พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
เรื่องถือนิสสัย เล่ม ๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑๕–๑๑๗ (Royal Thai)39/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ เรื่องถือนิสสัย (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 185–196
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้บวชเด็กชายมีอายุตํ่ากว่า ๑๕ ปี ผู้สามารถไล่กาได้”
๓๘. กัณฏกวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องสามเณรกัณฏกะ
{๑๑๔} [๑๐๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอุปนันทศากยบุตรมีสามเณรอยู่ ๒ รูป คือ สามเณรกัณฏกะ ๑ สามเณรมหกะ ๑ เธอทั้งสองประทุษร้ายกันและกัน ภิกษุทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนสามเณรทั้งสองจึงได้ประพฤติไม่เหมาะสมเห็นปานนั้นเล่า” แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงห้ามมีสามเณร ๒ รูปอุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปเดียวไม่พึงให้สามเณร ๒ รูปอุปัฏฐาก รูปใดให้อุปัฏฐาก ต้องอาบัติทุกกฏ”
๓๙. อาหุนทริกวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องทิศคับแคบ (อยู่ประจำที่นาน)
{๑๑๕} [๑๐๒] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนคร ราชคฤห์นั้นแลตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ทิศทั้งหลายคับแคบมืดมนแก่พระสมณะเชื้อสาย
พระศากยบุตร ทิศทั้งหลายไม่ปรากฏแก่พระสมณะพวกนี้” ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงไปไขดาลบอกภิกษุทั้งหลายตามบริเวณวิหารว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาจะเสด็จหลีกจาริกไป ทักขิณาคิรีชนบท ท่านผู้มีความประสงค์ก็จงมา”
ท่านพระอานนท์รับสนองพระพุทธบัญชาแล้วไขดาลแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย ตามบริเวณวิหารว่า “อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนา จะเสด็จหลีกจาริกไปทักขิณาคิรีชนบท ท่านผู้มีความประสงค์ก็จงมา”
ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโสอานนท์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติให้ภิกษุถือนิสสัยอยู่ตลอด ๑๐ พรรษา และให้ภิกษุผู้มีพรรษาได้ ๑๐ ให้นิสสัย พวกผมจักต้องไปที่ทักขิณาคิรีชนบทนั้น จักต้องถือนิสสัยด้วย จักพักอยู่เพียงเล็กน้อยและจักต้องกลับมาอีก ทั้งจักต้องถือนิสสัยใหม่ ถ้า พระอาจารย์พระอุปัชฌาย์ของพวกผมไปด้วย แม้พวกผมก็จักไป หากท่านไม่ไป แม้พวกผมก็จักไม่ไป อาวุโสอานนท์ พวกผมก็จักรู้สึกเบาใจ” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกจาริกไปทักขิณาคีรีชนบทกับภิกษุสงฆ์ มีจำนวนน้อย
๔๐. นิสสยมุจจนกถา
ว่าด้วยการถือนิสสัยและการพ้น
[๑๐๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ ทักขิณา คิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จกลับมาสู่พระนครราชคฤห์อีกตามเดิม และพระองค์ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาสอบถามว่า “ดูก่อนอานนท์
เพราะเหตุไรหนอ ตถาคตจึงหลีกจาริกไปทักขิณาคิรีชนบทกับภิกษุสงฆ์มีจำนวนน้อย” จึงท่านพระอานนท์ได้กราบทูลความเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ทรงอนุญาตให้ถือนิสสัย
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดสามารถถือนิสสัยอยู่ ๕ พรรษา และให้ภิกษุผู้ไม่ฉลาดถือนิสสัยอยู่ตลอดชีวิต
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
{๑๑๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๑)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๒)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ
๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้เกียจคร้าน
๕. เป็นผู้มีสติหลงลืม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๓)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. เป็นผู้มีหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร
๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๔)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย
๕. เป็นผู้ด้อยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๕)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๕. เป็นผู้มีปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๖)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ดี ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๗)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๘)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. มีพรรษาต่ำกว่า ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๙)
คุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๑๐)
- ๑หมายถึงจบตอนว่าด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัยและไม่ต้องถือนิสสัย ๑๐ หมวด (๕๐ คุณสมบัติ) และต่อไปก็จะว่าด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
{๑๑๗} [๑๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๑)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. ประกอบด้วยกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ
๒. ประกอบด้วยกองสมาธิอันเป็นของพระอเสขะ
๓. ประกอบด้วยกองปัญญาอันเป็นของพระอเสขะ
๔. ประกอบด้วยกองวิมุตติอันเป็นของพระอเสขะ
๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะอันเป็นของพระอเสขะ
๖. มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๒)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ
๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้เกียจคร้าน
๕. เป็นผู้มีสติหลงลืม
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๓)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. เป็นผู้มีศรัทธา
๒. เป็นผู้มีหิริ
๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ
๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร
๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น
๖. เป็นผู้มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๔)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย
๕. เป็นผู้ด้อยปัญญา
๖. เป็นผู้มีพรรษาต่ำกว่า ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๕)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีลในอธิศีล
๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระในอัชฌาจาร
๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิในทิฏฐิยิ่ง
๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก
๕. เป็นผู้มีปัญญา
๖. เป็นผู้มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๖)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการแม้อื่นอีก จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ คือ
๑. ไม่รู้จักอาบัติ
๒. ไม่รู้จักอนาบัติ
๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา
๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ดี ไม่คล่องแคล่วดี วินิจฉัยไม่เรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
๖. มีพรรษาต่ำกว่า ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล จะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ (๗)
คุณสมบัติ ๖ ประการของภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการ ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ คือ
๑. รู้จักอาบัติ
๒. รู้จักอนาบัติ
๓. รู้จักอาบัติเบา
๔. รู้จักอาบัติหนัก
๕. จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ
๖. มีพรรษาได้ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการนี้แล ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่ (๘)
(จบ นิสสยมุจจนกถา) จบ อภยวรภาณวารที่ ๘
๔๑. ราหุลวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องพระราหุลกุมารผนวชเป็นสามเณร
{๑๑๘} [๑๐๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางพระนครกบิลพัสดุ์ เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับได้ถึงพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะนั้น
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนศากยะ ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้น พระเทวีราหุลมารดาได้มีพระเสาวนีย์แก่ราหุลกุมารว่า “ดูก่อนราหุล พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของเจ้า เจ้าจงไปทูลขอทรัพย์มรดกต่อพระองค์” จึงราหุลกุมารได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ประทับยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพลางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของพระองค์เป็นสุข”ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากพระพุทธอาสน์แล้วเสด็จกลับ คราวนั้น พระราหุลกุมารได้ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปติด ๆ เบื้องพระปฤษฎางค์ พลางทูลขอว่า “ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน”
ทรงอนุญาตการบรรพชาเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมารับสั่งว่า “ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบรรพชาเถิด”
ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า “ข้าพระองค์จะให้ราหุลกุมารบรรพชา อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
End of เรื่องถือนิสสัย