พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๓. จักกวัตติสูตร เล่ม ๑๑
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๓–๕๐ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 15 · Chaloem Phrakiat Volume 11)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 11, pp. 66–93
๓. จักกวัตติสูตร
ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิ
การมีตนเป็นเกาะและเป็นที่พึ่ง
{๓๓} [๘๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เมืองมาตุละ ในแคว้น มคธ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรเล่า ภิกษุจึงชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
- ๑คำว่า ตน ในที่นี้หมายถึงธรรม คือทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม (ที.ปา.อ. ๓๑)
- ๒อภิชฌา คือความเพ่งเล็งอยากได้ โทมนัส คือความทุกข์ใจ ในที่นี้จัดตามนิวรณ์ อภิชฌา ได้แก่ กามฉันทะ โทมนัส ได้แก่ พยาบาท กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ หมายถึงกำจัดคือละ ได้ชั่วคราวและข่มไว้ได้ซึ่งความยินดีและความยินร้ายในโลกคือกายนี้ (นัย ที.ม.อ. ๓๗๓) อนึ่ง เกี่ยวกับสติปัฏฐาน ๔ พึงดูรายละเอียดโดยพิสดารในมหาสติปัฏฐานสูตร พระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๑๐ (ที.ม. ๑๐/๓๗๒-๔๐๕/๓๔๑-๓๗๒)
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประพฤติธรรมอันเป็นโคจรซึ่ง เป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน เมื่อเธอทั้งหลายประพฤติธรรมอันเป็น โคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน มารจักไม่ได้ช่อง มารจักไม่ได้อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้เจริญขึ้นได้อย่างนี้ เพราะเหตุที่ได้สมาทานธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล
เรื่องพระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิ
{๓๔} [๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าทัฬหเนมิ เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินซึ่งมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ มีพระราชบุตรมาก
- ๑จงประพฤติธรรมอันเป็นโคจร หมายถึงจงดำเนินจิตอยู่ในฐานที่เหมาะแก่การดำเนิน (ในที่นี้คือ สติปัฏฐาน ๔) ซึ่งเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานสำหรับภิกษุ (นัย ที.ปา.อ. ๓๑, ที.ปา.ฏี. ๓๐)
- ๒คำว่า มาร หมายถึงสิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ หรือตัวการ ที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ คือ (๑) กิเลสมาร มารคือกิเลส (๒) ขันธมาร มาร คือเบญจขันธ์ (๓) อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม (๔) เทวปุตตมาร มาร คือเทพบุตรหรือวสวัตดีมาร (๕) มัจจุมาร มารคือความตาย ในที่นี้หมายถึงเทวปุตตมารบ้าง มัจจุมารบ้าง กิเลสมารบ้าง (นัย ที.ปา.อ. ๓๑)
กว่าพันองค์ ซึ่งล้วนกล้าหาญ มีรูปร่างองอาจ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มีต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดิน นี้อันมีสาครเป็นขอบเขต
[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี ท้าวเธอตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ‘บุรุษผู้เจริญ เมื่อใดเจ้าเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ เมื่อนั้นเจ้าพึงบอกแก่เรา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลรับพระราชกระแสของท้าวเธอแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้ว อันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอยเคลื่อนจากที่แล้ว’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระราชกุมารองค์ใหญ่มารับสั่งว่า ‘ลูกเอ๋ย ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อถอยเคลื่อนจากที่แล้ว ทั้งพ่อเองก็ได้สดับมาดังนี้ว่า ‘จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใดถอยเคลื่อนจากที่ นับแต่บัดนี้ไปพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นั้นจะทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นาน’ ก็กามคุณทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์พ่อก็ได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นเวลาที่พ่อจะแสวงหากามคุณอันเป็นทิพย์บ้าง มาเถิดลูกรัก พ่อจงปกครองแผ่นดินอันมีสมุทรเป็นขอบเขตนี้แทนพ่อ ส่วนพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต’[๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระราชกุมารองค์ใหญ่ในการครองราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและ
- ๑บวชเป็นบรรพชิต ในที่นี้หมายถึงบวชเป็นฤๅษี (ผู้แสวงหาธรรม) หรือดาบส (ผู้บำเพ็ญตบะ) ซึ่ง เป็นนักบวชตามคตินิยมของพราหมณ์ โดยต้องโกนผมและหนวดก่อน หลังจากบวชแล้ว เมื่อผมงอกยาวก็จะเกล้าเป็นมวยไว้ตลอดไป การบวชระยะแรกใช้ผ้าย้อมนํ้าฝาด (กาสาวพัสตร์) เป็นเครื่องนุ่งห่ม ระยะหลังอาจใช้ผ้าเปลือกไม้ต่าง ๆ ก็มี (นัย ที.ปา.อ. ๓๓)
พระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อมฝาดเสด็จออกจากเรือนไป ทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพระราชฤๅษีทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์ก็อันตรธานไปแล้ว
{๓๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น บุรุษอีกคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชา มหากษัตริย์ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้วถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้ อันตรธานไปแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเสียพระทัย ได้รับความเสียพระทัยอย่างหนักในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว ท้าวเธอจึงเสด็จเข้าไปหาพระราชฤๅษีถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด
พระพุทธเจ้าข้า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเธอกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชฤๅษีจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ‘ลูกรัก พ่ออย่าเสียใจไปเลย อย่าเสียใจให้มากไปเลย ในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว ด้วยว่าจักรแก้วอันเป็นทิพย์นั้น หาใช่เป็นสมบัติสืบทอดจากบิดาของตนไม่ เอาเถิด ลูกรัก พ่อจงประพฤติในจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล ที่เมื่อพ่อประพฤติในจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีซี่พันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ครบทุกสิ่งทุกอย่าง จักปรากฏมีแก่พ่อผู้สรงสนานเกล้า แล้วเสด็จขึ้นบนปราสาทอันประเสริฐรักษาอุโบสถอยู่ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ”
