arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย

๔. อัคคัญญสูตร เล่ม ๑๑

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๑–๗๒ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค อัคคัญญสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 15 · Chaloem Phrakiat Volume 11)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 11, pp. 93–115

Page 93

๔. อัคคัญญสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่รู้กันว่าเป็นเลิศ

เรื่องวาเสฏฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส

{๕๑} [๑๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขามิคารมาตา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส ต้องการความเป็นภิกษุ จึงอยู่อบรมในสำนักภิกษุทั้งหลาย เย็นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจากปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่โล่งในร่มเงาปราสาท

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิ่งทีรู้กันว่าเป็นเลิศ (อัคคัญญะ ตามพยัญชนะมาจาก อคฺค เลิศ ยอด เดิม ต้น +ญฺา รู้ = อคฺคญฺญฺ สิ่งที่รู้กันว่าเลิศ)หมายถึงข้อกำหนดอันเป็นสมมติฐานชั้นต้นที่รู้กันว่าเป็นจุดกำเนิดเริ่มต้นของโลก (ที.ปา.อ. ๓,๕๔) ทฤษฎีต้นกำเนิดโลก ก็ว่า
  2. ๒นางวิสาขามิคารมาตา เป็นมหาอุบาสิกาสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี และนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล (เป็นพระโสดาบัน) ตั้ง แต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาได้สมรสกับนายปุณณวัฒน์ บุตรชายของมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐีบิดาของสามีซึ่งนับถือพวก นิครนถ์ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนามิคารเศรษฐีจึงนับถือนางมากถึงขนาดเรียกนางว่าเป็นแม่ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมาตา (มารดาของมิคารเศรษฐี) นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย ได้ขายเครื่องประดับประจำตัวชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่งเพื่อนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ คือ มิคารมาตุปราสาท วัดบุพพาราม ณ พระนครสาวัตถี นางวิสาขามีบุตรหลานมากมายล้วนแต่มีสุขภาพดี แม้นางจะมีอายุถึง ๑๒๐ ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งหลาย (นัย ที.ปา.อ. ๔๔-๔๕ เรื่องเกี่ยวกับนางวิสาขา พึงดูเรื่องโดยพิสดารในอรรถกถาธรรมบท แปล ภาค ๓)
  3. ๓วาเสฎฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทส คำว่า สณุทเทส เป็นไวพจน์ของคำว่า สามเณร ในที่นี้คือสามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะทั้งสองเป็นพราหมณ์มหาศาลที่มีชื่อเสียง เรียนจบไตรเพท ได้ฟังวาเสฏฐสูตรแล้วขอถึงไตรสรณคมน์ ฟังเตวิชชสูตรแล้วขอบวช แต่อายุยังไม่ครบบวชเป็นภิกษุ จึงบวชเป็นสามเณรอยู่อบรมติตถิยปริวาส (นัย ที.ปา.อ. ๔๕)
Page 94

[๑๑๒] วาเสฏฐสมณุทเทสได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จ จงกรมอยู่ในที่โล่งนั้นในเวลาเย็น ครั้นแล้วจึงเรียกภารทวาชสมณุทเทสมาพูดว่า “ท่านภารทวาชะ สมณะนี้คือพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เสด็จลงจากปราสาทแล้วทรงจงกรมอยู่ ณ ที่โล่งในร่มเงาปราสาท เรามาไปกันเถิด ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับกัน บางทีเราจะพึงได้ฟังธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์บ้าง” ภารทวาชสมณุทเทสรับคำของวาเสฏฐสมณุทเทสแล้ว[๑๑๓] ทันใดนั้น วาเสฏฐสมณุทเทสกับภารทวาชสมณุทเทสพากัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเดินจงกรมตามเสด็จพระองค์ผู้กำลังเสด็จจงกรมอยู่

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกวาเสฏฐสมณุทเทสและ ภารทวชสมณุทเทสมาแล้วตรัสว่า “ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสองมีชาติกำเนิดเป็นพราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกจากตระกูลพราหมณ์ มาบวชเป็นบรรพชิต พวกพราหมณ์ไม่ด่าไม่ว่าเธอทั้งสองหรือ”

สมณุทเทสทั้งสองนั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าพากันว่าข้าพระองค์ทั้งสองด้วยถ้อยคำเหยียดหยามอย่างสมใจเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลย”

“ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็พวกพราหมณ์พากันด่าพากันว่า เธอทั้งสองด้วยถ้อยคำเหยียดหยามอย่างสมใจเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลย อย่างไรเล่า”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าพากันว่าอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะ ที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑วรรณะ คือการจัดลำดับชนชั้นตามหลักศาสนาพราหมณ์ออกเป็น ๔ ชั้น คือ (๑) กษัตริย์ ชนชั้นปกครองหรือนักรบ (๒) พราหมณ์ ชนชั้นนักบวชและเป็นเจ้าพิธี (๓) แพศย์ ชนชั้นพวกชาวนา พ่อค้า ประชาชนทั่วไป (๔) ศูทร ชนชั้นตํ่า ได้แก่ พวกทาสและกรรมกร
Page 95

พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม เจ้าทั้งสองคนมาละวรรณะที่ประเสริฐ ที่สุดเสียแล้วไปเข้ารีตวรรณะที่เลวทราม คือ พวกสมณะที่มีศีรษะโล้น เป็นพวกไพร่ เป็นพวกดำ เป็นพวกที่เกิดจากเท้าของพรหมนั้นเป็นการไม่ดี เป็นการไม่สมควรเลย” ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์พากันด่าพากันว่าข้าพระองค์ทั้งสองด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามอย่างสมใจเต็มที่ ไม่มีลดหย่อนเลยอย่างนี้แล”

