arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก ปริวาร · ทุติยคาถาสังคณิกะ

อาบัติทางกายเป็นต้น เล่ม ๘

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๒๔๒–๑๒๙๕ (Royal Thai)1/1 in ทุติยคาถาสังคณิกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก ปริวาร ทุติยคาถาสังคณิกะ อาบัติทางกายเป็นต้น (Royal Thai Volume 8 · Mahachula Volume 8 · Mahamakut Volume 10 · Chaloem Phrakiat Volume 8)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 8, pp. 659–681

Page 659

ทุติยคาถาสังคณิกะ

ว่าด้วยถ้อยคำที่กล่าวคละกันไว้ด้วยคาถา หัวข้อที่ ๒

๑. กายาทิอาปัตติ

ว่าด้วยอาบัติทางกายเป็นต้น

{๑๒๔๒} [๔๗๔] ถาม : อาบัติทางกายจัดไว้เท่าไร ทางวาจาจัดไว้เท่าไร เมื่อปกปิดต้องอาบัติเท่าไร อาบัติที่มีการจับต้องเป็นปัจจัยมีเท่าไรตอบ : อาบัติทางกายจัดไว้ ๖ ทางวาจาจัดไว้ ๖ เมื่อปกปิดต้องอาบัติ ๓ อาบัติที่มีการจับต้องเป็นปัจจัยมี ๕

ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้นเป็นต้น

{๑๒๔๓} ถาม : อาบัติเพราะอรุณขึ้นมีเท่าไร อาบัติชื่อว่ายาวตติยกามีเท่าไร อาบัติชื่ออัฏฐวัตถุกาในพระศาสนานี้มีเท่าไร สงเคราะห์สิกขาบทและปาติโมกขุทเทสทั้งมวลด้วยอุทเทสเท่าไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาบัติทางกายจัดไว้ ๖ ได้แก่ อาบัติ ๖ ตัวที่เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๔ ในอันตรเปยยาล (ดูข้อ ๒๘๙ หน้า ๓๒๖-๓๒๗ ในเล่มนี้)
  2. ๒ทางวาจาจัดไว้ ๖ ได้แก่ อาบัติ ๖ ตัวที่เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๕ ในอันตรเปยยาล (ดูข้อ ๒๙๑ หน้า ๓๒๗-๓๒๘ ในเล่มนี้)
  3. ๓เมื่อปกปิด ต้องอาบัติ ๓ คือ (๑) ปาราชิก เมื่อภิกษุณีปกปิดโทษคืออาบัติปาราชิกของภิกษุณีด้วยกัน (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสสของภิกษุด้วยกัน (๓) ทุกกฏ เมื่อปกปิดอาบัติชั่วหยาบของตน (นัย วิ.อ. ๓/๕๒๖)
  4. ๔อาบัติ...มี ๕ คือ (๑) ปาราชิกสำหรับภิกษุณีผู้กำหนัด (๒) สังฆาทิเสสสำหรับภิกษุผู้กำหนัด (๓) ถุลลัจจัย เมื่อใช้กายสัมผัสของที่เนื่องด้วยกายมีเสื้อผ้าเป็นต้น (๔) ทุกกฏ เมื่อใช้สิ่งของโยนไปถูกต้องกายหรือของเนื่องด้วยกาย (๕) ปาจิตตีย์ เมื่อใช้นิ้วมือจี้เล่น (นัย วิ.อ. ๓/๕๒๖)
Page 660

ตอบ : อาบัติเพราะอรุณขึ้นมี ๓ อาบัติชื่อยาวตติยกามี ๒ อาบัติชื่ออัฏฐวัตถุกาในพระศาสนานี้มี ๑ สงเคราะห์สิกขาบทและปาติโมกขุทเทสทั้งมวลด้วยนิทานุทเทสอย่างเดียว

มูลแห่งวินัยเป็นต้น

{๑๒๔๔} ถาม : มูลแห่งวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญติไว้มีเท่าไร อาบัติหนักในฝ่ายวินัยตรัสไว้เท่าไร อาบัติเพราะปกปิดอาบัติชั่วหยาบมีเท่าไรตอบ : มูลแห่งวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี ๒ อาบัติหนักในฝ่ายวินัยตรัสไว้ ๒ อาบัติเพราะปกปิดอาบัติชั่วหยาบมี ๒