ว่าด้วยจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ
[๘๔] ท้าวเธอทูลถามว่า ‘ขอเดชะ ก็จักรวรรดิวัตรอันประเสริฐนั้นเป็นอย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าข้า’
- ๑จักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ (จักกวัตติอริยวัตร) วัตรคือความประพฤติอันประเสริฐปราศจาก โทษสำหรับพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย (ที.ปา.อ. ๓๔)
‘ลูกรัก ถ้าเช่นนั้น พ่อจงอาศัยธรรม เท่านั้น สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นใหญ่ จงจัดการรักษาป้องกันและคุ้มครองอันเป็นธรรมในคนภายใน ในหมู่พล ในพวกกษัตริย์ ในผู้ติดตาม ในพวกพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบททั้งหลาย ในพวกสมณพราหมณ์ ตลอดจนในเหล่ามฤคและปักษี ดูก่อนพ่อ การกระทำที่ไม่เป็นธรรมอย่าให้แพร่ไปในแว่นแคว้นของพ่อเลย อนึ่ง พวกคนที่ไม่มีทรัพย์ซึ่งจะพึงมีในแว่นแคว้นของพ่อ พ่อพึงสนับสนุนใน เรื่องทรัพย์พวกเขา
อนึ่ง สมณพราหมณ์ เหล่าใดในแว่นแคว้นของพ่อ เป็นผู้เว้นขาดจากความมัวเมาและความประมาท มั่นคงอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนตนตามลำพัง สงบตนตามลำพัง ทำตนให้ดับกิเลสตามลำพัง พ่อพึงเข้าไปหา สมณพราหมณ์เหล่านั้นตามกาลอันควรแล้วไต่ถามสอบถามว่า ‘ท่านขอรับ กุศล เป็นอย่างไร อกุศลเป็นอย่างไร กรรมมีโทษเป็นอย่างไร กรรมไม่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมอะไรควรประพฤติ กรรมอะไรไม่ควรประพฤติ กรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่ไม่มีประโยชน์ มีแต่ทุกข์ไปนานเท่านาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้ากระทำอยู่จะมีประโยชน์ทั้งมีสุข’ พ่อได้ฟังคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สิ่งใดเป็นอกุศล พึงละเว้นสิ่งนั้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศล พึงยึดถือ สิ่งนั้นไว้ประพฤติ ดูก่อนพ่อ นี้แลคือจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐนั้น
- ๑คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ (ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศลหรือทางทำดี) ๑๐ อย่าง (ที.ปา.อ. ๓๔) คือ (๑) เว้นจากการทำลายชีวิต (๒) เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ (๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม (๔) เว้นจากการพูดเท็จ (๕) เว้นจากการพูดส่อเสียด (๖) เว้นจากการพูดคำหยาบ (๗) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ (๘) ไม่โลภอยากได้ของเขา (๙) ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา (๑๐) เห็นชอบตามคลองธรรม
- ๒คนภายใน ในที่นี้หมายถึงปุตตทาระ คือ พระมเหสี พระราชโอรส พระราชธิดา (ที.ปา.อ.๓๕)
- ๓สมณพราหมณ์ ในที่นี้ สมณะ หมายถึงผู้ระงับบาปได้แล้ว พราหมณ์ หมายถึงผู้ลอยบาปได้แล้ว รวมความคือนักบวชผู้บริสุทธิ์จากกิเลส (ที.สี.อ. ๑๒๙, ที.ปา.อ. ๓๕)
- ๔ความมัวเมา หมายถึงความมัวเมาเพราะมานะ (ความสำคัญตัว) ๙ อย่าง ความประมาท หมายถึงความปล่อยจิตให้สยบตกอยู่ในกามคุณ ๕ (ที.ปา.อ. ๓๕)
ว่าด้วยอานุภาพของจักรแก้ว
[๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวเธอสนองพระดำรัสพระราชฤๅษีแล้ว ทรงประพฤติในจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ เมื่อท้าวเธอทรงประพฤติจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐอยู่ จักรแก้วอันเป็นทิพย์ซึ่งมีซี่พันหนึ่ง มีกง มีดุม พร้อมบริบูรณ์ครบทุกสิ่งทุกอย่างได้ปรากฏขึ้นแก่ท้าวเธอผู้สรงสนานเกล้า แล้วเสด็จขึ้นบนปราสาทอันประเสริฐทรงรักษาอุโบสถอยู่ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงพระดำริว่า ‘ก็เราได้สดับเรื่องนี้มาแล้วว่า ‘จักรแก้วอันเป็นทิพย์มีซี่พันหนึ่ง มีกง มีดุม บริบูรณ์ครบทุกสิ่งทุกอย่าง ปรากฏขึ้นแก่พระราชามหากษัตริย์พระองค์ใดผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว สนานเกล้าแล้วเสด็จขึ้นบนปราสาทอันประเสริฐทรงรักษาอุโบสถอยู่ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระราชาพระองค์นั้นย่อมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ’ ดังนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิแล้วหรือหนอ’{๓๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอเสด็จลุกจากที่ประทับแล้ว ทรงทำพระภูษาเฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง จับพระเต้าด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงประพรมจักรแก้วด้วยพระหัตถ์ขวาพลางตรัสว่า ‘ขอจักรแก้วอันเจริญจงหมุนไปเถิด ขอจักรแก้วอันเจริญจงชำนะให้วิเศษยิ่ง’
ขณะนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย จักรแก้วนั้นก็หมุนไปทางทิศตะวันออก พระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยจตุรงคเสนาก็เสด็จติดตามไป จักรแก้วประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าพักแรมอยู่ในประเทศนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศตะวันออก ก็พากันเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉัน
- ๑จตุรงคเสนา กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลราบ (พลเดินเท้า)
ย่อมเป็นของพระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า
‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์
ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้
ไม่พึงประพฤติผิดในกาม
ไม่พึงกล่าวเท็จ
ไม่พึงดื่มนํ้าเมา
จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่าพระราชาที่อยู่ ณ ทิศตะวันออกก็ได้พากันปฏิบัติตามท้าวเธอแล้ว
[๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อจากนั้น จักรแก้วนั้นก็หมุนลงไปสู่ สมุทรด้านทิศตะวันออกแล้วโผล่ขึ้นหมุนไปด้านทิศใต้ ท้าวเธอพร้อมด้วย จตุรงคเสนาก็เสด็จติดตามไป จักรแก้วประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าพักแรมในประเทศนั้นพร้อมด้วยจตุรงคเสนาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศใต้ก็พากัน เสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉันย่อมเป็นของพระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มนํ้าเมา จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่าพระราชาที่อยู่ ณ ทิศใต้ก็ได้พากันปฏิบัติตามท้าวเธอแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อจากนั้น จักรแก้วนั้นก็หมุนลงไปสู่สมุทรด้านทิศใต้แล้วโผล่ขึ้นหมุนไปด้านทิศตะวันตก ท้าวเธอพร้อมด้วยจตุรงคเสนาก็
