arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๑๑. ทสุตตรสูตร เล่ม ๑๑

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๖๔–๔๗๕ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Part of this passage is filled from Mahachula edition 1 because Mahachula edition 2 in the e-tipitaka data lacks it (p. 405, 413).

_______

๑๑ ทสุตฺตรสุตฺตํ

๑๑. ทสุตตรสูตร

ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ทสุตตรสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 16 · Chaloem Phrakiat Volume 11)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 11, pp. 239–281 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 11, pp. 367–438

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอวมฺเม สุตํ :- เอกํ สมยํ ภควา จมฺปายํ วิหรติ คคฺคราย โปกฺขรณิยา ตีเร มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ. ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ “อาวุโส ภิกฺขเว”ติ. “อาวุโส”ติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ. อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ :

“ทสุตฺตรํ ปวกฺขามิ ธมฺมํ นิพฺพานปตฺติยา

ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย สพฺพคนฺถปฺปโมจนํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา เขตกรุงจัมปา ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตร เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า

“เราจักกล่าวทสุตตรสูตร

อันเป็นธรรมเครื่องปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์”

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอโก ธมฺโม เอโก อาวุโส ธมฺโม พหุกาโร, เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ, เอโก ธมฺโม ปริญฺเญยฺโย, เอโก ธมฺโม ปหาตพฺโพ, เอโก ธมฺโม หานภาคิโย, เอโก ธมฺโม วิเสสภาคิโย, เอโก ธมฺโม ทุปฺปฏิวิชฺโฌ, เอโก ธมฺโม อุปฺปาเทตพฺโพ, เอโก ธมฺโม อภิญฺเญยฺโย, เอโก ธมฺโม สจฺฉิกาตพฺโพ.

(ก) กตโม เอโก ธมฺโม พหุกาโร ? อปฺปมาโท กุสเลสุ ธมฺเมสุ. อยํ เอโก ธมฺโม พหุกาโร.

(ข) กตโม เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ ? กายคตาสติ สาตสหคตา. อยํ เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ.

(ค) กตโม เอโก ธมฺโม ปริญฺเญยฺโย ? ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย. อยํ เอโก ธมฺโม ปริญฺเญยฺโย.

(ฆ) กตโม เอโก ธมฺโม ปหาตพฺโพ ? อสฺมิมาโน. อยํ เอโก ธมฺโม ปหาตพฺโพ. (ง) กตโม เอโก ธมฺโม หานภาคิโย ? อโยนิโส มนสิกาโร. อยํ เอโก ธมฺโม หานภาคิโย.

(จ) กตโม เอโก ธมฺโม วิเสสภาคิโย ? โยนิโส มนสิกาโร. อยํ เอโก ธมฺโม วิเสสภาคิโย.

(ฉ) กตโม เอโก ธมฺโม ทุปฺปฏิวิชฺโฌ ? อานนฺตริโก เจโตสมาธิ. อยํ เอโก ธมฺโม ทุปฺปฏิวิชฺโฌ.

(ช) กตโม เอโก ธมฺโม อุปฺปาเทตพฺโพ ? อกุปฺปํ ญาณํ. อยํ เอโก ธมฺโม อุปฺปาเทตพฺโพ.

(ฌ) กตโม เอโก ธมฺโม อภิญฺเญยฺโย ? สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา. อยํ เอโก ธมฺโม อภิญฺเญยฺโย.

(ญ) กตโม เอโก ธมฺโม สจฺฉิกาตพฺโพ ? อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ. อยํ เอโก ธมฺโม สจฺฉิกาตพฺโพ.

อิติ อิเม ทส ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๑ ประการ

ธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๑ ประการที่ควรละ

ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ กายคตาสติ๑ สหรคตด้วยความสำราญ นี้

คือธรรม ๑ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ ผัสสะที่ยังมีอาสวะ มีอุปาทาน

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๑ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อโยนิโสมนสิการ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ โยนิโสมนสิการ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ เจโตสมาธิ อันมีลำดับติดต่อกันไป

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณอันไม่กำเริบ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

ธรรม ๒ ประการ

(ญ) ธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ เจโตวิมุตติ อันไม่กำเริบ

นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๑๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๕๖๓/๕๑
  2. 2ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๑๕/๓
  3. 3ดูเทียบ องฺ.เอกก. (แปล) ๒๐/๒๐/๔
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เทฺว ธมฺมา เทฺว ธมฺมา พหุการา, เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา, เทฺว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, เทฺว ธมฺมา ปหาตพฺพา, เทฺว ธมฺมา หานภาคิยา, เทฺว ธมฺมา วิเสสภาคิยา, เทฺว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, เทฺว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, เทฺว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, เทฺว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม เทฺว ธมฺมา พหุการา ? สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ. อิเม เทฺว ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? สมโถ จ วิปสฺสนา จ. อิเม เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา. (ค) กตเม เทฺว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? นามญฺจ รูปญฺจ. อิเม เทฺว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม เทฺว ธมฺมา ปหาตพฺพา ? อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ. อิเม เทฺว ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม เทฺว ธมฺมา หานภาคิยา ? โทวจสฺสตา จ ปาปมิตฺตตา จ. อิเม เทฺว ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม เทฺว ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? โสวจสฺสตา จ กลฺยาณมิตฺตตา จ. อิเม เทฺว ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม เทฺว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? โย จ เหตุ โย จ ปจฺจโย สตฺตานํ สํกิเลสาย, โย จ เหตุ โย จ ปจฺจโย สตฺตานํ วิสุทฺธิยา. อิเม เทฺว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา.

(ช) กตเม เทฺว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? เทฺว ญาณานิ : ขเย ญาณํ อนุปฺปาเท ญาณํ. อิเม เทฺว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม เทฺว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? เทฺว ธาตุโย : สงฺขตา จ ธาตุ อสงฺขตา จ ธาตุ. อิเม เทฺว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม เทฺว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ. อิเม เทฺว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม วีสติ ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๒ ประการ

ธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๒ ประการที่ควรละ

ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ

๑. สติ (ความระลึกได้)

๒. สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ

๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)

๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ

๑. นาม

๒. รูป

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๒ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ

๑. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง)

๒. ภวตัณหา (ความอยากในภพ)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ

๑. โทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก)

๒. ปาปมิตตตา (ความมีบาปมิตร)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ

๑. โสวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่าง่าย)

๒. กัลยาณมิตตตา (ความมีกัลยาณมิตร)

นี้คือธรรม ๒ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

ธรรม ๒ ประการ

(ฉ) ธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ

๑. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองของสัตว์ทั้งหลาย๒. ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย

นี้คือธรรม ๒ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ ๒ ได้แก่

๑. ขยญาณ (ความรู้ในการสิ้นกิเลส)

๒. อนุปปาทญาณ (ความรู้ในการไม่เกิดกิเลส)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ ธาตุ ๒ ได้แก่

๑. สังขตธาตุ (ธาตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)

๒. อสังขตธาตุ (ธาตุที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ

๑. วิชชา (ความรู้แจ้ง)

๒. วิมุตติ (ความหลุดพ้น)

นี้ คือธรรม ๒ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๒๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๕ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๘๐/๑๒๙
  2. 2ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๖ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๑๗๓/๑๒๗
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๒ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๐/๑๐๗
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๒ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๓ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๕/๑๐๘
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๓ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๖/๑๐๘
  7. 7ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๘ ในเล่มนี้
  8. 8ดูเทียบข้อ ๓๐๔ หน้า ๒๕๘ ในเล่มนี้, องฺ.ทุก. (แปล) ๒๐/๙๑/๑๐๗
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตโย ธมฺมา ตโย ธมฺมา พหุการา, ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา, ตโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, ตโย ธมฺมา ปหาตพฺพา, ตโย ธมฺมา หานภาคิยา, ตโย ธมฺมา วิเสสภาคิยา, ตโย ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, ตโย ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, ตโย ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, ตโย ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม ตโย ธมฺมา พหุการา ? สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ ธมฺมา-นุธมฺมปฏิปตฺติ. อิเม ตโย ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? ตโย สมาธี : สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ, อวิตกฺโก วิจารมตฺโต สมาธิ, อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ. อิเม ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม ตโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? ติสฺโส เวทนา : สุขา เวทนา, ทุกฺขา เวทนา, อทุกฺขมสุขา เวทนา. อิเม ตโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม ตโย ธมฺมา ปหาตพฺพา ? ติสฺโส ตณฺหา : กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา. อิเม ตโย ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม ตโย ธมฺมา หานภาคิยา ? ตีณิ อกุสลมูลานิ : โลโภ อกุสลมูลํ, โทโส อกุสลมูลํ, โมโห อกุสลมูลํ. อิเม ตโย ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม ตโย ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? ตีณิ กุสลมูลานิ : อโลโภ กุสลมูลํ, อโทโส กุสลมูลํ, อโมโห กุสลมูลํ. อิเม ตโย ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม ตโย ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? ติสฺโส นิสฺสรณิยา ธาตุโย : กามานเมตํ นิสฺสรณํ, ยทิทํ เนกฺขมฺมํ; รูปานเมตํ นิสฺสรณํ, ยทิทํ อรูปํ; ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ, นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ. อิเม ตโย ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา.

(ช) กตเม ตโย ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? ตีณิ ญาณานิ : อตีตํสญาณํ อนาคตํสญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนํสญาณํ. อิเม ตโย ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม ตโย ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? ติสฺโส ธาตุโย : กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ. อิเม ตโย ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา. (ญ) กตเม ตโย ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? ติสฺโส วิชฺชา : ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ วิชฺชา, สตฺตานํ จุตูปปาเต ญาณํ วิชฺชา, อาสวานํ ขเย ญาณํ วิชฺชา. อิเม ตโย ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม ตึส ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๓ ประการ

ธรรม ๓ ประการ

ธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๓ ประการที่ควรละ

ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้นธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ

๑. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ)

๒. สัทธัมมัสสวนะ (การฟังพระสัทธรรม)

๓. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สมาธิ ๓ ได้แก่

๑. สมาธิที่มีทั้งวิตก และมีวิจาร

๒. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร

๓. สมาธิที่ไม่มีวิตก และไม่มีวิจาร

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ เวทนา ๓ ได้แก่

๑. สุขเวทนา (ความรู้สึกสุข)

ธรรม ๓ ประการ

๒. ทุกขเวทนา (ความรู้สึกทุกข์)

๓. อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๓ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ ตัณหา ๓ ได้แก่

๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม)

๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ)

๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อกุศลมูล ๓ ได้แก่

๑. อกุศลมูลคือโลภะ (ความอยากได้)

๒. อกุศลมูลคือโทสะ (ความคิดประทุษร้าย)

๓. อกุศลมูลคือโมหะ (ความหลง)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ กุศลมูล ๓ ได้แก่

๑. กุศลมูลคืออโลภะ (ความไม่อยากได้)

๒. กุศลมูลคืออโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย)

๓. กุศลมูลคืออโมหะ (ความไม่หลง)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๓ ได้แก่

๑. ธาตุที่สลัดกามคือเนกขัมมะ

๒. ธาตุที่สลัดรูปคืออรูป

๓. การสลัดสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น สิ่งที่อาศัยกันและ กันเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง คือนิโรธนี้ คือธรรม ๓ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ ๓ ได้แก่

๑. อตีตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต)

๒. อนาคตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต)

๓. ปัจจุปปันนังสญาณ (ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ ธาตุ ๓ ได้แก่

๑. กามธาตุ (ธาตุคือกามภพ)

๒. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปภพ)

๓. อรูปธาตุ (ธาตุคืออรูปภพ)

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

ธรรม ๔ ประการ

(ญ) ธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ วิชชา ๓ ได้แก่

๑. วิชชา คือความหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกถึงชาติก่อนได้

๒. วิชชา คือความหยั่งรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

๓. วิชชา คือความหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๓๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๖ ในเล่มนี้
  2. 2ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๗๓ ในเล่มนี้
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๖ ในเล่มนี้
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๔ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๕๙ ในเล่มนี้
  6. 6เนกขัมมะ ในที่นี้หมายถึงอนาคามิมรรค (ที.ม.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
  7. 7อรูป ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมรรคในอรูปภพ (ที.ม.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
  8. 8นิโรธ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล (ที.ม.อ. ๓๕๓/๒๕๙)
  9. 9ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๖๒ ในเล่มนี้
  10. 10ดูเทียบข้อ ๓๐๕ หน้า ๒๗๕ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

จตฺตาโร ธมฺมา จตฺตาโร ธมฺมา พหุการา, จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา, จตฺตาโร ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, จตฺตาโร ธมฺมา ปหาตพฺพา, จตฺตาโร ธมฺมา หานภาคิยา, จตฺตาโร ธมฺมา วิเสสภาคิยา, จตฺตาโร ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, จตฺตาโร ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, จตฺตาโร ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, จตฺตาโร ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา พหุการา ? จตฺตาริ จกฺกานิ : ปฏิรูปเทสวาโส สปฺปุริสูปสฺสโย(๑) อตฺตสมฺมาปณิธิ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? จตฺตาโร สติปฏฺฐานา : อิธาวุโส ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี ฯเปฯ จิตฺเต จิตตานุปสฺสี ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? จตฺตาโร อาหารา : กพฬึกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา, ผสฺโส ทุติโย, มโนสญฺเจตนา ตติยา, วิญฺญาณํ จตุตฺถํ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา. (ฆ) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา ปหาตพฺพา ? จตฺตาโร โอฆา : กาโมโฆ ภโวโฆ ทิฏฺโฐโฆ อวิชฺโชโฆ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา หานภาคิยา ? จตฺตาโร โยคา : กามโยโค ภวโยโค ทิฏฺฐิโยโค อวิชฺชาโยโค. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? จตฺตาโร วิสญฺโญคา : กามโยค-วิสํโยโค ภวโยควิสํโยโค ทิฏฺฐิโยควิสํโยโค อวิชฺชาโยควิสํโยโค. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา : จตฺตาโร สมาธี : หานภาคิโย สมาธิ, ฐิติภาคิโย สมาธิ, วิเสสภาคิโย สมาธิ, นิพฺเพธภาคิโย สมาธิ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา.

(ช) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? จตฺตาริ ญาณานิ : ธมฺเม ญาณํ, อนฺวเย ญาณํ, ปริเย ญาณํ, สมฺมติยา ญาณํ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? จตฺตาริ อริยสจฺจานิ : ทุกฺขํ อริยสจฺจํ, ทุกฺขสมุทโย(๒) อริยสจฺจํ, ทุกฺขนิโรโธ(๓) อริยสจฺจํ, ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม จตฺตาโร ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? จตฺตาริ สามญฺญผลานิ : โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิผลํ อนาคามิผลํ อรหตฺตผลํ. อิเม จตฺตาโร ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม จตฺตารีสธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม.,สี.,อิ. สปฺปุริสูปนิสฺสโย
  2. 2ฉ.ม.,สี.,อิ. ทุกฺขสมุทยํ
  3. 3ฉ.ม.,สี.,อิ. ทุกฺขนิโรธํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๔ ประการ

ธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๔ ประการที่ควรละ

ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้นธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ จักร ๔ ได้แก่

๑. ปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในถิ่นที่ดี)

๒. สัปปุริสสังเสวะ (การคบหาสัตบุรุษ)

๓. อัตตสัมมาปณิธิ (การตั้งตนไว้ชอบ)

๔. ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในก่อนแล้ว)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้

๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ...

๓. พิจารณาเห็นจิตในจิต ...

๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มี สัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อาหาร ๔ ได้แก่

๑. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด

๒. ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ)

๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา)

๔. วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๔ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ โอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ๔ ได้แก่

๑. กาโมฆะ (โอฆะคือกาม)

๒. ภโวฆะ (โอฆะคือภพ)

๓. ทิฏโฐฆะ (โอฆะคือทิฏฐิ)

๔. อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรละ

ธรรม ๔ ประการ

(ง) ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ โยคะ (เครื่องเกาะเกี่ยว) ๔ ได้แก่

๑. กามโยคะ (โยคะคือกาม)

๒. ภวโยคะ (โยคะคือภพ)

๓. ทิฏฐิโยคะ (โยคะคือทิฏฐิ)

๔. อวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ วิสังโยคะ (ความพราก) ๔ ได้แก่

๑. กามโยควิสังโยคะ (ความพรากจากกามโยคะ)

๒. ภวโยควิสังโยคะ (ความพรากจากภวโยคะ)

๓. ทิฏฐิโยควิสังโยคะ (ความพรากจากทิฏฐิโยคะ)

๔. อวิชชาโยควิสังโยคะ (ความพรากจากอวิชชาโยคะ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ สมาธิ ๔ ได้แก่

๑. หานภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายเสื่อม)

๒. ฐิติภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายดำรง)

๓. วิเสสภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายวิเศษ)

๔. นิพเพธภาคิยสมาธิ (สมาธิฝ่ายชำแรกกิเลส)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ญาณ ๔ ได้แก่

๑. ธัมมญาณ (ความรู้ในธรรม)

๒. อันวยญาณ (ความรู้ในการคล้อยตาม)

๓. ปริยญาณ (ความรู้ในการกำหนดจิตของผู้อื่น)

๔. สัมมติญาณ (ความรู้ในสมมติ)

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่

๑. ทุกขอริยสัจ (อริยสัจคือทุกข์)

๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ (อริยสัจคือเหตุเกิดแห่งทุกข์)

๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ (อริยสัจคือความดับแห่งทุกข์)

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (อริยสัจคือข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับแห่งทุกข์)นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ สามัญญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ได้แก่

๑. โสดาปัตติผล

๒. สกทาคามิผล

๓. อนาคามิผล

๔. อรหัตตผล

นี้ คือธรรม ๔ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๔๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๖ ในเล่มนี้
  2. 2ดูเทียบข้อ ๓๐๖ หน้า ๒๗๖ ในเล่มนี้
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๗ ในเล่มนี้
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๙๒ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๑๒ หน้า ๒๙๒ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๑๐ หน้า ๒๘๕ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเทียบข้อ ๓๑๑ หน้า ๒๘๕ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปญฺจ ธมฺม ปญฺจ ธมฺมา พหุการา, ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา, ปญฺจ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, ปญฺจ ธมฺมา ปหาตพฺพา, ปญฺจ ธมฺมา หานภาคิยา, ปญฺจ ธมฺมา วิเสสภาคิยา, ปญฺจ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, ปญฺจ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, ปญฺจ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, ปญฺจ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม ปญฺจ ธมฺมา พหุการา ? ปญฺจ ปธานิยงฺคานิ : อิธาวุโส ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ. สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ ‘อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา’ติ; อปฺปาพาโธ โหติ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย มชฺฌิมาย ปธานกฺขมาย; อสโฐ โหติ อมายาวี ยถาภูตํ อตฺตานํ อาวีกตฺตา สตฺถริ วา วิญฺญูสุ วา สพฺรหฺมจารีสุ; อารทฺธวีริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย, ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ; ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา. อิเม ปญฺจ ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ : ปีติผรณตา สุขผรณตา เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ปจฺจเวกฺขณนิมิตฺตํ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม ปญฺจ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา. เสยฺยถีทํ ?(๑) รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม ปญฺจ ธมฺมา ปหาตพฺพา ? ปญฺจ นีวรณานิ : กามจฺฉนฺทนีวรณํ พฺยาปาทนีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปหาตพฺพา. (ง) กตเม ปญฺจ ธมฺมา หานภาคิยา ? ปญฺจ เจโตขิลา : อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ. โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ, ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย, ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย; อยํ ปฐโม เจโตขิโล. ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺเม กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ นาธิมุจฺจติ น สมฺปสีทติ ฯเปฯ สํเฆ กงฺขติ ฯเปฯ สิกฺขาย กงฺขติ ฯเปฯ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขิลชาโต. โย โส อาวุโส ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีสุ กุปิโต โหติ อนตฺตมโน อาหตจิตฺโต ขิลชาโต, ตสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย; ยสฺส จิตฺตํ น นมติ อาตปฺปาย อนุโยคาย สาตจฺจาย ปธานาย; อยํ ปญฺจโม เจโตขิโล. อิเม ปญฺจ ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม ปญฺจ ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? ปญฺจินฺทฺริยานิ สทฺธินฺทฺริยํ วีริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม ปญฺจ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? ปญฺจ นิสฺสรณิยา ธาตุโย : อิธาวุโส ภิกฺขุโน กาเม มนสิกโรโต กาเมสุ จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ, เนกฺขมฺมํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต เนกฺขมฺเม จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ, ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ กาเมหิ; เย จ กามปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตา ปริฬาหา, มุตฺโต โส เตหิ; น โส ตํ เวทนํ เวเทติ. อิทมกฺขาตํ กามานํ นิสฺสรณํ. (๑)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน พฺยาปาทํ มนสิกโรโต พฺยาปาเท จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ, อพฺยาปาทํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อพฺยาปาเท จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ, ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ พฺยาปาเทน; เย จ พฺยาปาทปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตา ปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ; น โส ตํ เวทนํ เวเทติ. อิทมกฺขาตํ พฺยาปาทสฺส นิสฺสรณํ. (๒) ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน วิเหสํ มนสิกโรโต วิเหสาย จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ, อวิเหสํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อวิเหสาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ; ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ วิเหสาย; เย จ วิเหสาปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตา ปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ; น โส ตํ เวทนํ เวเทติ. อิทมกฺขาตํ วิเหสาย นิสฺสรณํ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน รูเป มนสิกโรโต รูเปสุ จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ, อรูปํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต อรูเป จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติ, ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ รูเปหิ; เย จ รูปปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตา ปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ; น โส ตํ เวทนํ เวเทติ. อิทมกฺขาตํ รูปานํ นิสฺสรณํ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน สกฺกายํ มนสิกโรโต สกฺกาเย จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ, สกฺกายนิโรธํ โข ปนสฺส มนสิกโรโต สกฺกายนิโรเธ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ วิมุจฺจติม ตสฺส ตํ จิตฺตํ สุคตํ สุภาวิตํ สุวุฏฺฐิตํ สุวิมุตฺตํ วิสํยุตฺตํ สกฺกาเยน; เย จ สกฺกายปจฺจยา อุปฺปชฺชนฺติ อาสวา วิฆาตา ปริฬาหา มุตฺโต โส เตหิ; น โส ตํ เวทนํ เวเทติ. อิทมกฺขาตํ สกฺกายสฺส นิสฺสรณํ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา. (๕)

(ช) กตเม ปญฺจ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? ปญฺจญาณิโก สมฺมาสมาธิ : ‘อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว อายตึ จ สุขวิปาโก’ติ ปจฺจตฺตํเยว ญาณํ อุปฺปชฺชติ. ‘อยํ สมาธิ อริโย นิรามิโส’ติ ปจฺจตฺตญฺเญว ญาณํ อุปฺปชฺชติ. ‘อยํ สมาธิ อกาปุริสเสวิโต’ติ ปจฺจตฺตํเยว ญาณํ อุปฺปชฺชติ. ‘อยํ สมาธิ สนฺโต ปณีโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺโธ(๒) เอโกทิภาวาธิคโต, น จ สสงฺขารนิคฺคยฺห วาริตคโต(๓)’ติ ปจฺจตฺตํเยว ญาณํ อุปฺปชฺชติ. ‘โส โข ปนาหํ อิมํ สมาธึ สโตว สมาปชฺชามิ, สโต วุฏฺฐหามี’ติ ปจฺจตฺตํเยว ญาณํ อุปฺปชฺชติ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา. (ฌ) กตเม ปญฺจ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ : อิธาวุโส ภิกฺขุโน สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี. ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุโน สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี, ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฺปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ, ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ, ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ; อิทํ ปฐมํ วิมุตฺตายตนํ. (๑)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน น เหว โข สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี; อปิ จ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ. ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ, ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ, ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ. อิทํ ทุติยํ วิมุตฺตายตนํ. (๒)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน น เหว โข สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ; อปิ จ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรติ. ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรติ, ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ, ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ, ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ; อิทํ ตติยํ วิมุตฺตายตนํ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน น เหว โข สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรติ; อปิจ โข ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ. ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ, ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ, ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ, ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ; อิทํ จตุตฺถํ วิมุตฺตายตนํ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน น เหว โข สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ, อญฺญตโร วา ครุฏฺฐานิโย สพฺรหฺมจารี, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน ปเรสํ เทเสติ, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรติ, นาปิ ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ มนสานุเปกฺขติ; อปิจ ขฺวสฺส อญฺญตรํ สมาธินิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ โหติ สุมนสิกตํ สูปธาริตํ สุปฺปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย. ยถา ยถา อาวุโส ภิกฺขุโน อญฺญตรํ สมาธินิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ โหติ สุมนสิกตํ สูปธาริตํ สุปฺปฏิวิทฺธํ ปญฺญาย, ตถา ตถา โส ตสฺมึ ธมฺเม อตฺถปฏิสํเวที จ โหติ ธมฺมปฏิสํเวที จ, ตสฺส อตฺถปฏิสํเวทิโน ธมฺมปฏิสํเวทิโน ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ, ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ; อิทํ ปญฺจมํ วิมุตฺตายตนํ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา. (๕)

(ญ) กตเม ปญฺจ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? ปญฺจ ธมฺมกฺขนฺธา : สีลกฺขนฺโธ สมาธิกฺขนฺโธ ปญฺญากฺขนฺโธ วิมุตฺติกฺขนฺโธ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺโธ. อิเม ปญฺจ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม ปญฺญาส ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. ‘เสยฺยถีทนฺ’ติ อิทํ นตฺถิ
  2. 2ฉ. ปฏิปฺปสฺสทฺธลทฺโธ
  3. 3สี.อิ.ก. น จ สสงฺขารนิคฺคยฺหวาริตวโต
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๕ ประการ

ธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๕ ประการที่ควรละ

ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ องค์ของผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและ จรณะ เสด็จไปดี ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้ อย่างยอดเยี่ยม เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’๒. เป็นผู้มีอาพาธน้อย โรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับ ย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ปานกลาง เหมาะ แก่การบำเพ็ญเพียร

๓. เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ทำตนให้เปิดเผยตามความเป็นจริง ในพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย

๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่

๕. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็น ความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความ สิ้นทุกข์โดยชอบ

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สัมมาสมาธิ ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่

๑. มีปีติแผ่ไป

๒. มีสุขแผ่ไป

๓. มีการกำหนดรู้จิตผู้อื่นแผ่ไป

๔. มีแสงสว่างแผ่ไป

๕. ปัจจเวกขณญาณเป็นนิมิต

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อุปาทานขันธ์ (กองแห่งความยึดมั่น) ๕ ได้แก่

๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป)

๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา)

๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา)

๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร)

๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๕ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่

๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)

๒. พยาบาท (ความคิดร้าย)

ธรรม ๕ ประการ

๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)

๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ กิเลสเครื่องตรึงจิตดุจตะปู ๕ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุผู้เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสใน พระศาสดานั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบ เนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของ ภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อ กระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๑๒. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ...

๓. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ...

๔. เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา (ข้อที่จะ ต้องศึกษา) ...

๕. เป็นผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะ (ความคิดประทุษร้าย) กระทบ มีจิตแข็งกระด้างในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย จิตของ ภิกษุผู้โกรธ ไม่พอใจ มีจิตถูกโทสะกระทบ มีจิตแข็งกระด้าง ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร การที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนือง ๆ เพื่อกระทำต่อเนื่อง เพื่อบำเพ็ญเพียร นี้เป็นกิเลสเครื่องตรึงจิต ดุจตะปูประการที่ ๕นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อินทรีย์ ๕ ได้แก่

๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา)

๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ)

๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ)

๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ)

๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๕ ได้แก่

๑. เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มนสิการกามทั้งหลาย จิตของ เธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการเนกขัมมะ จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในเนกขัมมะ จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อน ที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกามเป็นปัจจัย เธอย่อม ไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดกาม ทั้งหลาย๒. เมื่อภิกษุมนสิการพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในพยาบาท แต่เมื่อเธอมนสิการอพยาบาท จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอพยาบาท จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท เธอ

ธรรม ๕ ประการ

หลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดพยาบาท

๓. เมื่อภิกษุมนสิการวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในวิหิงสา แต่เมื่อเธอมนสิการอวิหิงสา จิต ของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอวิหิงสา จิตนั้น ของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสา เธอหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้น เพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มี พระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดวิหิงสา๔. เมื่อภิกษุมนสิการรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่ เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการ

อรูป จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในอรูป จิตนั้นของเธอชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย เธอ หลุดพ้นแล้วจากอาสวะและความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าธาตุที่สลัดรูปทั้งหลาย๕. เมื่อภิกษุมนสิการสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ไม่ เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในสักกายะ แต่เมื่อเธอมนสิการ สักกายนิโรธ (ความดับแห่งสักกายะ) จิตของเธอจึงแล่นไป เลื่อมใส ตั้งอยู่ น้อมไปในสักกายนิโรธ จิตของเธอชื่อว่าเป็น จิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะและ ความเร่าร้อนที่ก่อความคับแค้น ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสักกายะเป็น ปัจจัย เธอย่อมไม่เสวยเวทนานั้น นี้พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ว่าธาตุที่สลัดสักกายะนี้ คือธรรม ๕ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัมมาสมาธิ ประกอบด้วยญาณ ๕ ได้แก่

๑. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า “สมาธินี้มีสุขในปัจจุบัน และ มีสุขเป็นวิบากต่อไป’

๒. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้ เป็นอริยะ ปราศจาก อามิส’

๓. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้มิใช่บุรุษชั่วเสพแล้ว’

๔. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘สมาธินี้ สงบ ประณีต ได้ด้วย ความสงบระงับ บรรลุได้ด้วยภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น และ มิใช่บรรลุได้ด้วยการข่ม(ธรรมที่เป็นข้าศึก) ห้ามกิเลส ด้วย สสังขารจิต’

๕. ญาณย่อมเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ‘เรานั้นมีสติ เข้าสมาธิ และเรา มีสติออกจากสมาธินี้’

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ วิมุตตายตนะ(เหตุแห่งความหลุดพ้น) ๕ ได้แก่

๑. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูแสดง ธรรมแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมใน ธรรมนั้น ตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้ง

ธรรม ๕ ประการ

อยู่ในฐานะครูแสดงธรรมแก่เธอ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อม ตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๑

๒. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แต่ภิกษุแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้ง ธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา ที่เธอ แสดงแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อม เกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อม ตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๒๓.

พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้ สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร แต่ภิกษุ สาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ ตนได้เรียนมา ที่เธอสาธยายโดยพิสดาร เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้ แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อ มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็นวิมุตตายตนะประการที่ ๓๔.

พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้ แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับ มาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยายธรรม ตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร ภิกษุตรึกตาม ตรองตามเพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตน ได้เรียนมา เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมา ที่เธอตรึกตามตรองตามเพ่งตามด้วยใจ เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมี กายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็น วิมุตตายตนะประการที่ ๔

๕. พระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจารีบางรูปผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูไม่ได้ แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้ไปแสดงธรรมตามที่ตนได้ สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร ไม่ได้สาธยาย ธรรมตามที่ตนได้สดับมาตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร และ ไม่ได้ตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้ สดับมาตามที่ตนได้เรียนมา แต่เธอเรียนสมาธินิมิตอย่างใด อย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอดดีด้วยปัญญา เธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรมในธรรมนั้นตามที่เธอได้เรียนสมาธิ นิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาดี มนสิการดี ทรงจำไว้ดี แทงตลอด ดีด้วยปัญญา เมื่อเธอรู้แจ้งอรรถรู้แจ้งธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมีปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ เธอมี กายสงบ ย่อมได้รับสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น นี้เป็น วิมุตตายตนะประการที่ ๕นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่

๑. สีลขันธ์ (กองศีล)

๒. สมาธิขันธ์ (กองสมาธิ)

๓. ปัญญาขันธ์ (กองปัญญา)

๔. วิมุตติขันธ์ (กองวิมุตติ)

๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ (กองวิมุตติญาณทัสสนะ)

นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๕๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๑๗ หน้า ๓๐๖ ในเล่มนี้
  2. 2แสงสว่าง ในที่นี้หมายถึงทิพพจักขุ คือ ตาทิพย์ (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑)
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๑๕ หน้า ๓๐๐ ในเล่มนี้
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๑๕ หน้า ๓๐๑ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๑๙ หน้า ๓๐๘ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๒๐ หน้า ๓๑๐ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเทียบข้อ ๓๒๑ หน้า ๓๑๑-๓๑๒ ในเล่มนี้
  8. 8ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๗/๓๕-๓๖
  9. 9สมาธิ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผลสมาบัติ หรือมรรคสมาธิ (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๗/๙)
  10. 10อามิส ในที่นี้หมายถึงกาม วัฏฏะ และโลก (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๗/๙)
  11. 11มิใช่บุรุษชั่ว ในที่นี้หมายถึงมหาบุรุษมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑)
  12. 12สสังขารจิต แปลว่า จิตที่ถูกสังขารกระตุ้นเตือน ในที่นี้หมายถึงรูปาวจรกุศลจิต และอรูปาวจรกุศลจิต (ที.ปา.อ. ๓๕๕/๒๖๑-๒๖๒, ที.ปา.ฏีกา ๓๕๕/๓๕๙, องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๗/๙, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๒๗/๑๔)
  13. 13ดูเทียบข้อ ๓๒๒ หน้า ๓๑๓-๓๑๔ ในเล่มนี้, องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๖/๓๓-๓๕, ที.ปา.ฏีกา ๓๕๕/๓๕๙
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ฉ ธมฺมา ฉ ธมฺมา พหุการา, ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา, ฉ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, ฉ ธมฺมา ปหาตพฺพา, ฉ ธมฺมา หานภาคิยา, ฉ ธมฺมา วิเสสภาคิยา, ฉ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, ฉ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, ฉ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, ฉ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม ฉ ธมฺมา พหุการา ? ฉ สารณียา ธมฺมา : อิธาวุโส ภิกฺขุโน เมตฺตํ กายกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อาวิ เจว รโห จ; อยํปิ ธมฺโม สารณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ. (๑)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน เมตฺตํ วจีกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ สพฺรหฺมจารีสุ อาวิ เจว รโห จ; อยํปิ ธมฺโม สารณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ. (๒)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน เมตฺตํ มโนกมฺมํ ฯเปฯ เอกีภาวาย สํวตฺตติ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ, เย เต ลาภา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา อนฺตมโส ปตฺตปริยาปนฺนมตฺตํปิ, ตถารูเปหิ ลาเภหิ อปฺปฏิวิภตฺตโภคี โหติ สีลวนฺเตหิ สพฺรหฺมจารีหิ สาธารณโภคี; อยํปิ ธมฺโม สารณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ, ยานิ ตานิ สีลานิ อขณฺฑานิ อจฺฉิทฺทานิ อสพลานิ อกมฺมาสานิ ภุชิสฺสานิ วิญฺญูปสตฺถานิ อปรามฏฺฐานิ สมาธิสํวตฺตนิกานิ, ตถารูเปสุ สีเลสุ สีลสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ เจว รโห จ; อยํปิ ธมฺโม สารณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ. (๕)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ, ยายํ ทิฏฺฐิ อริยา นิยฺยานิกา นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย, ตถารูปาย ทิฏฺฐิยา ทิฏฺฐิสามญฺญคโต วิหรติ สพฺรหฺมจารีหิ อาวิ เจว รโห จ; อยํปิ ธมฺโม สารณีโย ปิยกรโณ ครุกรโณ สงฺคหาย อวิวาทาย สามคฺคิยา เอกีภาวาย สํวตฺตติ. อิเม ฉ ธมฺมา พหุการา. (๖) (ข) กตเม ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ : พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สํฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ. อิเม ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม ฉ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ : จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ มนายตนํ. อิเม ฉ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม ฉ ธมฺมา ปหาตพฺพา ? ฉ ตณฺหากายา : รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา. อิเม ฉ ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม ฉ ธมฺมา หานภาคิยา ? ฉ อคารวา : อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส, ธมฺเม อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส, สํเฆ อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส, สิกฺขาย อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส, อปฺปมาเท อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส, ปฏิสนฺถาเร อคารโว วิหรติ อปฺปติสฺโส. อิเม ฉ ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม ฉ ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? ฉ คารวา : อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถริ สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส, ธมฺเม สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส, สํเฆ ฯเปฯ สิกฺขาย... อปฺปมาเท... ปฏิสนฺถาเร สคารโว วิหรติ สปฺปติสฺโส. อิเม ฉ ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม ฉ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? ฉ นิสฺสรณิยา : ธาตุโย อิธาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย ‘เมตฺตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา, อถ จ ปน เม พฺยาปาโท จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อถ จ ปนสฺส พฺยาปาโท จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส พฺยาปาทสฺส,

ยทิทํ เมตฺตา เจโตวิมุตฺตี’ติ. (๑) อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย ‘กรุณา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา, อถ จ ปน เม วิเหสา จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มา อายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ กรุณาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อถ จ ปนสฺส วิเหสา จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส วิเหสาย, ยทิทํ กรุณา เจโตวิมุตฺตี’ติ. (๒)

อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย ‘มุทิตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา, อถ จ ปน เม อรติ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มา อายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ มุทิตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อถ จ ปนสฺส อรติ จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส อรติยา, ยทิทํ มุทิตา เจโตวิมุตฺตี’ติ. (๓)

อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย ‘อุเปกฺขา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา, อถ จ ปน เม ราโค จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มา อายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ อุเปกฺขาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อถ จ ปนสฺส ราโค จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส ราคสฺส ยทิทํ อุเปกฺขา เจโตวิมุตฺตี’ติ. (๔) อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ

วเทยฺย ‘อนิมิตฺตา หิ โข เม เจโตวิมุตฺติ ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา, อถ จ ปน เม นิมิตฺตานุสาริ วิญฺญาณํ โหตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มา อายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ อนิมิตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อถ จ ปนสฺส นิมิตฺตานุสาริ วิญฺญาณํ ภวิสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส สพฺพนิมิตฺตานํ, ยทิทํ อนิมิตฺตา เจโตวิมุตฺตี’ติ. (๕)

อิธ ปนาวุโส ภิกฺขุ เอวํ วเทยฺย ‘อสฺมีติ โข เม วิคเตม อยมหมสฺมีติ น สมนุปสฺสามิ, อถ จ ปน เม วิจิกิจฺฉากถํกถาสลฺลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐตี’ติ. โส ‘มา เหวนฺ’ติสฺส วจนีโย ‘มา อายสฺมา เอวํ อวจ, มา ภควนฺตํ อพฺภาจิกฺขิ; น หิ สาธุ ภควโต อพฺภกฺขานํ; น หิ ภควา เอวํ วเทยฺย. อฏฺฐานเมตํ อาวุโส อนวกาโส, ยํ อสฺมีติ วิคเต อยมหมสฺมีติ น สมนุปสฺสโต, อถ จ ปนสฺส วิจิกิจฺฉา-กถํกถาสลฺลํ จิตฺตํ ปริยาทาย ฐสฺสติ, เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. นิสฺสรณเญฺหตํ อาวุโส วิจิกิจฺฉากถํกถาสลฺลสฺส, ยทิทํ อสฺมิมานสมุคฺฆาโต. อิเม ฉ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา. (๖)

(ช) กตเม ฉ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? ฉ สตตวิหารา : อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน, อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน. โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน, อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน. อิเม ฉ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม ฉ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? ฉ อนุตฺตริยานิ : ทสฺสนานุตฺตริยํ สวนานุตฺตริยํ ลาภานุตฺตริยํ สิกฺขานุตฺตริยํ ปาริจริยานุตฺตริยํ อนุสฺสตานุตฺตริยํ. อิเม ฉ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม ฉ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? ฉ อภิญฺญา : อิธาวุโส ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ, อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ, เสยฺยถาปิ อากาเส; ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมุชฺชํ กโรติ, เสยฺยถาปิ อุทเก; อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ, เสยฺยถาปิ ปฐวิยํ; อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน จงฺกมติ(๑) เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ; อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปรามสติ ปริมชฺชติ, ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ. (๑)

ทิพฺพาย โสตธาตุยา วิสุทฺธาย อติกฺกนฺตมานุสิกาย อุโภ สทฺเท สุณาติ ทิพฺเพ จ มานุเส จ เย ทูเร สนฺติเก จ. (๒)

ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ, สราคํ วา จิตฺตํ ‘สราคํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, วีตราคํ วา จิตฺตํ ‘วีตราคํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, สโทสํ วาจิตฺตํ ‘สโทสํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, วีตโทสํ วา จิตฺตํ ‘วีตโทสํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, สโมหํ วา จิตฺตํ ‘สโมหํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, วีตโมหํ วา จิตฺตํ ‘วีตโมหํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, สํขิตฺตํ วา จิตฺตํ ‘สํขิตฺตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ ‘วิกฺขิตฺตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, มหคฺคตํ วา จิตฺตํ ‘มหคฺคตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ ‘อมหคฺคตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ ‘สอุตฺตรํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ,

อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ ‘อนุตฺตรํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, สมาหิตํ วา จิตฺตํ ‘สมาหิตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, อสมาหิตํ วา จิตฺตํ ‘อสมาหิตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ ‘วิมุตฺตํ จิตฺตนฺ’ติ ปชานาติ, อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ. (๓) โส อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ. เสยฺยถีทํ ? เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสํปิ ชาติโย ตึสํปิ ชาติโย จตฺตาฬีสํปิ ชาติโย ปญฺญาสํปิ ชาติโย ชาติสตํปิ ชาติสหสฺสํปิ ชาติสตสหสฺสํปิ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป ‘อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต, โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ, ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต, โส ตโต จุโต อิธุปปนฺโน’ติ; อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ. (๔)

ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต, ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ‘อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา, วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา, มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา, อริยานํ อุปวาทกา, มิจฺฉาทิฏฺฐิกา, มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา, เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา; อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา, วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา, มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา, อริยานํ อนุปวาทกา, สมฺมาทิฏฺฐิกา, สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา, เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนา’ติ. อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต, ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ. (๕)

อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐ ว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ. อิเม ฉ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา. (๖)

อิติ อิเม สฏฺฐิ ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. กมติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๖ ประการ

ธรรม ๖ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๖ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๖ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๖ ประการที่ควรละ

ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๖ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๖ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๖ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๖ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๖ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ สารณียธรรม ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. ตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่ แจ้งและในที่ลับ นี้เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้ เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่ วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน๒. ตั้งมั่นเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้ง และในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้ เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่ วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน๓. ตั้งมั่นเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้ง และในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ฯลฯ เป็นไปเพื่อความ สงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน

๔. บริโภคโดยไม่แบ่งแยกลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มา โดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต (อาหารในบาตร) บริโภค รวมกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรม ฯลฯ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน๕. มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ เสมอกันกับ เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ แม้นี้ก็เป็น สารณียธรรมที่ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน๖. มีอริยทิฏฐิ อันเป็นธรรมเครื่องนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ แม้นี้ก็เป็นสารณียธรรมที่ทำให้เป็น ที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อ ความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอัน เดียวกันนี้ คือธรรม ๖ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๖ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ อนุสสติฏฐาน ๖ ได้แก่

๑. พุทธานุสสติ (การระลึกถึงพระพุทธเจ้า)

๒. ธัมมานุสสติ (การระลึกถึงพระธรรม)

๓. สังฆานุสสติ (การระลึกถึงพระสงฆ์)

ธรรม ๖ ประการ

๔. สีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล)

๕. จาคานุสสติ (การระลึกถึงการบริจาค)

๖. เทวตานุสสติ (การระลึกถึงเทวดา)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๖ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่

๑. จักขวายตนะ (อายตนะคือตา)

๒. โสตายตนะ (อายตนะคือหู)

๓. ฆานายตนะ (อายตนะคือจมูก)

๔. ชิวหายตนะ (อายตนะคือลิ้น)

๕. กายายตนะ (อายตนะคือกาย)

๖. มนายตนะ (อายตนะคือใจ)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๖ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ หมวดตัณหา ๖ ได้แก่

๑. รูปตัณหา (ความอยากได้รูป)

๒. สัททตัณหา (ความอยากได้เสียง)

๓. คันธตัณหา (ความอยากได้กลิ่น)

๔. รสตัณหา (ความอยากได้รส)

๕. โผฏฐัพพตัณหา (ความอยากได้โผฏฐัพพะ)

๖. ธัมมตัณหา (ความอยากได้ธรรมารมณ์)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อคารวะ ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระศาสดา

๒. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระธรรม

๓. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในพระสงฆ์

๔. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา

๕. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในความไม่ประมาท

๖. อยู่อย่างไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในปฏิสันถาร

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ คารวะ ๖ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา

๒. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระธรรม

๓. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในพระสงฆ์

๔. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา

๕. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในความไม่ประมาท

๖. อยู่อย่างมีความเคารพ มีความยำเกรงในปฏิสันถาร

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

ธรรม ๖ ประการ

(ฉ) ธรรม ๖ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ ธาตุที่สลัด ๖ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญ เมตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่พยาบาท (ความคิดร้าย) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มี พระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มี พระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้ เจริญเมตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน แล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว

สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไป ไม่ได้เลย เพราะเมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดพยาบาท๒. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญ กรุณาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสา (ความเบียดเบียน) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มี พระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มี พระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ ได้เจริญกรุณาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิหิงสาก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะกรุณาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดวิหิงสา

๓. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญ มุทิตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ (ความไม่ยินดี) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุ ทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มี อายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาค ไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญมุทิตา เจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้ เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว

สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่อรติ ก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะ มุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดอรติ๔. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญ อุเบกขาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ราคะ (ความกำหนัดยินดี) ก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มี พระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มี พระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้ เจริญอุเบกขาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจ ยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภ ดีแล้ว แต่ราคะก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไป ไม่ได้เลย เพราะอุเบกขาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดราคะ

ธรรม ๖ ประการ

๕. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เจริญ อนิมิตตาเจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณของข้าพเจ้าก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึง กล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้ กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะ การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคไม่ตรัส อย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุได้เจริญอนิมิตตา เจโตวิมุตติแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานแล้ว ทำให้เป็น ที่ตั้งแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้ว

สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่วิญญาณ ของภิกษุนั้นก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะ อนิมิตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นธาตุที่สลัดนิมิตทั้งปวง๖. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าปราศจาก อัสมิมานะแล้ว และไม่พิจารณาเห็นว่า ‘เราเป็นนี้’ แต่ลูกศร คือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนเธอว่า ‘อย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวอย่างนี้ ผู้มีอายุ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มี พระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคไม่ดีเลย พระผู้มี พระภาคไม่ตรัสอย่างนี้เลย ผู้มีอายุ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุ ปราศจากอัสมิมานะแล้ว และไม่พิจารณาเห็นว่า ‘เราเป็นนี้’ แต่ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยังครอบงำจิตของภิกษุนั้นอยู่’ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสภาวะที่ถอนอัสมิมานะนี้เป็น ธาตุที่สลัดลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัย’

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๖ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สตตวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิตย์ของพระขีณาสพ) ๖ ได้แก่

๑. เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มี สติสัมปชัญญะอยู่

๒. ฟังเสียงทางหู ...

