พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๗. ลักขณสูตร เล่ม ๑๑
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๐–๑๗๑ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ลกฺขณสุตฺตํ
๗. ลักขณสูตร (๓๐)
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ลักขณสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 16 · Chaloem Phrakiat Volume 11)
เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ๑ ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ทฺวตฺตึสิมานิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว ๒ คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ
โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลํ อนิมิตฺตํ อกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ ๓ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน ๔ อภิวิชิย อชฺฌาวสติ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ กตมานิ [๕] ตานิ ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว ๒ คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ อิธ ภิกฺขเว มหาปุริโส สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริโส สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ [๑] ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ ฯ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริโส อายตปณฺหิ โหติ ฯ ทีฆงฺคุลี โหติ ฯ มุทุตลนหตฺถปาโท ๒ โหติ ฯ ชาลหตฺถปาโท โหติ ฯ อุสฺสงฺขปาโท โหติ ฯ เอณิชงฺโฆ โหติ ฐิตโก ว อโนนมนฺโต อุโภหิ ปาณิตเลหิ ชนฺนุกานิ ปริมสติ ปริมชฺชติ ฯ โกโสหิตวตฺถคุโยฺห โหติ ฯ สุวณฺณวณฺโณ [๓] กาญฺจนสนฺนิภตโจ ฯ สุขุมจฺฉวี โหติ สุขุมตฺตา ฉวิยา รโชชลฺลํ กาเย น อุปลิปฺปติ ฯ เอเกกโลโม โหติ เอเกกานิ โลมานิ โลมกูเปสุ ชาตานิ ฯ
อุทฺธคฺคโลโม โหติ อุทฺธคฺคานิ โลมานิ ชาตานิ นีลานิ อญฺชนวณฺณานิ กุณฺฑลาวตฺตานิ ทกฺขิณาวตฺตกชาตานิ ฯ พฺรหฺมุชุคตฺโต โหติ ฯ สตฺตุสฺสโท โหติ ฯ สีหปุพฺพทฺธกาโย โหติ ฯ ปิตฺตนฺตรํโส ๔ โหติ ฯ นิโคฺรธปริมณฺฑโล โหติ ยาวตกฺวสฺส กาโย ตาวตกฺวสฺส พฺยาโม ยาวตกฺวสฺส พฺยาโม ตาวตกฺวสฺส กาโย ฯ สมวฏฺฏกฺขนฺโธ โหติ ฯ รสคฺคสคฺคี โหติ ฯ สีหหนุ โหติ ฯ จตฺตาฬีสทนฺโต โหติ ฯ สมทนฺโต โหติ ฯ อวิรฬทนฺโต ๑ โหติ ฯ สุสุกฺกทาโฐ โหติ ฯ ปหูตชิโวฺห ๒ โหติ ฯ พฺรหฺมสฺสโร โหติ กรวิกภาณี โหติ ๓ ฯ อภินีลเนตฺโต โหติ ฯ โคปขุโม โหติ ฯ อุณฺณา ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส อุณฺณา ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ
ปุน จปรํ ภิกฺขเว มหาปุริโส อุณฺหีสสีโส โหติ ฯ ยํปิ ภิกฺขเว มหาปุริโส อุณฺหีสสีโส โหติ อิทํปิ ภิกฺขเว มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณํ ภวติ ฯ อิมานิ โข ตานิ ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ เยหิ สมนฺนาคตสฺส มหาปุริสสฺส เทฺว ว คติโย ภวนฺติ อนญฺญา สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ทฺวตฺตึส มหาปุริสสฺส มหาปุริสลกฺขณานิ พาหิรกาปิ อิสโย ธาเรนฺติ โน จ โข เต ชานนฺติ อิมสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ อิมํ ลกฺขณํ ปฏิลภตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ๒ ยุ วสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๓ ม. ยุ. อขีลํ
อนิมิตฺตํ ... สิวํ นิรพฺพุทนฺติ อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ
๔ ม. ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ ๕ ม. ยุ. จ ฯ
๑ ยุ. สุวิภตฺตนฺตรานิ ฯ ๒ ม. มุทุตลุน ... ฯ ยุ. มุทุตลุณ ... ฯ
๓ ม. ยุ. โหติ ฯ ๔ ม. ยุ. จิตนฺตรํโส ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิก
เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้ ย่อมมีคติ
เป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม
เป็น พระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะ แล้ว มีราช
อาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้าง แก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี
นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ
มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม โดยเสมอ
มิต้องใช้ ศัสตรา มิต้องใช้อาชญา มิได้มีเสนียด ครอบครองแผ่นดิน มีสาครเป็น ขอบเขต มิได้
มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม สำเร็จ แพร่หลาย มีความเกษม สำราญ ถ้าเสด็จ
ออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิด
แล้วในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนั้น เป็นไฉน ซึ่งพระมหา
บุรุษประกอบแล้วย่อม มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ฯลฯ อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้น เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะ ได้เป็นพระอรหันต
สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษในโลกนี้
๑. มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี ภิกษุทั้งหลาย การที่พระมหาบุรุษ มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี นี้เป็นมหาปุริสลักษณะของมหาบุรุษ ฯ
๒. ณ พื้นภายใต้ฝ่าพระบาท ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำ ข้างละพันมีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ภิกษุทั้งหลาย แม้การที่พื้นภายใต้ฝ่าพระบาททั้ง ๒
ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง นี้ก็
มหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ฯ
๓. มีส้นพระบาทยาว ฯ
๔. มีพระองคุลียาว ฯ
๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ฯ
๖. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย ฯ
๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ ฯ
๘. มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย ฯ
๙. เสด็จสถิตยืนอยู่มิได้น้อมลง เอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึง พระชาณุทั้งสอง ฯ
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก ฯ
๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจวรรณะแห่งทองคำ คือ มีพระตจะ ประดุจหุ้ม ด้วยทอง ฯ
๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงมิติดอยู่ใน พระกายได้ ฯ
๑๓. มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้นๆ ฯ
๑๔. มีพระโลมชาติมีปลายขึ้นช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียว มีสีเหมือนดอก อัญชัญ ขดเป็น
กุณฑลทักษิณาวัฏ ฯ
๑๕. มีพระกายตรงเหมือนกายพรหม ฯ
๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน ฯ
๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ ฯ
๑๘. มีระหว่างพระอังสะเต็ม ฯ
๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ก็เท่ากับวาของพระองค์ ฯ
๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน ฯ
๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี ฯ
๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ฯ
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ฯ
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน ฯ
๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง ฯ
๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม ฯ
๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ ฯ
๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีสำเนียงดังนกกรวิก ฯ
๒๙. มีพระเนตรดำสนิท [ดำคม] ฯ
๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาแห่งโค ฯ
๓๑. มีพระอุณณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง มีสีขาวอ่อน ควร เปรียบด้วยนุ่น ฯ
๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้การที่พระมหาบุรุษ มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์นี้ก็เป็นมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษนั้น ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้แล ที่มหาบุรุษ ประกอบแล้ว
ย่อมเป็นเหตุให้มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าครอง เรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์
ฯลฯ อนึ่งถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรง ผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอัน เปิดแล้วในโลก ภิกษุทั้งหลาย พวกฤาษีแม้เป็นภายนอก
ย่อมทรงจำมหาปุริส ลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ เหล่านี้ได้ แต่ฤาษีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่ทราบว่า
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก สัตว์ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนี้อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ สัตว์ที่บำเพ็ญกุศลกรรมนั้น ย่อมครอบงำเทวดา ทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดย
สถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุข ทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์
เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะ ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ทฬฺหสมาทาโน อโหสิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อวตฺถิตสมาทาโน กายสุจริเต วจีสุจริเต มโนสุจริเต ทานสํวิภาเค สีลสมาทาเน อุโปสถุปวาเส มตฺเตยฺยตาย เปตฺเตยฺยตาย สามญฺญตาย พฺรหฺมญฺญตาย กุเลเชฏฺฐาปจายิตาย อญฺญตรญฺญตเรสุ จ อธิกุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตตฺถ อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ทิพฺเพน อายุนา ทิพฺเพน วณฺเณน ทิพฺเพน สุเขน ทิพฺเพน ยเสน ทิพฺเพน อธิปเตยฺเยน ทิพฺเพหิ รูเปหิ ทิพฺเพหิ สทฺเทหิ ทิพฺเพหิ คนฺเธหิ ทิพฺเพหิ รเสหิ ทิพฺเพหิ โผฏฺฐพฺเพหิ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ ฯ
๑ ยุ. อวิวรทนฺโต ฯ ๒ ยุ. ปหูลาชิโวฺห ฯ ๓ ม. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นผู้มีสมาทานมั่นในกุศลธรรม มีสมาทานไม่ถอยหลังในกายสุจริต ในวจีสุจริต ในมโนสุจริต
ในการบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษา อุโบสถ ในการปฏิบัติดีในมารดา ในการ
ปฏิบัติดีในบิดา ในการปฏิบัติดีในสมณะ ในการปฏิบัติดีในพรหม ในความเป็นผู้เคารพต่อ
ผู้ใหญ่ในสกุลและในธรรมเป็น อธิกุศลอื่นๆ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ตถาคตย่อมครอบงำ
เทวดา ทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศ
ทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้น
จุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็นอย่างนี้ ย่อม ได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ ฯ
สุปติฏฺฐิตปาโท โหติ สมํ ปาทํ ภูมิยํ นิกฺขิปติ สมํ อุทฺธรติ สมํ สพฺพาวนฺเตหิ ปาทตเลหิ ภูมึ ผุสติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ฯ ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลมนิมิตฺตมกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ราชา สมาโน กึ ลภติ อกฺขมฺภิโย ๑ โหติ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ
สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อกฺขมฺภิโย โหติ อพฺภนฺตเรหิ วา พาหิเรหิ วา ปจฺจตฺถิเกหิ [๑] ปจฺจามิตฺเตหิ ราเคน วา โทเสน วา โมเหน วา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ ฯ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. อวิกฺขมฺภิโย ฯ
พระมหาบุรุษนั้น มีพระบาทตั้งอยู่เฉพาะเป็นอันดี คือทรง เหยียบพระบาทเสมอ
กันบนพื้น ทรงยกพระบาทขึ้นก็เสมอกัน ทรงจดภาคพื้นด้วย ฝ่าพระบาททุกส่วนเสมอกัน
พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครอง เรือนจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ดำรงอยู่ในธรรมเป็นอิสระในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง
สมบูรณ์ด้วยรตนะ ๗ ประการ คือ จักรรัตน์ หัสดีรัตน์ อัสวรัตน์ มณีรัตน์ อิตถีรัตน์
คฤบดีรัตน์ ปริณายกรัตน์เป็นที่ ๗ และมีพระราชโอรสมากกว่าพัน ล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า
มีพระรูปสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาแห่งปรปักษ์ เสียได้ และพระมหาบุรุษนั้นทรงชนะ
โดยธรรมมิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตรา ปกครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสา
เขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยน หนาม มั่งคั่งแพร่หลาย มีความเกษมสำราญ มิได้มีเสนียด เมื่อ
เป็นพระราชาจะ ได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูจะพึงข่มได้ อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ ไม่มีเหล่าข้าศึกศัตรูภายในหรือภายนอก คือ
ราคะ โทสะ โมหะ หรือสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ใครๆ ในโลกจะพึงข่มได้
พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความ นี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระ
ลักษณะนั้นว่า ฯ
สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทเม จ สํยเม
โสเจยฺยสีลาลยุโปสเถสุ จ
ปาเณ ๒ อหึสาย อสาหเส รโต
ทฬฺหํ สมาทาย สมนฺตมาจริ ๓ ฯ
โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ ๔-๙
สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ ๕
ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ
สเมหิ ปาเทหิ ผุสี พสุนฺธรํ ฯ
พฺยากํสุ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา
สมปฺปติฏฺฐสฺส น โหติ ขมฺภนา
คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ๖
ตํ ลกฺขณํ ภวติ ตทตฺถโชตกํ ฯ0
อกฺขมฺภิโย โหติ อคารมาวสํ
ปราภิภู สตฺตุภิ นปฺปมทฺทโน
มนุสฺสภูเตนิธ โหติ ๑ เกนจิ
อกฺขมฺภิโย ตสฺส ผเลน กมฺมุโน ฯ
สเจ ว ๒ ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ
อคฺโค น โส คจฺฉติ ชาตุ ขมฺภนํ ๓
นรุตฺตโม เอส หิ ตสฺส ธมฺมตาติ ฯพ
๑ ยุ. วา ฯ ๒ ม. ยุ. ทาเน ฯ ๓ ม. ยุ. สมตฺตมาจริ ฯ ๔ ม. ยุ. ทิวํ สมกฺกมิ ฯ
๕ ม. อนฺวภิ ฯ ยุ. อานุภิ ฯ ๖ ม. ยุ. ปุน ฯ
พระมหาบุรุษยินดีในวจีสัจ ในธรรม [กุศลกรรมบถ] ความฝึกตนความสำรวม ความเป็นผู้สะอาด ศีลที่เป็นอาลัย อุโบสถกรรม ความ
ไม่เบียดเบียนเหล่าสัตว์ และกรรมอันไม่ สาหัส สมาทานแล้วมั่นคง ทรง
ประพฤติมาแล้วอย่างรอบคอบ เพราะกรรมนั้น พระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่
ไตรทิพย์ เสวย ความสุขและสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินยินดี จุติจากไตร
ทิพย์แล้ว เวียนมาในโลกนี้ เหยียบปฐพีด้วยฝ่าพระบาทอันเรียบ พวกพราหมณ์ผู้ทำนายพระลักษณะมาประชุมกันแล้วทำนายว่า พระราชกุมารนี้
มีฝ่าพระบาทประดิษฐานเรียบ เป็นคฤหัสถ์หรือ บรรพชิต ก็ไม่มีใคร
ข่มได้ พระลักษณะนั้นย่อมเป็นนิมิตส่อง เนื้อความนั้น พระราชกุมารนี้เมื่ออยู่ครองฆราวาส ไม่มีใคร สามารถข่มได้ มีแต่ครอบงำพวกปรปักษ์เหล่าศัตรูมิอาจย่ำยีได้ ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้หาข่มได้ไม่ เพราะ
ผลแห่งกุศล กรรมนั้น ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้น เข้าถึงบรรพชา ทรง
ยินดี ยิ่งด้วยความพอใจในเนกขัมมะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง เป็น
อัครบุคคล ไม่ถึงความเป็นผู้อันใครๆ ข่มได้ ย่อมเป็นผู้ สูงสุดกว่านรชน อันนี้แลเป็นธรรมดาของพระกุมารนั้น ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนสฺส สุขาวโห ๔ อโหสิ อุพฺเพคอุตฺตาสภยํ อปนุทิตา ธมฺมิกญฺจ รกฺขาวรณคุตฺตึ สํวิธาตา สปริวารญฺจ ทานํ อทาสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตตฺถ อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ สุวิภตฺตนฺตรานิ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ
ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาปริวาโร โหติ มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา ๕ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา ชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา ๑ กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ สเจ ๒ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาปริวาโร โหติ มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. มนุสฺสภูเตน น โหติ ฯ ๒ ม. ยุ. จ ฯ ๓ ยุ. คพฺภํ ฯ ๔ ยุ. พหุชนสุขาย ฯ
๕ ยุ. มหาสฺส โหติ ปริวาโร ฯ เอวมุปริ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ได้เป็นผู้นำความสุขมาให้แก่ชนเป็นอันมาก บรรเทาภัยคือความ หวาดกลัวและความหวาดเสียว
จัดความรักษาปกครองป้องกันโดยธรรม และ บำเพ็ญทานพร้อมด้วยวัตถุอันเป็นบริวาร เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันตนทำสั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯ
ตถาคตย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณ
ทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็นอย่างนี้ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ ในฝ่าพระบาททั้ง ๒ มีจักรเกิดเป็นอันมาก มีซี่กำพันหนึ่ง มีกง มีดุม
บริบูรณ์ด้วยอาการ ทั้งปวง มีระหว่างอันกุศลกรรมแบ่งเป็นอันดี พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษ
ณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารมาก คือ มีบริวารเป็นพราหมณ์ เป็น คฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็น กองทหาร เป็นนายประตู เป็น
อำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็น ราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือน
ทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลกเมื่อเป็นพระ พุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารมาก คือ มี
บริวารเป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร
เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ
มนุสฺสภูโต พหุนํ สุขาวโห
อุพฺเพคอุตฺตาสภายาปนูทโน
คุตฺตีสุ รกฺขาวรเณสุ อุสฺสุโก ฯ
โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ
สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ
ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ
จกฺกานิ ปาเทสุ ทุเวสุ วินฺทติ
สมนฺตเนมีนิ สหสฺสรานิ ๓ จ ฯ
พฺยากํสุ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา
ทิสฺวา กุมารํ สตปุญฺญลกฺขณํ
ปริวารวา เหสฺสติ สตฺตุมทฺทโน
ตถา หิ จกฺกานิ สมนฺตเนมินิ ฯ
สเจ น ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
วตฺเตติ จกฺกํ ปฐวึ ปสาสติ
ตสฺสานุยนฺตา อิธ ๑ ภวนฺติ ขตฺติยา
มหายสา ๒ สปริวารยนฺติ ๓ นํ ฯ
สเจ ว ๔ ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ
เทวา มนุสฺสาสุรสกฺกรกฺขสา ๕
คนฺธพฺพนาคา วิหงฺคา ๖ จตุปฺปทา
อนุตฺตรํ เทวมนุสฺสปูชิตํ
มหายสา สปริวารยนฺติ นํ ฯ
๑ ม. ยุ. โภคิยา เอวมุปริ ฯ ๒ ยุ. สเจ ปน ฯ ๓ ยุ. สหสฺสารานิ จ ฯ
พระมหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ผู้นำความสุขมา ให้แก่ชนมาก บรรเทาภัยคือ ความหวาดกลัวและความหวาดเสียว ขวนขวายในความคุ้มครองรักษาป้องกัน เพราะกรรมนั้น พระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่
ไตรทิพย์ เสวยความสุข และสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินยินดี ครั้นจุติ
จากไตรทิพย์แล้ว เวียนมาในโลกนี้ ย่อมได้ลายจักรทั้งหลาย มีซี่กำพันหนึ่ง
มี กง มีดุม โดยรอบ ในฝ่าพระบาททั้ง ๒ พวกพราหมณ์ผู้ ทำนาย
ลักษณะมาประชุมกันแล้วเห็นพระราชกุมารมีลักษณะอัน เกิดด้วยบุญเป็นร้อยๆ แล้วทำนายว่า พระราชกุมารนี้จักมี บริวาร ย่ำยีเสียซึ่งศัตรู เพราะจักรทั้งหลายมีกงโดยรอบอย่าง นั้น ถ้าพระราชกุมารเช่น
นั้นไม่เข้าถึงบรรพชา จะยังจักรให้ เป็นไป และปกครองแผ่นดิน มี
กษัตริย์ที่มียศมากเป็นอนุยนต์ ติดตามห้อมล้อมพระองค์ ถ้าและพระราช
กุมารเช่นนั้นเข้าถึง บรรพชา เป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความพอใจในเนกขัมมะ
จะมีพระ ปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง พวกเทวดา มนุษย์ อสูร ท้าวสักกะ
ยักษ์ คนธรรพ์ นาค วิหค และสัตว์ ๔ เท้า ที่มียศมากจะ ห้อมล้อมพระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหาสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ ตีณิ มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อายตปณฺหิ จ โหติ ทีฆงฺคุลี จ พฺรหฺมุชุคตฺโต จ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ทีฆายุโก โหติ จิรฏฺฐิติโก ทีฆมายุปาเลติ น สกฺกา โหติ อนฺตรา ชีวิตา โวโรเปตุํ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ทีฆายุโก โหติ จิรฏฺฐิติโก ทีฆมายุปาเลติ น สกฺกา โหติ อนฺตรา ชีวิตา โวโรเปตุํ ปจฺจตฺถิเกหิ ปจฺจามิตฺเตหิ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ตสฺสานุยนฺตาธ ฯ ยุ. ตสฺสานุยุตฺตา อิธ ฯ ๒ ม. ยุ. มหายสํ ฯ
๓ ม. สํปริ... ฯ ยุ. สมฺปริ... ฯ ๔ ม. ยุ. จ ฯ ๕ ยุ. เทวมนุสฺส... ฯ
๖ ม. ยุ. วิหคา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว วางทัณฑะ วาง ศาตราแล้ว มีความละอาย
มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ ตถาคตย่อมครอบงำ
เทวดาทั้งหลายอื่นในโลก สวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์
ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพ ทิพย์ ครั้นจุติจาก
โลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่ง มหาปุริสลักษณะ ๓ ประการ คือ
ส้นพระบาทยาว ๑ มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาท ยาว ๑ มีพระกายตรงดังว่ากายแห่งพรหม ๑พระมหาบุรุษนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ทั้งหลายนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชา จะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุยืนดำรงอยู่นาน
อภิบาลพระชนมายุยืนยาว ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์ซึ่งเป็นข้าศึกศัตรูสามารถปลง พระชนม์ชีพ
ในระหว่างได้ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อ เป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ มีพระชนมายุ ยืนดำรงอยู่นาน ทรงอภิบาลพระชนมายุ
ยืนยาว ไม่มีข้าศึกศัตรูจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา พรหม มาร ใครๆ ในโลก
สามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึง กล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