เสด็จติดตามไป จักรแก้วประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าพักแรมในประเทศนั้นพร้อมด้วยจตุรงคเสนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศตะวันตก ก็พากันเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมาเถิดมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉันย่อมเป็นของพระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มนํ้าเมา จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่าพระราชาที่อยู่ ณ ทิศตะวันตกก็ได้พากันปฏิบัติตามท้าวเธอแล้ว
[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อจากนั้น จักรแก้วนั้นก็หมุนลงไปสู่ สมุทรด้านทิศตะวันตกแล้วโผล่ขึ้นหมุนไปด้านทิศเหนือ ท้าวเธอพร้อมด้วย จตุรงคเสนาก็เสด็จติดตามไป จักรแก้วประดิษฐานอยู่ในประเทศใด ท้าวเธอก็เสด็จเข้าพักแรมในประเทศนั้นพร้อมด้วยจตุรงคเสนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลปวงพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ในทิศเหนือก็พา กันเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเชิญเสด็จมาเถิด มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ราชสมบัติของหม่อมฉันย่อมเป็นของพระองค์ ขอพระองค์จงประทานพระบรมราโชวาทเถิด มหาราชเจ้า’ ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา จงบริโภคใช้สอยตามเคยเถิด’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่าพระราชาที่อยู่ ณ ทิศเหนือก็ได้พากันปฏิบัติตามท้าวเธอแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น จักรแก้วนั้นได้พิชิตดินแดนจรดขอบสมุทรได้ราบคาบเสร็จแล้วจึงหมุนกลับคืนสู่ราชธานีนั้น ได้หยุดอยู่กับที่ เหมือนถูกถอดเพลาออกตรงหน้ามุขพิจารณาคดีใกล้ประตูพระราชวังของท้าวเธอ ยังภายในพระราชวังของท้าวเธอให้สว่างไสวอยู่
ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิองค์ที่ ๒ เป็นต้น
{๓๗} [๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิองค์ที่ ๒ ก็ดี องค์ที่ ๓ ก็ดี องค์ที่ ๔ ก็ดี องค์ที่ ๕ ก็ดี องค์ที่ ๖ ก็ดี องค์ที่ ๗ ก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี ได้ตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่งว่า ‘บุรุษผู้เจริญ เมื่อใดเจ้าเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ เมื่อนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นทูลรับพระราชกระแสของท้าวเธอแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี บุรุษนั้นได้เห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวเธอถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระองค์ถอยเคลื่อนจากที่แล้ว’[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสเรียกพระราชกุมารองค์ใหญ่มารับสั่งว่า ‘ลูกเอ๋ย ได้ยินว่า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพ่อ ถอยเคลื่อนจากที่แล้ว ทั้งพ่อเองก็ได้สดับมาดังนี้ว่า ‘จักรแก้วอันเป็นทิพย์ของพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใดถอยเคลื่อนจากที่ นับแต่บัดนี้ไปพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์นั้นจะทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นาน’ ก็กามคุณทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์พ่อก็ได้บริโภคแล้ว บัดนี้เป็นเวลาที่พ่อจะแสวงหากามคุณอันเป็นทิพย์บ้าง มาเถิด ลูกรัก พ่อจงปกครองแผ่นดินอันมีสมุทรเป็นขอบเขตนี้แทนพ่อ ส่วนพ่อจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงสั่งสอนพระราชกุมารองค์ใหญ่ในการครองราชสมบัติเรียบร้อยแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ
ทรงครองผ้าย้อมฝาดเสด็จออกจากเรือนไป ทรงผนวชเป็นบรรพชิตแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อพระราชฤๅษีทรงผนวชได้ ๗ วัน จักรแก้วอันเป็นทิพย์ก็อันตรธานไปแล้ว
{๓๘} [๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น บุรุษอีกคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระราชามหากษัตริย์ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้วถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า จักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเสียพระทัย ได้รับความเสียพระทัยอย่างหนักในเมื่อจักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว แต่ไม่ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชฤๅษีทูลถามถึงจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ นัยว่าท้าวเธอทรงปกครองประชาราษฎร์ตามพระมติของพระองค์อยู่ ประชาราษฎร์ก็ไม่เจริญเหมือนเก่าก่อน เหมือนเมื่อบรรพกษัตริย์ผู้ทรงประพฤติในจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อมา คณะอำมาตย์ ข้าราชบริพาร โหราจารย์ และมหาอำมาตย์ราชองครักษ์เป็นต้น ตลอดจนคนรักษาประตู และเหล่าที่ปรึกษาได้ประชุมกันไปกราบทูลท้าวเธอว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ได้ยินว่า เมื่อพระองค์ทรงปกครองประชาราษฎร์ตามพระมติของพระองค์เท่านั้น ประชาราษฎร์จึงไม่เจริญเหมือนเก่าก่อน เหมือนเมื่อบรรพกษัตริย์ผู้ทรง ประพฤติในจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐอยู่ พระพุทธเจ้าข้า ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีอำมาตย์ ข้าราชบริพาร โหราจารย์ และมหาอำมาตย์ ราชองครักษ์เป็นต้น ตลอดจนคนรักษาประตู และเหล่าที่ปรึกษาอยู่พร้อม ทีเดียว พวกข้าพระพุทธเจ้าคือประชาราษฎร์อื่นและข้าพระองค์ทั้งหลาย ยังทรงจำจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐกันได้อยู่ ขอเชิญพระองค์โปรดตรัส ถามถึงจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐเถิด พวกข้าพระพุทธเจ้าถูกพระองค์ตรัสถามแล้ว จักกราบทูลตอบจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐถวายพระองค์ได้ พระพุทธเจ้าข้า’
ว่าด้วยความเสื่อมอายุและวรรณะเป็นต้น