[๑๑๔] “เอาเถอะ วาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ระลึกถึง เรื่องเก่าของพวกเขาไม่ได้ จึงพากันพูดอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็น วรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เหล่านางพราหมณีของพวกพราหมณ์มีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกกินนมอยู่บ้าง ก็เห็น ๆ กันอยู่แล อันที่จริงพวกพราหมณ์เหล่านั้นก็ล้วนแต่เกิดจากช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้นแต่พากันอวดอ้างอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์ หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตร อยู่ในพระอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’ เขาเหล่านั้น กล่าวตู่พรหมและพูดเท็จ ย่อมประสบแต่สิ่งไม่เป็นบุญเป็นอันมาก

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เรื่องเก่า ในที่นี้หมายถึงพงศาวดารว่าด้วยจุดกำเนิดเริ่มต้นของโลกอันดั้งเดิม (ที.ปา.อ. ๔๗)
Page 96

เรื่องความบริสุทธิ์ด้วยวรรณะ ๔

{๕๒} [๑๑๕] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะมีอยู่ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็กษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ชอบพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมบมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลธรรม นับว่าเป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นสาวัชชธรรม นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นอเสวิตัพพธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่ควรแก่พระอริยะ เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนตำหนิ อกุศลธรรมเหล่านั้นก็มีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์

บางพระองค์ในโลกนี้ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้ ... แม้แพศย์บางคนในโลกนี้.. แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ก็ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ชอบพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ละโมบมาก คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลธรรม นับว่าเป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นสาวัชชธรรม นับว่าเป็นธรรมมีโทษ เป็นอเสวิตัพพธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่ควรเสพ ไม่ควรเป็นอริยธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่ควรแก่พระอริยะ เป็นธรรมดำ มีวิบากดำ วิญญูชนตำหนิ อกุศลธรรมเหล่านั้นก็มีปรากฏอยู่แม้ในศูทรบางคนในโลกนี้{๕๓} ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ส่วนกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จาก

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีวิบากดำ หมายถึงให้ผลเป็นทุกข์ (ที.ปา.อ. ๔๘)
Page 97

การพูดเพ้อเจ้อ ไม่ละโมบมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดเป็นกุศลธรรม นับว่าเป็นธรรมฝ่ายกุศล เป็นอนวัชชธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นเสวิตัพพธรรม นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม นับว่าเป็นธรรมควรแก่พระอริยะ เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ กุศลธรรมเหล่านั้นมีปรากฏอยู่แม้ในกษัตริย์บางพระองค์ในโลกนี้

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้พราหมณ์บางคนในโลกนี้... แม้แพศย์บางคนในโลกนี้.. แม้ศูทรบางคนในโลกนี้ก็เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่า สัตว์... ไม่ละโมบมาก ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้แล ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศลธรรม นับว่าเป็นธรรมฝ่ายกุศล เป็นอนวัชชธรรม นับว่าเป็นธรรมไม่มีโทษ เป็นเสวิตัพพธรรม นับว่าเป็นธรรมที่ควรเสพ ควรเป็นอริยธรรม นับว่าเป็นธรรมควรแก่พระอริยะ เป็นธรรมขาว มีวิบากขาว วิญญูชนสรรเสริญ กุศลธรรมเหล่านั้นมีปรากฏ อยู่แม้ในศูทรบางคนในโลกนี้[๑๑๖] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็เมื่อวรรณะ ๔ เหล่านี้แล รวมเป็นบุคคลสองพวก คือ พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมดำวิญญูชนตำหนิพวกหนึ่ง

พวกที่ตั้งอยู่ในธรรมขาววิญญูชนสรรเสริญพวกหนึ่ง อย่างนี้ ข้อที่พวกพราหมณ์พากันอวดอ้างอยู่อย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พวกพราหมณ์เป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์ หาบริสุทธิ์ไม่ พราหมณ์พวกเดียวเป็นบุตร อยู่ในพระอุระ เกิดจากปากของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’ ดังนี้นั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายจึงไม่รับรองถ้อยคำของพวกเขา ข้อนั้นเพราะเหตุไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีวิบากขาว หมายถึงให้ผลเป็นสุข (ที.ปา.อ. ๔๘)
Page 98

เพราะว่าบรรดาวรรณะเหล่านั้น ผู้ใดเป็นภิกษุผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ได้วางภาระเสียแล้ว ได้รับประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไป แล้วเพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นย่อมกล่าวได้ว่าเป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลายโดยชอบธรรมแท้ จะโดยไม่ชอบธรรมหามิได้ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบันทั้งในกาลภายหน้า

[๑๑๗] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยบรรยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ‘ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในปัจจุบันทั้งในกาลภายหน้า’

{๕๔} ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบแน่ชัดว่า ‘พระสมณโคดมทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม ทรงผนวชจากศากยตระกูล’ ดังนี้ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็พวกเจ้าศากยะยังเป็นผู้ตามเสด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ตลอดเวลา และพวกเจ้าศากยะยังกระทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมในพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยประการดังที่กล่าวนี้แลพวกเจ้าศากยะกระทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม อย่างใดในพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้ทรงกระทำการ นอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรมอย่างนั้น ในตถาคต ด้วยทรงถือว่า ‘พระสมณโคดมเป็นผู้มีชาติตระกูลสูง เรามีชาติต่ำกว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีพระกำลัง เรามีกำลังน้อยกว่า พระสมณโคดม เป็นผู้มีพระคุณน่าเลื่อมใส เรามีคุณน่าเลื่อมใสน้อยกว่า พระสมณโคดม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑-๑คำว่า ขีณาสพ หมายถึงพระผู้สิ้นอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ทั้งหลายแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงสำเร็จมรรคผล เป็นพระอเสขบุคคล ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว หมายถึงได้ทำกิจที่ควรทำในอริยสัจ ๔ ด้วยมรรค ๔ เสร็จแล้ว ได้วางภาระเสียแล้ว หมายถึง วางภาระคือกิเลสและภาระคือขันธ์ลงได้แล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หมายถึงสิ้น ตัณหาที่เรียกว่าเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว (ที.ปา.อ. ๔๘-๔๙)
Page 99

