พระวินัยปิฎก มหาวรรค · ปวารณาขันธกะ
แสดงอาบัติก่อนปวารณา เล่ม ๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓๒ (Royal Thai)3/10 in ปวารณาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๑๒๕. อาปตฺติปฏิกมฺมวิธิ
๑๒๕. อาปัตติปฏิกัมมวิธิ
ว่าด้วยวิธีแก้ไขอาบัติ
เรื่องภิกษุต้องอาบัติในวันปวารณา
พระวินัยปิฎก มหาวรรค ปวารณาขันธกะ แสดงอาบัติก่อนปวารณา (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 4, pp. 244–246 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 4, pp. 347–350
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ตทหุปวารณาย อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ. อถ โข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘น สาปตฺติเกน ปวาเรตพฺพนฺ’ติ, อหญฺจมฺหิ อาปตฺตึ อาปนฺโน, กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตทหุปวารณาย อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ. เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย “อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, ตํ ปฏิเทเสมี”ติ. เตน วตฺตพฺโพ “ปสฺสสี”ติ, “อาม ปสฺสามี”ติ, “อายตึ สํวเรยฺยาสี”ติ.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ตทหุปวารณาย อาปตฺติยา เวมติโก โหติ, เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เอกํ ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เอวมสฺส วจนีโย “อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามาย อาปตฺติยา เวมติโก, ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสามิ, ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามี”ติ วตฺวา ปวาเรตพฺพํ, น เตฺวว ตปฺปจฺจยา ปวารณาย อนฺตราโย กาตพฺโพติ.
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติ ในวันปวารณานั้น ภิกษุนั้นได้มี ความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีอาบัติติดตัวไม่พึงปวารณา ดังนี้ ก็เราต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ”
ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในวันปวารณานั้น ภิกษุต้องอาบัติ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า ผมต้องอาบัติชื่อนี้ ขอแสดงคืนอาบัตินั้น ขอรับ
ภิกษุผู้รับพึงกล่าวว่า “ท่านเห็นหรือ”
ภิกษุผู้แสดงพึงตอบว่า “ขอรับ ผมเห็น”
ภิกษุผู้รับพึงกล่าวว่า “ท่านพึงสำรวมต่อไป”
เรื่องภิกษุไม่แน่ใจในอาบัติ
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในวันปวารณานั้น ภิกษุมีความไม่แน่ใจใน อาบัติ ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่ง กระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า “ผมมีความไม่แน่ใจในอาบัติชื่อนี้ ขอรับ เมื่อผมหมดความไม่แน่ใจ จักทำคืนอาบัตินั้น” แล้วปวารณา แต่ต้องไม่ทำ อันตรายต่อปวารณา เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย
๑๒๖. อาปตฺติอาวิกรณวิธิ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปวารยมาโน อาปตฺตึ สรติ. อถ โข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘น สาปตฺติเกน ปวาเรตพฺพนฺ”ติ, อหญฺจมฺหิ อาปตฺตึ อาปนฺโน, กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปวารยมาโน อาปตฺตึ สรติ, เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สามนฺโต ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย “อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, อิโต วุฏฺฐหิตฺวา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามี”ติ วตฺวา ปวาเรตพฺพํ, น เตฺวว ตปฺปจฺจยา ปวารณาย อนฺตราโย กาตพฺโพ.
อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปวารยมาโน อาปตฺติยา เวมติโก โหติ, เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สามนฺโต ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย “อหํ อาวุโส อิตฺถนฺนามาย อาปตฺติยา เวมติโก, ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสามิ, ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามี”ติ วตฺวา ปวาเรตพฺพํ, น เตฺวว ตปฺปจฺจยา ปวารณาย อนฺตราโย กาตพฺโพติ.
