arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

สัทธิวิหาริกวัตร เล่ม ๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๘๒ (Royal Thai)20/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ สัทธิวิหาริกวัตร (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 106–111

Page 106

๑๖. สัทธิวิหาริกวัตตกถา

ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริก

สัทธิวิหาริกวัตร

{๘๒} [๖๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงประพฤติชอบในสัทธิวิหาริก วิธีประพฤติชอบในสัทธิวิหาริกนั้น มีดังต่อไปนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์สัทธิวิหาริก ด้วยสอนบาลี ด้วยสอนอรรถกถา ด้วยตักเตือน ด้วยพร่ำสอน

ถ้าอุปัชฌาย์มีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มีบาตร อุปัชฌาย์พึงให้บาตรแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตรจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’

ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวร สัทธิวิหาริกไม่มีจีวร อุปัชฌาย์พึงให้จีวรแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’

ถ้าอุปัชฌาย์มีบริขาร สัทธิวิหาริกไม่มีบริขาร อุปัชฌาย์พึงให้บริขารแก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’

ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌาย์พึงลุกแต่เช้าตรู่แล้วให้ไม้ชำระฟัน ให้นํ้าล้างหน้า ปูอาสนะไว้ ถ้าข้าวยาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วนำข้าวยาคูเข้าไปให้ เมื่อสัทธิวิหาริก ดื่มข้าวยาคูแล้ว พึงให้นํ้า รับภาชนะมา ถือ ต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่อสัทธิวิหาริกหายแล้ว พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปรื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสียถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าบ้าน พึงให้ผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคดเอว พึงพับสังฆาฏิเป็นชั้นให้ พึงล้างบาตรแล้วให้พร้อมทั้ง

Page 107

น้ำด้วย พึงปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ด้วยกำหนดในใจว่า ‘เพียงเวลาเท่านี้ สัทธิวิหาริกจักกลับมา’ พึงเตรียมตั้งนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงให้ผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมาถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด

พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจว่าจะได้ไม่มีรอยหักตรงกลาง พึงสอดประคดเอวไว้ในขนดอันตรวาสก

ถ้าบิณฑบาตมี และสัทธิวิหาริกประสงค์จะฉัน พึงให้นํ้าแล้วนำบิณฑบาตเข้าไปให้ พึงถามสัทธิวิหาริกด้วยนํ้าฉัน เมื่อสัทธิวิหาริกฉันแล้วพึงให้น้ำ รับบาตรมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดดพึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง

เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรือ สายระเดียงแล้วจึงเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน

เมื่อสัทธิวิหาริกลุกขึ้นแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย

ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะสรงนํ้า พึงจัดนํ้าสรงให้ ถ้าต้องการน้ำเย็น พึงจัดนํ้าเย็นให้ ถ้าต้องการน้ำร้อน พึงจัดน้ำร้อนให้

ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุรณแช่ดินไว้ ถือตั่งสำหรับเรือนไฟ ให้ตั่งสำหรับเรือนไฟแล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พึงให้จุรณ ให้ดิน

ถ้าอุตสาหะอยู่ ก็พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังแล้วจึงเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรมแก่สัทธิวิหาริกในเรือนไฟ

Page 108

เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้า ทั้งข้างหลังออกจากเรือนไฟ

พึงทำบริกรรมแก่สัทธิวิหาริกแม้ในน้ำ อาบเสร็จแล้วพึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้ง นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดนํ้าจากตัวของสัทธิวิหาริก พึงให้ผ้านุ่ง พึงให้ผ้าสังฆาฏิ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ เตรียมนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงถามสัทธิวิหาริกด้วยน้ำฉันสัทธิวิหาริกอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่งและผ้าปูนอน ขนฟูก หมอนออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