เป็นผู้สูงศักดิ์ เราเป็นผู้ตํ่าศักดิ์กว่า มิใช่หรือ’ โดยที่แท้พระเจ้าปเสนทิโกศล ที่ทรงกระทำการนอบน้อม กราบไหว้ ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ในตถาคตอย่างนั้น ก็เพราะพระองค์ทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม พระธรรมนั่นเอง ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยปริยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ‘ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในปัจจุบันทั้งในกาลภายหน้า’

เรื่องบุตรเกิดแต่พระอุระและพระโอษฐ์พระผู้มีพระภาคเจ้า

{๕๕} [๑๑๘] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสองคนซึ่งมีชาติต่างกัน มีชื่อต่างกัน มีโคตรต่างกัน มีตระกูลต่างกัน ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต เมื่อถูกถามว่า ‘ท่านทั้งสองนี้เป็นพวกไหน’ เธอทั้งสองพึงตอบเขาว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นพวกพระสมณศากยบุตร’ ดังนี้เถิด ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ศรัทธาในตถาคตของผู้ใดตั้งมั่น เกิดแล้วแต่รากแก้ว ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลกให้คลอนแคลนไม่ได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดแต่พระธรรม เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทแห่งพระธรรม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคำว่า ‘ธรรมกาย’ ก็ดี ‘พรหมกาย’ ก็ดี ‘ธรรมภูต’ ก็ดี ‘พรหมภูต’ ก็ดี ล้วนเป็นชื่อของตถาคต

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑รากแก้ว ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (ที.ปา.อ. ๕๐)
  2. ๒เป็นบุตร หมายถึงภิกษุนั้นอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดในอริยภูมิ (ที.ปา.อ. ๕๐)
  3. ๓อยู่ในพระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมายถึงภิกษุนั้นตั้งอยู่ในอริยมรรค อริยผลได้ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงป่าวประกาศธรรมที่อยู่ในพระอุระแล้วเปล่งออกจากพระโอษฐ์ (ที.ปา.อ. ๕๐)
  4. ๔ธรรมกาย พรหมกาย ธรรมภูฅ พรหมภูต มีคำจำกัดความดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชื่อว่า ธรรมกาย เพราะพระองค์ทรงคิดค้นพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้วทรง
Page 100

{๕๖} [๑๑๙] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยเป็นบางครั้งบางคราว ที่ระยะกาลผ่านไปนาน ๆ เข้า โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังจะพินาศอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นนึกอะไรก็สำเร็จได้ดังปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปในอากาศได้ อยู่ในวิมานอันสวยงาม สถิตอยู่ในภพนั้นนานแสนนานดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว ที่ระยะกาลผ่านไปนาน ๆ เข้า โลกนี้จะกลับเจริญขึ้น เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่ เหล่าสัตว์โดยมากจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ แม้สัตว์ผู้นั้นก็นึกอะไรสำเร็จได้ดังปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปในอากาศได้ อยู่ในวิมานอันสวยงาม สถิตอยู่ในภพนั้นนานแสนนาน

เรื่องความปรากฏแห่งง้วนดิน

[๑๒๐] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็แลสมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้น นี้แลเป็นนํ้าทั้งนั้น มืดมนอันธการ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาวนักษัตร ทั้งหลาย กลางวันและกลางคืนยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือน ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ สตรีและบุรุษก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายมีชื่อแต่

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. เผยแผ่ด้วยพระวาจา ดังนั้น พระกายของพระองค์ก็คือพระธรรมเพราะสำเร็จมาจากพระธรรม ธรรมกายจึงแปลว่าผู้มีพระธรรมเป็นกาย เพราะทรงมีพระธรรมเป็นกายนั่นแหละจึงทรงชื่อว่า พรหมกาย แท้จริงพระธรรมเรียกว่าพรหมก็ได้เพราะเป็นสิ่งประเสริฐ ทรงชื่อว่าธรรมภูตเพราะ ทรงมีพระธรรมเป็นสภาวะ ทรงชื่อว่าพรหมภูตเพราะทรงเป็นธรรมภูตนั่นเอง (ที.ปา.อ.๕๐)
  2. ๑อาภัสสรพรหม พรหมมีรัศมีกายสุกปลั่งซ่านไป เป็นพรหมโลกชั้นสุดท้ายคือชั้นที่ ๓ ของผู้ที่ได้บรรลุทุติยฌาน ซึ่งอีกสองชั้น คือ ปริตตาภา ชั้นพวกมีรัศมีกายน้อย และอัปปมาณาภา ชั้นพวกมีรัศมีกายมีประมาณมิได้ (นัย ที.ม.อ. ๑๑๐)
  3. ๒มาเป็นอย่างนี้ หมายถึงมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ (ที.ปา.อ. ๕๐)
  4. ๓แม้สัตว์ผู้นั้นก็นึกอะไรสำเร็จได้ดังปรารถนา ... สัญจรไปในอากาศได้ ข้อความนี้หมายความว่า อาภัสสรพรหมเหล่านั้นแม้จะมาบังเกิดในมนุษยโลกนี้แล้วก็ยังเป็นโอปปาติกะที่มีคุณสมบัติพิเศษเหมือนอยู่ในพรหมโลก (นัย ที.ปา.อ. ๕๐)
Page 101

เพียงว่าสัตว์เท่านั้น ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา ระยะกาลผ่านไปนาน ๆ เข้า เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฏแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่ถูกเคี่ยวจนร้อนแล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน ฉะนั้น ง้วนดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส มีสีเหมือนเนยใสหรือเนยข้นชั้นดีฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมามีสัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลเลพูดว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สิ่งนี้เป็นอะไร’ แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองชิมดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองชิมดูอยู่ รสง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ้น ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สัตว์พวกอื่นก็พากันทำตามอย่างสัตว์ผู้นั้น เอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองชิมดู เมื่อสัตว์เหล่านั้นพากันเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองชิมดูอยู่ รสง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นจึงเกิดความอยากขึ้น

