พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
ทายัชชภาณวาร เล่ม ๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑๘–๑๒๐ (Royal Thai)40/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ทายัชชภาณวาร (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 196–201
๔๑. ราหุลวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องพระราหุลกุมารผนวชเป็นสามเณร
{๑๑๘} [๑๐๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางพระนครกบิลพัสดุ์ เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับได้ถึงพระนครกบิลพัสดุ์แล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะนั้น
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนศากยะ ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย ลำดับนั้น พระเทวีราหุลมารดาได้มีพระเสาวนีย์แก่ราหุลกุมารว่า “ดูก่อนราหุล พระสมณะนี้เป็นพระบิดาของเจ้า เจ้าจงไปทูลขอทรัพย์มรดกต่อพระองค์” จึงราหุลกุมารได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ประทับยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพลางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระสมณะ พระฉายาของพระองค์เป็นสุข”ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากพระพุทธอาสน์แล้วเสด็จกลับ คราวนั้น พระราหุลกุมารได้ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปติด ๆ เบื้องพระปฤษฎางค์ พลางทูลขอว่า “ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระสมณะ ขอได้โปรดประทานทรัพย์มรดกแก่หม่อมฉัน”
ทรงอนุญาตการบรรพชาเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมารับสั่งว่า “ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้ราหุลกุมารบรรพชาเถิด”
ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า “ข้าพระองค์จะให้ราหุลกุมารบรรพชา อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการบรรพชาเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์
วิธีให้บรรพชา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงให้บรรพชาอย่างนี้
ชั้นต้น พึงให้ปลงผมและหนวดแล้วให้ครองผ้ากาสายะ ให้ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลายแล้วให้นั่งกระหย่ง ให้ประนมมือแล้วสั่งว่า “จงว่าอย่างนี้” แล้วสอนให้ว่าสรณคมน์ ดังนี้
ไตรสรณคมน์
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการบรรพชาเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์นี้”
คราวนั้น ท่านพระสารีบุตรให้ราหุลกุมารบรรพชาแล้ว
พระเจ้าสุทโธทนะทูลขอพระพรมิให้บวชผู้ที่มารดาบิดาไม่อนุญาต
ต่อมา พระเจ้าสุทโธทนศากยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล ขอพระพรต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “หม่อมฉันขอประทานพรต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าสักอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าถวายพระพรว่า “ดูก่อนพระองค์ผู้โคตมะ ตถาคตทั้งหลายมีพรที่ล่วงเลยไปแล้ว”
“หม่อมฉันทูลขอพรที่สมควรและไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า”
“พระองค์โปรดตรัสบอกพรนั้นเถิด พระองค์ผู้โคตมะ”
“เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวชแล้ว หม่อมฉันได้มีความทุกข์เป็นล้นพ้น เมื่อพ่อนันทะบวชก็เช่นเดียวกัน เมื่อพ่อราหุลบรรพชา ความทุกข์ ก็ยิ่งมากล้น พระพุทธเจ้าข้า ความรักบุตรย่อมบาดไปถึงผิว ครั้นบาดถึงผิวแล้วย่อมบาดไปถึงหนัง ครั้นบาดถึงหนังแล้วย่อมบาดไปถึงเนื้อ ครั้น
บาดถึงเนื้อแล้วย่อมบาดไปถึงเอ็น ครั้นบาดถึงเอ็นแล้วย่อมบาดไปถึงกระดูก ครั้นบาดถึงกระดูกแล้ว ก็ดำรงอยู่จรดเยื่อในกระดูก หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระคุณเจ้าทั้งหลายไม่พึงบวชให้บุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงพระเจ้าสุทโธทนศากยะให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา จึงพระเจ้าสุทโธทนศากยะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครกบิลพัสดุ์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น
เรื่องทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดมีสามเณรมากรูปได้
{๑๑๙} ก็โดยสมัยนั้นแล ตระกูลอุปัฏฐากของท่านพระสารีบุตรส่งเด็กชาย ไปในสำนักท่านพระสารีบุตรด้วยมอบหมายว่า “ขอพระเถระโปรดให้เด็กคนนี้บรรพชาด้วย” ทีนั้น ท่านพระสารีบุตรได้มีความดำริว่า “พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงบัญญัติไม่ให้ภิกษุรูปเดียวรับสามเณร ๒ รูปไว้อุปัฏฐาก ก็เรามีสามเณรราหุลนี้อยู่แล้ว ทีนี้เราจะปฏิบัติอย่างไรดีหนอ” จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปเดียวรับสามเณร ๒ รูปไว้อุปัฏฐากได้ ก็หรือเธออุตสาหะที่จะตักเตือนสั่งสอนสามเณรได้จำนวนเท่าใด เราอนุญาตให้รับสามเณรไว้อุปัฏฐากได้จำนวนเท่านั้น”
๔๒. สิกขาปทกถา
ว่าด้วยทรงอนุญาตสิกขาบท ของสามเณร
{๑๒๐} [๑๐๖] ครั้งนั้นแล สามเณรทั้งหลายได้มีความดำริว่า “สิกขาบทของพวกเรามีเท่าไรหนอแล และพวกเราจะต้องศึกษาในอะไร” ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ ข้อแก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ ข้อนั้น คือ
๑. เว้นจากการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
๓. เว้นจากการประพฤติผิดไม่ใช่กิจพรหมจรรย์
- ๑สิกขาบท หมายถึงข้อที่ต้องศึกษา บทแห่งการศึกษา แนวทางให้ลุถึงสิกขา หรือส่วนหนึ่งแห่ง สิกขา (วิ.อ. ๑/๒๓๓) ในที่นี้หมายถึงส่วนแห่งข้อปฏิบัติในการฝึกตนแต่ละข้อซึ่งพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติไว้ กล่าวคือบทที่เป็นข้อห้ามหนึ่ง ๆ แห่งศีล ๑๐ ของสามเณร
๔. เว้นจากการพูดเท็จ
๕. เว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
๗. เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นที่เป็นข้าศึก
๘. เว้นจากการทัดทรงตกแต่งด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ อันเป็นที่ตั้งแห่งการแต่งตัว
๙. เว้นจากที่นั่งและที่นอนอันสูงและใหญ่
๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ ข้อนี้แก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ ข้อนี้”
๔๓. ทัณฑกัมมวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องทรงอนุญาตให้ลงทัณฑกรรม แก่สามเณร
{๑๒๑} [๑๐๗] ก็โดยสมัยนั้นแล สามเณรทั้งหลายไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง มีความประพฤติไม่เหมาะสมในภิกษุทั้งหลายอยู่ ภิกษุทั้งหลายต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกสามเณรจึงได้ ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรง มีความประพฤติไม่เหมาะสมในภิกษุทั้งหลายอยู่เล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
- ๑ทัณฑกรรม หมายถึงการลงโทษสามเณรคล้ายกับการปรับอาบัติภิกษุ เช่น กักบริเวณ ห้ามไม่ให้เข้า ห้ามไม่ให้ออกจากวัด หรือการใช้ให้ตักน้ำ ขนฟืน ขนทราย เป็นต้น
End of ทายัชชภาณวาร