มรณวธภยมตฺตโน วิทิตฺวา
ปฏิวิรโต ปรํ มรณาย อโหสิ
เตน โส ๑ สุจริเตน สคฺคมคมาสิ ๒
สุกตผลวิปากมนุโภสิ ฯ
จวิย ปุนริธาคโต สมาโน
ปฏิลภติ อิธ ตีณิ ลกฺขณานิ
ภวติ วิปุลทีฆปาสุณิโก ๓
พฺรหฺมาว สุชฺชุ ๔ สุโภ สุชาตคตฺโต ฯ
สุภุโช สุสู ๕ สุสณฺฐิโต สุชาโต
มุทุตลุนงฺคุลิยสฺส โหนฺติ
ทีฆา ตีภิ ปุริสลกฺขเณภิ ๖
จิรยาปนาย ๗ กุมารมาทิสนฺติ ฯ
ภวติ ยทิ คิหี จิรํ ยเปติ
จิรตรํ ปพฺพชติ ยทิ ตโต หิ
ยาปยติ [๑] วสิทฺธิภาวนาย
อิติ ทีฆายุกตาย ตนฺนิมิตฺตนฺติ ฯ
๑ ม. ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. สคฺคมคฺคมา ฯ ๓ ม. ... ปาสณฺหิโก ฯ
ยุ. ...ปาณิโก ฯ ๔ ยุ. พฺรหฺมา วิยุชฺชุ ฯ ๕ ม. ยุ. สุสุ ฯ
๖ ม. ยุ. ปุริสวรคฺคลกฺขเณหิ ฯ ๗ ม. ยุ. จิรยปนาย ฯ
พระมหาบุรุษทรงทราบว่าการฆ่าอันเป็นเหตุให้สัตว์ตายว่าเป็นภัยแก่ตนได้เป็นผู้เว้นขาดแล้ว เบื้องหน้าแต่มรณะ ได้ไปแล้วสู่สวรรค์ เพราะกรรมที่ทรงประพฤติดีแล้วนั้น เสวยวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้วจุติ [จากสวรรค์] แล้วเวียนมาในโลกนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งลักษณะ ๓ ในโลกนี้ คือ มีส้นพระบาทยาวงาม ๑ พระกายเกิดดีตรงสวยงาม ประหนึ่งว่ากายพรหม มีพระพาหางาม มีความเป็นหนุ่มทรวดทรงสวยเป็นสุชาต ๑ มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทยาวอ่อนดังปุยฝ้าย ๑พระชนกเป็นต้นทรงบำรุงพระราชกุมาร เพื่อให้มีพระชนมายุเป็นไปนาน เพราะพระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยปุริสลักษณะ ๓ประการถ้าพระราชกุมารเป็นคฤหัสถ์ ก็จะให้พระชนม์ชีพเป็นไปนาน ถ้าทรงผนวชก็จะให้พระชนม์ชีพเป็นไปนานกว่านั้นเพื่อให้วสีและอิทธิเจริญไป พระลักษณะนั้นเป็นนิมิต เพื่อความเป็นผู้มีชนมายุยืนด้วยประการดังนี้ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ทาตา อโหสิ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สตฺตสฺส อุสฺสทา ๒ โหนฺติ อุโภสุ หตฺเถสุ อุสฺสทา โหนฺติ อุโภสุ ปาเทสุ อุสฺสทา โหนฺติ อุโภสุ อํสกูเฏสุ อุสฺสทา โหนฺติ ขนฺเธ อุสฺสทา โหนฺติ ๓ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ ปณีตานํ รสิตานํ ขาทนียานํ โภชนียานํ สายนียานํ เลหนียานํ ปานานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีตและมีรสอร่อย และให้น้ำที่ควรซด
ควรดื่ม ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น
อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริส ลักษณะนี้ คือมีมังสะอูมในที่ ๗ สถาน คือที่หลังพระหัตถ์
ทั้ง ๒ ก็มีมังสะอูม ที่หลังพระบาททั้ง ๒ ก็มีมังสะอูม ที่บนพระอังสาทั้ง ๒ ก็มีมังสะอูม
ที่ลำพระศอ ก็มีมังสะอูม พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็น
พระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับ ผลข้อนี้ คือ
ย่อมเป็นผู้ได้ของที่ควรเคี้ยวและของที่ควรบริโภคอันประณีตและมี รสอร่อย และได้น้ำที่ควรซด
ควรดื่ม ถ้าพระมหาบุรุษนั้น ออกจากเรือนทรงผนวช เป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ ทรงได้ของที่ควรเคี้ยว และของที่ควรบริโภคอัน
ประณีต และมีรสอร่อย และทรงได้น้ำที่ควรซดควรดื่ม พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้
พระโบราณกเถระทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
ขชฺชโภชนํ อถ เลหสายิตํ ๔
อุตฺตมคฺครสทายโก อหุ
เตน โส สุจริเตน กมฺมุนา
นนฺทวเน ๕ จิรมภิปฺปโมทติ ฯ
สตฺต จุสฺสเท ๑ อิธาธิคจฺฉติ
หตฺถปาทมุทุตลญฺจ ๒ วินฺทติ
อาหุ พฺยญฺชนนิมิตฺตโกวิทา
ขชฺชโภชนรสลาภิตาย ๓ ฯ
น ๔ ตํ ๕ คิหิสฺสปิ ตทตฺถโชตกํ
ปพฺพชฺชํปิ จ ๖ ตทาธิคจฺฉติ
ขชฺชโภชนสฺส ลาภิรุตฺตมํ ๗
อาหุ สพฺพคิหิพนฺธนจฺฉิทนฺติ ฯ
๑ ม. จ ฯ ๒ ม. สตฺตุสฺสโท โหติ สตฺตสฺส อุสฺสทา ฯ ยุ. สตฺตุสฺสโท โหติ
สตฺตุสฺสทา ฯ ๓ ม. ยุ. อุสฺสโท โหติ ฯ ๔ ม. ยุ. เลยฺยสายิยํ ฯ ๕ ม. ยุ. นนฺทเน ฯ
พระมหาบุรุษอุดม เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว และของที่ควร บริโภค และน้ำที่ควรซดควรดื่ม มีรสอันเลิศ เพราะกรรมที่ทรงประพฤติดีแล้วนั้นพระมหาบุรุษนั้น จึงบันเทิงใจอยู่นานในสวนนันทวัน มาในโลกนี้ย่อมได้มังสะอูมเจ็ดแห่ง และได้พื้นพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่มบัณฑิตผู้ฉลาดในนิมิตแห่งลักษณะ กล่าวไว้เพื่อความเป็นผู้ได้ของควรเคี้ยวและโภชนะอันมีรส ลักษณะนั้น ใช่ว่าจะส่องอรรถ แม้แก่พระมหาบุรุษผู้เป็นคฤหัสถ์เท่านั้น ถึงพระมหาบุรุษทรงผนวช ก็ได้ขัชชโภชนาทิวัตถุนั้นเหมือนกัน พระองค์เป็นผู้ได้ของควรเคี้ยวและโภชนะมีรสอันอุดม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้วว่าพระองค์เป็นผู้ตัดกิเลสเป็นเครื่องผูกของคฤหัสถ์ทั้งปวงเสีย ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ชนสงฺคหิโก ๘ อโหสิ ทาเนน ปิยวาเจน ๙ อตฺถจริยาย สมานตฺตตาย ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ มุทุตลหตฺถปาโท ๑๐ จ ๑๑ โหติ ชาลหตฺถปาโท จ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ สุสงฺคหิตปริชโน โหติ สุสงฺคหิตสฺส โหนฺติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมา ชานปทา ๑ คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ สุสงฺคหิตปริชโน โหติ สุสงฺคหิตสฺส ๒ โหนฺติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. สตฺต วุสฺสเท ฯ ๒ ม. ยุ. ... มุทุตญฺจ ฯ ๓ ม. ขชฺชโภชฺชรสลาภิตาย นํ ฯ
ยุ. ขชฺชโภชฺชรสลาภิตาย ฯ ๔ ม. นสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๕ ม. ยํ ฯ ๖-๑๑ ยุ. จสทฺโท
น ทิสฺสติ ฯ ๗ ม. ยุ. ขชฺชโภชฺชรสลาภิรุตฺตมํ ฯ ๘ ม. ชนํ สงฺคาหิโก ฯ ยุ. ชนํ
สงฺคหิตา ฯ ๙ ม. ปิยวชฺเชน ฯ ยุ. เปยฺยวาเจน ฯ ๑๐ ม. ยุ. มุทุตลุนหตฺถปาโท ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นผู้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ การให้ การกล่าว คำเป็นที่รัก การประพฤติ
ให้เป็นประโยชน์ และความเป็นผู้มีตนเสมอ ตถาคต ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อัน ตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความ เป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ทั้ง ๒ นี้ คือพระหัตถ์และ พระบาทมีพื้นอ่อนนุ่ม ๑ และมีพระหัตถ์และพระบาทมีลายดังว่าร่างข่าย ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรง สงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นพราหมณ์เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร
เป็นนายประตู เป็น อำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหา
บุรุษนั้น ออกจากเรือนทรงผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารชนอันพระองค์ทรงสงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์ทรง
สงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็น อุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา
เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคน ธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณ
กเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถา ประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
ทานํปิ จตฺถจริยตญฺจ ๓
ปิยวทตญฺจ สมานฉนฺทญฺจ ๔
กริย จริย สุสงฺคหํ พหุนฺนํ
อนวมเตน คุเณน ยาติ สคฺคํ ฯ
จวิย ปุนริธาคโต สมาโน
กรจรณมุทุกญฺจ ๕ ชาลิโน จ
อติรุจิรสุวคฺคทสฺสเนยฺยํ ๖
ปฏิลภติ ทหโร สุสุกุมาโร ฯ
ภวติ ปริชนสฺส โว วิเธยฺโย
มหิมํ อาวสิโต ๗ สุสงฺคหิโต
ปิยวทู หิตสุขตํ ชิคึสมาโน
อภิรุจิตานิ คุณานิ อาจรติ ฯ
ยทิ ปชหติ ๘สพฺพกามโภคํ ๙
กถยติ ธมฺมกถํ ชิโน ชนสฺส
วจนปฏิกรสฺสาภิปฺปสนฺนา
สุตฺวาน ธมฺมานุธมฺมมาจรนฺตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. เนคมชานปทา ฯ ๒ ม. ยุ. สุสงฺคหิตาสฺส ฯ ๓ ยุ. ทานมฺปิ จ อตฺถจริยตมฺปิ
จ ฯ ๔ ม. ปิยวาทิตญฺจ สมานตฺตตญฺจ ฯ ๕ ม. ยุ. ... มุทุตญฺจ ฯ ๖ ม. ยุ. ...
สุวคฺคุ ... ฯ ๗ ยุ. อาวสิโก ฯ ๘ ม. ยุ. ยทิ จ ชหติ ฯ
๙ ยุ. สพฺพกามคุณโภคํ ฯ
พระมหาบุรุษ ทำแล้ว ประพฤติแล้ว ซึ่งการให้ ๑ ซึ่งความเป็นผู้ประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑ ซึ่งความเป็นผู้กล่าวคำเป็นที่รัก ๑ ซึ่งความเป็นผู้มีพระฉันทะเสมอกัน ๑ ให้เป็นความสงเคราะห์อย่างดีแก่ชนเป็นอันมาก ย่อมไปสู่สวรรค์ด้วยคุณอันตนมิได้ดูหมิ่น จุติ [จากสวรรค์] แล้วเวียนมาในโลกนี้ เป็นพระกุมารยังหนุ่มแน่นงดงามย่อมได้เฉพาะซึ่งความเป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่มด้วย
ซึ่งความเป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายเป็นร่างข่ายงามยิ่ง และมีส่วนสวยน่าชมด้วย พระองค์มาสู่แผ่นดินนี้ มีบริวารชนอันพระองค์พึงตรวจตราและสงเคราะห์ดี ตรัสถ้อยคำเป็นที่น่ารักแสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูลและความสุขให้ ทรงประพฤติความดีมากหลายที่พระองค์โปรดยิ่ง ถ้าพระองค์ทรงละความบริโภคกามารมณ์ทั้งปวงเป็นพระชินะตรัสธรรมกถาแก่ประชุมชน ประชุมชนก็จะสนองคำของพระองค์ เลื่อมใสยิ่งนัก ครั้งฟังธรรมแล้ว ย่อมจะพากันประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน อตฺถูปสญฺหิตํ ธมฺมูปสญฺหิตํ วาจํ ภาสิตา อโหสิ พหุชนํ นิทสฺเสติ ๑ ปาณีนํ หิตสุขาวโห [๒] ธมฺมยาคี ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา วิปุลตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อุสฺสงฺขปาโท จ โหติ อุทฺธคฺคโลโม จ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อคฺโค จ โหติ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ กามโภคีนํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อคฺโค จ โหติ เสฏฺโฐ จ ปาโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จ สพฺพสตฺตานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อนเป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม แนะนำประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปรกติ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ จุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ๒ ประการนี้ คือมีพระบาทดุจสังข์คว่ำ ๑ มีพระโลมชาติล้วนมีปลายช้อนขึ้นข้างบนทุกๆ เส้น ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้เลิศประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด ดีกว่าหมู่ชนที่บริโภคกาม ถ้าพระมหาบุรุษออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้เลิศประเสริฐ เป็นประธานสูงสุด ดีกว่าสรรพสัตว์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
อตฺถธมฺมํ สงฺคหิตํ ๓ ปุเร ติรํ ๔
เอริยํ ๕ พหุชนํ นิทํสยิ
ปาณินํ หิตสุขาวโห อหุ
ธมฺมยาคํ อสฺสชฺชิ ๖ อมจฺฉรี ฯ
เตน โส สุจริเตน กมฺมุนา
สุคตึ วชติ ตตฺถ โมทติ
ลกฺขณานิ จ ทุเว อิธาคโต
อุตฺตมสุขตาย ๑ วินฺทติ ๒ ฯ
อุพฺภมุปฺปติตโลมวา สโส
ปาทคณฺฐิรหุ สาธุ สณฺฐิตา
มํสโลหิตาจิตา ตโจตฺถฏา ๓
อุปริชานุ โสภนา ๔ อหุ ฯ
เคหมาวสติ เจ ตถาวิโธ
อคฺคตํ วชติ กามโภคินํ
เตน อุตฺตริตรญฺจ ๕ น วิชฺชติ
ชมฺพุทีปํ อภิภุยฺย อิริยติ ๖ ฯ
ปพฺพชฺชาปิ จ ๗ อโนมนิกฺกโม
อคฺคตํ วชติ สพฺพปาณินํ
เตน อุตฺตริตโร น วิชฺชติ
สพฺพโลกํ อภิภุยฺย วิหรตีติ ฯ
๑ ม. นิทํเสสิ ฯ ยุ. นิทํเสติ ฯ ๒ ยุ. อหุ ฯ ๓ ม. ยุ. อตฺถธมฺมสหิตํ ฯ ๔ ม. ยุ.
