พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปัญญาวรรค
๑๐. มาติกากถา เล่ม ๓๑
Text layerBuddha’s wordsItems ๗๓๗–๗๔๑ (Royal Thai)10/10 in ปัญญาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มาติกากถา (Royal Thai Volume 31 · Mahachula Volume 31 · Mahamakut Volume 69 · Chaloem Phrakiat Volume 31)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 31, pp. 572–577
๑๐. มาติกากถา
ว่าด้วยเนกขัมมะ
{๗๓๗} [๗๓๗] บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น ความหลุดพ้นเป็นวิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณ ทัสสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌาน วิโมกข์ ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต
คำว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลส ความว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค
คำว่า เป็นวิโมกข์ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ... ปฐมฌานชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากนิวรณ์ ... อรหัตตมรรคชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง
คำว่า วิชชาวิมุตติ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นย่อมรู้ความไม่พยาบาท ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากพยาบาท ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็ย่อมรู้ ... อรหัตตมรรค ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้อยู่
{๗๓๘} [๗๓๘] ข้อว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเห็นความกั้นในสีลวิสุทธิเป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิเป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิเป็นอธิปัญญาสิกขา ความไม่พยาบาทชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นความพยาบาท ... อรหัตตมรรคชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องเห็นความกั้นในสีลวิสุทธิเป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิเป็นอธิปัญญาสิกขา{๗๓๙} [๗๓๙] คำว่า ปัสสัทธิ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องระงับกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องระงับพยาบาท ... อรหัตตมรรคเป็นเครื่องระงับกิเลสทั้งปวง
คำว่า ญาณ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ เพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ... อรหัตตมรรคชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง
คำว่า ทัสสนะ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าทัสสนะ เพราะอรรถว่าเห็นเพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าทัสสนะ เพราะอรรถว่าเห็น เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ... อรหัตตมรรคชื่อว่าทัสสนะ เพราะอรรถว่าเห็น เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง
คำว่า วิสุทธิ ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะได้ย่อมหมดจดด้วยเนกขัมมะ ละพยาบาทได้ย่อมหมดจดด้วยความไม่พยาบาท ... ละกิเลสทั้งปวงได้ย่อมหมดจดด้วยอรหัตตมรรค
{๗๔๐} [๗๔๐] คำว่า เนกขัมมะ ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌานเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเนกขัมมะแห่งสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ความไม่พยาบาทเป็นเนกขัมมะแห่งพยาบาท อาโลกสัญญาเป็นเนกขัมมะแห่งถีนมิทธะ ...
คำว่า นิสสรณะ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌานเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเครื่องสลัดสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาท เป็นเครื่องสลัดพยาบาท ... อรหัตตมรรคเป็นเครื่องสลัดกิเลสทั้งปวง
คำว่า ปวิเวก ความว่า เนกขัมมะเป็นที่สงัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นที่สงัดพยาบาท ... อรหัตตมรรคเป็นสิ่งที่สงัดกิเลสทั้งปวง
คำว่า โวสสัคคะ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องปล่อยวางกามฉันทะความไม่พยาบาทเป็นเครื่องปล่อยวางพยาบาท ... อรหัตตมรรคเป็นเครื่องปล่อยวางกิเลสทั้งปวง
คำว่า จริยา ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องประพฤติละกามฉันทะความไม่พยาบาทเป็นเครื่องประพฤติละพยาบาท ... อรหัตตมรรคเป็นเครื่องประพฤติละกิเลสทั้งปวง
คำว่า ฌานวิโมกข์ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผากามฉันทะให้ไหม้ ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเผาหลุดพ้น เพราะอรรถว่าเผาให้ไหม้หลุดพ้น ชื่อว่าเนกขัมมธรรม เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งหลายให้ไหม้ ชื่อว่าฌานวิโมกข์เพราะอรรถว่ารู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา ความไม่พยาบาทชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผาพยาบาทให้ไหม้ ... อาโลกสัญญาชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผาถีนมิทธะให้ไหม้ ... อรหัตตมรรคชื่อว่าฌาน เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งปวง
ให้ไหม้ ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผาให้ไหม้หลุดพ้น ชื่อว่าเนกขัมมธรรม เพราะอรรถว่าเผา เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งหลายให้ไหม้ ชื่อว่าฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่ารู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา
{๗๔๑} [๗๔๑] คำว่า ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะเจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี
ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้นบุคคลผู้ละพยาบาทเจริญความไม่พยาบาท ละถีนมิทธะเจริญอาโลกสัญญา ละอุทธัจจะเจริญความไม่ฟุ้งซ่าน ละวิจิกิจฉาเจริญธัมมววัตถาน (ความกำหนดธรรม) ละอวิชชาเจริญฌาน ละอรติเจริญความปราโมทย์ ละนิวรณ์เจริญปฐมฌาน ... ละกิเลสทั้งปวงเจริญอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา บุคคลย่อมตั้งจิตมั่นด้วยสามารถอรหัตตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยฺภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือ ที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่
ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น ฉะนี้แล
จบ มาติกากถา
จบ ปัญญาวรรคที่ ๓
รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้น คือ
๑.ญาณกถา ๒. ทิฏฐกถา
๓.อานาปานกถา ๔.อินทรียกถา
๕.วิโมกขกถา ๖.คติกถา
๗.กัมมกถา ๘.วิปัลลาสกถา
๙.มัคคกถา ๑๐.มัณฑเปยยกถา
๑.ยุคนัทธกถา ๒.สัจจกถา
๓.โพชฌังคกถา ๔.เมตตากถา
๕.วิราคกถา ๖.ปฏิสัมภิทากถา
๗.ธัมมจักกกถา ๘.โลกุตตรกถา
๙.พลกถา ๑๐.สุญญกถา
๑.มหาปัญญากถา ๒.อิทธิกถา
๓.อภิสมยกถา ๔.วิเวกกถา
๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา
๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา
๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา
วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีอรรถกว้าง ลึกซึ้ง ในมรรคเป็นอนัตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศที่เกลื่อนกลาดด้วยดวงดาวและเช่นสระใหญ่ ความสว่างจ้าแห่งญาณของพระโยคีทั้งหลายย่อมมีได้โดยพิลาสแห่งคณะพระธรรมกถิกาจารย์ ฉะนี้แล
จบ พระบาลีปฏิสัมภิทามรรค
End of ๑๐. มาติกากถา