เรื่องความปรากฏแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้น

[๑๒๑] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมา สัตว์เหล่านั้นเริ่มใช้มือปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ แล้วบริโภค เมื่อคราวที่พวกสัตว์เริ่มใช้มือปั้นง้วนดิน ให้เป็นคำ ๆ แล้วบริโภคอยู่ รัศมีในตัวเองของสัตว์เหล่านั้นได้หายไปแล้ว เมื่อรัศมีในตัวเองของสัตว์เหล่านั้นหายไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏ เมื่อดวงดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏแล้ว กลางวันกลางคืนก็ปรากฏ เมื่อกลางวันและกลางคืนปรากฏอยู่ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แลโลกนี้จึงได้กลับเจริญขึ้นอีก{๕๗} [๑๒๒] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์เหล่านั้นพากันบริโภคง้วนดิน มีง้วนดินเป็นภักษา มีง้วนดินเป็นอาหาร ได้ดำรง

Page 102

อยู่นานแสนนาน ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคง้วนดิน มีง้วนดินเป็นภักษา มีง้วนดินเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกาย แข็งกล้าขึ้นทุกที ความแตกต่างแห่งผิวพรรณก็ปรากฏขึ้น สัตว์บางพวกมีผิวพรรณดี บางพวกมีผิวพรรณทราม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณดีนั้นพากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณทรามว่า ‘พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา’ ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีอาการเย่อหยิ่งถือตัวขึ้น เพราะความถือตัวปรารภผิวพรรณเป็นเหตุ ง้วนดินก็ได้หายไป เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นพากันจับกลุ่มชุมนุมกัน ครั้นแล้วต่างก็บ่นถึงกันว่า ‘โอ อร่อย ๆ’ ดังนี้ ถึงในบัดนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากได้ของที่มีรสดีอย่างใดอย่างหนึ่งมาก็มักพูดกันอย่างนี้ว่า ‘โอ อร่อย ๆ’ ดังนี้ พวกพราหมณ์ตามไปได้แต่อักษรที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่านั้นเท่านั้น แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักษรนั้นเลย

ว่าด้วยเรื่องความปรากฏขึ้นแห่งสะเก็ดดิน

{๕๘} [๑๒๓] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อง้วนดินของสัตว์เหล่านั้นหายไปแล้ว สะเก็ดดินได้ปรากฏขึ้น สะเก็ดดินนั้นปรากฏขึ้นเหมือนเห็ด สะเก็ดดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส มีสีเหมือนเนยใสหรือ เนยข้นชั้นดีฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นเริ่มบริโภคสะเก็ดดินกัน สัตว์เหล่านั้นบริโภคสะเก็ดดิน มีสะเก็ดดินเป็นภักษา มีสะเก็ดดินเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้นมัวเพลินบริโภคสะเก็ดดิน มีสะเก็ดดินเป็นภักษา มีสะเก็ดดินเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ความแตกต่างแห่งผิวพรรณก็ปรากฏขึ้น สัตว์บางพวกมีผิวพรรณดี บางพวกมีผิวพรรณทราม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มี

Page 103

ผิวพรรณดีนั้นพากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณทรามว่า ‘พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา’ ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีอาการเย่อหยิ่งถือตัวขึ้น เพราะความถือตัวปรารภผิวพรรณเป็นเหตุ สะเก็ดดินก็ได้หายไป

เรื่องความปรากฏขึ้นแห่งเครือดิน

[๑๒๔] เมื่อสะเก็ดดินหายไปแล้ว เครือดินได้ปรากฏขึ้น เครือดินนั้นปรากฏขึ้นเหมือนผักบุ้ง เครือดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส มีสีเหมือนเนยใสหรือเนยข้นชั้นดีฉะนั้น มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ฉะนั้น

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นเริ่มบริโภคเครือดินกัน สัตว์เหล่านั้นบริโภคเครือดิน มีเครือดินเป็นภักษา มีเครือดินเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้นมัวเพลินบริโภคเครือดิน มีเครือดินเป็นภักษา มีเครือดินเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ความแตกต่างแห่งผิวพรรณก็ปรากฏขึ้น สัตว์บางพวกมีผิวพรรณดี บางพวกมีผิวพรรณทราม ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีผิวพรรณดีนั้นพากันดูหมิ่นสัตว์พวกที่มีผิวพรรณทรามว่า ‘พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา’ ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีอาการเย่อหยิ่งถือตัวขึ้น เพราะความถือตัวปรารภผิวพรรณเป็นเหตุ เครือดินก็ได้หายไปเมื่อเครือดินหายไปแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็พากันจับกลุ่มชุมนุมกัน ครั้นแล้วต่างก็บ่นถึงกันว่า ‘เครือดินได้เคยมีแก่พวกเราหนอ เดี๋ยวนี้เครือดินของพวกเราได้สูญหายเสียแล้วหนอ’ ดังนี้ ถึงในบัดนี้ก็เหมือนกัน คนเป็นอันมากพอถูกความระทมทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมากระทบเข้าก็มักบ่นกันอย่างนี้ว่า ‘สิ่งของของพวกเราได้เคยมีแล้วหนอ แต่เดี๋ยวนี้สิ่งของ

Page 104

ของพวกเราได้มาสูญหายเสียแล้วหนอ’ ดังนี้ พวกพราหมณ์ตามไปได้แต่ อักษรที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่านั้นเท่านั้นแต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความ แห่งอักษรนั้นเลย

เรื่องข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง

{๕๙} [๑๒๕] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้นต่อมา เมื่อเครือดินของสัตว์เหล่านั้นหายไปแล้ว ข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถก็ปรากฏขึ้น เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นสัตว์เหล่านั้นนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น ตกตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นก็มีเมล็ดสุกงอกขึ้นมาแทนที่ ตอนเช้าเขานำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตกตอนเย็นข้าวสาลีชนิดนั้นก็มีเมล็ดสุกงอกขึ้นมาแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น พวกสัตว์บริโภคข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ มีข้าวสาลีนั้นเป็นภักษา มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน

เรื่องความปรากฏขึ้นแห่งเพศหญิงและชาย

[๑๒๖] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุที่สัตว์เหล่านั้น มัวเพลินบริโภคข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง มีข้าวสาลีนั้นเป็นภักษา มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ความแตกต่างแห่งผิวพรรณก็ปรากฏขึ้น สตรีก็มีเพศหญิงปรากฏขึ้น และบุรุษก็มีเพศชายปรากฏขึ้น นัยว่าสตรีก็จ้องดูบุรุษอยู่เสมอ และบุรุษก็จ้องดู สตรีอยู่เสมอ เมื่อคนทั้งสองเพศต่างจ้องดูกันและกันอยู่เสมอ ก็เกิดความกำหนัดขึ้น เกิดความเร่าร้อนขึ้นในกาย เพราะความเร่าร้อนเป็นปัจจัย เขาทั้งสองจึงเสพเมถุนธรรมกัน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า เมถุนธรรม แปลว่า ธรรมชาติของคนคู่ที่มีความกำหนัดยินดีฉํ่าชุ่มด้วยราคะต่อกัน (วิ.อ. ๑/๒๗๕) เสพเมถุนธรรม จึงหมายถึงการร่วมประเวณีหรือมีเพศสัมพันธ์กัน
Page 105

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็โดยสมัยนั้นแล สัตว์พวกที่เห็นผู้อื่น เสพเมถุนธรรมกันอยู่ ก็โปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยขี้เถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง พร้อมกับพูดว่า ‘คนชาติชั่วจงฉิบหาย คนชาติชั่วจงฉิบหาย’ ดังนี้ แล้วพูด ต่อไปว่า ‘ไฉนสัตว์จึงได้ทำแก่สัตว์เช่นนี้เล่า’ ถึงในบัดนี้ก็เหมือนกัน ในชนบทบางแห่ง เมื่อเขากำลังนำคนที่จะถูกฆ่าไปสู่ที่ประหาร คนทั้งหลายก็โปรยฝุ่นใส่บ้าง โปรยขี้เถ้าใส่บ้าง โยนมูลโคใส่บ้าง พวกพราหมณ์ตามไปได้แต่อักษรที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่าเท่านั้น แต่ไม่รู้ชัดถึงเนื้อความแห่งอักษรนั้นเลย

เรื่องเสพเมถุนธรรมเป็นอาจิณ

{๖๐} [๑๒๗] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็สมัยนั้น การโปรยฝุ่นใส่ เป็นต้นนั้นแลสมมติกันว่าไม่เป็นความดีมา ในบัดนี้กลับสมมติกันว่าเป็นความดีขึ้น ก็สมัยนั้น สัตว์พวกที่เสพเมถุนกันจะเข้าหมู่บ้านหรือนิคมไม่ได้ เดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง เพราะสัตว์เหล่านั้นตกอยู่ในอสัทธรรมนั้นนานเกินเวลา จึงเริ่มสร้างบ้านเรือนขึ้นเพื่อปกปิดอสัทธรรมนั้น

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์ผู้หนึ่งเกิดความเกียจคร้านขึ้น จึงได้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ เราช่างลำบากเสียนี่ กระไรที่ต้องไปเก็บเอาข้าวสาลีมาทั้งในเวลาเย็นสำหรับอาหารเย็น ทั้งในเวลาเช้าสำหรับอาหารเช้า อย่ากระนั้นเลย เราควรไปเก็บเอาข้าวสาลีมา ไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็นทั้งเช้าคราวเดียวเถิด’

ต่อแต่นั้นมา สัตว์ผู้นั้นก็ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคทั้งเย็น ทั้งเช้าในคราวเดียวกัน ลำดับนั้น สัตว์ผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้นแล้วชวนว่า ‘สัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน’ สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ‘ไม่ละ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า อสัทธรรม ได้แก่ ความประพฤติปกติของพวกอสัตบุรุษคนชั้นต่ำ (ชาวบ้านทั่วไป) ในที่นี้ หมายถึงเมถุนธรรมคือการร่วมประเวณี (นัย วิ.อ. ๑/๒๓๑)
Page 106

สัตว์ผู้เจริญฉัน ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้เพื่อบริโภคพอทั้งเย็นทั้งเช้าเสีย คราวเดียวแล้ว’ จึงสัตว์ผู้นั้นได้ถือตามแบบอย่างของสัตว์ผู้นั้น ไปเก็บเอา ข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสองวัน พลางรำพึงว่า ‘นัยว่า แม้อย่างนี้ก็ดี เหมือนกัน ท่านผู้เจริญ’

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมา สัตว์อีกผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้นั้นแล้วชวนว่า ‘สัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน’ สัตว์ผู้นั้น ตอบว่า ‘ไม่ละ สัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อไว้ บริโภคสองวันแล้ว’ จึงสัตว์ผู้นั้นได้ถือตามแบบอย่างของสัตว์ผู้นั้น ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อสี่วัน พลางรำพึงว่า ‘นัยว่า แม้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ท่านผู้เจริญ’ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ต่อมา สัตว์อีกผู้หนึ่งเข้าไปหาสัตว์ผู้ นั้นแล้วชวนว่า ‘สัตว์ผู้เจริญ มาเถิด เราจักไปเก็บข้าวสาลีกัน’ สัตว์ผู้นั้นตอบว่า ‘ไม่ละ สัตว์ผู้เจริญ ฉันไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อไว้บริโภคสี่วันแล้ว’ จึงสัตว์ผู้นั้นได้ถือตามแบบอย่างของสัตว์ผู้นั้น ไปเก็บเอาข้าวสาลีมาไว้คราวเดียวเพื่อแปดวัน พลางรำพึงว่า ‘นัยว่า แม้อย่างนี้ก็ดี เหมือนกัน ท่านผู้เจริญ’ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เมื่อใด สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเริ่ม เก็บข้าวสาลีสะสมไว้เพื่อบริโภคกันขึ้น เมื่อนั้นแล ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็น ข้าวรำห่อเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ดบ้าง ต้นที่ถูกเกี่ยวก็ไม่งอกขึ้นมาแทนที่ ปรากฏว่าขาดเป็นตอน ๆ จึงได้มีข้าวสาลีเป็นหย่อม ๆ

