arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · ปวารณาขันธกะ

ปวารณาไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ เล่ม ๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓๓–๒๓๘ (Royal Thai)4/10 in ปวารณาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๑๒๘. อนาปตฺติปณฺณรสก

๑๒๘. อนาปัตติปัณณรสกะ

ว่าด้วยการปวารณาโดยไม่ต้องอาบัติ ๑๕ กรณี

พระวินัยปิฎก มหาวรรค ปวารณาขันธกะ ปวารณาไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 4, pp. 247–257 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 4, pp. 350–365

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตึสุ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานึสุ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรสุํ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉึสุ พหุตรา. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ.

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา, เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา, เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา, เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา, เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๔)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๕)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๖)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ, เตหิ ปวาริตมตฺเต อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๗)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๘)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๙) อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๐)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา สมคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๔)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ,. ปวาริตานํ อนาปตฺติ. (๑๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาส หลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๒)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๓)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวก ภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๔)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวก ภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๕)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว พวกภิกษุผู้มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวก ภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๖)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทัน ลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่าภิกษุเหล่านั้น พึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๗)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณา ในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๘)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึงมีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๙)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึง ปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๐)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๑)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๒)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น ไม่รู้ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึง ปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๓)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๔)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วไม่ต้องอาบัติ (๑๕)

อนาปัตติปัณณรสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๒๙. วคฺคาวคฺคสญฺญีปณฺณรสก อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา, เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา วคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อาคจฺฉนฺติ. อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต ธมฺมสญฺญิโน วินยสญฺญิโน วคฺคา วคฺคสญฺญิโน ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯเปฯ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๔-๑๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๒๙. วัคคาวัคคสัญญิปัณณรสกะ

ว่าด้วยแบ่งพวกกันอยู่สำคัญว่าพร้อมเพรียง ๑๕ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”

ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญ ว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๑)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือ พึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๒)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ฯลฯ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือ พึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๓)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุ เหล่านั้นรู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่ สำคัญว่าเป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๔)... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว พวกภิกษุผู้ มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติ ทุกกฏ (๕)... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๖)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่”ภิกษุเหล่านั้นมีความสำคัญว่าเป็นธรรม เป็นวินัย ยังแบ่งพวกกันอยู่ แต่สำคัญว่า เป็นผู้พร้อมเพรียง ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึง ปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๗)... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลัง พึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๘)... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๙)

... พอภิกษุเหล่านั้น ปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๐)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๑)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๒)

... พอภิกษุเหล่านั้น ปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๓)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๔)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๕)

วัคคาวัคคสัญญิปัณณรสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๓๐. เวมติกปณฺณรสก อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “กปฺปติ นุ โข อมฺหากํ ปวาเรตุํ, น นุ โข กปฺปตี”ติ เวมติกา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “กปฺปติ นุ โข อมฺหากํ ปวาเรตุํ, น นุ โข กปฺปตี”ติ เวมติกา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯเปฯ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๔-๑๕) เวมติกปณฺรสกํ นิฏฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๓๐. เวมติกปัณณรสกะ

ว่าด้วยภิกษุไม่แน่ใจปวารณา ๑๕ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่ไม่แน่ใจว่า “พวกเรา ควรปวารณาหรือไม่ควร” ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้นภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๑)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติ ทุกกฏ (๒)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณา ดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๓)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มี ภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่ไม่แน่ใจว่า “พวกเราควร ปวารณาหรือไม่ควร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวก ภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๔)

... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๕)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๖)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นรู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่ไม่แน่ใจว่า “พวกเราควร ปวารณาหรือไม่ควร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทัน ลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้น พึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๗)... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๘)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๙)

... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๐)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๑)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๒)

... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๓)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๔)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๕)

เวมติกปัณณรสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๓๑. กุกฺกุจฺจปกตปณฺณรสก อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “กปฺปเตว อมฺหากํ ปวาเรตุํ, นามฺหากํ น กปฺปตี”ติ กุกฺกุจฺจปกตา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู ฯเปฯ อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “กปฺปเตว อมฺหากํ ปวาเรตุํ, นามฺหากํ น กปฺปตี”ติ กุกฺกุจฺจปกตา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต ฯเปฯ อวุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา ฯเปฯ สมสมา ฯเปฯ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. (๔-๑๕) กุกฺกุจฺจปกตปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๓๑. กุกกุจจปกตปัณณรสกะ

ว่าด้วยภิกษุกังวลใจทำปวารณา ๑๕ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่กังวลใจปวารณาด้วย คิดว่า “พวกเราควรปวารณาแท้ ไม่ใช่ไม่ควร” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้น พึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๑)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติ ทุกกฏ (๒)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสหลายรูป ... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวน น้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือพึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๓)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุ ที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นรู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่กังวลใจปวารณาด้วยคิดว่า “พวกเราควรปวารณาแท้ ไม่ใช่ไม่ควร” พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๔)... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๕)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๖)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่กังวลใจปวารณาด้วย คิดว่า “พวกเราควรปวารณาแท้ ไม่ใช่ไม่ควร” พอภิกษุเหล่านั้น ปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๗)... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ ปวารณาแล้วต้องอาบัติทุกกฏ (๘)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๙)

... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่ อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๐)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๑)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๒)

... พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ... (๑๓)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ... (๑๔)

... ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า ... (๑๕)

กุกกุจจปกตปัณณรสกะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๓๒. เภทปุเรกฺขารปณฺณรสก อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ, เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๒)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริยมาเน อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๔)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, อวเสเสหิ ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๕)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๖)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๗)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๘)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต อวุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๙)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑๐)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑๑)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต เอกจฺจาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา, เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑๒) อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ พหุตรา. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ปุน ปวาเรตพฺพํ. ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺ. (๑๓)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ สมสมา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา. เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑๔)

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต ชานนฺติ “อตฺถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนาคตา”ติ. เต “นสฺสนฺเตเต, วินสฺสนฺเตเต, โก เตหิ อตฺโถ”ติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ. เตหิ ปวาริตมตฺเต สพฺพาย วุฏฺฐิตาย ปริสาย อถญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ โถกตรา. ปวาริตา สุปฺปวาริตา. เตสํ สนฺติเก ปวาเรตพฺพํ, ปวาริตานํ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. (๑๕) เภทปุเรกฺขารปณฺณรสกํ นิฏฺฐิตํ. ปญฺจวีสตฺติกา นิฏฺฐิตา.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๓๒. เภทปุเรกขารปัณณสรกะ

ว่าด้วยมุ่งทำความแตกร้าวทำปวารณา ๑๕ กรณี

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้อง อาบัติถุลลัจจัย (๑)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือ พึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๒)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา เมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังปวารณา ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ภิกษุที่เหลือ พึงปวารณา พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๓)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า

“ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้อง อาบัติถุลลัจจัย (๔)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน ภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๕)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า“ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึง ปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๖)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุ ที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๗)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นรู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอ ภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดี แล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้อง อาบัติถุลลัจจัย (๘)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทยังไม่ทันลุกขึ้น ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๙)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาส พวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุที่ปวารณา แล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๐)ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว ต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๑)

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นบางส่วน ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอัน ปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๒)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนมากกว่า ภิกษุเหล่านั้นพึงปวารณาใหม่ พวกภิกษุ ที่ปวารณาแล้วต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๓)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้น รู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ใน อาวาสพวกอื่นมาถึง มีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดี แล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว ต้องอาบัติถุลลัจจัย (๑๔)ภิกษุทั้งหลาย

อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป แต่ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง ภิกษุเหล่านั้นรู้อยู่ว่า “ยังมีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นที่ไม่ได้มาอยู่” แต่มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา พอภิกษุเหล่านั้นปวารณาเสร็จ บริษัทลุกขึ้นทั้งหมด ขณะนั้น ภิกษุที่อยู่ในอาวาส พวกอื่นมาถึง มีจำนวนน้อยกว่า พวกภิกษุที่ปวารณาแล้ว เป็นอันปวารณาดีแล้ว ที่มาทีหลังพึงปวารณาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุที่ปวารณาแล้วต้อง อาบัติถุลลัจจัย (๑๕)

เภทปุเรกขารปัณณรสกะ จบ

ปัญจวีสติติกะ ๑ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๓๓. สีโมกฺกนฺติกเปยฺยาล อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สมฺพหุลา อาวาสิกา ภิกฺขู สนฺนิปตนฺติ ปญฺจ วา อติเรกา วา. เต น ชานนฺติ “อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺตี”ติ ฯเปฯ เต น ชานนฺติ “อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺตา”ติ. ฯเปฯ เต น ปสฺสนฺติ อญฺเญ อาวาสิเก ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺเต ฯเปฯ เต น ปสฺสนฺติ อญฺเญ อาวาสิเก ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺเต ฯเปฯ เต น สุณนฺติ “อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกมนฺตี”ติ. ฯเปฯ เต น สุณนฺติ “อญฺเญ อาวาสิกา ภิกฺขู อนฺโตสีมํ โอกฺกนฺตา”ติ ฯเปฯ

อาวาสิเกน อาวาสิกา เอกสตปญฺจสตฺตติติกนยโต,

อาวาสิเกน อาคนฺตุกา, อาคนฺตุเกน อาวาสิกา,

อาคนฺตุเกน อาคนฺตุกา, เปยฺยาลมุเขน สตฺต ติกสตานิ โหนฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๓๓. สีโมกกันติกเปยยาล

ว่าด้วยการละข้อความเกี่ยวกับภิกษุเข้าสู่สีมา

เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสหลายรูป

๑. ประชุมกัน ๕ รูปบ้าง เกินกว่าบ้าง

๒. ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่า “มีภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นกำลังเข้ามาในสีมา...”๓. ... ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้ว่า “ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นเข้ามาภายในสีมา แล้ว ...”๔. ... ภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นกำลังเข้ามาภายใน สีมา ...

๕. ... ภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นเข้ามาภายในสีมา แล้ว ...

๖. ... ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ยินว่า “ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นกำลังเข้ามา ภายในสีมา ...”๗. ... ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ยินว่า “ภิกษุที่อยู่ในอาวาสพวกอื่นเข้ามาภายใน สีมาแล้ว ...”โดยนัย ๑๗๕ ติกะ

๑. ภิกษุที่อยู่ในอาวาสกับภิกษุที่อยู่ในอาวาส

๒. ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุที่อยู่ในอาวาส

๓. ภิกษุที่อยู่ในอาวาสกับภิกษุอาคันตุกะ

๔. ภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุอาคันตุกะ

รวมเป็น ๗๐๐ ติกะ โดยเปยยาลมุข

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดูข้อ ๑๗๗ หน้า ๒๗๙ (เชิงอรรถ)

End of ปวารณาไม่ต้องอาบัติ ๑๕ ข้อ