คิรํ ฯ ๕ ม. ยุ. เอรยํ ฯ ๖ ม. ธมฺมยาคมยชิ ฯ ยุ. ธมฺมยาคมสฺสชิ ฯ
พระมหาบุรุษ พิจารณาก่อน จึงกล่าวคำอันประกอบด้วยอรรถและธรรมแสดงแล้วกะประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ตระหนี่ได้เสียสละบูชาธรรมแล้วพระองค์ย่อมไปสู่สุคติ บันเทิงอยู่ในสุคตินั้น เพราะกรรมอันพระองค์ประพฤติดีแล้ว มาในโลกนี้ ย่อมได้ลักษณะ ๒ ประการ เพื่อความเป็นผู้มีความสุขอันอุดม พระมหาบุรุษนั่นนั้น มีพระโลมชาติมีปลายช้อนขึ้นข้างบนและมีพระบาทดำรงอยู่แล้วเป็นอันดี อันพระมังสะและโลหิตปิดบัง อันหนังหุ้มห่อแล้ว และมีพระเพลาเบื้องบนงาม พระมหาบุรุษเช่นนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะถึงความเป็นผู้เลิศกว่าพวกที่บริโภคกาม ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่าพระองค์ทรงครอบงำชมพูทวีป
เสียสิ้น อนึ่ง หากพระองค์ทรงผนวช ก็จะทรงพระวิริยะอย่างประเสริฐ ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าสรรพสัตว์ ไม่มีใครๆ ยิ่งกว่า พระองค์ได้ ทรงครอบงำโลกทั้งปวงอยู่ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สกฺกจฺจํ วาเจตา อโหสิ สิปฺปํ วา วิชฺชํ วา จรณํ วา กมฺมํ วา กินฺตีเม ขิปฺปํ ๘ วิชาเนยฺยุํ ขิปฺปํ สมฺปฏิปชฺเชยฺยุํ น จิรํ กิลิเสยฺยุนฺติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิทํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ เอณิชงฺโฆ โหติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ยานิ ตานิ ราชารหานิ ราชงฺคานิ ราชูปโภคานิ ราชานุจฺฉวิกานิ ตานิ ขิปฺปํ ปฏิลภติ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ยานิ ตานิ สมณารหานิ สมณงฺคานิ สมณูปโภคานิ สมณานุจฺฉวิกานิ ตานิ ขิปฺปํ ปฏิลภติ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. อุตฺตมปฺปมุขตาย ฯ ๒ ยุ. อุตฺตมสุขานิ สํวินฺทติ ฯ ๓ ยุ. ตโจตตา ฯ
๔ ม. อุปริจรณโสภนา ฯ ยุ. อุปริ จ ปน โสภนา ฯ ๕ ม. ยุ. อุตฺตริตโร ฯ
๖ ยุ. อิรียติ ฯ ๗ ม. ยุ. ปพฺพชฺชมฺปิ จ ฯ ๘ ยุ. อชาเนยฺยุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อนเป็นผู้ตั้งใจสอนศีลปะ วิชชา จรณะ [ข้อที่ควรประพฤติ] หรือกรรม [ปัญญาเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน] ด้วยมนสิการว่า ทำไฉนชนทั้งหลายนี้พึงรู้เร็ว พึงสำเร็จเร็ว ไม่พึงลำบากนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสมพอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระชงฆ์เรียวดังแข้งแห่งเนื้อทรายพระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ฯลฯเมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร
เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ จะทรงได้เฉพาะซึ่งหัตถาทิวาหนะ อันคู่ควรแก่พระราชา ซึ่งเป็นองค์แห่งเสนาของพระราชาโดยพลัน ฯลฯ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือจะทรงได้เฉพาะซึ่งจีวราทิปัจจัยอันสมควรแก่สมณะ และจตุบริษัทอันเป็นองค์ของสมณะ และทรงได้บริขารเป็นสมณูปโภคอันสมควรแก่สมณะโดยพลัน พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
สิปฺเปสุ วิชฺชาจรเณสุ กมฺเมสุ ๑
กถํ วิชาเนยฺยุ ๒ ลหุนฺติ ๓ อิจฺฉติ
ยตูปฆาตาย น โหติ กสฺสจิ
วาเจติ ขิปฺปํ น จิรํ กิลิสฺสติ ฯ
ตํ กมฺมํ กตฺวา กุสลํ สุขุทฺรยํ
ชงฺฆา มนุญฺญา ลภเต สุสณฺฐิตา
วตฺตา สุชาตา อนุปุพฺพมุคฺคตา
อุทฺธคฺคโลมา สุขุมตฺตโจตฺถฏา ๔ ฯ
เอเณยฺยชงฺโฆติ ตมาหุ ปุคฺคลํ
สมฺปตฺติยา ขิปฺปมิธาหุ ลกฺขณํ
เอเกกโลมานิ ๕ ยทาภิกงฺขติ
อปพฺพชํ ขิปฺปมิธาธิคจฺฉติ ฯ
สเจ ว ๑ ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ
อนุจฺฉวิกสฺส ยทานุโลมิยํ ๒
ตํ วินฺทติ ขิปฺปมโนมนิกฺกโมติ ๓ ฯ
๑ ยุ. กมฺมสุ ฯ ๒ ม. วิชาเนยฺยุํ ฯ ๓ ยุ. วิชาเนยฺ ย ลหูติ ฯ ๔ ยุ. ... โจตตา ฯ
๕ ม. เคหานุโลมานิ ฯ
พระมหาบุรุษปรารถนาอยู่ว่า ทำไฉน พวกศึกษาเหล่านี้จะรู้แจ่มแจ้งเร็วในศิลปะ ในวิชชา ในจรณะ และในกรรม และด่วนบอกศิลปะที่ไม่เป็นไปเพื่อจะเบียดเบียนแก่ใครๆ ด้วยความตั้งใจว่า ผู้ศึกษาจะไม่ลำบากนานครั้นทำกุศลกรรมมีความสุขเป็นผลนั้นแล้ว ย่อมได้พระชงฆ์ทั้งคู่เป็นที่ชอบใจ มีทรวดทรงดี กลมกล่อม เป็นสุชาต เรียวไปโดยลำดับมีโลมชาติมีปลายช้อยขึ้นข้างบน มีหนังอันละเอียดหุ้มห่อแล้ว บัณฑิตทั้งหลายชมพระมหาบุรุษนั้นว่า พระองค์มีพระชงฆ์ดังว่าแข้งแห่งเนื้อทราย และชมพระลักษณะ คือโลมชาติเส้นหนึ่งๆ อันประกอบด้วยสมบัติที่ใครๆ ปรารถนา รวมเข้าไว้ในที่นี้ พระมหาบุรุษเมื่อยังไม่ทรงผนวช ก็ได้ลักษณะนั้น ในที่นี้ เร็วพลัน ถ้าพระมหาบุรุษเช่นนั้น
เข้าถึงบรรพชา ทรงยินดียิ่ง แล้วด้วยความพอพระทัยในเนกขัมมะ
มีพระปรีชาเห็นแจ่มแจ้งทรงพระวิริยะยอดเยี่ยม จะทรงได้พระลักษณะเป็นอนุโลมแก่พระลักษณะที่สมควรเร็วพลัน ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉิตา อโหสิ กึ ภนฺเต กุสลํ กึ อกุสลํ กึ สาวชฺชํ กึ อนวชฺชํ กึ เสวิตพฺพํ กึ น เสวิตพฺพํ กึ เม กริยมานํ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย อสฺส กึ วา ปน เม กริยมานํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย อสฺสาติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สุขุมจฺฉวิ โหติ สุขุมตฺตา ฉวิยา รโชชลฺลํ กาเย น อุปลิปฺปติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาปญฺโญ [๔] นาสฺส โหติ โกจิ ปญฺญาย สทิโส วา เสฏฺโฐ ๕ วา กามโภคีนํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาปญฺโญ โหติ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ นาสฺส โหติ โกจิ ปญฺญาย สทิโส วา เสฏฺโฐ ๕ วา สพฺพสตฺตานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. จ ฯ ๒ ม. ยุ. ...โลมิกํ ฯ ๓ ม. ...วิกฺกโมติ ฯ ๔ ม. ยุ. โหติ ฯ
๕ ยุ. วิสิฏฺโฐ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นผู้เข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วซักถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญกรรมส่วนกุศลเป็นอย่างไรกรรมส่วนอกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่มีโทษเป็น อย่างไร กรรมส่วนที่ไม่มีโทษเป็นอย่างไรกรรมที่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที่ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็น
ไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อนึ่ง กรรมอะไรข้าพเจ้าทำอยู่พึงเป็นไป
เพื่อเป็นประโยชน์ เพื่อสุขตลอดกาลนาน ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่
ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติ จาก
สวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระฉวีสุขุม
ละเอียด เพราะพระฉวีสุขุมและละเอียด ธุลีละอองมิติด พระกายได้ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วย
ลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร
เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีปัญญามาก ไม่มีบรรดากามโภคีชนผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญา
เสมอ หรือ มีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต
จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อ เป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระปรีชามาก มีพระปรีชากว้างขวาง มีพระปรีชาร่าเริง มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชา เฉียบแหลม มีพระปรีชาทำลายกิเลส ไม่มีบรรดาสรรพสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญา เสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ
อญฺญาตุกาโม ปริปุจฺฉิตา อหุ
สุสฺสุสิตา ปพฺพชิตํ อุปาสิตา
อตฺถนฺตโร อตฺถกถํ นิสามยิ ฯ
ปญฺญาปฏิลาภคเตน ๑ กมฺมุนา
มนุสฺสภูโต สุขุมจฺฉวี อหุ
พฺยากํสุ อุปฺปาฏนิมิตฺตโกวิทา ๒
สุขุมานิ อตฺถานิ อเวจฺจ ทกฺขติ ๓ ฯ
สเจ น ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
วตฺเตติ จกฺกํ ปฐวึ ปสาสติ
อตฺถานุสิฏฺฐีสุ ปริคฺคเหสุ จ
น เตน เสยฺโย สทิโส น ๔ วิชฺชติ ฯ
สเจ ว ๕ ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส
เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ
ปญฺญาวิสิฏฺฐํ ลภเต อนุตฺตรํ
ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโสติ ฯ
พระมหาบุรุษ เคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ประสงค์จะรู้ทั่วถึง เข้าหา
บรรพชิต สอบถามตั้งใจฟังด้วยดี มุ่งความเจริญอยู่ภายในไตร่ตรองกถาอันประกอบด้วยอรรถ มาอุบัติเป็นมนุษย์ มีพระฉวีละเอียด เพราะกรรมอันดำเนินไปเพื่อความได้เฉพาะซึ่งปัญญา บัณฑิตผู้ฉลาดในลักษณะและนิมิตทำนายว่า พระราชกุมารเช่นนี้จะทรงหยั่งทราบอรรถอันสุขุมแล้วเห็นอยู่ ถ้าไม่เข้าถึงบรรพชาก็จะยังจักรให้เป็นไป ปกครองแผ่นดิน ใน การสั่งสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์และในการกำหนด ไม่มีใคร
ประเสริฐหรือเสมอเท่าพระองค์ ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้น เข้าถึงบรรพชายินดียิ่งด้วยความพอพระทัยในเนกขัมมะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง ทรงได้พระปรีชาอันพิเศษ อันยอดเยี่ยมบรรลุพระโพธิญาณทรงพระปรีชาอันประเสริฐกว้างขวางดังแผ่นดิน ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน อกฺโกธโน อโหสิ อนุปายาสพหุโล พหุนฺนํปิ ๖ วุตฺโต สมาโน นาภิสชฺชิ น กุปฺปิ น พฺยาปชฺชิ น ปติฏฺฐยิ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตฺวากาสิ ทาตา จ อโหสิ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ ๑ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สุวณฺณวณฺโณ โหติ กาญฺจนสนฺนิภตโจ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ลาภี โหติ สุขุมานํ มุทุกานํ อตฺถรณานํ ปาปุรณานํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. ...กเตน ฯ ๒ ม. ยุ. อุปฺปาท... ฯ ๓ ม. ทกฺขิติ ฯ ๔ ม. จ ฯ ยุ. ว ฯ
๕ ม. จ ฯ ยุ. วสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๖ ม. ยุ. พหุมฺปิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจ แม้ถูกคนหมู่มากว่าเอาก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่ปองร้าย
ไม่จองผลาญ ไม่ทำความโกรธความเคืองและ ความเสียใจให้ปรากฎ และเป็นผู้ให้เครื่องลาดมี
เนื้อละเอียดอ่อน และให้ผ้า สำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อ
ละเอียด ผ้าไหมมี เนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ
ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีวรรณะดังทองคำ มีผิวหนังคล้ายทองคำ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ จะได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทั้งได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ ทรงได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทรงได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือ ผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
อกฺโกธญฺจ อธิฏฺฐหิ อทาสิ ๒
ทานญฺจ วตฺถานิ สุขุมานิ สุจฺฉวีนิ
ปุริมตรภเว ฐิโต อภิวิสชฺชิ
มหิมิว สุโร อภิวสฺสํ ๓ ฯ
ตํ กตฺวาน อิโต จุโต ทิพฺพมุปปชฺชิ
สุกตํ ผลวิปากมนุภุตฺวา กนกตนุปฏิโก ๔
อิธาภิภวติ ๕ สุรวรตโรริว อินฺโท ฯ