{๓๙} [๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอโปรดให้ประชุม อำมาตย์ราชบริพาร โหราจารย์ และมหาอำมาตย์ราชองครักษ์เป็นต้น ตลอดจนคนรักษาประตู และเหล่าที่ปรึกษา แล้วตรัสถามจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ เขาเหล่านั้นถูกท้าวเธอตรัสถามจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐแล้วจึงกราบทูล ตอบถวายท้าวเธอ ท้าวเธอได้ฟังคำทูลตอบของพวกเขาแล้วจึงทรง จัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองอันชอบธรรม แต่ไม่ได้ทรงสนับสนุน ในเรื่องทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ เมื่อไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์ให้แก่ คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนจึงได้ขยายตัวออกไป เมื่อความขัดสนขยายตัวออกไป ชายคนหนึ่งจึงขโมยทรัพย์ของอีกคนหนึ่งไป พวกเขา ช่วยกันจับ คนขโมยนั้นได้แล้วแสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ชายคนนี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป’ เมื่อพวกเขาพากันกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอจึงตรัสกะชายผู้นั้นดังนี้ว่า ‘พ่อคุณ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป จริงหรือ’‘จริง พระพุทธเจ้าข้า’
‘เพราะเหตุไรเล่า’
‘เพราะข้าพระองค์ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ พระพุทธเจ้าข้า’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงทรงสนับสนุนในเรื่อง ทรัพย์แก่เขาแล้วรับสั่งว่า‘พ่อคุณ เธอจงเอาทรัพย์นี้ไปเลี้ยงชีพตน เลี้ยงมารดา เลี้ยงบุตรภรรยา ประกอบการงานทั้งหลาย ตั้งทักษิณาที่มีผลในเบื้องบน อันเกื้อกูลแก่สวรรค์ มีสุขเป็นผล เป็นทางนำไปสู่สวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายเถิด’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขาทูลรับสนอง พระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว
- ๑ทักษิณาที่มีผลในเบื้องบน หมายถึงทานที่อำนวยผลให้เกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น ๆ (ที.ปา.อ. ๓๗)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ชายอีกคนหนึ่งก็ได้ขโมยทรัพย์ของคนอื่นไป พวกเขาช่วยกันจับคนขโมยนั้นได้แล้วแสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ชายคนนี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป’ เมื่อพวกเขาพากันกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอจึงตรัสกะชายผู้นั้นดังนี้ว่า ‘พ่อคุณ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป จริงหรือ’‘จริง พระพุทธเจ้าข้า’
‘เพราะเหตุไรเล่า’
‘เพราะข้าพระองค์ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ พระพุทธเจ้าข้า’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงทรงสนับสนุนในเรื่อง ทรัพย์แก่เขาแล้วรับสั่งว่า ‘พ่อคุณ เธอจงเอาทรัพย์นี้ไปเลี้ยงชีพตน เลี้ยงมารดา เลี้ยงบุตรภรรยา ประกอบการงานทั้งหลาย ตั้งทักษิณาที่มีผลในเบื้องบน อันเกื้อกูลแก่สวรรค์ มีสุขเป็นผล เป็นทางนำไปสู่สวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายเถิด’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขาทูลรับสนองพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังมาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่าคนที่ขโมยทรัพย์ของคนพวกอื่นไปพระเจ้าแผ่นดิน ยังทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์ให้อีก ครั้นแล้วพวกเขาจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘อย่ากระนั้นเลย แม้พวกเราก็ควรขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นบ้าง’{๔๐} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ชายคนหนึ่งก็ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป พวกเขาช่วยกันจับคนขโมยนั้นได้แล้วแสดงแก่ท้าวเธอพร้อมด้วยกราบทูลว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า ชายคนนี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป’ เมื่อพวกเขาพากันกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอจึงตรัสกะชายผู้นั้นดังนี้ว่า ‘พ่อคุณ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไปจริงหรือ’‘จริง พระพุทธเจ้าข้า’
‘เพราะเหตุไรเล่า’
‘เพราะข้าพระองค์ไม่มีอะไรจะเลี้ยงชีพ พระพุทธเจ้าข้า’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอจึงทรงดำริอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเราจักสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นเสมอไป อทินนาทานนี้จักขยายตัวทวีขึ้นด้วยประการอย่างนี้ อย่ากระนั้นเลย เราจะให้คุมตัวบุรุษผู้นี้ให้เข้มแข็ง จะทำการตัดต้นตอคือตัดศรีษะเขาเสีย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวเธอตรัสสั่งบังคับราชบุรุษทั้งหลายว่า ‘แน่ะ พนาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเอาเชือก เหนียวมัดมือไพล่หลังชายคนนี้ให้แน่น เอามีดโกนกล้อนหัวแล้วพาตระเวนไปตามถนน ตามตรอกทุกแห่ง พร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์มีเสียงแข็งกร้าวแล้วให้ออกทางประตูด้านใต้ จงคุมตัวอย่างเข้มแข็ง ทำการตัดต้นตอคือตัดศรีษะเขาเสียนอกพระนครด้านทิศใต้’ราชบุรุษทั้งหลายรับพระราชกระแสของท้าวเธอแล้วจึงเอาเชือกเหนียว มัดมือไพล่หลังชายผู้นั้นจนแน่น เอามีดโกนกล้อนหัวแล้วพาตระเวนไปตาม ถนนตามตรอกทุกแห่งพร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์มีเสียงแข็งกร้าว ออกทางประตูด้านใต้ คุมตัวอย่างเข้มแข็ง ทำการตัดต้นตนคือตัดศรีษะเขานอกพระนครด้านทิศใต้แล้ว
{๔๑} [๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังมาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พระเจ้าแผ่นดินให้คุมตัวบุคคลผู้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไปไว้อย่างเข้มแข็งแล้ว ทำการตัดต้นตอคือตัดศีรษะเขาเสีย’ ครั้นได้ฟังแล้วพวกเขามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘อย่ากระนั้นเลย แม้พวกเราก็ควรให้ช่างทำศัสตราอย่างคมไว้ ครั้นแล้วจะคุมตัวพวกคนที่จักขโมยเอาทรัพย์ให้เข้มแข็ง จักทำการตัดต้นตอคือตัดศรีษะพวกมันเสีย’ พวกเขาจึงให้ช่าง
- ๑บัณเฑาะว์ที่มีเสียงกร้าว หมายถึงกลองที่มีเสียงดังกร้าวกราดซึ่งใช้ตีให้สัญญาณเมื่อจะประหารนักโทษ (ที.ปา.อ. ๓๗)
ทำศัสตราอย่างคม ครั้นแล้วจึงเริ่มทำการปล้นบ้านบ้าง ปล้นนิคมบ้าง ปล้นพระนครบ้าง ปล้นตามถนนหนทางบ้าง คุมตัวบุคคลที่พวกเขาขโมยเอา ทรัพย์ไว้อย่างเข้มแข็ง ทำการตัดต้นตอคือตัดศีรษะบุคคลนั้นเสีย
ว่าด้วยธรรมที่ทำให้อายุเป็นต้นเสื่อม