เรื่องการแบ่งข้าวสาลี

{๖๑} [๑๒๘] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้นพากันมาชุมนุมกัน ครั้นแล้วต่างก็ปรับทุกข์กันว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้มีบาปธรรมหลายอย่างปรากฏขึ้นในสัตว์ทั้งหลายแล้ว ด้วยว่าเมื่อก่อนพวกเรา

Page 107

ได้เป็นผู้นึกอะไรสำเร็จได้ดังปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปในอากาศได้ อยู่ในวิมานอันสวยงาม สถิตอยู่ในภพนั้นนานแสนนาน ล่วงระยะกาลผ่านมานาน ๆ เข้า เกิดง้วนดินลอยขึ้นบนน้ำทั่วไปแก่เราทุกคน ง้วนดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคน ก็เริ่มใช้มือทั้งสองปั้นง้วนดินทำให้เป็นคำ ๆ เพื่อจะบริโภค เมื่อพวกเราทุกคนเริ่มใช้มือทั้งสองปั้นง้วนดินทำให้เป็นคำ ๆ เพื่อจะบริโภคอยู่ รัศมีกายก็หายไป เมื่อรัศมีกายหายไปแล้ว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นแล้ว ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ปรากฏขึ้น เมื่อดวงดาวนักษัตรทั้งหลายปรากฏขึ้นแล้ว

กลางวันและกลางคืนก็ปรากฏ เมื่อกลางวันและกลางคืนปรากฏอยู่ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฏ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฏอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฏพวกเราทุกคนก็บริโภคง้วนดิน มีง้วนดินเป็นภักษา มีง้วนดินเป็นอาหาร ก็ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน เพราะมีบาปธรรมที่เป็นอกุศลปรากฏขึ้นแก่พวกเรา ง้วนดินจึงหายไป เมื่อง้วนดินหายไปแล้ว จึงมีสะเก็ดดินปรากฏ สะเก็ดดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนก็บริโภคสะเก็ดดินกัน เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคสะเก็ดดินนั้น มีสะเก็ดดินเป็นภักษา มีสะเก็ดดินเป็นอาหาร ก็ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน เพราะมีบาปธรรมที่เป็นอกุศลปรากฏขึ้นแก่พวกเรา สะเก็ดดินจึงหายไป

เมื่อสะเก็ดดินหายไปแล้ว จึงมีเครือดินปรากฏขึ้น เครือดินนั้นสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น รส พวกเราทุกคนก็เริ่มบริโภคเครือดิน เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคเครือดินนั้น มีเครือดินเป็นภักษา มีเครือดินเป็นอาหาร ก็ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน เพราะมีบาปธรรมที่เป็น อกุศลปรากฏขึ้นแก่พวกเรา เครือดินจึงหายไปเมื่อเครือดินหายไปแล้ว จึงมีข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำ ไม่มีแกลบ ขาวสะอาด กลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร ตอนเย็นพวกเราทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเย็น

Page 108

ตกตอนเช้าข้าวสาลีชนิดนั้นก็มีเมล็ดสุกงอมงอกขึ้นแทนที่ ตอนเช้าพวกเรา ทุกคนไปนำเอาข้าวสาลีชนิดใดมาเพื่อบริโภคในเวลาเช้า ตกตอนเย็นข้าวสาลี ชนิดนั้นก็มีเมล็ดสุกงอกขึ้นแทนที่ ไม่ปรากฏว่าบกพร่องไปเลย เมื่อพวกเราทุกคนบริโภคข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเองในที่ที่ไม่ต้องไถ มีข้าวสาลีนั้นเป็นภักษา มีข้าวสาลีนั้นเป็นอาหาร ก็ได้ดำรงอยู่นานแสนนาน เพราะมีบาปธรรมเป็น อกุศลปรากฏขึ้นแก่พวกเรา ข้าวสาลีนั้นจึงกลายเป็นข้าวมีรำหุ้มเมล็ดบ้าง มีแกลบหุ้มเมล็ดบ้าง แม้ต้นที่ถูกเกี่ยวแล้วก็ไม่งอกขึ้นมาแทนที่ ปรากฏว่าขาดเป็นตอน ๆ จึงได้มีข้าวสาลีเป็นหย่อม ๆ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรมาแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกันเถอะ’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ

ครั้นแล้วสัตว์ทั้งหลายก็ได้แบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกันแล้ว{๖๒} [๑๒๙] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์ผู้หนึ่งเป็นคนโลภ สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขามิได้ให้มาบริโภค สัตว์ทั้งหลายจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้วได้ตักเตือนอย่างนี้ว่า ‘แน่ะสัตว์ ผู้เจริญ ก็ท่านทำกรรมอันชั่วช้านักแลที่สงวนส่วนของตนไว้ แต่ไปเก็บเอา ส่วนอื่นที่เขามิได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้ทำกรรมอันชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ สัตว์ผู้นั้นรับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว

แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ สัตว์ผู้นั้นก็สงวนส่วนของตนไว้ ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขามิได้ให้มาบริโภค สัตว์เหล่านั้นจึงช่วยกันจับสัตว์ผู้นั้น ครั้นแล้วได้ตักเตือนอย่างนี้ว่า ‘แน่ะสัตว์ผู้เจริญ ท่านทำกรรมอันชั่วช้านัก ที่สงวนส่วนของตนไว้ แต่ไปเก็บเอาส่วนอื่นที่เขามิได้ให้มาบริโภค ท่านอย่าได้ทำกรรมอันชั่วช้าเห็นปานนี้อีกเลย’ ว่าแล้วสัตว์พวกหนึ่งใช้ฝ่ามือตบตี พวกหนึ่งใช้ก้อนดินขว้างปา พวกหนึ่งใช้ท่อนไม้ตี

