงหา
๙. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งการแสวงหาจึงเกิดความ ต่างกันแห่งการได้ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๖๒} ธรรม ๙ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ สัญญา ๙ ได้แก่
๑. อสุภสัญญา ความกำหนัดหมายว่าไม่งาม
๒. มรณสัญญา ความกำหนัดหมายในความตาย
๓. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ความกำหนัดหมายในอาหารว่าปฏิกูล
๔. สัพพโลเก อนภิรติสัญญา ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
๕. อนิจจสัญญา ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์
๗. ทุกเข อนัตตสัญญา ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน
๘. ปหานสัญญา ความกำหนดหมายในการละ
๙. วิราคสัญญา ความกำหนดหมายในวิราคธรรม
ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๖๓} ธรรม ๙ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อนุปุพพวิหาร ๙ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่๒. เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่๓. เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไปบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่๔. เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่๕. เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เธอเข้าถึงอากาสานัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่๖. เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เธอเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่
๗. เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เธอเข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่๘. เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เธอเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่
๙. เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เธอเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๖๔} ธรรม ๙ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ได้แก่
๑. เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาย่อมดับไป
๒. เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมดับไป
๓. เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมดับไป
๔. เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะและปัสสาสะย่อมดับไป
๕. เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ รูปสัญญาย่อมดับไป
๖. เมื่อเข้าวิญญาณญจายตนสมาบัติ อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับไป
๗. เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับไป
๘. เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับไป
๙. เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับไป
ธรรม ๙ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรม ๙๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ
ธรรม ๑๐ อย่าง
มาติกา
{๔๖๕} [๓๖๐] ธรรม ๑๐ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๑๐ อย่างควรเจริญ ธรรม ๑๐ อย่างควรกำหนดรู้ ธรรม ๑๐ อย่างควรละ ธรรรม ๑๐ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๑๐ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเจริญ ธรรม ๑๐ อย่างรู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๑๐ อย่างควรให้เกิดขึ้น ธรรม ๑๐ อย่างควรรู้ยิ่งธรรม ๑๐ อย่างควรทำให้แจ้ง
ขยายความ
{๔๖๖} ธรรม ๑๐ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือ นาถกรณธรรม ธรรมอันทำที่พึ่ง ๑๐ ได้แก่
๑. ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล คือสำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานคึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นนาถกรณธรรม๒. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นพหูสูต คือ เป็น ผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจแทงตลอดด้วยปัญญา ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุ
เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นไต้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม
๓. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มิมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม
๔. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเคารพ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเคารพ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม
๕. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ขยัน คือ ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะพึงช่วยกันทำทั้งใหญ่น้อยของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลายประกอบด้วยปัญญาสำหรับพิจารณา สอดส่องในการงานนั้น อาจทำอาจจัดการได้ แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะพึงช่วยกันทำ ทั้งใหญ่น้อยของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาสำหรับพิจารณาสอดส่องในการนั้น อาจทำอาจจัดการได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๖. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย
แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่ง ในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม
๗. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม
๘. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๙. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม นึกได้ตามระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำถึงคำที่พูดแม้นานมาแล้วได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม นึกได้ตามระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำถึงคำที่พูดแม้นานมาแล้วได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๑๐. ยังอีกข้อหนึ่ง ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย
แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา ที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรมธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก
{๔๖๗} ธรรม ๑๐ ที่ควรเจริญเป็นไฉน คือ กสิณายตนะ แดนแห่งกสิณ ๑๐ ได้แก่๑. ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๒. ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๓. ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๔. ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๕. ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๖. ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๗. ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๘. ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้๙. ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้
๑๐. ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ไม่เป็นสอง หาประมาณมิได้ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรเจริญ
{๔๖๘} ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คือ อายตนะ ๑๐ ได้แก่ ตา รูป หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย โผฏฐัพพะธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้
{๔๖๙} ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือ มิจฉัตตะ ๑๐ได้แก่ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีวิตผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความพ้นผิดธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรละ
{๔๗๐} ธรรม ๑๐ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่
๑. ปาณาติบาต การยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป
๒. อทินนาทาน การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
๓. กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาท การพูดเท็จ
๕. ปิสุณวาจา การพูดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา การพูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ
๘. อภิชฌา ความโลภอยากได้ของเขา
๙. พยาบาท ความปองร้ายเขา
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม
{๔๗๑} ธรรม ๑๐ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเจริญเป็นไฉน คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป๒. อทินนาทานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาทา เวรมณี เจตนางดเว้นจาการพูดเท็จ
๕ .ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
๘. อนภิชฌา ความไม่โลภอยากได้ของเขา
๙. อัพยาบาท ความไม่ปองร้ายเขา
๑๐. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างเจริญ
{๔๗๒} ธรรม ๑๐ อย่างที่รู้แจ้งแทงตลอดได้ยากเป็นไฉน ได้แก่ อริยวาส ๑๐ คือ
๑. เป็นผู้มีองค์ ๕ อันละขาดแล้ว
๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖
๓. เป็นผู้มีอารักขาอย่างเอก
๔. เป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ๔
๕. เป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาได้แล้ว
๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ
๗. เป็นผู้มีความคิดไม่ขุ่นมัว
๘. เป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ
๙. เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
๑๐. เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีองค์ ๕ อันละขาดแล้ว คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันท์ ละพยาบาท ละถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา ได้ขาดแล้ว ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีองค์ ๕ อันละขาดแล้วดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
๑. เห็นรูปด้วยตาแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๒. ฟังเสียงด้วยหูแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๓. สูดดมกลิ่นด้วยจมูกแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๔. ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็น ผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
๖. รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้วเป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีอารักขาอย่างเอก คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมประกอบด้วยใจอันมีสติเป็นเครื่องอารักขา ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีอารักขาอย่างเอก
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง อาศัย ๔ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้ว บรรเทาของอย่างหนึ่ง ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ๔ฺดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาได้แล้ว คือ สัจจะเฉพาะอย่างเป็นอันมากของสมณะและพราหมณ์เป็นอันมากย่อมเป็นสิ่งที่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ทำให้บรรเทาได้แล้ว สละ คาย ปล่อย ละ สลัดทิ้งได้หมดสิ้นแล้ว ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาได้แล้วดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่ามีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ละการแสวงหากามได้ขาดแล้ว ละการแสวงหาภพได้ขาดแล้ว สละคืนการแสวงหาพรหมจรรย์ได้แล้ว ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีการแสวงหาอันสละแล้วโดยชอบฺดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละความดำริในทางกามได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในทางพยาบาทได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในทางเบียดเบียน ได้ขาดแล้ว ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัวดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีกายสังขารสงบระงับ คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มี กายสังขารสงบระงับ
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากราคะ โทสะ โมหะ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้วดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดว่า ‘ราคะอันเราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โทสะอันเราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โมหะอันเราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา’ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้วธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้รู้แจ้งแทงตลอดได้ยาก