เคหญฺจาวสติ ๑ นโร อปพฺพชฺช-
มิจฺฉํ มหตึ ๒ มหึ ปสาสติ ๓
ปสยฺห สหิธ สตฺตรตนํ ๔ ปฏิลภติ
วิปุลสุขุมจฺฉวิสุจิญฺจ ๕ ฯ
ลาภี อจฺฉาทนวตฺถโมกฺขปาปุรณานํ
ภวติ ยทิ อนคาริยตมุเปติ
สุหิตปุริมกตผลํ อนุภวติ
น ภวติ กตสฺส ปนาโสติ ฯ
๑ ม. ปาวุรณานํ ฯ ๒ ยุ. อทาสิ จ ฯ ๓ ยุ. อาภิวสฺสํ ฯ ๔ ... ตนุสนฺนิโภ ฯ
๕ ยุ. อิธ ภวติ ฯ
พระมหาบุรุษอธิษฐานความเป็นผู้ไม่โกรธไว้ และได้ให้ทานคือผ้าเป็นอันมาก ล้วนแต่มีเนื้อละเอียดและมีสีดี เป็นผู้ดำรงอยู่ในภพก่อนๆทรงเสียสละเหมือนฝนตกทั่วแผ่นดิน ครั้นทรงทำกุศลกรรมนั้นแล้วจุติจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลก เสวยวิบาก อันเป็นผลกรรมที่ทำไว้ดีมีพระฉวีเปรียบด้วยทอง ดุจพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าสุรเทวดา ย่อมลบล้นอยู่ในเทวโลกถ้าเสด็จครองเรือนยังไม่ประสงค์ที่จะทรงผนวช ก็จะทรงปกครองแผ่นดินใหญ่ ทรงได้เฉพาะซึ่งสัตตรตนะ และความเป็นผู้มีพระฉวีสะอาดละเอียดงามลบล้นประชุมชนในโลกนี้ ถ้าเข้าถึงบรรพชา ก็จะทรงได้ซึ่งผ้าสำหรับทรงครอง เป็นผ้าเครื่องนุ่งห่มอย่างดีและเสวยผลกรรมที่เป็นประโยชน์ดีที่ทรงทำไว้ในภพก่อน ความหมดสิ้นแห่งผลกรรมที่พระองค์ทำแล้ว หามีไม่ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน จิรปฺปนฏฺเฐ สุจิรปฺปวาสิเน ๖ ญาติมิตฺเต สุหชฺเช สขิโน สมาเนตา อโหสิ มาตรํปิ ปุตฺเตน สมาเนตา อโหสิ ปุตฺตํปิ มาตรา สมาเนตา อโหสิ ปิตรํปิ ปุตฺเตน สมาเนตา อโหสิ ปุตฺตํปิ ปิตรา สมาเนตา อโหสิ ปิตรํปิ ๗ ภาตรา สมาเนตา อโหสิ ภาตรํปิ ภคินิยา สมาเนตา อโหสิ ภคินึปิ ภาตรา สมาเนตา อโหสิ สมคฺคึ กตฺวา จ อพฺภนุโมทิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ โกโสหิตวตฺถคุโยฺห โหติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ปหูตปุตฺโต อโหสิ ๘ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ปหูตปุตฺโต อโหสิ อเนกสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. เคหมาวสติ ฯ ๒ ม. ยุ. มหติ ฯ ๓ ม. ยุ. อนุสาสติ ฯ ๔ ยุ. ปสยฺห
อภิวสนวรตรํ ฯ ๕ ยุ. วิปุลํ สุขุมญฺจ สุจฺฉวิญฺจ ฯ ๖ ม. ยุ. สุจิรปฺปวาสิโน ฯ
๗ ม. ยุ. ภาตรมฺปิ ฯ ๘ ม. ยุ. โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อนเป็นผู้นำพวกญาติมิตรสหายผู้มีใจดีที่สูญหายพลัดพรากไปนานให้กลับมาพบกัน นำมารดากับบุตรให้พบกัน นำบุตรกับมารดาให้พบกัน นำบิดากับบุตรให้พบกัน นำบุตรกับบิดาให้พบกัน นำบิดากับพี่น้องให้พบกัน นำพี่ชายกับน้องสาวให้พบกัน นำน้องสาวกับพี่ชายให้พบกัน ครั้นทำเขาให้พร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ชื่นชม ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ
ครั้นจุติจากสวรรค์แล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโอรสมาก พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มีจำนวนหลายพันล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า มีความเพียรเป็นองค์สมบัติ กำจัดปรเสนาเสียได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ
จิรปฺปนฏฺเฐ สุจิรปฺปวาสิโน
ญาตีสุหชฺเช สขิโน สมานยิ
สมคฺคิ กตฺวา จ ๑ อนุโมทิตา อหุ ฯ
โส เตน กมฺเมน ติทิวํ อปกฺกมิ ๒
สุขญฺจ ขิฑฺฑา รติโย จ อนฺนุภิ ๓
ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ
โกโสหิตํ วินฺทติ วตฺถฉาทิยํ ฯ
ปหูตปุตฺโต ภวติ ๔ ตถาวิโธ
ปโรสหสฺสญฺจ ๕ ภวนฺติ อตฺรชา ๖
สูรา จ วีรา จ อมิตฺตตาปนา
คิหิสฺส ปีตีชนนา ๗ ปิยํ วทา ฯ
ปหุตรา ๘ปพฺพชิตสฺส อิริยโต
ปุตฺตา ภวนฺติ วจนานุสาริโน ๙
คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ๑๐
ตํ ลกฺขณํ ภวติ ๑๑ ตทตฺถโชตกนฺติ ฯ
๑ ม. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. ทิวํ สมกฺกมิ ฯ ๓ ม. อนฺวภิ ฯ ยุ. อานุภิ ฯ
๔ ม. ภวตี ฯ ๕ ยุ. ปโร สหสฺสสฺส ฯ ๖ ยุ. อตุชา ฯ ๗ ม. ปีติ ชนนา ฯ
๘ ม. ยุ. พหุตรา ฯ ๙ ยุ. วจนานุจาริโน ฯ ๑๐ ม. ยุ. ปุน ฯ ๑๑ ม. ชายติ ฯ
พระมหาบุรุษเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ได้ทรงนำพวกญาติมิตรสหายที่สูญหายพลัดพรากไปนานให้กลับมาพบกัน ครั้นทำให้เขาพร้อมเพรียงกันแล้ว
ก็ชื่นชม เพราะกุศลกรรมนั้น พระองค์จึงหลีกไปสู่ไตรทิพย์ เสวย
ความสุขและสมบัติเป็นที่เพลิดเพลินยินดี จุติจากเทวโลกแล้วเวียนมาเกิดในโลกนี้ ย่อมได้องคาพยพที่ปิดบังด้วยผ้าตั้งอยู่ในฝัก พระมหาบุรุษเช่นนั้นมีพระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มากกว่าพัน เป็นผู้กล้าหาญ เป็นวีรบุรุษ สามารถให้ศัตรูพ่ายไป ให้ปีติเกิดและทูลปิยพจน์แก่พระมหาบุรุษที่ยังทรงเป็นคฤหัสถ์ เมื่อพระมหาบุรุษทรงผนวชบำเพ็ญพรต มีพระโอรสมากกว่านั้น ล้วนแต่ดำเนินตามพระพุทธพจน์พระลักษณะนั้น ย่อมเป็นนิมิตส่องความนั้นสำหรับพระมหาบุรุษที่เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มหาชนสงฺคาหกํ สเมกฺขมาโน สมํ ชานาติ ๑ สามํ ชานาติ ปุริสํ ชานาติ ปุริสวิเสสํ ชานาติ อยมิทมรหติ อยมิทมรหตีติ ตตฺถ ตตฺถ วิเสสตฺถกโร ปุเร ๒ อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ นิโคฺรธปริมณฺฑโล จ โหติ ฐิโตเยว อโนนมนฺโต อุโภหิ ปาณิตเลหิ ชนฺนุกานิ ปริมสติ ปริมชฺชติ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ปหูตชาตรูปรชโต ปหูตวิตฺตูปกรโณ ปหูตธนธญฺโญ ปริปุณฺณโกฏฺฐาคาโร ๓ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ตสฺสิมานิ ธนานิ โหนฺติ เสยฺยถีทํ สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อนเมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ย่อมรู้จักชนที่เสมอกัน รู้จักเองรู้จักบุรุษ รู้จักบุรุษพิเศษหยั่งทราบว่าบุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ บุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ ดังนี้ แล้วทำกิจเป็นประโยชน์อันพิเศษ
ในบุคคลนั้นๆ ในกาลก่อนๆตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์
นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการนี้ คือ มีพระกายเป็นปริมณฑลดังว่านิโครธพฤกษ์ ๑ เมื่อทรงยืนอยู่ไม่ต้องทรงน้อมพระกายลง ย่อมลูบคลำพระชาณุทั้ง ๒ ด้วยฝ่ายพระหัตถ์ทั้ง ๒ ได้ ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้นถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯเมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมากมีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก มีคลังเต็มบริบูรณ์ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ทรัพย์ของพระองค์นั้นคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะสุตะ จาคะ ปัญญา เป็นทรัพย์อย่างหนึ่งๆพระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
ตุลิย ๔ ปวิจย ๕ จินฺตยิตฺวา
มหาชนสงฺคาหกํ ๖ สเมกฺขมาโน
อยมิทมรหตีติ ๗ ตตฺถ ตตฺถ
ปุริสวิเสสงฺกโร ปุเร อโหสิ ฯ
สมา จ ปนฏฺฐิโต ๑ อโนนมนฺโต
ผุสติ กเรหิ อุโภหิ ชนฺนุกานิ
มหิรุหปฺปริมณฺฑโล อโหสิ
สุจริตกมฺมวิปากเสสเกน ฯ
พหุวิวิธนิมิตฺตลกฺขณญฺญู
อภินิปุณา มนุชา พฺยากรึสุ
พหุวิวิธคิหีนํ อรหานิ ๒
ปฏิลภติ ทหโร สุสู กุมาโร
อิธ จ ๓ มหิปติสฺส กามโภคา
คิหีปติรูปกา พหู ภวนฺติ
ยทิ ๔ ปชหติ สพฺพกามโภคํ
ลภติ อนุตฺตรํ อุตฺตมํ ธนคฺคนฺติ ฯ
๑ ยุ. สํชานาติ ฯ ๒ ยุ. ปุริสวิเสสกโร ฯ ๓ ม. ยุ. ปริปุณฺณโก สโกฏฺฐาคาโร ฯ
๔ ยุ. ตุลย ฯ ๕ ม. ปฏิวิจย ฯ ยุ. ปวิเจยฺย ฯ ๖ ม. ... สงฺคหนํ ฯ
ยุ. ...สงฺคหตํ ฯ ๗ ม. อิติสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
พระมหาบุรุษ เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ พิจารณาแล้วสอดส่องแล้ว คิดแล้วหยั่งทราบว่า บุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ ดังนี้แล้วทำกิจพิเศษของบุรุษในบุคคลนั้นๆ ในกาลก่อน ก็แหละพระมหาบุรุษทรงยืนตรงไม่ต้องน้อมพระกายลง ก็ถูกต้องพระชาณุทั้ง ๒ ด้วยพระกรทั้ง ๒ ได้ และมีพระกายเป็นปริมณฑลดังว่า ต้นนิโครธที่งอกงามบนแผ่นดินด้วยผลกรรมที่ประพฤติมาดีแล้ว ยังเป็นส่วนเหลือมนุษย์ทั้งหลาย ที่มีปัญญาอันละเอียด รู้จักลักษณะเป็นนิมิตมากอย่าง
ทำนายว่า พระราชโอรสนี้เป็นพระดรุณกุมาร ยังทรงพระเยาว์ ย่อมได้
เฉพาะซึ่งลักษณะอันคู่ควรแก่คฤหัสถ์มากอย่าง กามโภคะอันสมควรแก่คฤหัสถ์เป็นอันมาก ย่อมมีแก่พระราชกุมารผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในฆราวาสวิสัยนี้ ถ้าพระราชกุมารนี้ทรงละกามโภคะทั้งปวง จะทรงได้อนุตตรธรรมอันเป็นทรัพย์อย่างประเสริฐสูงสุด ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนสฺส อตฺถกาโม อโหสิ หิตกาโม ผาสุกาโม โยคกฺเขมกาโม กินฺตีเม สทฺธาย วฑฺเฒยฺยุํ สีเลน วฑฺเฒยฺยุํ สุเตน วฑฺเฒยฺยุํ พุทฺธิยา วฑฺเฒยฺยุํ ๕ จาเคน วฑฺเฒยฺยุํ ธมฺเมน วฑฺเฒยฺยุํ ปญฺญาย วฑฺเฒยฺยุํ ธนธญฺเญน วฑฺเฒยฺยุํ เขตฺตวตฺถุนา วฑฺเฒยฺยุํ ทฺวิปทจตุปฺปเทหิ วฑฺเฒยฺยุํ ปุตฺตทาเรหิ วฑฺเฒยฺยุํ ทาสกมฺมกรโปริเสหิ วฑฺเฒยฺยุํ ญาตีหิ วฑฺเฒยฺยุํ มิตฺเตหิ วฑฺเฒยฺยุํ พนฺธเวหิ วฑฺเฒยฺยุนฺติ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ ตีณิ มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ สีหปุพฺพทฺธกาโย จ โหติ ปิตฺตนฺตรํโส ๑ จ สมวฏฺฏกฺขนฺโธ จ ฯ
โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปริหานธมฺโม โหติ น ปริหายติ ธนธญฺเญน เขตฺตวตฺถุนา ทฺวิปทจตุปฺปเทหิ ปุตฺตทาเรหิ ทาสกมฺมกรโปริเสหิ ญาตีหิ มิตฺเตหิ พนฺธเวหิ น ปริหายติ สพฺพสมฺปตฺติยา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปริหานธมฺโม โหติ น ปริหายติ สทฺธาย สีเลน สุเตน จาเคน ปญฺญาย น ปริหายติ สพฺพสมฺปตฺติยา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. มหึ จ ปน ฐิโต ฯ ยุ. ส หิ จ ปน ฐิโต ฯ ๒ ยุ. อารหานิ ฯ ๓ ยุ. จสทฺโท
น ทิสฺสติ ฯ ๔ ม. ยุ. ยทิจ ฯ ๕ ม. ยุ. พุทฺธิยา วฑฺเฒยฺยุนฺติ น ทิสฺสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน
เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ด้วยมนสิการว่า ทำไฉน ชนเหล่านี้พึงเจริญด้วยศรัทธา เจริญด้วยศีล เจริญด้วยสุตะ เจริญด้วยพุทธิเจริญด้วยจาคะเจริญด้วยธรรม เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก เจริญด้วยนาและสวน เจริญด้วยสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า เจริญด้วยบุตรและภรรยา เจริญด้วยทาสและกรรมกร เจริญด้วยญาติ เจริญด้วยมิตร เจริญด้วยพวกพ้อง ดังนี้ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ
ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการนี้คือ มีส่วนพระกายข้างหน้าดังว่ากึ่งกายข้างหน้าแห่งราชสีห์ ๑ มีระหว่างพระปฤษฎางค์เต็มดี ๑มีลำพระศอกลมเสมอกัน ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือ ไม่เสื่อมจากทรัพย์และข้าวเปลือก ไม่เสื่อมจากนาและสวน ไม่เสื่อมจากสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ไม่เสื่อมจากบุตรและภรรยา ไม่เสื่อมจากทาสและกรรมกร ไม่เสื่อมจากญาติ ไม่เสื่อมจากมิตร ไม่เสื่อมจากพวกพ้อง ไม่เสื่อมจากสรรพสมบัติ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็น
พระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือ ไม่เสื่อมจากศรัทธา ไม่เสื่อมจากศีล ไม่เสื่อมจากสุตะ ไม่เสื่อมจากจาคะ ไม่เสื่อมจากปัญญา ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