เตียงตั่ง อุปัชฌาย์พึงยกตํ่า ๆ ขนออกให้เรียบร้อย อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตตามที่ปูไว้เดิมแล้วขนออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึงกวาดจากเพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่าง และมุมห้องพึงเช็ดเสีย ถ้าฝาที่เขาทำบริกรรมไว้ด้วยยางไม้หรือพื้นที่เขาทำ ทาสีดำไว้ขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย ถ้าพื้นที่เขามิได้แต่งไว้ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสียด้วยตั้งใจว่า ‘วิหารอย่าได้ฟุ้งไปด้วยฝุ่นละออง’ พึงเก็บกวาดหยากเยื่อทิ้งเสีย ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเครื่องลาดพื้น พึงผึ่งแดด ชำระ สลัดเสีย แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้าเตียง พึงผึ่งแดด ขัดเช็ดเสียแล้วขนกลับตั้งไว้ในที่เดิม

เตียงตั่ง พึงผึ่งแดด ขัดถู เคาะเสีย ยกตํ่า ๆ ขนกลับไปให้ดี ๆ อย่า ให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตูแล้วตั้งไว้ตามเดิม

Page 109

ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน พึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด เช็ด ถูเสีย แล้วขนกลับไปตั้งไว้ตามเดิม

พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงวางบาตรบนพื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง

เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงแล้วเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน

ถ้ามีลมที่มีฝุ่นผงพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมาแต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าเป็นฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างกลางวัน พึงปิดกลางคืน ถ้าเป็นฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน พึงเปิดกลางคืนถ้าบริเวณ ซุ้มนํ้า โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎี รกรุงรัง พึงปัดกวาดเสีย ถ้านํ้าฉันนํ้าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้านํ้าในหม้อชำระไม่มี พึงตักนํ้ามาใส่ไว้ในหม้อชำระ

ถ้าความกระสันเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงช่วยระงับหรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้าความรำคาญเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงช่วยบรรเทาหรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้าความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงบอกให้สละเสีย หรือพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบอกให้สละเสีย หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้นถ้าสัทธิวิหาริกต้องอาบัติหนัก ควรอยู่ปริวาส อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่สัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า

Page 110

‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักสัทธิวิหาริกเข้าหาอาบัติเดิม’ ถ้าสัทธิวิหาริกควรประพฤติมานัต อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่สัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกควรอัพภาน อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานสัทธิวิหาริก’

ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่สัทธิวิหาริก คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรมแก่สัทธิวิหาริก หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา’ หรือสัทธิวิหาริกนั้น ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนีย กรรมแล้ว อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัว สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย’

ถ้าสัทธิวิหาริกมีจีวรที่จะต้องซัก อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงซักอย่างนี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมีจีวรที่จะต้องทำ อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงทำอย่างนี้’ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทำจีวรของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมีน้ำย้อมที่จะต้องต้ม อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงต้มอย่างนี้’ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงต้มนํ้าย้อมของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมีจีวรที่จะต้องย้อม อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงย้อมอย่างนี้’ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของสัทธิวิหาริก’ เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปมาให้ดี ๆ เมื่อหยดน้ำย้อมยังไม่สะเด็ด ไม่พึงหลีกไปเสียถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย

จบ สัทธิวิหาริกวัตตกถา

Page 111

๑๗. ปณามิตกถา

ว่าด้วยการประณามเป็นต้น

การประณาม และการให้ขมา

{๘๓} [๖๘] ก็โดยสมัยนั้นแล สัทธิวิหาริกทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในพระอุปัชฌาย์ทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนสัทธิวิหาริกทั้งหลายจึงได้ไม่ประพฤติชอบในพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายเล่า” แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าสัทธิวิหาริกทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌาย์ทั้งหลาย จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนสัทธิวิหาริกทั้งหลายจึงได้ไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌาย์ทั้งหลายเล่า” ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธิวิหาริกจะไม่ประพฤติชอบในอุปัชฌาย์ไม่ได้ รูปใดไม่ประพฤติชอบ ต้องอาบัติทุกกฏ”

สัทธิวิหาริกทั้งหลายก็ยังไม่ประพฤติชอบอย่างเดิม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ประณามสัทธิวิหาริกผู้ไม่ประพฤติชอบ”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ประณาม ในที่นี้หมายถึงการขับไล่ (วิ.อ. ๓/๓๙)

End of สัทธิวิหาริกวัตร