{๔๒} [๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ขยายตัวไป เมื่อความขัดสนขยายตัวไป อทินนาทานก็ขยายตัวไป เมื่ออทินนาทานขยายตัวไป ศัสตราก็แพร่หลาย เมื่อศัสตราแพร่หลายไป ปาณาติบาตก็ขยายตัวไป เมื่อปาณาติบาตขยายตัวไป มุสาวาทก็แพร่หลายไป เมื่อมุสาวาทแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขา เสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๔๐,๐๐๐ ปีดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๔๐,๐๐๐
ปี ชายคนหนึ่งขโมย เอาทรัพย์ของคนอื่นไป พวกเขาช่วยกันจับคนขโมยนั้นได้แล้วจึงแสดงแก่ พระราชาผู้กษัตริย์ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้วพร้อมด้วยกราบทูลว่า ‘พระเจ้าข้า ชายคนนี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป’ เมื่อพวกเขาพากันกราบทูลอย่างนี้ ท้าวเธอจึงตรัสกะชายผู้นั้นดังนี้ว่า ‘พ่อคุณ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ ของคนอื่นไปจริงหรือ’ ชายผู้นั้นได้กราบทูลคำเท็จทั้งรู้อยู่ว่า ‘ไม่จริงเลย พระพุทธเจ้าข้า’{๔๓} [๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ขยายตัวไป เมื่อความขัดสนขยายตัวไป อทินนาทานก็ขยายตัวไป เมื่ออทินนาทานขยายตัวไป ศัสตราก็แพร่หลายไป เมื่อศัสตราแพร่หลายไป ปาณาติบาตก็ขยายตัวไป เมื่อปาณาติบาตขยายตัวไป มุสาวาทก็แพร่หลายไป
เมื่อมุสาวาทแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๒๐,๐๐๐ ปี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ชายคนหนึ่งขโมย เอาทรัพย์ของคนอื่นไปชาย อีกคนหนึ่งจึงกราบทูลพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วว่า ‘ขอเดชะ ชายชื่อนี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป พระพุทธเจ้าข้า’ ได้ทำการส่อเสียดยุยงแล้ว
{๔๔} [๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ขยายตัวไป เมื่อความขัดสนขยายตัวไป ... ปิสุณวาจา ก็ขยายตัวไป เมื่อปิสุณวาจาขยายตัวไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐,๐๐๐ ปีดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี สัตว์บางพวกมีผิวพรรณดี สัตว์บางพวกมีผิวพรรณทราม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณทรามก็จ้องสัตว์พวกที่มีผิวพรรณดี ถึงความประพฤติล่วงเกินในภรรยาของคนอื่นแล้ว
{๔๕} [๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ขยายตัวไป เมื่อความขัดสนขยายตัวไป อทินนาทานก็ขยายตัวไป เมื่ออทินนาทานขยายตัวไป ... กาเมสุมิจฉาจารก็แพร่หลายไป เมื่อกาเมสุมิจฉาจารแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕,๐๐๐ ปี
- ๑ปิสุณวาจา การพูดส่อเสียด
[๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐,๐๐๐ ปี ธรรม ๒ ประการ คือ ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ ก็แพร่หลายไป เมื่อธรรม ๒ ประการแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๕,๐๐๐ปี บางพวกมีอายุถอยลงเหลือ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุถอยลงเหลือ ๒,๐๐๐ ปี[๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี อภิชฌา และพยาบาท ก็แพร่หลายไป เมื่ออภิชฌาและพยาบาทแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑,๐๐๐ ปี[๑๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฏฐิ ก็แพร่หลายไป เมื่อมิจฉาทิฏฐิแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี
[๑๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการ คือ อธัมมราคะ วิสมโลภะ มิจฉาธรรม ก็แพร่หลายไป เมื่อธรรม ๓ ประการแพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย
- ๑-๕ผรุสวาจา การพูดคำหยาบ สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ อภิชฌา ความเพ่งเล็งอยาก ได้ของเขา พยาบาท ความคิดร้าย มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด
- ๖อธัมมราคะ ความกำหนัดผิดคลองธรรม หมายถึงความกำหนัดในสถานภาพที่ไม่ควรกำหนัด เช่น ชายมีความกำหนัดในมารดา ในหญิงผู้เป็นญาติของตน หรือหญิงมีความกำหนัดในบิดา ในชายผู้เป็นญาติของตนเป็นต้น วิสมโลภะ ความโลภรุนแรงจัด หมายถึงความอยากได้เกิน ปกติวินัยแม้แต่ในเรื่องเกี่ยวกับการบริโภคใช้สอยเล็กน้อย มิจฉาธรรม ความผิดธรรมชาติ หมายถึงความยินดีชมชอบเกี่ยวกับกามารมณ์ที่ผิดเพศผิดธรรมชาติ เช่น ชายมีความรักใคร่ ต่อชาย หรือหญิงมีความรักใคร่ต่อหญิง (ที.ปา.อ. ๓๘)
แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุถอยลงเหลือ ๒๕๐ ปี บางพวกมีอายุถอยลงเหลือ ๒๐๐ ปี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปี ธรรมเหล่านี้ คือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูลก็แพร่หลายไป
[๑๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ทรงสนับสนุนในเรื่องทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ขยายตัวไป เมื่อความขัดสนขยายตัวไป อทินนาทานก็ขยายตัวไป เมื่ออทินนาทานขยายตัวไป ศัสตราก็แพร่หลายไป เมื่อศัสตราแพร่หลายไป ปาณาติบาตก็ขยายตัวไป เมื่อปาณาติบาตขยายตัวไป มุสาวาทก็แพร่หลายไป เมื่อมุสาวาทแพร่หลายไป ปิสุณวาจาก็แพร่หลายไป เมื่อปิสุณวาจาแพร่หลายไป กาเมสุมิจฉาจารก็แพร่หลายไป เมื่อกาเมสุมิจฉาจารแพร่หลายไป ธรรม ๒ ประการ คือ ผรุสวาจาและสัมผัปปลาปะก็แพร่หลายไป เมื่อธรรม ๒ ประการแพร่หลายไป อภิชฌาและพยาบาทก็แพร่หลายไป เมื่ออภิชฌาและพยาบาทแพร่หลายไป
มิจฉาทิฏฐิก็แพร่หลายไป เมื่อมิจฉาทิฏฐิแพร่หลายไป ธรรม ๓ ประการ คือ อธัมมราคะ วิสมโลภะ มิจฉา ธรรมก็แพร่หลายไป เมื่อธรรม ๓ ประการแพร่หลายไป ธรรมเหล่านี้ คือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่าน ผู้ใหญ่ในตระกูลก็แพร่หลายไป เมื่อธรรมเหล่านี้แพร่หลายไป แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็พลอยเสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อสัตว์เหล่านั้น เสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๒๕๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี
ว่าด้วยกำหนดอายุขัย ๑๐ ปี
{๔๖} [๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักถึงคราวที่มนุษย์เหล่านี้มีบุตรอายุเพียง ๑๐ ปี ในเมื่อมนุษย์มีอายุเพียง ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปีก็มีสามีกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี รสเหล่านี้ คือ เนยใส เนยข้น นํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิ้น ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี หญ้ากับแก้จักเป็นอาหารชั้นยอด เปรียบเหมือนข้าวสุกข้าวสาลี เจือกับเนื้อสัตว์เป็นอาหารชั้นยอดในบัดนี้ ฉันใด ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี หญ้ากับแก้ก็จักเป็นอาหารอย่างดี ฉันนั้นเหมือนกันแหละ ภิกษุทั้งหลายดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี กุศลกรรมบถ ๑๐ จักอันตรธานไปโดยประการทั้งปวง
อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี แม้แต่คำว่า ‘กุศล’ ก็จักไม่มี คนทำกุศลจักมีแต่ที่ไหน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี คนที่ไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักได้รับการบูชาและได้รับการสรรเสริญ เหมือนกับคนที่ปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูลได้รับการบูชาได้รับการสรรเสริญ ในบัดนี้ฉะนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักไม่มีความนึกคิดกันว่า ‘นี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี่ภรรยาของท่านที่เคารพทั้งหลาย’ สัตวโลกจักถึงการสมสู่ปะปนกันหมด เหมือนกับแพะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี มนุษย์เหล่านั้นต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่าง
แรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับบุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องสาวก็ดี น้องสาวกับพี่ชายก็ดี จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า เหมือนอย่างนายพรานเนื้อเห็นเนื้อเข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าฉะนั้น
{๔๗} [๑๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักมีสัตถันตรกัป ๗ วัน มนุษย์เหล่านั้นจักสำคัญกันเองว่าเป็นเนื้อ ศัสตราทั้งหลาย อันคมจักมีปรากฏอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคม นั้นโดยสำคัญว่า ‘นี่คือเนื้อ ๆ’
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น มนุษย์เหล่านั้นบางพวกจักมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘พวกเราอย่าฆ่าใคร และใครก็อย่าฆ่าเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังที่มีหญ้ารก ๆ ป่ารก ๆ ต้นไม้รก ๆ เกาะกลางนํ้า หรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด’ ดังนี้แล้วก็พา กันเข้าไปยังที่มีหญ้ารก ๆ ป่ารก ๆ ต้นไม้รก ๆ เกาะกลางนํ้า หรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอด ๗ วัน เมื่อล่วง ๗ วันไป เขาพากันออกจากยังที่มีหญ้ารก ๆ ป่ารก ๆ ต้นไม้รก ๆ เกาะกลางน้ำ หรือ
- ๑สัตถันตรกัป อันตรกัปพินาศเพราะศัสตรา คือเกิดการพินาศของโลกเสียกลางคันเพราะ ศัสตราการฆ่าฟันกันต่าง ๆ โดยยังไม่ทันถึงสังวัฏฏกัป (กัปฝ่ายเสื่อม ดูสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเชิงอรรถ ๑ ข้อ ๗๒ หน้า ๕๖-๕๗ ในเล่มนี้) คำว่า อันตรกัป แปลว่า กัปพินาศกลางคัน เป็นชื่อเรียก กัปย่อยของสังวัฏฏกัป มี ๓ คือ (๑) ทุพภิกขันตรกัป กัปพินาศกลางคันเพราะข้าวยากหมากแพง มีโลภะเป็นมูลเหตุ คือเกิดจากต่างคนต่างโลภ (๒) โรคันตรกัป กัปพินาศกลางคันเพราะโรคภัยไข้เจ็บ มีโมหะเป็นมูลเหตุ ประชาชนต่างพากันลุ่มหลงงมงาย (๓) สัตถันตรกัป กัปพินาศกลางคันเพราะศัสตรา มีโทสะเป็นมูลเหตุ ประชาชนต่างอาฆาตมาดร้ายเข่นฆ่ากัน หมู่มนุษย์ที่พินาศเพราะทุพภิกขันตรกัปส่วนใหญ่จะเกิดในแดนเปรต ทั้งนี้เพราะมีความติดใจ รุนแรงในอาหาร ที่พินาศเพราะโรคันตรกัปส่วนใหญ่จะเกิดในสวรรค์ ทั้งนี้เพราะก่อนตาย ได้ตั้งเมตตาจิตว่า ‘ขอโรคเช่นนี้อย่าได้มีแก่คนอื่น ๆ เลย’ ที่พินาศเพราะสัตถันตรกัป ส่วนใหญ่จะเกิดในนรก ทั้งนี้เพราะมีจิตอาฆาตกันและกันอย่างแรงกล้า (ที.ปา.อ. ๓๙)
ซอกเขา แล้วต่างก็สวมกอดกันและกัน ขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที่ประชุมว่า ‘ท่านผู้เจริญ เราพบเห็นกันอีกแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่ ๆ’
ว่าด้วยการทำให้เจริญด้วยอายุและวรรณะเป็นต้น
[๑๐๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น มนุษย์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราหมดสิ้นญาติมากมายถึงปานนี้ก็เพราะยึดถืออกุศลธรรม อย่ากระนั้นเลย เราควรทำกุศลเข้าไว้ เราควรทำกุศลอะไรดี ถ้ากระไร เราควรงดเว้นจากปาณาติบาต ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติปฏิบัติกัน’ พวกเขาก็จักพากันงดเว้นปาณาติบาต สมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติปฏิบัติกัน เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม พวกเขาจักเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อพวกเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๑๐ ปีก็จักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๒๐ ปี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น มนุษย์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรมกัน อย่ากระนั้นเลย เราควรทำกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราควรทำกุศลอะไรดี ถ้ากระไร เราควรงดเว้นจากอทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ควรงดเว้นจากมุสาวาท ควรงดเว้นจากปิสุณวาจา ควรงดเว้นจากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา ควรละพยาบาท ควรละมิจฉาทิฏฐิ ควรละธรรม ๓ ประการ คือ อธรรมราคะ วิสมโลภะ มิจฉาธรรม อย่ากระนั้นเลย เราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อม ต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติปฏิบัติกัน’ พวกเขาก็จักปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติปฏิบัติกัน เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม
เหล่านี้ พวกเขาเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อพวกเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคนที่มีอายุ ๒๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๔๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๔๐ ปีจักมี อายุเจริญขึ้นเป็น ๘๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๘๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๑๖๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๑๖๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๓๒๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๓๒๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๖๔๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๖๔๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๒,๐๐๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๔,๐๐๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๘,๐๐๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๔๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนที่มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นเป็น ๘๐,๐๐๐ปี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปีจึงจักมีสามีกัน
ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิสังขะ
{๔๘} [๑๐๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักเกิดอาพาธ ๓ อย่าง คือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้จักมั่งคั่ง และรุ่งเรือง มีหมู่บ้าน นิคม และราชธานีพอชั่วไก่บินตก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ชมพูทวีปนี้จะเป็นประหนึ่งว่าอเวจีนรก จักแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คน เหมือนป่าไม้อ้อหรือป่าไม้สาละฉะนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระนครพาราณสีนี้จักเป็นราชธานีมีนามว่าเกตุมดี เป็นเมืองมั่งคั่งและรุ่งเรือง มีพลเมืองมาก
- ๑ความไม่อยากกิน (อนสนะ) หมายถึงความไม่อยากกินอาหารอีกเพราะกินอิ่มแล้วจึงเกิดภาวะเฉื่อยทางกายอยากจะนอนหลับเพราะความเมาคืออิ่มในอาหาร (ที.ปา.อ. ๔๐)
- ๒พอชั่วไก่บินตก เป็นคำแสดงว่าบ้านเรือนในชมพูทวีปนี้หนาแน่นโดยคำนวณจากการบินของไก่ กล่าวคือ ไก่สามารถบินจากหลังคาบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งได้ (ที.ปา.อ. ๔๐)
มีผู้คนคับคั่ง และมีอาหารสมบูรณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง ๘๔,๐๐๐ เมือง มีเกตุมดีราชธานีเป็นประมุข
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จักมีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าพระเจ้าสังขะเสด็จอุบัติขึ้น ณ เกตุมดีราชธานี เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินซึ่งมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ มีพระราชบุตรมากกว่าพันองค์ ซึ่งล้วนกล้าหาญ มีรูปร่างองอาจ สามารถยํ่ายีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้อันมีสาครเป็นขอบเขต
ว่าด้วยการเสด็จอุบัติแห่งพระเมตไตรยพุทธเจ้า
[๑๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเมตไตรยจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลกทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เหมือนเราตถาคตที่อุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ ที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรมฉะนั้น
- ๑เป็นประมุข หมายถึงเป็นเมืองเอก
- ๒ดูเชิงความหมายของพระพุทธคุณ ๙ บทที่เชิงอรรถ ๒ ข้อ ๖ หน้า ๖-๘ ในเล่มนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้านามว่าเมตไตรยพระองค์นั้นจักทรงทราบประจักษ์โลกนี้ ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย เหมือนเราตถาคตในบัดนี้ที่ทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรยพระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน เหมือนเราตถาคตแสดง ธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในบัดนี้ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรยพระองค์นั้นจักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนเราตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อยอยู่ในบัดนี้ฉะนั้น
- ๑มารโลก โลกของมาร หมายถึงกามาพจรสวรรค์ชั้นที่ ๖ อันเป็นเทวโลกชั้นสูงสุด เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งมีเทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งสวรรค์นามว่าวสวัตดี ชื่อว่าเป็นมารเพราะ เป็นนิมิตหมายแห่งความขัดข้องคอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจ ครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข (นัย วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗)
- ๒สมณพราหมณ์ หมายถึงนักบวชทั้งในและนอกพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๑๕๗)
- ๓คำว่า เทพ ในที่นี้หมายถึงสมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสีและพระราชโอรส (ที.สี.อ. ๑๕๗)
- ๔แสดงธรรมงาม...ในที่สุด หมายถึงทรงแสดงศีลเป็นเบื้องต้น อริยมรรคเป็นหลักปฏิบัติท่ามกลางและจบด้วยการทำที่สุดแห่งทุกข์คือพระนิพพาน (นัย ที.สี.อ. ๑๕๙)
- ๕คำว่า พรหมจรรย์ ความประพฤติประเสริฐ มีความหมาย ๑๐ ประการ คือ ทาน การให้ เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือ ปัญจสีละ ศีล ๕ อัปปมัญญา การประพฤติพรหมวิหารอย่างไม่มีขอบเขต เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม สทารสันโดษ ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน วิริยะ ความเพียร อุโปสถังคะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ทางอันประเสริฐ และศาสนา คือไตรสิกขา ในที่นี้หมายถึงศาสนา (ที.สี.อ. ๑๖๐-๑๖๒)
[๑๐๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระเจ้าสังขะจักทรงให้ยกปราสาท ที่พระเจ้ามหาปนาทะทรงให้สร้างไว้ขึ้นแล้วประทับอยู่ แล้วจักทรงสละพระราชทานไป จักทรงบำเพ็ญทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย แล้วจักทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อมฝาด เสด็จออกจากเรือนไปทรงผนวชเป็นบรรพชิตใน สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเมตไตรยอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวเธอทรงผนวชอย่างนี้แล้ว จักทรงปลีกพระองค์อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีพระทัยมุ่งพระนิพพาน ไม่ช้านักพระองค์จักทำให้แจ้งซึ่งคุณพิเศษอันยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ด้วยพระองค์เองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ{๔๙} [๑๐๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรเล่า ภิกษุจึงชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง
ว่าด้วยความเจริญด้วยอายุและวรรณะเป็นต้นสำหรับภิกษุ
{๕๐} [๑๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประพฤติธรรมอันเป็น โคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบเนื่องมาจากบิดาของตน เมื่อเธอทั้งหลายประพฤติ ธรรมอันเป็นโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบเนื่องมาจากบิดาของตน จักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง จักเจริญด้วยสุขบ้าง จักเจริญด้วยโภคะบ้าง จักเจริญด้วยพละบ้างดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องอายุของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิปธาน สังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขารอยู่ เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เพราะกระทำ