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็นับแต่นั้นเป็นต้นมา อทินนาทานก็ปรากฏ การตำหนิกันก็ปรากฏ มุสาวาทก็ปรากฏ การลงอาญาก็ปรากฏ

Page 109

เรื่องการเกิดขึ้นแห่งวรรณะกษัตริย์

[๑๓๐] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ชั้นผู้ใหญ่จึงประชุมกัน ครั้นแล้วต่างก็ปรับทุกข์กันว่า ‘พ่อเอ๋ย ก็เพราะบาปธรรม ได้เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลายแล้ว อทินนาทานจึงได้ปรากฏ การตำหนิกันจึง ได้ปรากฏ มุสาวาทจึงได้ปรากฏ การลงอาญาจึงได้ปรากฏ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบธรรม ให้เป็นผู้ตำหนิผู้ที่ควรตำหนิได้โดยชอบธรรม ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น’ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ

ครั้นแล้วสัตว์เหล่านั้นพากันเข้าไป หาสัตว์ที่สวยงามกว่า น่าดูน่าชมกว่า น่าเลื่อมใสกว่า และมีศักดิ์มากกว่าสัตว์ทุกคน แล้วแจ้งเรื่องนี้ว่า ‘ข้าแต่สัตว์ผู้เจริญ มาเถิด พ่อคุณ ขอพ่อจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าว จงตำหนิผู้ที่ควรตำหนิ จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบธรรมเถิด ส่วนพวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่พ่อ’ สัตว์ผู้นั้นแลรับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้วจึงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าว ตำหนิผู้ที่ควรตำหนิ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบธรรม ส่วนสัตว์เหล่านั้นได้เฉลี่ยแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่สัตว์ที่เป็นหัวหน้านั้น{๖๓} [๑๓๑] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นเป็น

ผู้ที่มหาชนสมมติขึ้น เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘มหาชนสมมต มหาชนสมมต’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นเป็นใหญ่ยิ่งแห่งแผ่นดินทั้งหลาย เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘กษัตริย์ กษัตริย์’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่ ๒ เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้านั้นทำให้คนเหล่าอื่นชอบใจได้โดยธรรม เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘ราชา ราชา’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่ ๓ด้วยประการดังนี้แล วาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะกษัตริย์นั้น จึงได้บังเกิดขึ้นเพราะอักขรโวหารที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่าอย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือน

Page 110

กันก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า

เรื่องการเกิดขึ้นแห่งวรรณะพราหมณ์

{๖๔} [๑๓๒] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ครั้งนั้นแล สัตว์บางจำพวกได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘พ่อเอ๋ย ก็เพราะบาปธรรมได้เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลายแล้ว อทินนาทานจึงได้ปรากฏ การตำหนิกันจึงได้ปรากฏ มุสาวาทจึงได้ปรากฏ การลงอาญาจึงได้ปรากฏ การขับไล่จึงได้ปรากฏ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรลอยบาปธรรมอันเป็นอกุศลกันเสียเถิด’ สัตว์เหล่านั้นจึงพากัน ลอยบาปธรรมอันเป็นอกุศลแล้ว ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะสัตว์เหล่านั้นพากันลอยบาปธรรมอันเป็นอกุศลอยู่ เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘พราหมณ์ พราหมณ์’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับแรก พราหมณ์เหล่านั้นพากันสร้างกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า

เพ่งอยู่ในกระท่อมนั้น พวกเขาไม่มีการหุงต้มและไม่มีการตำข้าว เวลาเย็นเวลาเช้าก็พากันเที่ยวแสวงหา อาหารตามคามนิคมและราชธานีเพื่อบริโภคในเวลาเย็นในเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้อาหารแล้วก็พากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมในราวป่าอีก คนทั้งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นั้นแล้วพูดอย่างนี้ว่า ‘พ่อเอ๋ย สัตว์พวกนี้แลพากันสร้างกระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่า แล้วเพ่งอยู่ในกระท่อมนั้น ไม่มีการหุงต้ม ไม่มีการตำข้าว เวลาเย็น เวลาเช้าก็พากันเที่ยวแสวงหาอาหารตามคามนิคมและราชธานีเพื่อบริโภคในเวลาเย็นในเวลาเช้า เขาเหล่านั้นครั้นได้อาหารแล้วพากันกลับไปเพ่งอยู่ในกระท่อมในราวป่าอีก’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะเหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘ฌายกา ฌายกา ผู้เพ่ง ผู้เพ่ง’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่ ๒บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์บางพวกเมื่อไม่อาจสำเร็จฌานใน กระท่อมซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าได้ จึงเที่ยวไปยังคามนิคมที่ใกล้เคียง

Page 111

แล้วก็อยู่จัดทำพระคัมภีร์ คนทั้งหลายเห็นพฤติการณ์ของพวกพราหมณ์นั้น แล้วจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘พ่อเอ๋ย ก็สัตว์เหล่านี้ไม่อาจสำเร็จฌานในกระท่อม ซึ่งมุงและบังด้วยใบไม้ในราวป่าได้ จึงเที่ยวไปยังคามและนิคมที่ใกล้เคียงแล้ว อยู่ทำพระคัมภีร์ไป ตอนนี้สัตว์เหล่านี้มิได้เพ่ง’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะในบัดนี้พวกชนเหล่านี้มิได้เพ่ง เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘อชฺฌายิกา อชฺฌายิกา ผู้ไม่เพ่ง ผู้ไม่เพ่ง’ จึงอุบัติขึ้นเป็นอันดับที่ ๓ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็สมัยนั้น การทรงจำและการสอนมนต์ถูกสมมติว่าเลว มาในบัดนี้สมมติว่าประเสริฐ