๓. ดมกลิ่นทางจมูก ...

๔. ลิ้มรสทางลิ้น ...

๕. ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ...

๖. รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๖ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อนุตตริยะ (ยอดเยี่ยม) ๖ ได้แก่

๑. ทัสสนานุตตริยะ (การเห็นอันยอดเยี่ยม)

๒. สวนานุตตริยะ (การฟังอันยอดเยี่ยม)

๓. ลาภานุตตริยะ (การได้อันยอดเยี่ยม)

๔. สิกขานุตตริยะ (การศึกษาอันยอดเยี่ยม)

๕. ปาริจริยานุตตริยะ (การบำรุงอันยอดเยี่ยม)

๖. อนุสสตานุตตริยะ (การระลึกอันยอดเยี่ยม)

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๖ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อภิญญา ๖ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียว แสดงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนแสดงเป็นคนเดียวก็ได้ แสดง ให้ปรากฏ หรือแสดงให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง (และ)ภูเขา

ธรรม ๖ ประการ

ไปได้ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นหรือดำลงในแผ่น ดินเหมือนไปในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำโดยที่น้ำไม่แยกเหมือนเดิน บนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศ เหมือนนกบิน ไปก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้

๒. ภิกษุนั้นได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้ง ที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์

๓. ภิกษุนั้นกำหนดรู้จิตของสัตว์และคนอื่นด้วยจิตของตน คือ จิต มีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือปราศจากราคะก็รู้ว่าปราศจาก ราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ หรือปราศจากโทสะก็รู้ว่า ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ หรือปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าหดหู่ หรือฟุ้งซ่านก็รู้ว่า ฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าเป็นมหัคคตะ หรือไม่เป็น มหัคคตะก็รู้ว่าไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่ามีจิต อื่นยิ่งกว่า หรือไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิต เป็นสมาธิก็รู้ว่าเป็นสมาธิ หรือไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น

หรือไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น๔. ภิกษุนั้น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติ บ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐,๐๐๐ ชาติบ้าง ตลอด สังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้วก็ไปเกิดในภพโน้น ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุข ทุกข์ และมีอายุอย่างนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้วจึงมาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและ ชีวประวัติอย่างนี้

๕. ภิกษุนั้นเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์ เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ‘หมู่สัตว์ที่ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กล่าวร้ายพระ อริยะ มีความเห็นผิด และชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความ เห็นผิด พวกเขาหลังจากตายแล้วจะไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่หมู่สัตว์ที่ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต และ มโนสุจริต ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ มีความเห็นชอบ และ ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ พวกเขาหลังจาก ตายแล้วจะไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ เธอเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง จุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและ เกิดไม่ดี ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมอย่างนี้แล๖. ภิกษุนั้นทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน

นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๖๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๒/๔๒๗-๔๒๘
  2. 2ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  3. 3ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ในที่นี้หมายถึงทั้งต่อหน้าและลับหลัง (ที.ม.อ. ๑๔๑/๑๓๒)
  4. 4ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๒๒ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๒๒ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๒๗ หน้า ๓๒๘ ในเล่มนี้
  8. 8ดูเทียบข้อ ๓๒๓ หน้า ๓๑๕ ในเล่มนี้, สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒/๖
  9. 9ดูเทียบข้อ ๓๒๓ หน้า ๓๑๘ ในเล่มนี้, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๔/๖๐๐
  10. 10ดูเทียบข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๑๙ ในเล่มนี้
  11. 11ดูเทียบข้อ ๓๒๔ หน้า ๓๑๙ ในเล่มนี้, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๓๒/๔๗๘
  12. 12ดูเทียบข้อ ๓๒๕ หน้า ๓๒๕ ในเล่มนี้, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๓/๔๒๙-๔๓๑
  13. 13ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๒๖ หน้า ๓๒๕ ในเล่มนี้
  14. 14ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๒๖ หน้า ๓๒๗ ในเล่มนี้
  15. 15ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๒๖ หน้า ๓๒๘ ในเล่มนี้
  16. 16ดูเทียบข้อ ๓๒๘ หน้า ๓๒๙ ในเล่มนี้
  17. 17ดูเทียบข้อ ๓๒๗ หน้า ๓๒๘ ในเล่มนี้, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๘/๔๑๙-๔๒๐
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สตฺต ธมฺมา สตฺต ธมฺมา พหุการา, สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา, สตฺต ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, สตฺต ธมฺมา ปหาตพฺพา, สตฺต ธมฺมา หานภาคิยา, สตฺต ธมฺมา วิเสสภาคิยา, สตฺต ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, สตฺต ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, สตฺต ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, สตฺต ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม สตฺต ธมฺมา พหุการา ? สตฺต อริยธนานิ : สทฺธาธนํ สีลธนํ หิริธนํ โอตฺตปฺปธนํ สุตธนํ จาคธนํ ปญฺญาธนํ. อิเม สตฺต ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? สตฺต สมฺโพชฺฌงฺคา : สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วีริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค. อิเม สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม สตฺต ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย : สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา; อยํ ปฐมา วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๑)

สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา ปฐมาภินิพฺพตฺตา; อยํ ทุติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๒)

สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา; อยํ ตติยา วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๓)

สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา; อยํ จตุตฺถา(๑) วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๔)

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา ‘อนนฺโต อากาโส’ติ อากาสานญฺจายตนูปคา; อยํ ปญฺจมี วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๕) สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ‘อนนฺตํ วิญฺญาณนฺ’ติ วิญฺญาณญฺจายตนูปคา; อยํ ฉฏฺฐี วิญฺญาณฏฺฐิติ. (๖)

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ‘นตฺถิ กิญฺจี’ติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา; อยํ สตฺตมี วิญฺญาณฏฺฐิติ. อิเม สตฺต ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา. (๗)

(ฆ) กตเม สตฺต ธมฺมา ปหาตพฺพา ? สตฺตานุสยา : กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย. อิเม สตฺต ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม สตฺต ธมฺมา หานภาคิยา ? สตฺต อสทฺธมฺมา : อิธาวุโส ภิกฺขุ อสฺสทฺโธ โหติ, อหิริโก โหติ, อโนตฺตปฺปี โหติ, อปฺปสฺสุโต โหติ, กุสีโต โหติ, มุฏฺฐสฺสติ โหติ, ทุปฺปญฺโญ โหติ. อิเม สตฺต ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม สตฺต ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? สตฺต สทฺธมฺมา : อิธาวุโส ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ, หิริโกฒ๓๒๑ฬ โหติ, โอตฺตปฺปี โหติ, พหุสฺสุโต โหติ, อารทฺธวีริโย โหติ, อุปฏฺฐิตสฺสติ โหติ, ปญฺญวา โหติ. อิเม สตฺต ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม สตฺต ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? สตฺต สปฺปุริสธมฺมา : อิธาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมญฺญู จ โหติ อตฺถญฺญู จ อตฺตญฺญู จ มตฺตญฺญู จ กาลญฺญู จ ปริสญฺญู จ ปุคฺคลญฺญู จ. อิเม สตฺต ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา.

(ช) กตเม สตฺต ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? สตฺต สญฺญา : อนิจฺจสญฺญา อนตฺตสญฺญา อสุภสญฺญา อาทีนวสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา. อิเม สตฺต ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม สตฺต ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ : อิธาวุโส ภิกฺขุ สิกฺขาสมาทาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ สิกฺขาสมาทาเน อวิคตเปโม; ธมฺมนิสนฺติยา ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ ธมฺมนิสนฺติยา อวิคตเปโม; อิจฺฉาวินเย ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ อิจฺฉาวินเย อวิคตเปโม; ปฏิสลฺลาเน ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ ปฏิสลฺลาเน อวิคตเปโม; วีริยารมฺเม ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ วีริยารมฺเม อวิคตเปโม; สติเนปกฺเก ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ สติเนปกฺเก อวิคตเปโม; ทิฏฺฐิปฏิเวเธ ติพฺพจฺฉนฺโท โหติ, อายติญฺจ ทิฏฺฐิปฏิเวเธ อวิคตเปโม. อิเม สตฺต ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม สตฺต ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? สตฺต ขีณาสวพลานิ : อิธาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๑)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๒)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๕)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. (๖)

ปุน จปรํ อาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต. ยํปาวุโส ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต; อิทํปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ, ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ‘ขีณา เม อาสวา’ติ. อิเม สตฺต ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา. (๗)

อิติเม สตฺตติ ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา. ปฐมภาณวาโร นิฏฺฐิโต.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. จตุตฺถี
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๗ ประการ

ธรรม ๗ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๗ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๗ ประการที่ควรละ

ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๗ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๗ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๗ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๗ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๗ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ อริยทรัพย์ ๗ ได้แก่

๑. สัทธาธนะ (ทรัพย์คือศรัทธา)

๒. สีลธนะ (ทรัพย์คือศีล)

๓. หิริธนะ (ทรัพย์คือหิริ)

๔. โอตตัปปธนะ (ทรัพย์คือโอตตัปปะ)

๕. สุตธนะ (ทรัพย์คือสุตะ)

๖. จาคธนะ (ทรัพย์คือจาคะ)

๗. ปัญญาธนะ (ทรัพย์คือปัญญา)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ สัมโพชฌงค์ ๗ ได้แก่

๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้)

๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความ เฟ้นธรรม)

๓. วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร)

๔. ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ)

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบ กายสงบใจ)

๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้ง จิตมั่น)

๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจ เป็นกลาง)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๗ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ วิญญาณฐิติ ๗ ได้แก่

๑. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๑๒. มีสัตว์ทั้งหลายมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นพรหมกายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดใน ปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๒๓. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน คือ พวกเทพชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๓๔. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้ เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔๕. มีสัตว์ทั้งหลายบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณ ฐิติที่ ๕๖. มีสัตว์ทั้งหลายล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุด มิได้” นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๖

ธรรม ๗ ประการ

๗. มีสัตว์ทั้งหลายล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” นี้ เป็นวิญญาณฐิติที่ ๗นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๗ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ อนุสัย ๗ ได้แก่

๑. กามราคานุสัย (อนุสัยคือความกำหนัดในกาม)

๒. ปฏิฆานุสัย (อนุสัยคือความยินร้าย)

๓. ทิฏฐานุสัย (อนุสัยคือความเห็นผิด)

๔. วิจิกิจฉานุสัย (อนุสัยคือความลังเลสงสัย)

๕. มานานุสัย (อนุสัยคือความถือตัว)

๖. ภวราคานุสัย (อนุสัยคือความติดใจในภพ)

๗. อวิชชานุสัย (อนุสัยคือความไม่รู้แจ้ง)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อสัทธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา

๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ

๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ

๔. เป็นผู้มีสุตะน้อย

๕. เป็นผู้เกียจคร้าน

๖. เป็นผู้มีสติหลงลืม

๗. เป็นผู้มีปัญญาทราม

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ สัทธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีศรัทธา

๒. เป็นผู้มีหิริ

๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ

๔. เป็นพหูสูต

๕. เป็นผู้ปรารภความเพียร

๖. เป็นผู้มีสติมั่นคง

๗. เป็นผู้มีปัญญา

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๗ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ สัปปุริสธรรม ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นธัมมัญญู (ผู้รู้จักเหตุ)

๒. เป็นอัตถัญญู (ผู้รู้จักผล)

๓. เป็นอัตตัญญู (ผู้รู้จักตน)

๔. เป็นมัตตัญญู (ผู้รู้จักประมาณ)

๕. เป็นกาลัญญู (ผู้รู้จักเวลา)

๖. เป็นปริสัญญู (ผู้รู้จักชุมชน)

๗. เป็นปุคคลัญญู (ผู้รู้จักบุคคล)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

ธรรม ๗ ประการ

(ช) ธรรม ๗ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๗ ได้แก่

๑. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๒. อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)

๓. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๔. อาทีนวสัญญา (กำหนดหมายทุกข์โทษของกายอันมีความ เจ็บไข้ต่าง ๆ)

๕. ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม ทั้งหลาย)

๖. วิราคสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

๗. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๗ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ นิททสวัตถุ ๗ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขา และไม่ ปราศจากความรักในการสมาทานสิกขาต่อไป๒. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และไม่ ปราศจากความรักในการใคร่ครวญธรรมต่อไป๓. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และไม่ ปราศจากความรักในการกำจัดความอยากต่อไป๔. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และไม่ปราศจาก ความรักในการหลีกเร้นต่อไป

๕. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และไม่ ปราศจากความรักในการปรารภความเพียรต่อไป๖. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในสติปัญญาเครื่องรักษาตน และ ไม่ปราศจากความรักในสติปัญญาเครื่องรักษาตนต่อไป๗. เป็นผู้มีฉันทะอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดทิฏฐิ และไม่ ปราศจากความรักในการแทงตลอดทิฏฐิต่อไปนี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๗ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่

๑. สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพในพระธรรมวินัยนี้เห็น ว่าเป็นสภาวะไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง ข้อที่สังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเป็นสภาวะ ไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง นี้เป็นกำลังของ ภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะ ทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”๒. กามทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุม ถ่านเพลิงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่กาม ทั้งหลายเป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเห็นว่าเปรียบด้วยหลุมถ่าน เพลิงด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง นี้ก็เป็นกำลังของ ภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะ

ทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”๓. จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปในวิเวก โน้มไปใน วิเวก โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติน้อมไปในวิเวก โน้ม ไปในวิเวก โอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก ยินดียิ่งในเนกขัมมะ ปราศจากเงื่อนธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญา ความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”

ธรรม ๗ ประการ

๔. สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ ข้อที่สติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญา ความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”๕. อินทรีย์ ๕ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อ ที่อินทรีย์ ๕ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็เป็น กำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความสิ้น อาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”๖. โพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อ ที่โพชฌงค์ ๗ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว นี้ก็ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพอาศัยปฏิญญาความ สิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเราสิ้นแล้ว”๗. อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญอบรมดีแล้ว แม้ข้อที่อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ภิกษุขีณาสพเจริญ อบรมดีแล้ว นี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพที่ภิกษุขีณาสพ อาศัยปฏิญญาความสิ้นอาสวะทั้งหลายว่า “อาสวะของเรา สิ้นแล้ว”นี้ คือธรรม ๗ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๗๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

ภาณวารที่ ๑ จบ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๓๐ หน้า ๓๓๑ ในเล่มนี้, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๕/๘
  2. 2ดูเทียบข้อ ๓๓๐ หน้า ๓๓๑ ในเล่มนี้
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๓๒ หน้า ๓๓๕-๓๓๖ ในเล่มนี้
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๓๒ หน้า ๓๓๗ ในเล่มนี้, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๑/๑๗
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๓๐ หน้า ๓๓๒ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๓๐ หน้า ๓๓๒-๓๓๓ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเทียบข้อ ๓๓๐ หน้า ๓๓๓ ในเล่มนี้
  8. 8ดูเทียบข้อ ๓๓๑ หน้า ๓๓๔ ในเล่มนี้, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๒/๖๓
  9. 9ดูเทียบข้อ ๓๓๑ หน้า ๓๓๓-๓๓๔ ในเล่มนี้, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๒๔/๑๘๙
  10. 10ดูเชิงอรรถที่ ๔ ข้อ ๓๓๑ หน้า ๓๓๓ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