๑๒๖. อาปัตติอาวิกรณวิธิ
ว่าด้วยวิธีเปิดเผยอาบัติ
เรื่องภิกษุระลึกอาบัติได้
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกำลังปวารณา ระลึกอาบัติได้ ภิกษุนั้นได้มี ความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุมีอาบัติติดตัวไม่พึง ปวารณา ดังนี้ ก็เราต้องอาบัติแล้ว จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ”
ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ในกรณีนี้ เมื่อภิกษุกำลัง ปวารณา ระลึกอาบัติได้ ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียงอย่างนี้ว่า “ผมต้องอาบัติ ชื่อนี้ ขอรับ ผมลุกจากที่นี่แล้วจักทำคืนอาบัตินั้น” แล้วปวารณา แต่ต้องไม่ทำ อันตรายต่อปวารณา เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย
กำลังปวารณาไม่แน่ใจในอาบัติ
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ เมื่อภิกษุกำลังปวารณา มีความไม่แน่ใจใน อาบัติ ภิกษุนั้นพึงบอกภิกษุใกล้เคียงอย่างนี้ว่า “ผมมีความไม่แน่ใจในอาบัติชื่อนี้ ขอรับ ผมเมื่อหมดความไม่แน่ใจจักทำคืนอาบัตินั้น” แล้วปวารณา แต่ต้องไม่ทำ อันตรายต่อปวารณา เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย
๑๒๗. สภาคาปตฺติปฏิกมฺมวิธิ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สพฺโพ สํโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘น สภาคา อาปตฺติ เทเสตพฺพา, น สภาคา อาปตฺติ ปฏิคฺคเหตพฺพา”ติ, อยญฺจ สพฺโพ สํโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ.
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สพฺโพ สํโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน โหติ, เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ เอโก ภิกฺขุ สามนฺตา อาวาสา สชฺชุกํ ปาเหตพฺโพ “คจฺฉาวุโส ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริตฺวา อาคจฺฉ, มยํ เต สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสามา”ติ. เอวญฺเจตํ ลเภถ อิจฺเจตํ กุสลํ. โน เจ ลเภถ, พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-
“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ สพฺโพ สํโฆ สภาคํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, ยทา อญฺญํ ภิกฺขุํ สุทฺธํ อนาปตฺติกํ ปสฺสิสฺสติ, ตทา ตสฺส สนฺติเก ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสตี”ติ วตฺวา ปวาเรตพฺพํ, น เตฺวว ตปฺปจฺจยา ปวารณาย อนฺตราโย กาตพฺโพ.
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สพฺโพ สํโฆ สภาคาย อาปตฺติยา เวมติโก โหติ, พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-
“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ สพฺโพ สํโฆ สภาคาย อาปตฺติยา เวมติโก, ยทา นิพฺเพมติโก ภวิสฺสติ, ตทา ตํ อาปตฺตึ ปฏิกริสฺสตี”ติ วตฺวา ปวาเรตพฺพํ, น เตฺวว ตปฺปจฺจยา ปวารณาย อนฺตราโย กาตพฺโพติ. ปฐมภาณวาโร นิฏฺฐิโต.
๑๒๗. สภาคาปัตติปฏิกัมมวิธิ
ว่าด้วยวิธีแก้ไขสภาคาบัติ
เรื่องสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ
สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น สงฆ์ทั้งหมดต้อง สภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุไม่พึงแสดงสภาคาบัติ ไม่พึงรับการแสดงสภาคาบัติ ก็สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้อง สภาคาบัติแล้ว พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี พระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวัน ปวารณานั้น สงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ ภิกษุเหล่านั้นพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปยัง อาวาสใกล้เคียงพอจะกลับมาทันในวันนั้นด้วยสั่งว่า ท่าน ท่านจงไปทำคืนอาบัติ นั้นมาเถิด พวกเราจักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักของท่าน ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็น การดี ถ้าไม่ได้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรม วาจาว่า
ญัตติกรรมวาจา
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้ต้องสภาคาบัติแล้ว เมื่อพบ ภิกษุรูปอื่นผู้บริสุทธิ์ไม่มีอาบัติ ก็จักทำคืนอาบัตินั้นในสำนักของภิกษุรูปนั้น ดังนี้ แล้วปวารณา แต่ต้องไม่ทำอันตรายต่อปวารณา เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย
สงฆ์ทั้งหมดไม่แน่ใจในสภาคาบัติ
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น สงฆ์ ทั้งหมดมีความไม่แน่ใจในสภาคาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
ญัตติกรรมวาจา
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ทั้งหมดนี้มีความไม่แน่ใจในสภาคาบัติ เมื่อหมดความไม่แน่ใจ ก็จักทำคืนอาบัตินั้น ดังนี้ แล้วปวารณา แต่ต้องไม่ทำ อันตรายต่อปวารณา เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย
ปฐมภาณวารที่ ๑ จบ
- 1ดูข้อ ๑๖๓ หน้า ๒๕๖ (เชิงอรรถ)
End of แสดงอาบัติก่อนปวารณา