ต้องอาบัติในละแวกบ้านเป็นต้น

{๑๒๔๕} ถาม : อาบัติในละแวกบ้านมีเท่าไร อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัยมีเท่าไร เป็นอาบัติถุลลัจจัยเพราะเนื้อกี่ชนิด เป็นอาบัติทุกกฏเพราะเนื้อกี่ชนิด

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาบัติเพราะอรุณขึ้นมี ๓ คือ (๑) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ตามความแห่งสิกขาบทที่กำหนดไม่ให้เกิน ๑ ราตรี ๖ ราตรี ๗ วัน ๑๐ วัน และ ๑ เดือน (๒) สังฆาทิเสสสำหรับภิกษุณีที่อยู่ห่างพวก คนเดียวในตอนกลางคืน (๓) ทุกกฏสำหรับภิกษุผู้ปกปิดอาบัติในยามทั้ง ๓ (นัย วิ.อ. ๓/๕๒๖)
  2. ๒อาบัติชื่อยาวตติยกามี ๒ ความจริงมี ๑๑ (ดูเชิงอรรถหน้า ๔๗๑ ในเล่มนี้) แต่กล่าวว่ามี ๒ โดยมุ่งถึงพระบัญญัติสองฝ่าย คือ ภิกษุฝ่ายหนึ่ง ภิกษุณีฝ่ายหนึ่ง (วิ.อ. ๓/๕๒๖)
  3. ๓อาบัติชื่ออัฏฐวัตถุกา ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ แห่งปาราชิกกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์
  4. ๔มูลแห่งวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี ๒ คือ กายและวาจา (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  5. ๕อาบัติหนักในฝ่ายวินัยตรัสไว้ ๒ คือ อาบัติปาราชิกและอาบัติสังฆาทิเสส (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  6. ๖อาบัติเพราะปิดอาบัติชั่วหยาบมี ๒ คือ (๑) ปาราชิก เมื่อภิกษุณีปกปิดโทษคืออาบัติปาราชิกของ ภิกษุณีด้วยกัน (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสสของภิกษุด้วยกัน (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
Page 661

ตอบ : อาบัติในละแวกบ้านมี ๔ อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัย มี ๔ เป็นอาบัติถุลลัจจัยเพราะเนื้อชนิดเดียว เป็นอาบัติทุกกฏเพราะเนื้อ ๙ ชนิด

ต้องอาบัติทางวาจาในราตรีเป็นต้น

{๑๒๔๖} ถาม : อาบัติทางวาจาในกลางคืนมีเท่าไร อาบัติทางวาจาในกลางวันมีเท่าไร เมื่อให้ต้องอาบัติเท่าไร เมื่อรับต้องอาบัติเท่าไรตอบ : อาบัติทางวาจาในกลางคืนมี ๒ อาบัติทางวาจาในกลางวันมี ๒ เมื่อให้ ต้องอาบัติ ๓ เมื่อรับ ต้องอาบัติ ๔