_______ อฏฺฐ ธมฺมา อฏฺฐ ธมฺมา พหุการา, อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา, อฏฺฐ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, อฏฺฐ ธมฺมา ปหาตพฺพา, อฏฺฐ ธมฺมา หานภาคิยา, อฏฺฐ ธมฺมา วิเสสภาคิยา, อฏฺฐ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, อฏฺฐ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, อฏฺฐ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, อฏฺฐ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา พหุการา : อฏฺฐ เหตู อฏฺฐ ปจฺจยา อาทิพฺรหฺม-จริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตนฺติ. กตเม อฏฺฐ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ สตฺถารํ(๑) อุปนิสฺสาย วิหรติ อญฺญตรํ วา ครุฏฺฐานิยํ สพฺรหฺมจารึ, ยตฺถสฺส ติพฺพํ หิโรตฺตปฺปํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ เปมญฺจ คารโว จ; อยํ ปฐโม เหตุ ปฐโม ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๑)

ตํ โข ปน สตฺถารํ อุปนิสฺสาย วิหรติ, อญฺญตรํ วา ครุฏฺฐานิยํ สพฺรหฺมจารึ, ยตฺถสฺส ติพฺพํ หิโรตฺตปฺปํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ โหติ เปมญฺจ คารโว จ. เต กาเลน กาลํ อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉติ ปริปญฺหติ ‘อิทํ ภนฺเต กถํ ? อิมสฺส โก อตฺโถ’ติ; ตสฺส เต อายสฺมนฺโต อวิวฏญฺเจว วิวรนฺติ, อนุตฺตานีกตญฺจ อุตฺตานึ กโรนฺติ,(๒) อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขาฏฺฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ; อยํ ทุติโย เหตุ ทุติโย ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูรยา สํวตฺตติ. (๒)

ตํ โข ปน ธมฺมํ สุตฺวา ทฺวเยน วูปกาเสน สมฺปาเทติ กายวูปกาเสน จ จิตฺตวูปกาเสน จ; อยํ ตติโย เหตุ ตติโย ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ, ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน, อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ. อยํ จตุตฺโถ เหตุ จตุตฺโถ ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย, เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา, สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ(๓) เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ, ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา; อยํ ปญฺจโม เหตุ ปญฺจโม ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๕)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อารทฺธวีริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ; อยํ ฉฏฺโฐ เหตุ ฉฏฺโฐ ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๖)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต, จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตา; อยํ สตฺตโม เหตุ สตฺตโม ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. (๗)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ อุทยพฺพยานุปสฺสี วิหรติ ‘อิติ รูปํ, อิติ รูปสฺส สมุทโย, อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม; อิติ เวทนา, อิติ เวทนาย สมุทโย, อิติ เวทนาย อตฺถงฺคโม; อิติ สญฺญา, อิติ สญฺญาย สมุทโย, อิติ สญฺญาย อตฺถงฺคโม; อิติ สงฺขารา, อิติ สงฺขารานํ สมุทโย, อิติ สงฺขารานํ อตฺถงฺคโม; อิติ วิญฺญาณํ, อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย, อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโม, อยํ อฏฺฐโม เหตุ อฏฺฐโม ปจฺจโย อาทิพฺรหฺมจริยิกาย ปญฺญาย อปฺปฏิลทฺธาย ปฏิลาภาย ปฏิลทฺธาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตติ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา พหุการา. (๘)

(ข) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค : เสยฺยถีทํ ? สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป, สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว, สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? อฏฺฐ โลกธมฺมา : ลาโภ จ อลาโภ จ ยโส จ อยโส จ นินฺทา จ ปสํสา จ สุขญฺจ ทุกฺขญฺจ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา ปหาตพฺพา ? อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา : มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป, มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว, มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา หานภาคิยา ? อฏฺฐ กุสีตวตฺถูนิ : อิธาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กาตพฺพํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘กมฺมํ โข เม กาตพฺพํ ภวิสฺสติ, กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ปฐมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กตํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข กมฺมํ อกาสึ, กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ทุติยํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คนฺตพฺโพ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘มคฺโค โข เม คนฺตพฺโพ ภวิสฺสติ, มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลมิสฺสติ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ตติยํ กุสีตวตฺถุ. ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คโต โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข มคฺคํ อคมาสึ, มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺตสฺส กาโย กิลนฺโต; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ จตุตฺถํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต น ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต นาลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย กิลนฺโต อกมฺมญฺโญ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ปญฺจมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต อลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย ครุโก อกมฺมญฺโญ; มาสาจิตํ มญฺเญ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ฉฏฺฐํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน โหติ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อุปฺปนฺโน โข เม อยํ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ, อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ ฯเปฯ อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ สตฺตมํ กุสีตวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คิลานาวุฏฺฐิโต โหติ อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คิลานาวุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา, ตสฺส เม กาโย ทุพฺพโล อกมฺมญฺโญ, อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ; หนฺทาหํ นิปชฺชามี’ติ. โส นิปชฺชติ, น วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ อฏฺฐมํ กุสีตวตฺถุ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? อฏฺฐ อารมฺภวตฺถูนิ : อิธาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กาตพฺพํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘กมฺมํ โข เม กาตพฺพํ ภวิสฺสติ, กมฺมํ โข ปน เม กโรนฺเตน น สุกรํ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. โส วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ ปฐมํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา กมฺมํ กตํ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข กมฺมํ อกาสึ, กมฺมํ โข ปนาหํ กโรนฺโต นาสกฺขึ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ ทุติยํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คนฺตพฺโพ โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘มคฺโค โข เม คนฺตพฺโพ ภวิสฺสติ, มคฺคํ โข ปน เม คจฺฉนฺเตน น สุกรํ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ ตติยํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุนา มคฺโค คโต โหติ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข มคฺคํ อคมาสึ, มคฺคํ โข ปนาหํ คจฺฉนฺโต นาสกฺขึ พุทฺธานํ สาสนํ มนสิกาตุํ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ จตุตฺถํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต น ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต นาลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย ลหุโก กมฺมญฺโญ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ ปญฺจมํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต ลภติ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คามํ วา นิคมํ วา ปิณฺฑาย จรนฺโต อลตฺถํ ลูขสฺส วา ปณีตสฺส วา โภชนสฺส ยาวทตฺถํ ปาริปูรึ, ตสฺส เม กาโย พลวา กมฺมญฺโญ; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ ฉฏฺฐํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน อุปฺปนฺโน โหติ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อุปฺปนฺโน โข เม อยํ อปฺปมตฺตโก อาพาโธ; ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ, ยํ เม อาพาโธ ปวฑฺเฒยฺย; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. ฯเปฯ อิทํ สตฺตมํ อารมฺภวตฺถุ.

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ คิลานวุฏฺฐิโต โหติ อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา, ตสฺส เอวํ โหติ ‘อหํ โข คิลานวุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา; ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ, ยํ เม อาพาโธ ปจฺจุทาวตฺเตยฺย; หนฺทาหํ วีริยํ อารภามิ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยายา’ติ. โส วีริยํ อารภติ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อนธิคตสฺส อธิคมาย อสจฺฉิกตสฺส สจฺฉิกิริยาย; อิทํ อฏฺฐมํ อารมฺภวตฺถุ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? อฏฺฐ อกฺขณา อสมยา พฺรหฺมจริยวาสาย : อิธาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ โอปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต, อยญฺจ ปุคฺคโล นิรยํ อุปปนฺโน โหติ; อยํ ปฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย. ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ โอปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต, อยญฺจ ปุคฺคโล ติรจฺฉานโยนึ อุปปนฺโน โหติ; อยํ ทุติโย อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริย-วาสาย.

ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ โอปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต, อยญฺจ ปุคฺคโล เปตฺติวิสยํ อุปปนฺโน โหติ; อยํ ตติโย อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย.

ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ โอปสมิโก ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล อญฺญตรํ ทีฆายุกํ เทวนิกายํ อุปปนฺโน โหติ; อยํ จตุตฺโถ อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย.

ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ มิลกฺเขสุ อวิญฺญาตาเรสุ, ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ; อยํ ปญฺจโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย.

ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ, โส จ โหติ มิจฺฉา-ทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโน ‘นตฺถิ ทินฺนํ, นตฺถิ ยิฏฺฐํ, นตฺถิ หุตํ, นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก, นตฺถิ อยํ โลโก, นตฺถิ ปโร โลโก, นตฺถิ มาตา, นตฺถิ ปิตา, นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา, นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา, เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตี’ติ; อยํ ฉฏฺโฐ อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย. ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ, โส จ โหติ ทุปฺปญฺโญ ชโฬ เอฬมูโค, นปฺปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ; อยํ สตฺตโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย.

ปุน จปรํ อาวุโส ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, ธมฺโม จ เทสิยติ โอปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต, อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ, โส จ โหติ ปญฺญวา อชโฬ อเนฬมูโค, ปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตานํ อตฺถมญฺญาตุํ; อยํ อฏฺฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา.

(ช) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? อฏฺฐ มหาปุริสวิตกฺกา : อปฺปิจฺฉสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม มหิจฺฉสฺส. สนฺตุฏฺฐสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม อสนฺตุฏฺฐสฺส. ปวิวิตฺตสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม สงฺคณิการามสฺส. อารทฺธวีริยสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม กุสีตสฺส. อุปฏฺฐิตสฺสติสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม มุฏฺฐสฺสติสฺส. สมาหิตสฺสายํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม อสมาหิตสฺส. ปญฺญวโต๓๒๕ อยํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม ทุปฺปญฺญสฺส. นิปฺปปญฺจารามสฺสายํ๓๒๖ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม นิปฺปปญฺจรติโน๓๒๗, อิเม อฏฺฐ ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? อฏฺฐ อภิภายตนานิ : อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ ปฐมํ อภิภายตนํ. อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ ทุติยํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ ตติยํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ จตุตฺถํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ. เสยฺยถาปิ นาม อุมาปุปฺผํ นีลํ นีลวณฺณํ นีลนิทสฺสนํ นีลนิภาสํ, เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ นีลํ นีลวณฺณํ นีลนิทสฺสนํ นีลนิภาสํ; เอวเมว อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ ปญฺจมํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ. เสยฺยถาปิ นาม กณิการปุปฺผํ ปีตํ ปีตวณฺณํ ปีตนิทสฺสนํ ปีตนิภาสํ, เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ ปีตํ ปีตวณฺณํ ปีตนิทสฺสนํ ปีตนิภาสํ; เอวเมว อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ ฉฏฺฐํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ. เสยฺยถาปิ นาม พนฺธุชีวกปุปฺผํ โลหิตกํ โลหิตกวณฺณํ โลหิตกนิทสฺสนํ โลหิตกนิภาสํ, เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ โลหิตกํ โลหิตกวณฺณํ โลหิตกนิทสฺสนํ โลหิตกนิภาสํ; เอวเมว อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ สตฺตมํ อภิภายตนํ.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ. เสยฺยถาปิ นาม โอสธิตารกา โอทาตา โอทาตวณฺณา โอทาตนิทสฺสนา โอทาตนิภาสา, เสยฺยถาปิ วา ปน ตํ วตฺถํ พาราณเสยฺยกํ อุภโตภาควิมฏฺฐํ โอทาตํ โอทาตวณฺณํ โอทาตนิทสฺสนํ โอทาตนิภาสํ; เอวเมว อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ, ‘ตานิ อภิภุยฺย ชานามิ ปสฺสามี’ติ เอวํสญฺญี โหติ; อิทํ อฏฺฐมํ อภิภายตนํ. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม อฏฺฐ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? อฏฺฐ วิโมกฺขา : รูปี รูปานิ ปสฺสติ; อยํ ปฐโม วิโมกฺโข.

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี เอโก พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ; อยํ ทุติโย วิโมกฺโข.

สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ; อยํ ตติโย วิโมกฺโข.

สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา ‘อนนฺโต อากาโส’ติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ; อยํ จตุตฺโถ วิโมกฺโข.

สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ‘อนนฺตํ วิญฺญาณนฺ’ติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ; อยํ ปญฺจโม วิโมกฺโข.

สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม ‘นตฺถิ กิญฺจี’ติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ; อยํ ฉฏฺโฐ วิโมกฺโข.

สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ; อยํ สตฺตโม วิโมกฺโข. สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ; อยํ อฏฺฐโม วิโมกฺโข. อิเม อฏฺฐ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม อสีติ ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. สตฺถารํ วา
  2. 2ฉ.ม. อุตฺตานี กโรนติ
  3. 3ฉ.ม. สาตฺถา สพฺยญฺชนา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๘ ประการ

ธรรม ๘ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๘ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๘ ประการที่ควรละ

ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๘ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๘ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๘ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๘ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๘ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญา ที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ คืออะไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ มีความรักและความเคารพอย่างแรงกล้า ในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีบางรูป ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะ ครูที่เธออาศัยอยู่ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๑ เป็นไปเพื่อได้ อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๒. เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ มีความรักและความเคารพอย่างแรงกล้า ในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจารีบางรูป ซึ่งตั้งอยู่ในฐานะ ครูที่เธออาศัยอยู่ เธอเข้าไปหาท่านเหล่านั้นตามเวลาอันควร สอบถามไต่สวนว่า “พระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร เนื้อความ ของพระพุทธพจน์นี้เป็นอย่างไร” ท่านเหล่านั้นจะเปิดเผย ธรรมที่ยังไม่เปิดเผย จะทำให้ง่ายซึ่งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้ง่าย

ธรรม ๘ ประการ

และบรรเทาความสงสัยในธรรมที่น่าสงสัยหลายอย่างแก่เธอ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๒ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหม- จริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็ม ที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๓. ครั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมได้รับความสงบเย็น ๒ ประการคือ (๑) ความสงบเย็นทางกาย (๒) ความสงบเย็นทางจิต นี้เป็น เหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๓ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยก- ปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่ง ปัญญาที่ได้แล้ว

๔. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อม ด้วยอาจาระ (มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัย ในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๔ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหม- จริยกปัญญา ที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว๕. เป็นพหูสูต ทรงสุตะสั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมาก ซึ่งธรรมทั้งหลาย ที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงาม ในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอด ดีด้วยทิฏฐิ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๕ เป็นไปเพื่อได้อาทิ- พรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญ เต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว๖. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๖ เป็นไปเพื่อได้ อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

๗. เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน อย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำ และคำที่พูดแม้นานได้ นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยประการที่ ๗ เป็นไปเพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญา ที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญา ที่ได้แล้ว

๘. ภิกษุพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า ‘รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้ ความ ดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง เวทนาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้ สัญญา เป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้ ความดับแห่ง สัญญาเป็นอย่างนี้ สังขารเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร เป็นอย่างนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นอย่างนี้ วิญญาณเป็น อย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่ง วิญญาณเป็นอย่างนี้’ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยประการที่ ๘ เป็นไป เพื่อได้อาทิพรหมจริยกปัญญาที่ยังไม่ได้ เพื่อภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งปัญญาที่ได้แล้วนี้ คือธรรม ๘ ประการที่มีอุปการะมาก

ธรรม ๘ ประการ

(ข) ธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)

๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)

๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ)

๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)

๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)

๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ)

๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)

๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๘ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ โลกธรรม ๘ ได้แก่

๑. ได้ลาภ ๒. เสื่อมลาภ

๓. ได้ยศ ๔. เสื่อมยศ

๕. นินทา ๖. สรรเสริญ

๗. สุข ๘. ทุกข์

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๘ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ มิจฉัตตธรรม (ธรรมที่ผิด) ๘ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด)

๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด)

๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด)

๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด)

๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)

๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด)

๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด)

๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ กุสีตวัตถุ (เหตุแห่งความเกียจคร้าน) ๘ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ ว่า ‘เราจักต้องทำงาน เมื่อเราทำงานอยู่ กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความ เพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๑๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้ทำงานแล้ว เมื่อเราทำงาน กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๒

๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้อง เดินทาง เมื่อเราเดินทาง กายจักเมื่อยล้า อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๓

ธรรม ๘ ประการ

๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเดินทางแล้ว เมื่อเราเดินทาง กายเมื่อยล้าแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๔

๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ก็ไม่ได้ โภชนะเศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของเรานั้นเมื่อยล้าแล้ว ไม่ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๕๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะ เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว

กาย ของเรานั้นหนัก ไม่ควรแก่การงาน จะเป็นเหมือนถั่วราชมาส ชุ่มด้วยน้ำ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๖๗. ภิกษุเกิดอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิด มีอาพาธขึ้นเล็กน้อย มีข้ออ้างที่จะนอนได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุประการที่ ๗

๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน กาย ของเรานั้นยังอ่อนแอ ไม่ควรแก่การงาน มีข้ออ้างที่จะนอนได้อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน‘เธอจึงนอนเสีย ไม่ปรารภ ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นกุสีตวัตถุ ประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อารัมภวัตถุ (เหตุแห่งการปรารภความเพียร) ๘ ได้แก่

๑. ภิกษุในพระในธรรมวินัยนี้ มีงานที่ต้องทำ เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน การจะใส่ใจคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้ามิใช่ทำได้ง่าย อย่ากระนั้น เลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อ บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ ธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๑๒. ภิกษุทำงานแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทำงานแล้ว เมื่อเราทำงานอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความ เพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง‘เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุ ประการที่ ๒

ธรรม ๘ ประการ

๓. ภิกษุต้องเดินทาง เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราจักต้องเดินทาง การที่เราเดินทางอยู่ จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิใช่ทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งธรรม ที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการ ที่ ๓๔. ภิกษุเดินทางแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้เดินทางแล้ว เมื่อเดินทางอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะใส่ใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง

เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้ แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการ ที่ ๔๕. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ไม่ได้โภชนะ เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ กายของ เรานั้นเบา ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภ ความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภ ความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง

นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๕๖. ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะเศร้าหมอง หรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการ เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราเที่ยวบิณฑบาตตามบ้านหรือนิคม ได้โภชนะ เศร้าหมองหรือประณีตบริบูรณ์เพียงพอตามต้องการแล้ว ร่างกาย ของเรานั้นมีกำลัง ควรแก่การงาน อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภ ความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๖

๗. ภิกษุเกิดมีอาพาธขึ้นเล็กน้อย เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิด มีอาพาธขึ้นเล็กน้อยแล้ว เป็นไปได้ที่อาพาธของเราจะพึงรุนแรง ขึ้น อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรม ที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้ง ธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็นอารัมภวัตถุประการที่ ๗๘. ภิกษุหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เธอมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราหายอาพาธแล้ว แต่หายอาพาธยังไม่นาน เป็น ไปได้ที่อาพาธของเราจะกลับกำเริบขึ้น อย่ากระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุ ธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง’ เธอจึง ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรม ที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ทำให้แจ้ง นี้เป็น อารัมภวัตถุประการที่ ๘นี้ คือธรรม ๘ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๘ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ กาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ได้แก่

๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกนี้แล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน

ธรรม ๘ ประการ

ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้เข้าถึงนรก นี้เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑

๒. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรม ที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่

๓. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรม ที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้เข้าถึงเปรตวิสัย นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓

๔. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้เข้าถึงเทพนิกายที่มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่ง นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๔๕. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว แต่บุคคลนี้เป็น ผู้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท อยู่ในพวกมิลักขะผู้ไม่รู้เดียงสา ที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาผ่านไปมา

นี้ก็ เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ข้อที่ ๕๖. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นมิจฉา ทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชา แล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี และทำชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ก็ไม่มีในโลกนี้’ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่

๖๗. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ฯลฯ แต่บุคคลนี้เป็นผู้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท เป็นคนมี ปัญญาทราม โง่เขลา เป็นคนเซอะ ไม่สามารถจะรู้เนื้อความ แห่งคำสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗๘. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก และไม่ทรงแสดงธรรมที่นำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ ที่พระสุคตทรงประกาศแล้ว ถึงบุคคลนี้จะ กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท และเป็นผู้มีปัญญาไม่โง่เขลา ไม่เป็น คนเซอะ สามารถรู้เนื้อความแห่งคำสุภาษิตและทุพภาษิตได้ นี้ก็ เป็นกาลที่ไม่ใช่ขณะ ไม่ใช่สมัย เพื่อจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ข้อที่ ๘นี้ คือธรรม ๘ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

ธรรม ๘ ประการ

(ช) ธรรม ๘ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ ความตรึกของมหาบุรุษ ๘ ได้แก่

๑. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มักน้อย ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มักมาก

๒. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สันโดษ ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ไม่สันโดษ

๓. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้สงัด ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ยินดีใน การคลุกคลี

๔. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ธรรมของ บุคคลผู้เกียจคร้าน

๕. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้หลงสติ

๖. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มีใจ ไม่ตั้งมั่น

๗. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีปัญญา ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้มี ปัญญาทราม

๘. นี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ยินดีในนิปปปัญจธรรม ผู้พอใจใน นิปปปัญจธรรม ไม่ใช่ธรรมของบุคคลผู้ยินดีในปปัญจธรรม ผู้พอใจในปปัญจธรรม

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๘ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อภิภายตนะ ๘ ได้แก่

๑. ภิกษุรูปหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ขนาด เล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญา อย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๑

๒. ภิกษุรูปหนึ่งมีรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกขนาด ใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่าง นี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๒

๓. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ขนาดเล็ก มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญา อย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๓

๔. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ขนาดใหญ่ มีสีสันดีหรือไม่ดี ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญา อย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๔

๕. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม เปรียบ เหมือนดอกผักตบที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสี เขียวเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าในเมืองพาราณสี อันมี เนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม แม้ฉันใด ภิกษุรูปหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มี สัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๕๖. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง

มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม เปรียบ เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าในเมืองพาราณสี อันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วย ของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม แม้ฉันใด ภิกษุรูปหนึ่งมีอรูปสัญญา ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่เหลือง มีสีเหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม ครอบงำรูป เหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภาย ตนะประการที่ ๖๗. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม

เปรียบเหมือน ดอกชบาที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าในเมืองพาราณสีอันมีเนื้อละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม ฉันใด ภิกษุรูปหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นรูป ทั้งหลายภายนอกที่แดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดง เข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๗๘. บุคคลหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก ที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม เปรียบเหมือน ดาวประกายพรึกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาว เข้ม ฉันใด หรือเปรียบเหมือนผ้าในเมืองพาราณสี อันมีเนื้อ ละเอียดทั้ง ๒ ด้านที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสี ขาวเข้ม แม้ฉันใด ภิกษุรูปหนึ่งมีอรูปสัญญาภายใน ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เห็นรูปทั้งหลายภายนอกที่ขาว มีสีขาว เปรียบด้วย ของขาว มีสีขาวเข้ม ครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีสัญญาอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ นี้เป็นอภิภายตนะประการที่ ๘นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๘ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่

๑. บุคคลผู้มีรูป เห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๑

๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก นี้เป็น วิโมกข์ประการที่ ๒

๓. บุคคลผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ เท่านั้น นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๓

๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหา ที่สุดมิได้’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๔

๕. บุคคลล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๕

๖. บุคคลล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ นี้เป็น วิโมกข์ประการที่ ๖

๗. บุคคลล่วงอากิญจัญญายนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๗

๘. บุคคลล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๘

นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๘๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1สังวรในพระปาติโมกข์ มีอรรถาธิบายแต่ละคำดังนี้ สังวร หมายถึงการไม่ล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา ปาติโมกข์ หมายถึงศีลสิกขาบทที่เป็นเหตุให้ผู้รักษาหลุดพ้นจากทุกข์ (ปาติ=รักษา+โมกขะ = ความหลุด พ้น) (วิสุทฺธิ. ๑/๑๔/๑๗)
  2. 2ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๓๑ หน้า ๓๓๔ ในเล่มนี้
  3. 3ดูเทียบข้อ ๓๓๓ หน้า ๓๔๐ ในเล่มนี้
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๓๗ หน้า ๓๔๘ ในเล่มนี้
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๓๔ หน้า ๓๔๑-๓๔๒ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๓๕ หน้า ๓๔๓-๓๔๔ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเทียบข้อ ๓๔๒ หน้า ๓๕๕ ในเล่มนี้, องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๒๙/๒๗๔
  8. 8ธรรม ในที่นี้หมายถึงสัจจะ ๔ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๒๙/๒๙๘)
  9. 9ปรินิพพาน ในที่นี้หมายถึงความดับกิเลส (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๒๙/๒๔๘)
  10. 10ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๓๔๒ หน้า ๓๕๕ ในเล่มนี้
  11. 11เป็นคนเซอะ แปลจากบาลีว่า ‘เอฬมูโค’ อรรถกถาอธิบายไขความว่า ‘ปคฺฆริตเขฬมูโค’ แปลว่า ‘เป็นใบ้มี น้ำลายไหล’ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๑๑๒/๔๘) หมายถึงใช้ปากพูดได้บ้าง พูดไม่ชัด (สํ.ม.อ. ๓/๒๒๕-๒๓๑/๒๒๓) แต่ในอภิธานปฺปทีปิกาฏีกา อธิบายว่า หมายถึงผู้ไม่ฉลาดพูดไม่ฉลาดฟัง และไม่ฉลาดในภาษาที่จะพูด (วตฺตุ โสตุญฺจ อกุสโล, วจเน จ อกุสโล) ท่านแยกอธิบายไว้ว่า เอโฬ หมายถึง พธิโร (คนหูหนวก) มูโค หมายถึง อวจโน (พูดไม่ได้) หรือหมายถึงคนโอ้อวด (สเฐปิ เอฬมูโค) (อภิธา : ฏีกา คาถา ๗๓๔)
  12. 12นิปปปัญจธรรม ในที่นี้หมายถึงธรรมที่ปราศจากสิ่งปรุงแต่ง คือ มานะ ตัณหา และทิฏฐิ (ที.ปา.อ. ๓๕๘/ ๒๖๔)
  13. 13ดูเทียบข้อ ๓๓๘ หน้า ๓๔๘-๓๕๐ ในเล่มนี้, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๗๓/๑๒๐, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๙/๗๑
  14. 14ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๓๘ หน้า ๓๔๙ ในเล่มนี้
  15. 15ดูเทียบข้อ ๓๓๙ หน้า ๓๕๐ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

นว ธมฺมา นว ธมฺมา พหุการา, นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา, นว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, นว ธมฺมา ปหาตพฺพา, นว ธมฺมา หานภาคิยา, นว ธมฺมา วิเสสภาคิยา, นว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, นว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, นว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, นว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม นว ธมฺมา พหุการา ? นว โยนิโสมนสิการมูลกา ธมฺมา : โยนิโส มนสิกโรโต ปาโมชฺชํ ชายติ, ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ, ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ, ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ, สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ, สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสติ, ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ, นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ. อิเม นว ธมฺมา พหุการา.

(ข) กตเม นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? นว ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคานิ : สีลวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, จิตฺตวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, ปญฺญาวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ, วิมุตฺติวิสุทฺธิ ปาริสุทฺธิปธานิยงฺคํ. อิเม นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม นว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? นว สตฺตาวาสา : สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา, อยํ ปฐโม สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา นานตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา พฺรหฺมกายิกา ปฐมาภินิพฺพตฺตา; อยํ ทุติโย สตฺตาวาโส. สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา นานตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา อาภสฺสรา; อยํ ตติโย สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา เอกตฺตกายา เอกตฺตสญฺญิโน, เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา; อยํ จตุตฺโถ สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา อสญฺญิโน อปฺปฏิสํเวทิโน, เสยฺยถาปิ เทวา อสญฺญสตฺตา; อยํ ปญฺจโม สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา “อนนฺโต อากาโส”ติ อากาสานญฺจายตนูปคา; อยํ ฉฏฺโฐ สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “อนนฺตํ วิญฺญาณนฺ”ติ วิญฺญาณญฺจายตนูปคา; อยํ สตฺตโม สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “นตฺถิ กิญฺจี”ติ อากิญฺจญฺญายตนูปคา; อยํ อฏฺฐโม สตฺตาวาโส.

สนฺตาวุโส สตฺตา สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานา สญฺญายตนูปคา; อยํ นวโม สตฺตาวาโส. อิเม นว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม นว ธมฺมา ปหาตพฺพา ? นว ตณฺหามูลิกา(๑) ธมฺมา : ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา, ปริเยสนํ ปฏิจฺจ ลาโภ, ลาภํ ปฏิจฺจ วินิจฺฉโย, วินิจฺฉยํ ปฏิจฺจ ฉนฺทราโค, ฉนฺทราคํ ปฏิจฺจ อชฺโฌสานํ, อชฺโฌสานํ ปฏิจฺจ ปริคฺคโห, ปริคฺคหํ ปฏิจฺจ มจฺฉริยํ, มจฺฉริยํ ปฏิจฺจ อารกฺโข, อารกฺขาธิกรณํ(๒) ทณฺฑาทานสตฺถาทานกลหวิคฺคหวิวาทตุวํตุวํเปสุญฺญมุสาวาทา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ. อิเม นว ธมฺมา ปหาตพฺพา. (ง) กตเม นว ธมฺมา หานภาคิยา ? นว อาฆาตวตฺถูนิ : “อนตฺถํ เม อจรี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “อนตฺถํ เม จรตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “อนตฺถํ เม จริสฺสตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจรี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ จรตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ จริสฺสตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจรี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ จรตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ จริสฺสตี”ติ อาฆาตํ พนฺธติ. อิเม นว ธมฺมา หานภาคิยา.

(จ) กตเม นว ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? นว อาฆาตปฏิวินยา : “อนตฺถํ เม อจรีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “อนตฺถํ เม จรตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “อนตฺถํ เม จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ อจรีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ จรตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “ปิยสฺส เม มนาปสฺส อนตฺถํ จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ อจรีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ จรตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ, “อปฺปิยสฺส เม อมนาปสฺส อตฺถํ จริสฺสตีติ ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา”ติ อาฆาตํ ปฏิวิเนติ. อิเม นว ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม นว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? นว นานตฺตา : ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ, ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เวทนานานตฺตํ, เวทนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺญานานตฺตํ, สญฺญานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สงฺกปฺปนานตฺตํ, สงฺกปฺปนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทนานตฺตํ, ฉนฺทนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริฬาหนานตฺตํ, ปริฬาหนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริเยสนานานตฺตํ, ปริเยสนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ลาภนานตฺตํ. อิเม นว ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา. (ช) กตเม นว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? นว สญฺญา : อสุภสญฺญา มรณสญฺญา อาหาเรปฏิกูลสญฺญา สพฺพโลเกอนภิรตสญฺญา(๓) อนิจฺจสญฺญา อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา. อิเม นว ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม นว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? นว อนุปุพฺพวิหารา : อิธาวุโส ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ, ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ “อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารี”ติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ.

สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา “อนนฺโต อากาโส”ติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “อนนฺตํ วิญฺญาณนฺ”ติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “นตฺถิ กิญฺจี”ติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. อิเม นว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม นว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? นว อนุปุพฺพนิโรธา : ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส กามสญฺญา นิรุทฺธา โหติ, ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา นิรุทฺธา โหนฺติ, ตติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส ปีติ นิรุทฺธา โหติ, จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา นิรุทฺธา โหนฺติ, อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา นิรุทฺธา โหติ, วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ, อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ, เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ, สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ นิรุทฺธา โหนฺติ. อิเม นว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม นวุติ ธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. ตณฺหามูลกา
  2. 2อิ.ก. อารกฺขาธิกรณํ ปฏิจฺจ
  3. 3ฉ.ม. สพฺพโลเกอนภิรติสญฺญา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๙ ประการ

ธรรม ๙ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๙ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๙ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๙ ประการที่ควรละ

ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๙ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๙ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๙ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๙ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๙ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ ธรรมมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ ได้แก่

๑. บุคคลมนสิการโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด

๒. เมื่อมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด

ธรรม ๙ ประการ

๓. เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ

๔. ผู้มีกายสงบ ย่อมได้รับสุข

๕. เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

๖. เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง

๗. เมื่อรู้ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายได้เอง

๘. เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

๙. เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๙ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ ได้แก่

๑. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือสีลวิสุทธิ (ความหมดจด แห่งศีล)

๒. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือจิตตวิสุทธิ (ความหมดจด แห่งจิต)

๓. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจด แห่งทิฏฐิ)

๔. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือกังขาวิตรณวิสุทธิ (ความ หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย)๕. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือมัคคามัคคญาณทัสสน วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง)๖. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นทางดำเนิน)

๗. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือญาณทัสสนวิสุทธิ (ความ หมดจดแห่งญาณทัสสนะ)

๘. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือปัญญาวิสุทธิ (ความ หมดจดแห่งปัญญา)

๙. องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ คือวิมุตติวิสุทธิ (ความหมดจด แห่งความหลุดพ้น)

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๙ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ สัตตาวาส ๙ ได้แก่

๑. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน คือ มนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกะบางพวก นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๑๒. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นพรหมกายิกา (เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหม) เกิดใน ปฐมฌาน นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๒๓. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน คือ พวกเทพชั้นอาภัสสระ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๓

๔. มีสัตว์ทั้งหลายผู้มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน คือ พวกเทพชั้นสุภกิณหะ (เทพผู้เต็มไปด้วยความงดงาม) นี้เป็น สัตตาวาสที่ ๔๕. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ คือ พวกเทพชั้น อสัญญีสัตตพรหม นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๕

๖. มีสัตว์ทั้งหลายผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได้’ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๖๗. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุด มิได้’ นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๗๘. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ นี้เป็น สัตตาวาสที่ ๘

ธรรม ๙ ประการ

๙. มีสัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงอากิญจัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นี้เป็นสัตตาวาสที่ ๙นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๙ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ได้แก่

๑. เพราะอาศัยตัณหา ปริเยสนา (การแสวงหา) จึงเป็นไป

๒. เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ(การได้) จึงเป็นไป

๓. เพราะอาศัยลาภะ วินิจฉยะ (การกำหนด) จึงเป็นไป

๔. เพราะอาศัยวินิจฉยะ ฉันทราคะ (ความกำหนดด้วยอำนาจ ความพอใจ) จึงเป็นไป

๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ อัชโฌสานะ (ความหมกมุ่นฝังใจ) จึง เป็นไป

๖. เพราะอาศัยอัชโฌสานะ ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง) จึง เป็นไป

๗. เพราะอาศัยปริคคหะ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) จึงเป็นไป

๘. เพราะอาศัยมัจฉริยะ อารักขะ (ความหวงกั้น) จึงเป็นไป

๙. เพราะอาศัยอารักขะเป็นเหตุ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนก ที่เกิดขึ้น จากการถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวขึ้นเสียงว่า ‘มึง มึง’ และการพูดเท็จ จึง เป็นไปนี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อาฆาตวัตถุ (เหตุผูกอาฆาต) ๙ ได้แก่

๑. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’

๒. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’

๓. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา’

๔. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา’

๕. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา’

๖. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา’

๗. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนผู้ ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’

๘. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’

๙. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคล ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา’

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ อุบายเป็นเครื่องกำจัดอาฆาต ๙ ได้แก่

๑. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน‘

ธรรม ๙ ประการ

๒. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้ แต่ที่ไหน’๓. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’๔. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’๕. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

แก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’๖. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้แต่ที่ไหน’๗. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้ที่ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้ แต่ที่ไหน’๘. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้กำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้ แต่ที่ไหน’๙. บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตว่า ‘ผู้นี้จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คน ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรานั้น จะหาได้ในผู้นี้ แต่ที่ไหน’นี้ คือธรรม ๙ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๙ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ นานัตตะ (สภาวะที่ต่างกัน) ๙ ได้แก่

๑. ความต่างกันแห่งธาตุ

๒. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งธาตุ ความต่างกันแห่งผัสสะ จึงเกิดขึ้น

๓. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งผัสสะ ความต่างกันแห่งเวทนา จึงเกิดขึ้น

๔. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งเวทนา ความต่างกันแห่งสัญญา จึงเกิดขึ้น

๕. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งสัญญา ความต่างกันแห่งความ ดำริจึงเกิดขึ้น

๖. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความดำริ ความต่างกันแห่ง ความพอใจจึงเกิดขึ้น

๗. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความพอใจ ความต่างกันแห่ง ความเร่าร้อนจึงเกิดขึ้น

๘. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งความเร่าร้อน ความต่างกันแห่ง การแสวงหาจึงเกิดขึ้น

๙. เพราะอาศัยความต่างกันแห่งการแสวงหา ความต่างกันแห่ง การได้จึงเกิดขึ้น

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

(ช) ธรรม ๙ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๙ ได้แก่

๑. อสุภสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๒. มรณสัญญา (ความกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็น ธรรมดา)

๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (ความกำหนดหมายความปฏิกูลใน อาหาร)

๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่น่า เพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)

๕. อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความ ไม่เที่ยงแห่งสังขาร )

๗. ทุกเข อนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นอนัตตาใน ความเป็นทุกข์)

๘. ปหานสัญญา (ความกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาป ธรรมทั้งหลาย)

๙. วิราคสัญญา (ความกำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียด ประณีต)

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๙ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ อนุปุพพวิหาร ๙ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

๒. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใส ในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่๓. เพราะปีติจางคลายไป มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’๔. เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน แล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์และสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขาอยู่๕. บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุด มิได้’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนด นานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง๖. ล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่๗. ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญ จัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่

๘. ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนว สัญญานาสัญญายตนฌานอยู่

๙. ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๙ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ได้แก่

๑. กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌานดับไป

๒. วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานดับไป

๓. ปีติของผู้เข้าตติยฌานดับไป

๔. ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของผู้เข้าจตุตถฌานดับไป

๕. รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌานดับไป

๖. อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ดับไป

๗. วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ดับไป

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๔๑ หน้า ๓๕๔-๓๕๕ ในเล่มนี้, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๒๗/๗๒, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๔/๖๗
  2. 2ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๐๓/๖๑, องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๒๓/๔๘๐
  3. 3ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๐๓/๖๑
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๔๐ หน้า ๓๕๒ ในเล่มนี้, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๗๙/๑๗๗-๑๗๘
  5. 5ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๐ หน้า ๓๕๒ ในเล่มนี้
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๔๐ หน้า ๓๕๓ ในเล่มนี้
  7. 7ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๐ หน้า ๓๕๓ ในเล่มนี้
  8. 8ธาตุ ในที่นี้หมายถึงธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุ เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๓๕๙/๒๖๕)
  9. 9ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๑๖/๔๖๕
  10. 10ดูเทียบข้อ ๓๔๓ หน้า ๓๕๗ ในเล่มนี้, องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๓๓/๔๙๕
  11. 11ดูเทียบข้อ ๓๔๔ หน้า ๓๕๘ ในเล่มนี้, องฺ.นวก. (แปล) ๒๓/๓๑/๔๙๑
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ทส ธมฺมา “ทส ธมฺมา พหุการา, ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา, ทส ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา, ทส ธมฺมา ปหาตพฺพา, ทส ธมฺมา หานภาคิยา, ทส ธมฺมา วิเสสภาคิยา, ทส ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา, ทส ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา, ทส ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา, ทส ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

(ก) กตเม ทส ธมฺมา พหุการา ? ทส นาถกรณา ธมฺมา : อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน, อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ. ยํปาวุโส ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปาติโมกฺข-สํวรสํวุโต วิหรติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน, อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๑) ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย, เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา, สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ, ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา. ยํปาวุโส ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ ฯเปฯ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๒)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ กลฺยาณมิตฺโต โหติ กลฺยาณสหาโย กลฺยาณสมฺปวงฺโก. ยํปาวุโส ภิกฺขุ กลฺยาณมิตฺโต โหติ กลฺยาณสหาโย กลฺยาณสมฺปวงฺโก; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๓)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สุวโจ โหติ โสวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขโม ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ. ยํปาวุโส ภิกฺขุ สุวโจ โหติ โสวจสฺสกรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ขโม ปทกฺขิณคฺคาหี อนุสาสนึ; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๔)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ, ยานิ ตานิ สพฺรหฺมจารีนํ อุจฺจาวจานิ กึกรณียานิ, ตตฺถ ทกฺโข โหติ อนลโส, ตตฺรุปายาย วีมํสาย สมนฺนาคโต, อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุํ. ยํปาวุโส ภิกฺขุ, ยานิ ตานิ สพฺรหฺมจารีนํ อุจฺจาวจานิ กึกรณียานิ, ตตฺถ ทกฺโข โหติ อนลโส, ตตฺรุปายาย วีมํสาย สมนฺนาคโต, อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุํ; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๕)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมกาโม โหติ ปิยสมุทาหาโร อภิธมฺเม อภิวินเย อุฬารปาโมชฺโช; ยํปาวุโส ภิกฺขุ ธมฺมกาโม โหติ ปิยสมุทาหาโร อภิธมฺเม อภิวินเย อุฬารปาโมชฺโช; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๖)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ. ยํปาวุโส ภิกฺขุ สนฺตุฏฺโฐ โหติ อิตรีตเรหิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรหิ; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๗)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ อารทฺธวีริโย วิหรติ กุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย, ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ. ยํปาวุโส ภิกฺขุ กุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย, ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๘) ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต, จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตา. ยํปาวุโส ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต, จิรกตํปิ จิรภาสิตํปิ สริตา อนุสฺสริตา; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. (๙)

ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต, อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา. ยํปาวุโส ภิกฺขุ ปญฺญวา โหติ ฯเปฯ สมฺมาทุกฺขกฺขยคามินิยา; อยํปิ ธมฺโม นาถกรโณ. อิเม ทส ธมฺมา พหุการา. (๑๐)

(ข) กตเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา ? ทส กสิณายตนานิ : ปฐวีกสิณเมโก สญฺชานาติ : อุทฺธํ อโธ ติริยํ อทฺวยํ อปฺปมาณํ, อาโปกสิณเมโก สญฺชานาติ : ฯเปฯ เตโชกสิณเมโก สญฺชานาติ. วาโยกสิณเมโก สญฺชานาติ. นีลกสิณเมโก สญฺชานาติ. ปีตกสิณเมโก สญฺชานาติ. โลหิตกสิณเมโก สญฺชานาติ. โอทาตกสิณเมโก สญฺชานาติ. อากาสกสิณเมโก สญฺชานาติ. วิญฺญาณกสิณเมโก สญฺชานาติ : อุทฺธํ อโธ จ ติริยํ อทฺวยํ อปฺปมาณํ. อิเม ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา.

(ค) กตเม ทส ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ? ทสายตนานิ : จกฺขายตนํ รูปายตนํ โสตายตนํ สทฺทายตนํ ฆานายตนํ คนฺธายตนํ ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ. อิเม ทส ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา.

(ฆ) กตเม ทส ธมฺมา ปหาตพฺพา ? ทส มิจฺฉตฺตา : มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาสงฺกปฺโป มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺโต มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาวายาโม มิจฺฉาสติ มิจฺฉาสมาธิ มิจฺฉาญาณํ มิจฺฉาวิมุตฺติ. อิเม ทส ธมฺมา ปหาตพฺพา.

(ง) กตเม ทส ธมฺมา หานภาคิยา ? ทส อกุสลกมฺมปถา : ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อภิชฺฌา พฺยาปาโท มิจฺฉาทิฏฺฐิ. อิเม ทส ธมฺมา หานภาคิยา. (จ) กตเม ทส ธมฺมา วิเสสภาคิยา ? ทส กุสลกมฺมปถา : ปาณาติปาตา เวรมณี, อทินฺนาทานา เวรมณี, กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี, มุสาวาทา เวรมณี, ปิสุณาย วาจาย เวรมณี, ผรุสาย วาจาย เวรมณี, สมฺผปฺปลาปา เวรมณี, อนภิชฺฌา, อพฺยาปาโท, สมฺมาทิฏฺฐิ. อิเม ทส ธมฺมา วิเสสภาคิยา.

(ฉ) กตเม ทส ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา ? ทส อริยวาสา : อิธาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ, ฉฬงฺคสมนฺนาคโต, เอการกฺโข, จตุราปสฺเสโน, ปณุนฺนปจฺเจกสจฺโจ, สมวยสฏฺเฐสโน, อนาวิลสงฺกปฺโป, ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร, สุวิมุตฺตจิตฺโต, สุวิมุตฺตปญฺโญ.

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุโน กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ, พฺยาปาโท ปหีโน โหติ, ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ, อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ, วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน โหติ. (๑)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ฉฬงฺคสมนฺนาคโต โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน, อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน. โสเตน สทฺทํ สุตฺวา. ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา. ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา. กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา. มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน, อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ฉฬงฺคสมนฺนาคโต โหติ. (๒)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ เอการกฺโข โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ สตารกฺเขน เจตสา สมนฺนาคโต โหติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ เอการกฺโข โหติ. (๓)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ จตุราปสฺเสโน โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ, สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ, สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ, สงฺขาเยกํ วิโนเทติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ จตุราปสฺเสโน โหติ. (๔) กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปนุนฺนปจฺเจกสจฺโจ โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุโน ยานิ ตานิ ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปุถุปจฺเจกสจฺจานิ, สพฺพานิ ตานิ นุนฺนานิ โหนฺติ ปนุนฺนานิ จตฺตานิ วนฺตานิ มุตฺตานิ ปหีนานิ ปฏินิสฺสฏฺฐานิ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปนุนฺนปจฺเจกสจฺโจ โหติ. (๕)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุโน กาเมสนา ปหีนา โหติ, ภเวสนา ปหีนา โหติ, พฺรหฺมจริเยสนา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สมวยสฏฺเฐสโน โหติ. (๖)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ อนาวิลสงฺกปฺโป โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุโน กามสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ, พฺยาปาทสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ, วิหึสาสงฺกปฺโป ปหีโน โหติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ อนาวิลสงฺกปฺโป โหติ. (๗)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพ ว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ ปสฺสทฺธกายสงฺขาโร โหติ. (๘)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตจิตฺโต โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุโน ราคา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ, โทสา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ, โมหา จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตจิตฺโต โหติ. (๙)

กถญฺจาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตปญฺโญ โหติ ? อิธาวุโส ภิกฺขุ “ราโค เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํกโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม”ติ ปชานาติ. “โทโส เม ปหีโน ฯเปฯ โมโห เม ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํกโต อายตึ อนุปฺปาทธมฺโม”ติ ปชานาติ. เอวํ โข อาวุโส ภิกฺขุ สุวิมุตฺตปญฺโญ โหติ. อิเม ทส ธมฺมา ทุปฺปฏิวิชฺฌา. (๑๐) (ช) กตเม ทส ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา ? ทส สญฺญา : อสุภสญฺญา มรณสญฺญา อาหาเรปฏิกูลสญฺญา สพฺพโลเกอนภิรติสญฺญา อนิจฺจสญฺญา อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา ปหานสญฺญา วิราคสญฺญา นิโรธสญฺญา. อิเม ทส ธมฺมา อุปฺปาเทตพฺพา.