ด้วยประการดังนี้แล วาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะพราหมณ์ นั้นจึงได้บังเกิดขึ้นเพราะอักขรโวหารที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่าอย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกันก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า

เรื่องการเกิดขึ้นแห่งวรรณะแพศย์

{๖๕} [๑๓๓] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์บางพวกยึดมั่นเมถุนธรรมแล้วแยกกันไปประกอบการงาน เพราะสัตว์ เหล่านั้นยึดมั่นเมถุนธรรมแล้วแยกกันไปประกอบการงาน เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘แพศย์ แพศย์’ จึงอุบัติขึ้น

ด้วยประการดังนี้แล วาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะแพศย์นั้นจึง ได้บังเกิดขึ้นเพราะอักขรโวหารที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่าอย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกันก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า

Page 112

เรื่องการเกิดขึ้นแห่งวรรณะศูทร

[๑๓๔] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ บรรดาสัตว์เหล่านั้นแล สัตว์ที่ยังเหลือเป็นผู้มีการงานต่ำ มีการงานเล็กน้อย เพราะสัตว์เหล่านั้นมีการงานต่ำ มีการงานเล็กน้อย เหตุนั้นแล อักขรโวหารว่า ‘ศูทร ศูทร’ จึง อุบัติขึ้น

ด้วยประการดังนี้แล วาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะศูทรนั้นจึง ได้บังเกิดขึ้นเพราะอักขรโวหารที่รู้กันว่าเป็นของดีซึ่งเป็นของเก่าอย่างนี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือน กันก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า

{๖๖} [๑๓๕] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ได้มีครั้งหนึ่งที่กษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง แพศย์บ้าง ศูทรบ้าง ต่างตำหนิธรรมเนียมของตนแล้วออก จากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิตด้วยประสงค์ว่า ‘เราจักเป็นสมณะ’ ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ วรรณะสมณะจึงได้บังเกิดขึ้นก็จากวรรณะ ๔ นี้แล เรื่องของสัตว์เหล่านั้นจะต่างกันหรือเหมือนกัน จะไม่ต่างกันหรือไม่เหมือนกันก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า

เรื่องการประพฤติทุจริตเป็นต้น

{๖๗} [๑๓๖] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี สมณะก็ดี ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เพราะยึดถือการทำด้วยอำนาจ มิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

{๖๘} ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี สมณะก็ดี ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เป็นสัมมาทิฏฐิ

Page 113

ยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เพราะยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์

{๖๙} [๑๓๗] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี สมณะก็ดี มีปกติทำกรรมทั้งสองด้วยกาย มีปกติทำกรรมทั้งสองด้วยวาจา มีปกติทำกรรมทั้งสองด้วยใจ มีทิฏฐิปนกัน ยึดถือ การทำด้วยอำนาจทิฏฐิปนกัน เพราะยึดถือการทำด้วยอำนาจทิฏฐิปนกัน เป็นเหตุ หลังจากตายไปย่อมเสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง

เรื่องการเจริญโพธิปักขิยธรรม

{๗๐} [๑๓๘] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี สมณะก็ดีสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ แล้วย่อมปรินิพพานได้ในปัจจุบันนี้ทีเดียว

{๗๑} [๑๓๙] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็บรรดาวรรณะ ๔ เหล่านี้ วรรณะใดเป็นภิกษุ เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว วางภาระเสียได้แล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว หมดเครื่องเกาะกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ วรรณะนั้นเรา กล่าวว่าเลิศกว่าวรรณะทั้งหลายเหล่านั้น ก็เพราะธรรมเท่านั้น มิใช่เพราะอธรรม ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ธรรมแลเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนทั้งในปัจจุบัน ทั้งในกาลภายหน้า{๗๒} [๑๔๐] ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้สนังกุมารพรหมก็ได้ภาษิตคาถาไว้ว่า

กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์

Page 114

ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็คาถานี้สนังกุมารพรหมขับร้องถูก ไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ แม้เราก็กล่าว อย่างนี้ว่ากษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐ ที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว วาเสฏฐะและภารทวาชะยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ อัคคัญญสูตรที่ ๔

Page 115

๕. สัมปสาทนียสูตร

ว่าด้วยความเลื่อมใสยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระสารีบุตรบันลือสีหนาท

{๗๓} [๑๔๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี ใกล้เมืองนาลันทา ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นใดที่จะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในทางพระสัมโพธิญาณ มิได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต และไม่มีอยู่ในบัดนี้”[๑๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนสารีบุตร เธอกล่าววาจาอันองอาจยิ่งนี้ เธอถือเอาส่วนเดียว ได้บันลือสีหนาท แล้วว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์อื่นใดที่จะรู้เกินไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในทางพระสัมโพธิญาณมิได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต และไม่มีอยู่ในบัดนี้’ ดูก่อนสารีบุตร เธอกำหนดรู้วาระจิตของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ซึ่งได้มีแล้วในอดีตว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ๆ ทรงมี

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัมโพธิญาณ พระปัญญาตรัสรู้ ได้แก่ สัพพัญณุตญาณ พระปรีชาหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงทั้งที่เป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต หรือ อรหัตตมรรคญาณ พระปรีชาหยั่งรู้ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระอรหันต์ (นัย ที.ปา.อ. ๖๔-๖๕)
  2. ๒ถือเอาส่วนเดียว หมายถึงกำหนดมากล่าวตามข้อสันนิษฐานโดยอนุมานของตน (ที.ปา.อ. ๖๕)
  3. ๓บันลือสีหนาท ในที่นี้คือการที่พระสารีบุตรเปล่งวาจาประเสริฐระดับสูงสุดอย่างองอาจคล่องแคล่วดุจพญาราชสีห์คำรามเสียง ไม่สะทกสะท้านต่อข้อย้อนถามใด ๆ (นัย ที.ปา.อ. ๖๕)

End of ๔. อัคคัญญสูตร