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คือ (๑) ทุกกฏ สำหรับภิกษุผู้ชักชวนภิกษุณีเดินเข้าละแวกบ้านด้วยกัน (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อเดินไปถึงอุปจารหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง (๓) ถุลลัจจัย สำหรับภิกษุณีที่เดินทางไปในละแวกบ้านตามลำพัง เมื่อเท้าแรกเหยียบละแวกบ้านที่มีรั้วล้อม หรืออุปจารบ้านที่ไม่มีรั้วล้อม (๔) สังฆาทิเสส เมื่อเท้าที่ ๒ เหยียบละแวกบ้านนั้น (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  2. ๒คือ (๑) ทุกกฏ สำหรับภิกษุผู้ชักชวนภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อลงไปอยู่ในเรือลำนั้นด้วยกัน (๓) ถุลลัจจัย สำหรับภิกษุณีผู้ข้ามฟากแม่น้ำคนเดียว เมื่อย่างเท้าก้าวที่ ๑ ข้ามขึ้น (๔) สังฆาทิเสส เมื่อย่างเท้าก้าวที่ ๒ ข้ามขึ้น (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  3. ๓เป็นอาบัติถุลลัจจัยเพราะเนื้อชนิดเดียว ได้แก่ เนื้อมนุษย์ (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  4. ๔คือ (๑) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีผู้ยืนสนทนากับบุรุษในเวลาค่ำอย่างใกล้ชิดเอื้อมมือถึงกันได้ (๒) ทุกกฏ เมื่อยืนสนทนากับบุรุษเช่นนั้นอยู่ห่าง ๆ (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  5. ๕คือ (๑) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีผู้ยืนสนทนากับบุรุษในเวลากลางวันแต่เป็นสถานที่กำบังอย่างใกล้ชิดเอื้อมมือถึงกันได้ (๒) ทุกกฏ เมื่อยืนสนทนากับบุรุษเช่นนั้นอยู่ห่าง ๆ (วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  6. ๖คือ (๑) ปาราชิก เมื่อประสงค์ฆ่า ให้ยาพิษแก่มนุษย์กินจนตาย (๒) ถุลลัจจัย เมื่อให้ยาพิษ นั้นแก่ยักษ์หรือเปรตกินจนตาย (๓) ปาจิตตีย์เมื่อ ให้ยาพิษนั้นแก่สัตว์ดิรัจฉานกินจนตาย และเมื่อให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ (นัย วิ.อ. ๓/๕๒๗)
  7. ๗คือ (๑) สังฆาทิเสส ในเมื่อรับสัมผัสมือหรือช้องผมของมาตุคาม (๒) ปาราชิก ในเมื่อใช้ปากรับ(อม)องคซาต (๓) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ เมื่อรับจีวรจากภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ(๔) ถุลลัจจัย สำหรับภิกษุณีผู้รับประเคนของเคี้ยวของฉันจากมือบุรุษผู้กำหนัด (นัย วิ.อ. ๓/๕๒๗)
Page 662

๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ

ว่าด้วยอาบัติที่เป็นเทสนาคามินีเป็นต้น

{๑๒๔๗} [๔๗๕] ถาม : อาบัติที่เป็นเทสนาคามินีมีเท่าไร อาบัติที่ทำคืนได้จัดไว้เท่าไรอาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในพระศาสนานี้พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้เท่าไรตอบ : อาบัติที่เป็นเทสนาคามินีมี ๕ อาบัติที่ทำคืนได้จัดไว้ ๖ อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในพระศาสนานี้พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้อย่างเดียว

ต้องอาบัติหนักในฝ่ายวินัยเป็นต้น

{๑๒๔๘} ถาม : อาบัติหนักในฝ่ายวินัยเป็นไปทางกายและวาจาตรัสไว้เท่าไร ธัญญรสในเวลาวิกาลมีเท่าไร สมมติด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจามีเท่าไรตอบ : อาบัติหนักในฝ่ายวินัยเป็นไปทางกายและวาจาตรัสไว้ ๒ ธัญญรสในเวลาวิกาลมีอย่างเดียว สมมติด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจามีอย่างเดียว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี อาบัติที่พ้นได้ด้วยการแสดง ได้แก่ กองอาบัติเบา ๕ กอง คือ (๑) ถุลลัจจัย (๒) ปาจิตตีย์ (๓) ปาฏิเทสนียะ (๔) ทุกกฏ (๕) ทุพภาสิต อาบัติที่ทำคืนได้จัดไว้ ๖ คือ (๑) สังฆาทิเสส (๒) ถุลลัจจัย (๓) ปาจิตตีย์ (๔) ปาฏิเทสนียะ (๕) ทุกกฏ (๖) ทุพภาสิต อาบัติที่ทำคืนไม่ได้มีอย่างเดียว ได้แก่ อาบัติปาราชิก (นัย วิ.อ. ๓/๔๔๒,๕๒๘)
  2. ๒คือ อาบัติปาราชิกและสังฆาทิเสส สิกขาบททั้งหมดล้วนเป็นไปทางกายและวาจา ที่ทรงบัญญัติทางมโนทวารคือเป็นไปทางใจไม่มีเลย (วิ.อ. ๓/๕๒๘)
  3. ๓ธัญญรสในเวลาวิกาลมีอย่างเดียว ได้แก่ ยาดองโลณโสจิรกะ ซึ่งภิกษุฉันได้ในเวลาวิกาล (วิ.อ. ๓/๕๒๘ และดูเชิงอรรถ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑/๑๙๒)
  4. ๔ได้แก่ ภิกขุโนวาทกสมมติ คือการสวดประกาศแต่งตั้งภิกษุให้ทำหน้าที่กล่าวสอนภิกษุณีในโอวาทสิกขาบทที่ ๑ แห่งโอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ มหาวิภังค์ (วิ.อ. ๓/๕๒๘, ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒ ประกอบ)
Page 663