- ๑เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร คำว่า อิทธิบาท คือธรรมเป็นบาทคือฐาน รองรับฤทธิ์คือความสำเร็จ หรือธรรมเป็นเครื่องสำเร็จ มีฤทธิ์ คือเจริญ เข้าถึงภาวะสูงขึ้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงกองจิตและเจตสิกอันเป็นบาทคือเป็นที่ตั้งมั่นแห่งฉันทสมาธิ และปธานสังขารซึ่งสัมปยุตคือประกอบด้วยอภิญญาจิต (จิตที่รู้ยิ่ง) ที่เรียกว่าอิทธิฤทธิ์ (นัยที.ม.อ. ๒๕๒-๒๕๓) คำว่า ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิ (ความตั้งใจมั่น) ที่มีฉันทะ (ความพอใจ) เป็นเหตุหรือเป็นใหญ่ ได้แก่ สมาธิที่บำเพ็ญได้มาเพราะทำกัตตุกัมยตาฉันทะ (ความพอใจด้วยความปรารถนาจะทำ หรือความเต็มใจทำ) ให้เป็นใหญ่ แม้คำว่า วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ และวิมังสาสมาธิ ก็นัยนี้ คำว่า ปธานสังขาร หมายถึงสังขาร (สภาพปรุงแต่งพฤติกรรมคือการกระทำ การพูด และความคิด) อันเป็นประธานคือเป็นหลักนำ ได้แก่ การประกอบความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ ซึ่งให้สำเร็จหน้าที่แห่งความเพียรชอบ ๔ ประการ คือ (๑) สังวรปธาน เพียรระวังหรือเพียร ปิดกั้นบาปอกุศลธรรมมิให้เกิดขึ้น (๒) ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลธรรมให้เกิดขึ้น (๔) อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (นัย ที.ม.อ. ๒๕๒)
ให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เธอเมื่อปรารถนาย่อมดำรงอยู่ได้กัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องอายุของภิกษุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องวรรณะของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องวรรณะของภิกษุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องสุขของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์และโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องสุขของภิกษุดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องโภคะของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบ
- ๑คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงอายุกัป (ที.ม.อ. ๑๕๗) คือช่วงกำหนดอายุของมนุษย์แต่ละยุคสมัย ซึ่งมากบ้าง น้อยบ้าง ในยุคสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเรา อายุกัปของมนุษย์เท่ากับ ๑๐๐ ปี
- ๒คำว่า วรรณะ หมายถึงทั้งสรีรวรรณะ ความมีผิวพรรณดี และคุณวรรณะ การกล่าวยกย่อง ชื่อเสียงเกียรติคุณ (ที.ปา.อ. ๔๓)
ด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เธอมีใจประกอบด้วยกรุณา ... เธอมีใจประกอบด้วยมุทิตา ... เธอมีใจประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องโภคะของภิกษุดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องพละของภิกษุมีอธิบายอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบันทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องพละของภิกษุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรา ยังไม่เห็นกำลังอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่ข่มได้แสนยาก เหมือนกำลังของมารนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้จักเจริญขึ้นได้อย่างนี้ เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรมทั้งหลาย”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จักกวัตติสูตรที่ ๓
- ๑เจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิตหรือกำลังสมาธิ หมายถึงภาวะที่จิตบรรลุ อรหัตตผลซึ่งหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสทั้งปวง ปัญญาวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เป็นเหตุให้บรรลุอรหัตตผลซึ่งทำให้หลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง (ที.สี.อ. ๒๘๑)
๔. อัคคัญญสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่รู้กันว่าเป็นเลิศ
เรื่องวาเสฏฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส
{๕๑} [๑๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส ต้องการความเป็นภิกษุ จึงอยู่อบรมในสำนักภิกษุทั้งหลาย เย็นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจากปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่โล่งในร่มเงาปราสาท
- ๑สิ่งทีรู้กันว่าเป็นเลิศ (อัคคัญญะ ตามพยัญชนะมาจาก อคฺค เลิศ ยอด เดิม ต้น +ญฺา รู้ = อคฺคญฺญฺ สิ่งที่รู้กันว่าเลิศ)หมายถึงข้อกำหนดอันเป็นสมมติฐานชั้นต้นที่รู้กันว่าเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้นของโลก (ที.ปา.อ. ๓,๕๔) ทฤษฎีต้นกำเนิดโลก ก็ว่า
- ๒นางวิสาขามิคารมาตา เป็นมหาอุบาสิกาสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี และนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล (เป็นพระโสดาบัน) ตั้ง แต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาได้สมรสกับนายปุณณวัฒน์ บุตรชายของมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐีบิดาของสามีซึ่งนับถือพวก นิครนถ์ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนามิคารเศรษฐีจึงนับถือนางมากถึงขนาดเรียกนางว่าเป็นแม่ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมาตา (มารดาของมิคารเศรษฐี) นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย ได้ขายเครื่องประดับประจำตัวชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่งเพื่อนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม ณ พระนครสาวัตถี นางวิสาขามีบุตรหลานมากมายล้วนแต่มีสุขภาพดี แม้นางจะมีอายุถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งหลาย (นัย ที.ปา.อ. ๔๔-๔๕ เรื่องเกี่ยวกับนางวิสาขา พึงดูเรื่องโดยพิสดารในอรรถกถาธรรมบท แปล ภาค ๓)
- ๓วาเสฎฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส คำว่า สณุทเทส เป็นไวพจน์ของคำว่า สามเณร ในที่นี้คือสามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะทั้งสองเป็นพราหมณ์มหาศาลที่มีชื่อเสียง เรียนจบไตรเพท ได้ฟังวาเสฏฐสูตรแล้วขอถึงไตรสรณคมน์ ฟังเตวิชชสูตรแล้วขอบวช แต่อายุยังไม่ครบบวชเป็นภิกษุ จึงบวชเป็นสามเณรอยู่อบรมติตถิยปริวาส (นัย ที.ปา.อ. ๔๕)
End of ๓. จักกวัตติสูตร