สทฺธาย สีเลน สุเตน พุทฺธิยา
จาเคน ธมฺเมน พหูหิ สาธุภิ
ธเนน ธญฺเญน จ เขตฺตวตฺถุนา
ปุตฺเตหิ ทาเรหิ จตุปฺปเทหิ จ
ญาตีหิ มิตฺเตหิ จ พนฺธเวหิ
พเลน วณฺเณน สุเขน จูภยํ
กถํ น หาเยยฺยุนฺติ ๒ ปเรหิ ๓ อิจฺฉติ
อทฺธํ สมิทฺธญฺจ ๔ ปนาภิกงฺขติ ฯ
สสีหปุพฺพทฺธสุสณฺฐิโต อหุ
สมวฏฺฏกฺขนฺโธ จ ปิตฺตนฺตรํโส
ปุพฺเพ สุจิณฺเณน กเตน กมฺมุนา
อหานิยํ ปุพฺพนิมิตฺตมสฺสตํ ฯ
คิหีปิ ธญฺเญน ธเนน วฑฺฒติ
ปุตฺเตหิ ทาเรหิ จตุปฺปเทหิ จ
อกิญฺจโน ปพฺพชิโต อนุตฺตรํ
ปปฺโปติ สมฺโพธิมหานธมฺมตนฺติ ๑ ฯ
๑ ม. ยุ. จิตนฺตรํโส ฯ ๒ ม. ยุ. อิติสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๓ ม. ยุ. ปเรติ ฯ
๔ ม. ยุ. อตฺถสฺส มิทฺธี จ ฯ
พระมหาบุรุษย่อมปรารถนาความเจริญกับด้วยประชาชนเหล่าอื่นว่า ทำไฉน พหุชนพึงไม่เสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ พุทธิจาคะ ธรรม คุณอันให้ประโยชน์สำเร็จมาก ทรัพย์ ข้าวเปลือกนา สวน บุตร ภรรยาสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ญาติมิตร พวกพ้อง และพละ วรรณะสุข ทั้ง ๒ ประการ ดังนี้ทั้งหวังความมั่งมีและความสำเร็จ พระมหาบุรุษนั้นมีส่วนพระกายข้างหน้าดำรงอยู่เป็นอันดี ดังว่ากึ่งกายข้างหน้าแห่งราชสีห์และมีพระศอกลมเสมอกัน ทั้งมีระหว่างพระปฤษฎางค์เต็มดี
ลักษณะทั้ง ๓ นี้เป็นบุพพนิมิต ไม่เสื่อมปรากฏอยู่ เพราะกรรมที่
พระมหาบุรุษประพฤติดีแล้ว ทำแล้วในกาลก่อน พระมหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัย ย่อมทรงเจริญด้วยข้าวเปลือกทรัพย์ บุตร ภรรยาสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ถ้าทรงตัดกังวลเสีย ทรงผนวช ย่อมทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันประเสริฐ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหสกชาติโก ๒ อโหสิ ปาณินา วา เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ รสคฺคสคฺคี โหติ อุทฺธคฺคสฺส รสหรณิโย คีวายํ ชาตา โหนฺติ สมวาหรสหรณิโย ๓ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย มชฺฌิมาย ปธานกฺขมาย พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. สมฺโพธึ อสหานธมฺมตนฺติ ฯ ๒ ม. ยุ. อวิเหฐกชาติโก ฯ
๓ ม. สมาภิวาหินิโย ฯ ยุ. สมภิวาหินิโย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน
เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศัสตรา ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันเลิศ กล่าวคือ พระมหาบุรุษนั้นมีเส้นประสาท มีปลายในเบื้องบนประชุมอยู่ที่ลำพระศอ สำหรับนำรสอาหารแผ่ซ่านไปสม่ำเสมอทั่วพระกาย พระองค์สมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโรคาพาธน้อยสมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุอันยังอาหารให้ย่อยดีไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ถ้าออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลกเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระโรคาพาธน้อยมีความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุอันยังอาหารให้ย่อยดี ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนักอันควรแก่พระปธานเป็นปานกลาง พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
น ปาณินา น จ ปน ทณฺฑเลฑฺฑุนา ๑
สตฺเถน วา มรณวเธน วา ปน ๒
อุพฺพาธนาย ปริตชฺชนาย วา
น วิเหฐยี ชนตมเหฐโก ๓ อหุ ฯ
เตเนว โส สุคติสุ เปจฺจ ๔ โมทติ
สุขปฺผลํ กิริย ๕ สุขานิ วินฺทติ
ปามุญฺชสา ๖ รสหรณี สุสณฺฐิตา
อิธาคโต ลภติ รสคฺคิสคฺคิตํ ๗ ฯ
เตนาหุ นํ อภินิปุณา ๘วิจกฺขณา
อยํ นโร สุขพหุโล ภวิสฺสติ
คิหิสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา ปน ๒
ตํ ลกฺขณํ ภวติ ตทตฺถโชตกนฺติ ฯ
พระมหาบุรุษไม่เบียดเบียน ไม่ย่ำยีสัตว์ด้วยฝ่ามือ ด้วยท่อนไม้ ด้วย
ก้อนดิน ด้วยศัสตรา ด้วยอันให้ตายเองและอันบังคับให้ฆ่า ด้วยอัน
จำจอง หรือด้วยอันให้หวาดกลัว เพราะกรรมนั้น นั่นแหละ พระมหาบุรุษไปจากมนุษยโลกจึงบันเทิงใจในสุคติทั้งหลาย และเพราะทำกรรมมีผลเป็นสุขจึงได้สุขมาก และมีเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารเพราะฉะนั้น พวกพราหมณ์ผู้ฉลาดมีปัญญาอันเห็นแจ่มแจ้งจึงทำนายว่าพระราชกุมารนี้จักมีความสุขมาก ลักษณะนั้นย่อมส่องอรรถนั้นสำหรับพระราชกุมารผู้ยังดำรงอยู่ในคิหิวิสัยหรือผู้ทรงผนวช ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน น จ ๙ วิสฏํ น จ วิสาวิ ๑๐ น จ ๑๑ ปน วิเธยฺยเปกฺขิตา ๑๒ อุชุ ๑๓ ตถา ปสฏมุชุมโน ๑๔ หุตฺวา อุชุเปกฺขิตา อโหสิ ๑๕ ปิยจกฺขุนา พหุชนํ อุทกฺขิตา ๑๖ อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตฺตตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ อภินีลเนตฺโต จ โหติ โคปขุโม จ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ ปิยทสฺสโน โหติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป พฺราหฺมณคหปติกานํ เนคมชานปทานํ คณกมหามตฺตานํ อนีกฏฺฐานํ โทวาริกานํ อมจฺจานํ ปาริสชฺชานํ ราชูนํ โภคิกานํ ๑ กุมารานํ ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ ปิยทสฺสโน โหติ พหุโน ชนสฺส ปิโย โหติ มนาโป จ ๒ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ เทวานํ มนุสฺสานํ อสุรานํ นาคานํ คนฺธพฺพานํ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. น ปาณิทณฺเฑหิ ปนาถ เลฑฺฑุนา ฯ ๒ ยุ. ปุน ฯ ๓ ยุ. น เหฐยี ชนตุมเหฐโก ฯ
๔ ม. ยุ. สุคติมุเปจฺจ ฯ ๕ ม. ยุ. กริย ฯ ๖ ม. สโมชสา ฯ ยุ. สมฺปชฺชสา ฯ
๗ ม. ยุ. รสคฺคสคฺคิตํ ฯ ๘ ม. อตินิปุณา ฯ ๙-๑๑ ยุ. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๑๐ ม.
วิสาจิ ฯ ยุ. วิสาจิตํ ฯ ๑๒ ม. ยุ. วิเจยฺยเปกฺขิตา ฯ ๑๓ ม. อุชุํ ฯ ๑๔ ยุ. ...
มุทุมโน ฯ ๑๕ ม. ยุ. หุตฺวา อุชุเปกฺขิตา อโหสีติ ปาฐตฺตยํ นตฺถิ ฯ ๑๖ ม. ยุ.
อุทิกฺขิตา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน
ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองตาดู [พหุชน ด้วยอำนาจความโกรธ] เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปรกติแลดูตรงๆ และแลดูพหุชนด้วยปิยจักษุตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ
ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระเนตรสีดำสนิท ๑ มีดวงพระเนตรดังว่าตาแห่งโค ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯเมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้อันชนเป็นอันมากเห็นแล้วรัก เป็นที่รักใคร่พอใจแห่งพราหมณ์และคฤหบดี แห่งชาวนิคม และชาวชนบท แห่งโหราจารย์และมหาอำมาตย์ แห่งกองทหาร แห่งนายประตู แห่งอำมาตย์ แห่งบริษัท แห่งพวกเจ้าแห่งเศรษฐี แห่งพระราชกุมารถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไรเมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้ที่ชนเป็นอันมากเห็นแล้วรัก เป็นที่รักใคร่พอใจแห่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาคและคนธรรพ์พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
น จ วิสฏํ น จ วิสาวิ
น จ ปน วิเธยฺยเปกฺขิตา
อุชุ ตถา ปสฏมุชุมโน ๓
ปิยจกฺขุนา พหุชนํ อุทกฺขิตา ฯ
สุคติสุ โส ผลวิปากํ
อนุภวติ ตตฺถ โมทติ
อิธ จ ๔ ภวติ โคปขุโม
อภินีลเนตฺตนยโน สุทสฺสโน ฯ
อภิโยคิโน จ นิปุณา
พหุปทนิมิตฺตโกวิทา
โคปขุมนยนกุสลา ๕ มนุชา
ปิยทสฺสโนติ อภินนฺทสนฺติ ๑ นํ ฯ
ปิยทสฺสโน คิหี สนฺโต จ
ภวติ พหุชนปิยายโก ๒
ยทิ ปน ๓ ภวติ คิหิ สมโณ ๔
โหติ ปิโย พหูนํ โสกนาสโนติ ฯ
๑ ม. ยุ. โภคิยานํ ฯ ๒ ม. ยุ. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๓ ยุ. ...มุทุมโน ฯ
๔ ม. ยุ. จ ปน ฯ ๕ ม. ยุ. สุขุมนยนกุสลา ฯพ
พระมหาบุรุษ ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองดู [พหุชนด้วยอำนาจความโกรธ] เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปรกติ แลดูพหุชนด้วยปิยจักษุพระองค์เสวยวิบากอันเป็นผล บันเทิงอยู่ในสุคติทั้งหลาย มาในโลกนี้มีดวงพระเนตรดังว่าตาแห่งโคและมีพระนัยนาคือพระเนตรมีสีดำสนิทมีการเห็นแจ่มใส พวกมนุษย์ผู้ประกอบในลักษณศาสตร์ มีความละเอียด ผู้ฉลาดในลักษณะเป็นนิมิตมีบทมาก ฉลาดในการตรวจเห็นนัยน์ตามีสีดำสนิทและดวงตาเป็นดังตาแห่งโค จะชมเชยพระราชกุมารนั้นว่า พระองค์เป็นที่เห็นน่ารัก พระมหาบุรุษดำรงอยู่ในคิหิวิสัยเป็นที่เห็น ที่น่ารัก เป็นที่รักของชนมาก ก็ถ้าพระองค์ทรงละคิหิวิสัยเป็นพระสมณะ ย่อมเป็นที่รักของพหุชน และยังชนเป็นอันมากให้สร่างโศก ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนปุพฺพงฺคโม อโหสิ กุสเลสุ ธมฺเมสุ พหุชนปาโมกฺโข กายสุจริเตน วจีสุจริเตน มโนสุจริเตน ๕ ทานสํวิภาเค สีลสมาทาเน อุโปสถูปวาเส มตฺเตยฺยตาย ๖ เปตฺเตยฺยตาย สามญฺญตาย พฺรหฺมญฺญตาย กุเลเชฏฺฐาปจายิตาย อญฺญตรญฺญตเรสุ จ ๗ อธิกุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิทํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ อุณฺหีสสีโส โหติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อนฺวายิโก โหติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อนฺวายิโก โหติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. อภินิทฺทิสนฺติ ฯ ๒ ม. พหุชนปิยายิโต ฯ ยุ. พหูนฺนํ ปิยายิโต ฯ
๓ ม. ยุ. ยทิจ น ฯ ๔ คิหี สมโณ โหติ ฯ ๕ ม. ยุ. กายสุจริเต วจีสุจริเต
มโนสุจริเต ฯ ๖ ยุ. เมตฺเตยฺยตาย ฯ ๗ ยุ. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
เป็นหัวหน้าของพหุชนในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล เป็นประธานของพหุชนด้วยกายสุจริต ด้วยวจีสุจริต ด้วยมโนสุจริต ในการบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถ ในความปฏิบัติดีในมารดา ในความปฏิบัติดีในบิดา ในความปฏิบัติดีในสมณะ ในความปฏิบัติดีในพราหมณ์ ในความเคารพต่อเชฏฐชนในสกุล และในธรรมเป็นอธิกุศลอื่นๆ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม
พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะ
ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือมีพระเศียรได้ปริมณฑลดุจดังว่าประดับด้วยอุณหีส พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่คล้อยตามของมหาชน ที่เป็นพราหมณ์เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหารเป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นที่คล้อยตามแห่งมหาชน ที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณีเป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดาเป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
ปุพฺพงฺคโม สุจริเตสุ อหุ
ธมฺเมสุ ธมฺมจริยาภิรโต
อนฺวายิโก พหุชนสฺส อหุ
สคฺเคสุ เวทยิถ ๑ ปุญฺญผลํ ฯ
เวทยิตฺวา ๒ โส สุจริตสฺส ผลํ
อุณฺหีสสีสตฺตมิธชฺฌคมา
พฺยากํสุ พฺยญฺชนนิมิตฺตธรา
ปุพฺพงฺคโม พหุชนํ เหสฺสติ ๓ ฯ
ปฏิโภคิยานิ ๔ มนุเชสุ อิธ
ปุพฺเพปิ ตสฺส อภิหรนฺติ ตทา
ยทิ ขตฺติโย ภวติ ภูมิปติ
ปฏิหารกํ พหุชเน ลภติ ฯ
อถ เจว ปพฺพชติ โส มนุโช
ธมฺเมสุ โหติ ปคุโณ วิสวี
ตสฺสานุสาสนคุณาภิรโต ๕
อนฺวายิโก พหุชโน ภวตีติ ฯ