อาบัติปาราชิกทางกายเป็นต้น

{๑๒๔๙} ถาม : อาบัติปาราชิกทางกายมีเท่าไร ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสมีเท่าไร รัตติเฉทของภิกษุกี่ประเภท และพระบัญญัติเรื่องสองนิ้วมีเท่าไรตอบ : อาบัติปาราชิกทางกายมี ๒ ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสมี ๒ รัตติเฉทของภิกษุ ๒ ประเภท และพระบัญญัติเรื่องสองนิ้วมี ๒

ต้องอาบัติเพราะทำร้ายตัวเองเป็นต้น

{๑๒๕๐} ถาม : เพราะทำร้ายตัวเองต้องอาบัติเท่าไร สงฆ์แตกกันด้วยอาการเท่าไร อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในพระศาสนานี้มีเท่าไร ทำญัตติมีเท่าไรตอบ : เพราะทำร้ายตนเอง ต้องอาบัติ ๒ สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในพระศาสนานี้มี ๒ ทำญัตติมี ๒

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คือ (๑) เมถุนปาราชิกของฝ่ายภิกษุ ว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม (๒) กายสังสัคคปาราชิกของฝ่ายภิกษุณี ว่าด้วยภิกษุณียินดีการจับต้องเหนือเข่าขึ้นไปของบุรุษ (วิ.อ. ๓/๕๒๘)
  2. ๒คือ (๑) ภิกษุเองทำตนให้มีสมานสังวาส (๒) สงฆ์พร้อมเพรียงกันสวดภิกษุผู้ถูกยกวัตรให้กลับมี สมานสังวาสดังเดิม อีกนัยหนึ่ง คือ (๑) สมานสังวาสกภูมิ ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน (๒) นานาสังวาสกภูมิ ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสต่างกัน (วิ.อ. ๓/๕๒๘)
  3. ๓รัตติเฉท ความขาดแห่งราตรี ทรงบัญญัติไว้ ๒ ประภท คือ (๑) รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาส (๒) รัตติเฉทของภิกษุผู้ประพฤติมานัต (วิ.อ. ๓/๕๒๘)
  4. ๔คือ (๑) พระบัญญัติในสิกขาบทที่ ๕ แห่งลสุณวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ ภิกขุนีวิภังค์ ว่าด้วยทรงอนุญาตให้ภิกษุณีใช้นํ้าชำระองค์กำเนิดได้เพียงสองข้อองคุลีเป็นอย่างยิ่ง (๒) พระบัญญัติที่ ทรงอนุญาตให้ไว้ผมได้สององคุลีหรือสองเดือนในขุททกวัตถุขันธกะ (วิ.อ. ๓/๕๒๘)
  5. ๕คือ (๑) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีผู้ทำร้ายตนพร้อมร้องไห้ (๒) ทุกกฏ สำหรับภิกษุณีผู้ทำร้าย ตนแต่ไม่ร้องให้ (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
  6. ๖คือ (๑) ด้วยสังฆกรรมที่ทำแยกกัน (๒) ด้วยการให้จับสสากลงมติ (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
Page 664

ต้องอาบัติเพราะปาณาติบาตเป็นต้น

{๑๒๕๑} ถาม : อาบัติเพราะปาณาติบาตมีเท่าไร อาบัติปาราชิกเนื่องด้วยวาจามีเท่าไร อาบัติเกี่ยวด้วยพูดเคาะตรัสไว้เท่าไร อาบัติเกี่ยวด้วยการชักสื่อตรัสไว้เท่าไรตอบ : อาบัติเพราะปาณาติบาตมี ๓ อาบัติปาราชิกเนื่องด้วยวาจามี ๓ อาบัติเกี่ยวด้วยพูดเคาะตรัสไว้ ๓ และอาบัติเกี่ยวด้วยการชักสื่อตรัสไว้ ๓