(ฌ) กตเม ทส ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ? ทส นิชฺชรวตฺถูนิ : สมฺมาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ นิชฺชิณฺณา โหติ; เย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาสงฺกปฺปสฺส มิจฺฉาสงฺกปฺโป นิชฺชิณฺโณ โหติ, เย จ มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาสงฺกปฺปปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาวาจสฺส มิจฺฉาวาจา นิชฺชิณฺณา โหติ; เย จ มิจฺฉาวาจาปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาวาจาปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมากมฺมนฺตสฺส มิจฺฉากมฺมนฺโต นิชฺชิณฺโณ โหติ; เย จ มิจฺฉากมฺมนฺตปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมากมฺมนฺตปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาอาชีวสฺส มิจฺฉาอาชีโว นิชฺชิณฺโณ โหติ; เย จ มิจฺฉาอาชีวปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาอาชีวปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาวายามสฺส มิจฺฉาวายาโม นิชฺชิณฺโณ โหติ; เย จ มิจฺฉาวายามปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาวายามปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ. สมฺมาสติสฺส มิจฺฉาสติ นิชฺชิณฺณา โหติ; เย จ มิจฺฉาสติปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาสติปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาสมาธิสฺส มิจฺฉาสมาธิ นิชฺชิณฺโณ โหติ; เย จ มิจฺฉาสมาธิปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาสมาธิปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาญาณสฺส มิจฺฉาญาณํ นิชฺชิณฺณํ โหติ; เย จ มิจฺฉาญาณปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาญาณปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ.

สมฺมาวิมุตฺติสฺส มิจฺฉาวิมุตฺติ นิชฺชิณฺณา โหติ; เย จ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ, เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ; สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ. อิเม ทส ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา.

(ญ) กตเม ทส ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ? ทส อเสกฺขา ธมฺมา : อเสกฺขา สมฺมาทิฏฺฐิ, อเสกฺโข สมฺมาสงฺกปฺโป, อเสกฺขา สมฺมาวาจา, อเสกฺโข สมฺมากมฺมนฺโต, อเสกฺโข สมฺมาอาชีโว, อเสกฺโข สมฺมาวายาโม, อเสกฺขา สมฺมาสติ, อเสกฺโข สมฺมาสมาธิ, อเสกฺขํ สมฺมาญาณํ, อเสกฺขา สมฺมาวิมุตฺติ. อิเม ทส ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา.

อิติ อิเม สตธมฺมา ภูตา ตจฺฉา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมฺมา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธาติ. อิทมโวจ อายสฺมา สารีปุตฺโต. อตฺตมนา เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ. ทสุตฺตรสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ เอกาทสมํ. ปาฏิกวคฺโค(๑) นิฏฺฐิโต. ตสฺสุทฺทานํ

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. ปาถิกวคฺโค
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ธรรม ๑๐ ประการ

๘. อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ดับไป

๙. สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธดับไป

นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๙๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้

ธรรม ๑๐ ประการ

ธรรม ๑๐ ประการที่มีอุปการะมาก ธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญ

ธรรม ๑๐ ประการที่ควรกำหนดรู้ ธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ

ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่าย คุณวิเศษ

ธรรม ๑๐ ประการที่แทงตลอดได้ยาก ธรรม ๑๐ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

ธรรม ๑๐ ประการที่ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๑๐ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

(ก) ธรรม ๑๐ ประการที่มีอุปการะมาก คืออะไร

คือ นาถกรณธรรม (ธรรมเครื่องกระทำที่พึ่ง) ๑๐ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อม ด้วยอาจาระ(มารยาท)และโคจร(การเที่ยวไป) มีปกติเห็นภัย ในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยสังวรในพระปาติโมกข์ เพียบพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้ เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายนี้เป็นนาถ กรณธรรม๒. เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ฟังมากซึ่งธรรม ทั้งหลายที่มีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและ พยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน แล้วทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ แม้การที่ภิกษุเป็นพหูสูต ฯลฯ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๓. เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

๔. เป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อดทน รับฟัง คำพร่ำสอนโดยเคารพ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๕. เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงาน สูงและงานต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญา เป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกัน ทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องช่วยกันทำทั้งงานสูงและงาน ต่ำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาเป็น เครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในการงานที่จะต้องช่วยกันทำนั้น

สามารถทำได้ สามารถจัดได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๖. เป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็นที่พอใจ มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม เป็นผู้ฟังและผู้แสดงธรรมอันเป็น ที่พอใจ มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในพระอภิธรรม ในพระอภิวินัย นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม๗. เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชชบริขารตามแต่จะได้ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารตามแต่ จะได้ นี้ก็เป็นนาถกรณธรรม

ธรรม ๑๐ ประการ

๘. เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศล ธรรมทั้งหลายอยู่ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อ ละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมเกิด มีความเข้มแข็ง มีความ บากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ นี้ก็เป็น นาถกรณธรรม๙. เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน อย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ แม้การที่ ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติปัญญาเป็นเครื่องรักษา ตนอย่างยิ่ง ระลึกถึงสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้ นี้ก็เป็น นาถกรณธรรม๑๐. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึง ความสิ้นทุกข์โดยชอบ แม้การที่ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็น นาถกรณธรรมนี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่มีอุปการะมาก

(ข) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญ คืออะไร

คือ กสิณายตนะ (บ่อเกิดแห่งธรรมที่มีกสิณเป็นอารมณ์) ๑๐ ได้แก่

๑. บุคคลหนึ่งจำปฐวีกสิณ(กสิณคือดิน)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ

๒. บุคคลหนึ่งจำอาโปกสิณ (กสิณคือน้ำ)ได้ ...

๓. บุคคลหนึ่งจำเตโชกสิณ (กสิณคือไฟ)ได้ ...

๔. บุคคลหนึ่งจำวาโยกสิณ (กสิณคือลม)ได้ ...

๕. บุคคลหนึ่งจำนีลกสิณ (กสิณคือสีเขียว)ได้ ...

๖. บุคคลหนึ่งจำปีตกสิณ (กสิณคือสีเหลือง)ได้ ...

๗. บุคคลหนึ่งจำโลหิตกสิณ (กสิณคือสีแดง)ได้ ...

๘. บุคคลหนึ่งจำโอทาตกสิณ (กสิณคือสีขาว)ได้ ...

๙. บุคคลหนึ่งจำอากาสกสิณ (กสิณคือความว่าง)ได้ ...

๑๐. บุคคลหนึ่งจำวิญญาณกสิณ (กสิณคือวิญญาณ)ได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่มีสอง ไม่มีประมาณ

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรเจริญ

(ค) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรกำหนดรู้ คืออะไร

คือ อายตนะ ๑๐ ได้แก่

๑. จักขวายตนะ (อายตนะคือตา)

๒. รูปายตนะ (อายตนะคือรูป)

๓. โสตายตนะ (อายตนะคือหู)

๔. สัททายตนะ (อายตนะคือเสียง)

๕. ฆานายตนะ (อายตนะคือจมูก)

๖. คันธายตนะ (อายตนะคือกลิ่น)

๗. ชิวหายตนะ (อายตนะคือลิ้น)

๘. รสายตนะ (อายตนะคือรส)

๙. กายายตนะ (อายตนะคือกาย)

๑๐. โผฏฐัพพายตนะ (อายตนะคือโผฏฐัพพะ)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรกำหนดรู้

(ฆ) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ คืออะไร

คือ มิจฉัตตะ(ความเป็นธรรมที่ผิด) ๑๐ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด)

๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด)

๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด)

ธรรม ๑๐ ประการ

๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด)

๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)

๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด)

๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด)

๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)

๙. มิจฉาญาณะ (รู้ผิด)

๑๐. มิจฉาวิมุตติ (หลุดพ้นผิด)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ

(ง) ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม คืออะไร

คือ อกุศลกรรมบถ(ทางแห่งอกุศลกรรม) ๑๐ ได้แก่

๑. ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์)

๒. อทินนาทาน (การลักทรัพย์)

๓. กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม)

๔. มุสาวาท (การพูดเท็จ)

๕. ปิสุณาวาจา (การพูดส่อเสียด)

๖. ผรุสวาจา (การพูดคำหยาบ)

๗. สัมผัปปลาปะ (การพูดเพ้อเจ้อ)

๘. อภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา)

๙. พยาบาท (ความคิดร้าย)

๑๐. มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายเสื่อม

(จ) ธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ คืออะไร

คือ กุศลกรรมบถ(ทางแห่งกุศลกรรม) ๑๐ ได้แก่

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์)

๒. อทินนาทานา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์)

๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิด ในกาม)

๔. มุสาวาทา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ)

๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด)

๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ)

๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)

๘. อนภิชฌา (ความไม่โลภอยากได้ของของเขา)

๙. อพยาบาท (ความไม่คิดร้าย)

๑๐. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่เป็นไปในฝ่ายคุณวิเศษ

(ฉ) ธรรม ๑๐ ประการที่แทงตลอดได้ยาก คืออะไร

คือ อริยวาส (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ) ๑๐ ได้แก่

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

๑. เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้

๒. เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖

๓. เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก

๔. เป็นผู้มีอปัสเสนธรรม (ธรรมเป็นดุจพนักพิง) ๔ ประการ

๕. เป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้

๖. เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี

๗. เป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว

๘. เป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้

๙. เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี

๑๐. เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี

ธรรม ๑๐ ประการ

ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ได้ เป็นผู้ ละพยาบาท (ความคิดร้าย) ได้ เป็นผู้ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม) ได้ เป็นผู้ ละอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) ได้ เป็นผู้ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย)ได้ ภิกษุเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้อง โผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยใจที่รักษาด้วยสติ ภิกษุเป็น ผู้มีธรรมเป็นเครื่องรักษาอย่างเอก เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาแล้วเสพอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้น อย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ มีอปัสเสนธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร

คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมากของสมณพราหมณ์จำนวนมากที่มีอยู่ทั้งหมด ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้บรรเทาได้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ ปล่อยวางได้ ละได้ สละคืนได้ ภิกษุเป็นผู้มีปัจเจกสัจจะ อันบรรเทาได้ เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละการแสวงหากามได้ ละการแสวงหาภพได้ ระงับการแสวงหาพรหมจรรย์ได้ ภิกษุเป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้ดี เป็นอย่าง นี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละความดำริในกามได้ เป็นผู้ละความดำริใน พยาบาท(การคิดร้าย) ได้ เป็นผู้ละความดำริในวิหิงสาได้ ภิกษุเป็นผู้มีความดำริอัน ไม่ขุ่นมัว เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัส ดับไปก่อนแล้ว จึงบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีกายสังขารอันระงับได้ เป็นอย่างนี้แลภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นจากราคะ มีจิตหลุดพ้นจาก โทสะ มีจิตหลุดพ้นจากโมหะ ภิกษุเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างไร

คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ชัดว่า ‘ราคะเราละได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไป ไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โทสะเราละได้เด็ดขาด ฯลฯ เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ รู้ชัดว่า ‘โมหะเราละ ได้เด็ดขาด ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้’ ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นได้ดี เป็นอย่างนี้แลนี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่แทงตลอดได้ยาก

ธรรม ๑๐ ประการ

(ช) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น คืออะไร

คือ สัญญา ๑๐ ได้แก่

๑. อสุภสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)

๒. มรณสัญญา (ความกำหนดหมายความตายที่จะมาถึงเป็น ธรรมดา)

๓. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นปฏิกูล ในอาหาร)

๔. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่ เพลิดเพลินในโลกทั้งปวง)

๕. อนิจจสัญญา (ความกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๖. อนิจเจ ทุกขสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นทุกข์ใน ความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

๗. ทุกเข อนัตตสัญญา (ความกำหนดหมายความเป็นอนัตตาใน ความเป็นทุกข์)

๘. ปหานสัญญา (ความกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาป ธรรมทั้งหลาย)

๙. วิราคสัญญา (ความกำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียด ประณีต)

๑๐. นิโรธสัญญา (ความกำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียด ประณีต)

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรให้เกิดขึ้น

(ฌ) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรรู้ยิ่ง คืออะไร

คือ นิชชรวัตถุ (ธรรมที่ทำให้เสื่อม) ๑๐ ได้แก่

๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความ เจริญเต็มที่เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) ของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉา สังกัปปะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อม ถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด) ของผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาวาจา เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความ

เจริญเต็มที่เพราะสัมมาวาจาเป็นปัจจัย๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) ของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉา กัมมันตะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อม ถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) ของผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉา อาชีวะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึง ความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด) ของผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉา

วายามะเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อม ถึงความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาวายามะเป็นปัจจัย๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด) ของผู้มีสัมมาสติ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาสติเป็น ปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความ เจริญเต็มที่เพราะสัมมาสติเป็นปัจจัย๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) ของผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาสมาธิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญ เต็มที่เพราะสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย

ธรรม ๑๐ ประการ

๙. มิจฉาญาณะ (รู้ผิด) ของผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉาญาณะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความ เจริญเต็มที่เพราะสัมมาญาณะเป็นปัจจัย๑๐. มิจฉาวิมุตติ (หลุดพ้นผิด) ของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมไป คือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกของบุคคลที่เกิดเพราะมิจฉา วิมุตติเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึง ความเจริญเต็มที่เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัยนี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรรู้ยิ่ง

(ญ) ธรรม ๑๐ ประการที่ควรทำให้แจ้ง คืออะไร

คือ อเสขธรรม ๑๐ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิที่เป็นอเสขะ

๒. สัมมาสังกัปปะที่เป็นอเสขะ

๓. สัมมาวาจาที่เป็นอเสขะ

๔. สัมมากัมมันตะที่เป็นอเสขะ

๕. สัมมาอาชีวะที่เป็นอเสขะ

๖. สัมมาวายามะที่เป็นอเสขะ

๗. สัมมาสติที่เป็นอเสขะ

๘. สัมมาสมาธิที่เป็นอเสขะ

๙. สัมมาญาณะที่เป็นอเสขะ

๑๐. สัมมาวิมุตติที่เป็นอเสขะ

นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรทำให้แจ้ง

ธรรม ๑๐๐ ประการนี้ เป็นของจริง เป็นของแท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาด ไม่เป็น อย่างอื่น ที่พระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยประการฉะนี้”

เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของ ท่านพระสารีบุตรแล้วแล

ทสุตตรสูตรที่ ๑๑ จบ

ปาฏิกวรรค จบ

วรรคนี้มี ๑๑ พระสูตร ได้แก่

๑. ปาฏิกสูตร ๒. อุทุมพริกสูตร

๓. จักกวัตติสูตร ๔. อัคคัญญสูตร

๕. สัมปสาทนียสูตร ๖. ปาสาทิกสูตร

๗. ลักขณสูตร ๘. สิงคาลกสูตร

๙. อาฏานาฏิยสูตร ๑๐. สังคีติสูตร

๑๑. ทสุตตรสูตร

ปาฏิกวรรค จบ

ทีฆนิกายทั้งหมดมี ๓๔ สูตร จัดเป็น ๓ วรรค

จบบริบูรณ์

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูเทียบข้อ ๓๔๕ หน้า ๓๕๙-๓๖๑ ในเล่มนี้, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗/๓๑-๓๓
  2. 2ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๖ หน้า ๓๖๑ ในเล่มนี้, และดูเทียบข้อ ๓๔๖ หน้า ๓๖๑ ในเล่มนี้
  3. 3ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓๒/๒๘๒
  4. 4ดูเทียบข้อ ๓๔๗ หน้า ๓๖๒ ในเล่มนี้, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗๘/๓๓๐
  5. 5ดูเทียบข้อ ๓๔๗ หน้า ๓๖๒-๓๖๓ ในเล่มนี้, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๗๘/๓๓๐-๓๓๑
  6. 6ดูเทียบข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๓-๓๖๕ ในเล่มนี้, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๙-๒๐/๓๘-๔๒
  7. 7ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๔ ในเล่มนี้
  8. 8ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๓ ในเล่มนี้
  9. 9ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๖/๑๒๓
  10. 10ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๕ ในเล่มนี้ และดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๑๑/๒๕๖
  11. 11ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๕ ในเล่มนี้
  12. 12ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๔๘ หน้า ๓๖๖ ในเล่มนี้

End of ๑๑. ทสุตตรสูตร