พระมหาบุรุษ เป็นหัวหน้าในธรรมทั้งหลายที่เป็นสุจริต ยินดียิ่งแล้วในธรรมจริยา เป็นที่คล้อยตามของพหุชน เสวยผลแห่งบุญในสวรรค์ทั้งหลาย ครั้นเสวยผลแห่งสุจริตแล้ว มาในโลกนี้ ได้ถึงความเป็นผู้มีพระเศียรดุจดังว่าประดับด้วยอุณหีส พวกผู้รู้ที่ทรงจำลักษณะเป็นนิมิตอันปรากฏอยู่ทำนายว่า พระราชกุมารนี้ จักเป็นหัวหน้าแห่งพหุชนหมู่ชนที่ช่วยเหลือของพระองค์ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้ จักมีมาก แม้ใน
เบื้องต้น [คราวที่พระองค์ทรงพระเยาว์] ครั้งนั้น พวกพราหมณ์
ก็พยากรณ์แก่พระองค์ว่า พระราชกุมารนี้ ถ้าเป็นกษัตริย์จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะได้ความช่วยเหลือในชนมากโดยแท้ ถ้าพระองค์จะทรงผนวช จะปราชญ์เปรื่อง มีความชำนาญวิเศษในธรรมทั้งหลาย และชนเป็นอันมาก จะเป็นผู้ยินดียิ่งในคุณคือความสั่งสอนของพระองค์และจะคล้อยตาม ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต อโหสิ สจฺจวาที สจฺจสนฺโธ เถโต ปจฺจยิโก อวิสํวาทโก โลกสฺส ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ เอเกกโลโม จ โหติ อุณฺณา จ ภมุกนฺตเร ชาตา โหติ โอทาตา มุทุ ตูลสนฺนิภา ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อุปวตฺตติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ มหาสฺส ชโน อุปวตฺตติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. เวทยิตฺถ ฯ ๒ ยุ. เวทิตฺวา ฯ ๓ ยุ. พหุนฺนํ เหสฺสตายํ ฯ
๔ ม. ปฏิโภคิยา ฯ ๕ ม. ตสฺสานุสาสนิคุณาภิรโต ฯ ยุ. ตสฺสานุสาสนี คุณาภิรโต ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐานควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้น อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีโลมชาติขุมละเส้นๆ ๑ และมีอุณาโลมในระหว่างคิ้วมีสีขาวอ่อนเหมือนปุยฝ้าย ๑ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นที่ประพฤติตามของมหาชนที่เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหารเป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือเป็นที่ประพฤติตามของมหาชนที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสกเป็นอุบาสิกา เป็นเทวดาเป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
สจฺจปฺปฏิญฺโญ ปุริมาสุ ชาติสุ
อเทฺวชฺฌวาโจ อลิกํ วิวชฺชยิ
น โส วิสํวาทยิตาปิ กสฺสจิ
ภูเตน ตจฺเฉน ตเถน ภาสยิ ๑ ฯ
เสตา สุสุกฺกา สุมุทุ ๒ ตูลสนฺนิภา
อุณฺณา สุชาตา ภมุกนฺตเร อหุ
น โลมกูเปสุ ทุเว อชายิสุํ
เอเกกโลมูปจิตงฺควา อหุ ฯ
ตํ ลกฺขณญฺญู พหโว สมาคตา
พฺยากํสุ อุปฺปาฏนิมิตฺตโกวิทา ๑
อุณฺณา จ โลมา จ ยถา สุสณฺฐิตา
อุปวตฺตติ ๒ อีทิสกํ พหุชโน ๓ ฯ
คิหีปิ ๔ สนฺตํ อุปวตฺตติ ชโน
พหุ ปุรตฺถา ปกเตน กมฺมุนา
อกิญฺจนํ ปพฺพชิตํ อนุตฺตรํ
พุทฺธํปิ สนฺตํ อุปวตฺตติ ชโนติ ฯ
๑ ยุ. โตสยิ ฯ ๒ ม. ยุ. มุทุ ฯ
ในชาติก่อนๆ พระมหาบุรุษมีปฏิญญาเป็นสัจจะ มีพระวาจาไม่เป็นสองเว้นคำเหลวไหล ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดต่อใครๆตรัสโดยคำจริงคำแท้ คำคงที่ มีพระอุณาโลมสีขาวสะอาดอ่อนดีดังปุยฝ้าย เกิดดีในระหว่างพระโขนงและในขุมพระโลมาทั่วไป ไม่มีโลมชาติเกิดเป็นสองเส้น มีพระสรีระอันโลมชาติเส้นหนึ่งๆ ขึ้นสะพรั่ง พวกผู้รู้ลักษณะ ฉลาดในลักษณะเป็นนิมิตที่ปรากฏ เป็นจำนวนมากมาประชุมกัน แล้วทำนายพระมหาบุรุษว่า พระอุณาโลมตั้งอยู่ดี โดยนิมิตบ่งว่าพหุชนย่อมประพฤติตาม พระมหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัยมหาชนก็ประพฤติตาม เพราะกรรมที่ทรงทำดีมากในชาติก่อน หมู่ชนย่อมประพฤติตามพระมหาบุรุษผู้ตัดกังวลทรงผนวชเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ปิสุณํ วาจํ ๕ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต อโหสิ อิโต สุตฺวา น อมุตฺร อกฺขาตา อิเมสํ เภทาย อมุตฺร วา สุตฺวา น อิเมสํ อกฺขาตา อมูสํ เภทาย อิติ ภินฺนานํ วา สนฺธาตา สหิตานํ วา อนุปฺปทาตา สมคฺคาราโม สมคฺครโต สมคฺคนนฺที สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ จตฺตาฬีสทนฺโต จ ๖ โหติ อวิรฬทนฺโต จ ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อเภชฺชปริโส โหติ อเภชฺชสฺส ๗ โหนฺติ ปริสา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อเภชฺชปริโส โหติ อเภสชฺชสฺส โหนฺติ ปริสา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. อุปฺปาท... ฯ ๒ ม. อุปวตฺตตี ฯ ๓ ยุ. เอทิสกํ พหุชฺชโน ฯ ๔ ม. ยุ.
คิหิมฺปิ ฯ ๕ ยุ. ปิสุณาวาจํ ฯ ๖ ยุ. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๗ ม. ยุ.
อเภชฺชาสฺส ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อนกำเนิดก่อน
ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้
แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคน
ที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อม เพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดี
ในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน
ตถาคต ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอัน ตนทำ
สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ ๑ มีพระทนต์ไม่ห่าง ๑พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้นถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไรเมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริษัทไม่แตกกันบริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกัน เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท
เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท
เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าออกจากเรือนผนวช เป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริษัทไม่แตก บริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกัน เป็นภิกษุ
เป็นภิกษุณีเป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
สเวภุติยํ ๑ สหิตเภทการึ
เภทปฺปวฑฺฒนวิวาทการึ
กลหปฺปวฑฺฒนอกิจฺจการึ
สหิตานํ เภทชนนึ นภณิ ฯ
อวิวาทวฑฺฒนกรึ สุคิรํ ๒-ศ
ภินฺนาน สนฺธิชนนึ ๓ อภณิ
กลหํ ชนสฺส ปนุทิ ๔ สมงฺคี
สตฺเตหิ ๕ นนฺทติ ปโมทติ จ
สุคติสุ โส ผลวิปากํ
อนุภวติ ตตฺถ โมทติ
ทนฺตา อิธ โหนฺติ อวิรฬา ๖ สหิตา
จตุโร ทสสฺส มุขชา สุสณฺฐิตา ฯ
ยทิ ขตฺติโย ภวติ ภูมิปติ
อวิเภทยสฺส ๗ ปริสา ภวติ ๘
สมโณ จ โหติ วิรโช วิมโล
ปริสาสฺส โหติ อนุคตา อจลาติ ฯ
๑ ม. ยุ. เวภูติยํ ฯ ๒ ยุ. คิรํ ฯ ๓ ม. ยุ. ภินฺนานุสนฺธิชนนึ ฯ ๔ ม. ปนุที ฯ
๕ ม. ยุ. สหิเตหิ ฯ ๖ ยุ. อวิรา ฯ ๗ ม. อวิเภทิยาย ฯ ยุ. อวีเหฐิยาสฺส ฯ
๘ ยุ. ภวนฺติ ฯ
พระมหาบุรุษ ไม่ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาอันส่อเสียด อันทำความแตกแก่พวกที่ดีกัน อันทำความวิวาทเป็นเหตุให้ความแตกกันมากไป อันทำกิจอันไม่ควรเป็นเหตุให้ความทะเลาะกันมากไปอันยังความแตกกันให้เกิดแก่พวกที่ดีกัน ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาดีอันทำความไม่วิวาทกันให้เจริญไป อันยังความติดต่อกันให้เกิดแก่พวกที่แตกกัน บรรเทาความทะเลาะของชน มีความสามัคคีกับหมู่ชน ยินดีเบิกบานอยู่กับประชุมชนทั้งหลาย ย่อมเสวยวิบากอันเป็นผลเบิกบานอยู่ในสุคติทั้งหลาย มาในโลกนี้ ย่อมมีพระทนต์ไม่ห่างเรียบดี และมีพระทนต์๔๐ ซี่เกิดอยู่ในพระโอษฐ์ตั้งอยู่เป็นอย่างดี ถ้าพระองค์เป็นกษัตริย์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะมีบริษัทไม่แตกกัน หากพระองค์เป็นสมณะจะปราศจากกิเลส ปราศจากมลทิน บริษัทของพระองค์จะดำเนินตามไม่มีความหวั่นไหว ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ผรุสํ วาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต อโหสิ ยา สา วาจา เนลา กณฺณสุขา เปมนียา หทยงฺคมา โปรี พหุชนกนฺตา พหุชนมนาปา ตถารูปึ วาจํ ภาสิตา อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ ปหูตชิโวฺห จ โหติ พฺรหฺมสฺสโร จ กรวิกภาณี ฯ โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อาเทยฺยวาโจ โหติ อาทิยนฺตสฺส ๑ วจนํ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อาเทยฺยวาโจ โหติ อาทิยนฺตสฺส ๑ วจนํ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์
นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ มีพระชิวหาใหญ่ ๑ มีพระสุรเสียงดังว่าเสียงพรหม เมื่อตรัสมีกระแสเหมือนเสียงนกการะเวก ๑พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระวาจาอันพหุชนพึงเชื่อถือ พหุชนที่เชื่อถือคำของพระองค์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดีเป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหารเป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นเจ้าเป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีพระวาจาอันพหุชนเชื่อถือ พหุชนที่เชื่อถือพระวาจาของพระองค์ เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดาเป็นมนุษย์ เป็นอสูรเป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
อกฺโกสภณฺฑนวิเหสการึ
อุพฺพาธกรํ ๒ พหุชนปฺปมทฺทนํ
อพาฬฺหคิรํ โส นภณิ ผรุสํ
มธุรํ ภณิ สุสหิตํ สขิลํ ฯ
มนโส ปิยา หทยคามินิโย
วาจา โส เอรยติ กณฺณสุขา
วาจา สุจิณฺณผลมนุภวิ
สคฺเคสุ เวทยิถ ๑ ปุญฺญผลํ
วิทิตฺวา โส สุจริตสฺส ผลํ
พฺรหฺมสฺสรตฺตมิธชฺฌคมา
ชิวฺหาสฺส โหติ วิปุลา ปุถุลา ๒
อาเทยฺยวากฺยวจโน ภวติ
คิหิโนปิ อิชฺฌติ ยถา ภณโต
อถ เจ ๓ ปพฺพชติ โส มนุโช
อาทิยนฺตสฺส วจนํ ชนกา ๔
พหุโน พหุํ สุภณิตํ ภณโตติ ฯ
๑ ม. ยุ. อาทิยนฺติสฺส ฯ ๒ ม. อุพฺพาธิกํ ฯ ยุ. อุพฺพายิกํ ฯ
พระมหาบุรุษ ไม่ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาหยาบอันทำความด่า ความบาดหมาง ความลำบากใจ ทำความเจ็บใจ เป็นเครื่องย่ำเหยียบแก่พหุชนเป็นคำชั่วร้าย ได้กล่าวแล้วซึ่งวาจาอ่อนหวานไพเราะ อันมีประโยชน์ดีกล่าววาจาเป็นที่รักแห่งใจ อันไปสู่หทัย อันสะดวกแก่โสต เสวยผลบุญในสวรรค์ทั้งหลาย ครั้นเสวยผลแห่งกรรมที่ประพฤติดีแล้ว มาในโลกนี้ ได้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้มีเสียงดังว่าเสียงแห่งพรหม และมีพระชิวหาไพบูลย์กว้างมีคำที่ตรัสอันพหุชนเชื่อถือ ผลนี้ย่อมสำเร็จแก่พระองค์ แม้เป็นคฤหัสถ์ตรัสอยู่ฉันใด ถ้าพระองค์ทรงผนวช เมื่อตรัสคำที่ตรัสดีมากแก่พหุชนคำนั้นพหุชนก็เชื่อถือ ฉันนั้นโดยแท้ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต อโหสิ กาลวาที ภูตวาที ธมฺมวาที อตฺถวาที [๕] วินยวาที นิธานวตึ วาจํ ภาสิตา [๖] กาเลน สาปเทสํ ปริยนฺตวตึ อตฺถสญฺหิตํ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา ฯเปฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ สีหหนุ โหติ ฯ โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ฯเปฯ ราชา สมาโน กึ ลภติ อปฺปธํสิโก โหติ เกนจิ มนุสฺสภูเตน ปจฺจตฺถิเกน ปจฺจามิตฺเตน ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯเปฯ พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ อปฺปธํสิโก โหติ อพฺภนฺตเรหิ วา พาหิเรหิ วา ปจฺจตฺถิเกหิ ปจฺจามิตฺเตหิ ราเคน วา โทเสน วา โมเหน วา สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมึ พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ม. ยุ. เวทยถ ฯ ๒ ยุ. ถูลา ฯ ๓ ยุ. เจปิ ฯ ๔ ม. ยุ. ชนตา ฯ ๕ ม. ยุ.