{๔๗๓} ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรให้เกิดขึ้นเป็นไฉน คือ สัญญา ๑๐ ได้แก่
๑. อสุภสัญญา ความกำหนดหมายว่าไม่งาม
๒. มรณสัญญา ความกำหนดหมายในความตาย
๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ความกำหนดหมายในอาหารว่าปฏิกูล
๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง
๕. อนิจจสัญญา ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง
๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์
๗. ทุกเข อนัตตสัญญา ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน
๘. ปหานสัญญา ความกำหนดหมายในการละ
๙. วิราคสัญญา ความกำหนดหมายในวิราคธรรม
๑๐. นิโรธสัญญา ความกำหนดหมายในความดับ
ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรให้เกิดขึ้น
{๔๗๔} ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ นิชชรวัตถุ เหตุแห่งความเสื่อม ๑๐ ได้แก่
๑. สำหรับบุคคลผู้มีความเห็นชอบ ย่อมมีความเห็นผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความเห็นผิดเป็นปัจจัย ก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความเห็นชอบเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๒. สำหรับบุคคลผู้มีความดำริชอบ ย่อมมีความดำริผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความดำริผิดเป็นปัจจัย ก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความดำริชอบเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๓. สำหรับบุคคลผู้มีวาจาชอบ ย่อมมีวาจาผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีวาจาผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีวาจาชอบเป็นปัจจัยย่อมถึงความ เจริญบริบูรณ์๔. สำหรับบุคคลผู้มีการงานชอบ ย่อมมีการงานผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีการงานผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีการงานชอบเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๕. สำหรับบุคคลผู้มีการเลี้ยงชีวิตชอบ ย่อมมีการเลี้ยงชีวิตผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีการเลี้ยง ชีวิตผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีการเลี้ยงชีวิตชอบเป็นปัจจัยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์
๖. สำหรับบุคคลผู้มีความพยายามชอบ ย่อมมีความพยายามผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความพยายามผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไปแต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมี ความพยายามชอบเป็นปัจจัยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๗. สำหรับบุคคลผู้มีความระลึกชอบ ย่อมมีความระลึกผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความระลึกผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความระลึกชอบเป็นปัจจัยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๘. สำหรับบุคคลผู้มีความตั้งใจมั่นชอบ ย่อมมีความตั้งใจมั่นผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความตั้งใจมั่นผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความตั้งใจมั่นชอบเป็นปัจจัย
ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๙. สำหรับบุคคลผู้มีความรู้ชอบ ย่อมมีความรู้ผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความรู้ผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความรู้ชอบเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์๑๐. สำหรับบุคคลผู้หลุดพ้นชอบ ย่อมมีความหลุดพ้นผิดเสื่อมไป และอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่น้อยซึ่งมีความหลุดพ้นผิดเป็นปัจจัยก็เสื่อมไป แต่กุศลธรรมไม่น้อยซึ่งมีความหลุดพ้นชอบเป็นปัจจัยย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง
{๔๗๕} ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือ อเสขธรรม ๑๐ ได้แก่
๑. ความเห็นชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๒. ความดำริชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๓. เจรจาชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๔. การงานชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๕. การเลี้ยงชีวิตชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๖. ความเพียรชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๗. ความระลึกชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๘. ความตั้งใจชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๙. ความรู้ชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
๑๐. ความหลุดพ้นชอบ ที่เป็นของพระอเสขะ
ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง
ธรรมทั้ง ๑๐๐ ข้อดังพรรณนามานี้เป็นของจริง ของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็นอย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ”ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวสูตรนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระสารีบุตร ดังนี้แล
จบ ทสุตตรสูตรที่ ๑๑
จบ ปาฏิกวรรค
รวมพระสูตรในวรรคนี้ มี ๑๑ สูตร ◙
๑. ปาฏิกสูตร ๒. อุทุมพริกสูตร
๓. จักกวัตติสูตร ๔. อัคคัญญสูตร
๕. สัมปสาทนียสูตร ๖. ปาสาทิกสูตร
๗. ลักขณสูตร ๘. สิงคาลกสูตร
๙. อาฏานาฏิยสูตร ๑๐. สังคีติสูตร
๑๑. ทสุตตรสูตร
- ๑วรรคนี้ หมายถึงปาฏิกวรรคซึ่งเป็นชื่อของคัมภีร์นี้
จบ พระบาลีปาฏิกวรรค
ทีฆนิกายทั้งสิ้นซึ่งประดับด้วยสุตร ๓๔ สูตร จบบริบูรณ์
ทีฆนิกายนี้มีพระสูตร ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรค ชื่อว่าทีฆนิกาย เป็นนิกายต้น เป็นไปโดยสมควรก็เพราะเหตุไร นิกายนี้จึงเรียกว่าทีฆนิกาย เพราะเป็นที่รวมเป็นที่อยู่แห่งพระสุตรขนาดยาว จึงเรียกว่าทีฆนิกาย ดังนี้แล
End of ๑๑. ทสุตตรสูตร