ธมฺมวาที ฯ ๖ ม. ยุ. อโหสิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อนละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรมพูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบประโยชน์โดยกาลอันควร
ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตนทำสั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระหนุดังว่าคางราชสีห์ พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น
ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาได้รับผลข้อนี้ คือ ไม่มีใครๆ ที่เป็นมนุษย์เป็นข้าศึกศัตรูกำจัดได้ ถ้าออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือไม่มีข้าศึกศัตรูภายในภายนอก คือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือสมณะ พราหมณ์เทวดา มารพรหม ใครๆ ในโลกกำจัดได้ พระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้ไว้พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
น สมฺผปฺปลาปํ น วุจฺจทฺธตนฺติ ๑
อวิกิณฺณวจนพฺยปโถ จ ๒ อโหสิ
อหิตมปิ ๓ จ อปนุทิ หิตมปิ จ
พหุชนสุขญฺจ อภณิ ฯ
ตํ กตฺวาน อิโต จุโต ทิวมุปปชฺชิ
สุกตผลวิปากมโนโภสิ ๔
จวิย ปุนริธาคโต สมาโน
ทฺวิทุคฺคมวรตรหนุตฺตมลตฺถ ฯ
ราชา โหติ สุทฺทุปฺปธํสิโย มนุชินฺโท
มนุชาธิปติ มหานุภาโว
ติทิวปุรวรสโม ภวติ
สุรวรตโรริว อินฺโท ฯ
คนฺธพฺพาสุรสกฺกรกฺขเสภิ ๕ สุเรภิ ๖
น หิ ภวติ สุปฺปธํสิโย ตถตฺโต
ยทิ ภวติ [๑] ตถาวิโธ อิธ
ทิสา จ ปติ ทิสา จ วิทิสา จาติ ฯ
๑ ม. ยุ. น มุทฺธตํ ฯ ๒ ม. จสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ยุ. ว ฯ ๓ ยุ. อหิตมฺปิ ...
หิตมฺปิ ฯ ๔ ม. ยุ. ...นุโภสิ ฯ ๕ ม. ...ยกฺขรกฺขเสภิ ฯ ๖ ยุ. ...รกฺขเสหิ
สุเรหิ ฯ
พระมหาบุรุษ ไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อ ไม่กล่าวคำปราศจากหลักฐาน มีคลอง
พระวาจาไม่เหลวไหล ทรงบรรเทาเสียซึ่งคำที่ไม่เป็นประโยชน์ ตรัสแต่คำที่เป็นประโยชน์และคำที่เป็นสุขแก่พหุชนครั้นทำกรรมนั้นแล้วจุติแล้วจากมนุษยโลก เข้าถึงแล้วซึ่งเทวโลกเสวยวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทำดีแล้ว จุติแล้วเวียนมาในโลกนี้ ได้แล้วซึ่งความเป็นผู้มีพระหนุดังว่าคางราชสีห์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์สี่เท้า เป็นพระราชาที่เป็นใหญ่กว่ามนุษย์แสนยากที่ใครจะกำจัดพระองค์ได้ พระองค์เป็นผู้ใหญ่ยิ่งของมวลมนุษย์ มีอานุภาพมากเป็นผู้เสมอด้วยเทวดาผู้ประเสริฐในชั้นไตรทิพย์และเป็นเหมือนพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาเป็นผู้มั่นคงอันคนธรรพ์ อสูร ท้าวสักกะและยักษ์ผู้กล้าไม่กำจัดได้โดยง่ายเลยพระมหาบุรุษเช่นนั้น ย่อมเป็นใหญ่ทุกทิศในโลกนี้โดยแท้ ฯ
ยํปิ ภิกฺขเว ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มิจฺฉาอาชีวํ ๒ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปสิ ตุลากูฏกํสกูฏมานกูฏอุกฺโกฏนวญฺจนนิกติสาวิโยคา ๓ เฉทนวธพนฺธนวิปราโมสอาโลปสาหสาการา ๔ ปฏิวิรโต อโหสิ ฯ โส ตสฺส กมฺมสฺส กตตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ โส ตสฺส อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อธิคณฺหาติ ทิพฺเพน อายุนา ทิพฺเพน วณฺเณน ทิพฺเพน ยเสน ทิพฺเพน สุเขน ๕ ทิพฺเพน อธิปเตยฺเยน ทิพฺเพหิ รูเปหิ ทิพฺเพหิ สทฺเทหิ ทิพฺเพหิ คนฺเธหิ ทิพฺเพหิ รเสหิ ทิพฺเพหิ โผฏฺฐพฺเพหิ ฯ โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ สมทนฺโต จ โหติ สุสุกฺกทาโฐ จ ฯ
โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ ราชา โหติ จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ฯ ตสฺสิมานิ สตฺต รตนานิ ภวนฺติ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปริณายกรตนเมว สตฺตมํ ฯ ปโรสหสฺสํ โข ปนสฺส ปุตฺตา ภวนฺติ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา ฯ โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อขีลํ อนิมิตฺตํ อกณฺฏกํ อิทฺธํ ผีตํ เขมํ สิวํ นิรพฺพุทํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน สเมน ๑ อภิวิชิย อชฺฌาวสติ ราชา สมาโน กึ ลภติ สุจิปริวาโร โหติ สุจิสฺส โหนฺติ ปริวารา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิกา กุมารา ราชา สมาโน อิทํ ลภติ ฯ สเจ โข ปน อคารสฺมา อนาคาริยํ ปพฺพชติ อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏจฺฉโท พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ สุจิปริวาโร โหติ สุจิสฺส โหนฺติ ปริวารา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ วุจฺจติ
๑ ยุ. คิหี ฯ ๒ ม. ยุ. มิจฺฉาชีวํ ฯ ๓ ยุ. สาจิโยคา ฯ ๔ ม. ...สหสาการา ฯ
๕ ม. ทิพฺเพน สุเขน ทิพฺเพน ยเสน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ภพก่อน กำเนิดก่อน
ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอมและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด และการโกงด้วยการรับสินบน การหลอกลวงและตลบตะแลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่าการจองจำ การตีชิง การปล้นและกรรโชกตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำสั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ เหล่านี้ คือ มีพระทนต์เสมอกัน ๑ และมีพระทาฐะสีขาวงาม ๑ พระมหาบุรุษนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารสะอาด บริวารของพระองค์ที่สะอาดนั้นเป็นพราหมณ์และคฤหบดี เป็นชาวนิคม และชาวชนบท เป็นโหราจารย์และมหาอำมาตย์เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐีเป็นราชกุมาร ก็ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ มีบริวารสะอาดบริวารของพระองค์ที่สะอาดนั้น เป็นภิกษุเป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์พระผู้มีพระภาคตรัสเนื้อความนี้ไว้ พระโบราณกเถระทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
มิจฺฉาชีวญฺจ อวสฺสชิ สเมน
วุตฺตึ สุจินา โส ชนยิตฺถ ธมฺมิเกน
อหิตมปิ จ อปนุทิ หิตมปิ จ
พหุชนสุขญฺจ อจริ ๒ ฯ
สคฺเค เวทยติ นโร สุผลานิ ๓
กริตฺวา นิปุเณภิ วิทูภิ สพฺภิ ๔
วณฺณิตานิ ติทิวปุรวรสโม
อภิรมติ รติขิฑฺฑาสมงฺคี ฯ
อลทฺธา น ๕ มนุสฺสกํ ภวํ ตโต จวิย ๖
ปุน ๗ สุกตผลวิปากเสสเกน
ปฏิลภติ ลปนชํ สมมปิ
สุจิ จ สุวิสุทฺธสุสุกฺกํ ๑ ฯ
ตํ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา พหโว
พฺยากํสุ นิปุณา สมฺมตา มนุชา ๒
สุจิชนปริวารคโณ ภวติ
ทิชสมสุกฺกสุจิโสภนทนฺโต ๓ ฯ
รญฺโญ โหติ พหุชโน สุจิปริวาโร
มหติมํ มหิมนุสาสโต จ
ปสยฺห น จ ชนปทตุทนํ
หิตมปิ จ พหุชนสุขํ ๔ จรนฺติ
อถ เจ ปพฺพชติ ภวติ วิปาโป
สมโณ สมิตรโช วิวฏจฺฉโท
วิคตทรถกิลมโถ อิมํปิ จ
ปรํปิ ปรมํปิ จ ปสฺสติ โลกํ ฯ
ตสฺโสวาทกรา พหุคิหี จ
ปพฺพชิตา จ อสุจิ วิครหิตปนุทิปาปสฺส ๕
หิ สุจีภิ ๖ ปริวุโต
ภวติ มลขิลกลิกิเลเสปนุเทภีติ ๗ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ๘ฯ
ลกฺขณสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ
__________________
๑ ม. ยุ. อยํ น ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. อาจริ ฯ ๓ ม. ยุ. สุขปฺผลานิ ฯ ๔ ยุ. สมพฺภิ ฯ
๕ ม. ลทฺธาน ฯ ยุ. ลทฺธา ฯ ๖ ม. จวิตฺวาน ฯ ๗ ม. ปุนสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
๑ ม. สุจิสุสุกฺกํ ฯ ยุ. สุวิสุทฺธํ สุวิสุกฺกํ ฯ ๒ ยุ. มนุชินฺทา ฯ ๓ ยุ.
ทิชา ... ฯ ๔ ม. ...สุขญฺจ ฯ ๕ ม. ครหิตํ ธุนนฺติ ปาปํ ฯ ยุ. วิครหิตํ ธุนนฺติ
ปาปํ ฯ ๖ ม. ส หิ สุจีภิ ฯ ยุ. ส หิ สุจิ ฯ ๗ ม. ยุ. ...ปนุเทตีติ ฯ ๘ อิทมโวจ
ภควา ฯเปฯ อภินนฺทุนฺตีติ อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ
พระมหาบุรุษนั้น ละมิจฉาอาชีวะเสีย ยังความประพฤติให้เกิดแล้วด้วยสัมมาอาชีวะอันสะอาด อันเป็นไปโดยธรรม ละกรรมอันไม่เป็นประโยชน์ประพฤติแต่กรรมที่เป็นประโยชน์และเป็นสุขแก่พหุชน ทำกรรมมีผลดีที่หมู่สัตบุรุษผู้มีปัญญาอันละเอียด ผู้ฉลาดสรรเสริญแล้ว เสวยสุขอยู่ในสวรรค์เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ เป็นที่ยินดีเพลิดเพลินอภิรมย์อยู่ เสมอด้วยท้าวสักกะผู้ประเสริฐในชั้นไตรทิพย์ จุติจากสวรรค์แล้วได้ภพเป็นที่อยู่แห่งมนุษย์ ยังซ้ำได้เฉพาะซึ่งพระทนต์ที่เกิดในพระโอษฐ์สำหรับตรัสเรียบเสมอ และพระทาฐะสีขาวดีหมดจดสะอาด เพราะวิบากอันเป็นผลแห่งกรรมที่ทำดี พวกมนุษย์ผู้ทำนายลักษณะที่มีปัญญาอันละเอียดที่มหาชนยกย่องเป็นจำนวนมากมาประชุมกันแล้ว
พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้จะมีหมู่ชนที่สะอาดเป็นบริวาร มีพระทนต์ที่เกิดสองหนเสมอ และมีพระทาฐะมีสีขาวสะอาดงาม ชนเป็นอันมากที่สะอาดเป็นบริวารของพระมหาบุรุษผู้เป็นพระราชาปกครองแผ่นดินใหญ่นี้ ไม่กดขี่เบียดเบียนชาวชนบท ชนทั้งหลายต่างประพฤติกิจเป็นประโยชน์และเป็นสุขแก่ชนมาก ถ้าพระองค์ทรงผนวชจะเป็นสมณะ ปราศจากบาปธรรม มีกิเลสเป็นดังธุลีระงับไป มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วปราศจากความกระวนกระวาย และความลำบาก จะทรงเห็นโลกนี้และโลกอื่นและบรมธรรมโดยแท้ คฤหัสถ์เป็นจำนวนมาก และพวกบรรพชิตที่ยังไม่สะอาด จะทำตามพระโอวาทของพระองค์ ผู้กำจัดบาปธรรมที่บัณฑิตติเตียนเสียแล้ว พระองค์จะเป็นผู้อันบริวารที่สะอาดผู้กำจัดกิเลสเป็นมลทินเป็นดังว่าตออันให้โทษ ห้อมล้อมแล้ว ฯ
พระมีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล ฯ
จบ ลักขณสูตร ที่ ๗
End of ๗. ลักขณสูตร