บุคคลไม่ควรให้อุปสมบทเป็นต้น

{๑๒๕๒} ถาม : บุคคลที่ไม่ควรให้อุปสมบทมีเท่าไร กรรมสงเคราะห์มีเท่าไร บุคคลที่ถูกนาสนะตรัสไว้เท่าไร อนุสาวนาเดียวกันสำหรับบุคคลมีจำนวนเท่าไรตอบ : บุคคลที่ไม่ควรให้อุปสมบทมี ๓ ประเภท กรรมสงเคราะห์มี ๓ อย่าง บุคคลที่ถูกนาสนะตรัสไว้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คือ (๑) ปาราชิก เพราะขุดหลุมพรางไว้ไม่เจาะจง มนุษย์ตกลงไปตาย (๒) ถุลลัจจัย เพราะยักษ์หรือเปรตตกลงไปตาย (๓) ปาจิตตีย์ เพราะสัตว์ดิรัจฉานตกลงไปตาย (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
  2. ๒ได้แก่ ปาราชิกของฝ่ายภิกษุณี ๓ สิกขาบท คือ สิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยภิกษุณีปกปิดโทษ สิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร และสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุณีมีความกำหนัดยินดีการกระทำของบุรุษครบ ๘ ประการ อนึ่ง ได้แก่ ปาราชิกของฝ่ายภิกษุ ๓ สิกขาบท คือ (๑) สิกขาบทที่ ๒ เพราะสั่งให้ลัก (๒) สิกขาบทที่ ๓ เพราะสั่งให้ฆ่ามนุษย์ (๓) สิกขาบทที่ ๔ เพราะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
  3. ๓คือ (๑) สังฆาทิเสส เมื่อพูดเคาะพาดพิงถึงทวารหนัก ทวารเบา (๒) ถุลลัจจัย เมื่อพูดเคาะพาดพิงอวัยวะใต้รากขวัญลงมาและบริเวณเหนือเข่า ยกเว้นทวารหนัก ทวารเบา (๓) ทุกกฏ เมื่อพูดเคาะพาดพิงอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไปและบริเวณใต้เข่า (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
  4. ๔คือ (๑) สังฆาทิเสส เมื่อรับคำ นำไปบอก และกลับมาบอก (๒) ถุลลัจจัย เมื่อรับคำ นำไปบอก แต่ไม่กลับมาบอก (๓) ทุกกฏ เมื่อรับแต่คำ โดยไม่นำไปบอกหรือกลับมาบอก (วิ.อ. ๓/๕๒๙)
  5. ๕คือ (๑) ผู้ขาดความพร้อม (๒) ผู้ขาดคุณสมบัติ (๓) ผู้เกิดมาเสียคือมีวัตถุวิบัติ (วิ.อ. ๓/๕๓๐)
  6. ๖กรรมสงเคราะห์ การสงเคราะห์กรรม หมายถึงการสรุปความหรือประมวลความแห่งสังฆ
Page 665

๓ ประเภท อนุสาวนาเดียวกันสำหรับบุคคลมีจำนวน ๓ คน

ต้องอาบัติเพราะอทินนาทานเป็นต้น

{๑๒๕๓} ถาม : อาบัติเพราะอทินนาทานมีเท่าไร อาบัติเพราะเมถุนเป็นปัจจัยมีเท่าไร เมื่อตัดเป็นอาบัติมีเท่าไร เพราะการทิ้งเป็นปัจจัยมีอาบัติเท่าไรตอบ : อาบัติเพราะอทินนาทานมี ๓ อาบัติเพราะเมถุนเป็นปัจจัยมี ๔ เมื่อตัดเป็นอาบัติ ๓ ตัว อาบัติเพราะการทิ้งเป็นปัจจัยมี ๕

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. กรรมไว้ ๓ ประเภท คือ (๑) ญัตติกัปปนา การกำหนดเป็นข้อตกลง (๒) วิปปกตปัจจัตตะ สังฆกรรมที่กำลังดำเนินการอยู่ (๓) อตีตกรณะ สังฆกรรมที่ดำเนินการเสร็จแล้ว อีกนัยหนึ่งท่านสงเคราะห์ไว้อีก ๓ ประเภท คือ (๑) ด้วยวัตถุ คือประเด็นหลักในสังฆกรรม (๒) ด้วยญัตติ การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน (๓) ด้วยอนุสาวนา การสวดประกาศหาข้อตกลง หรือขอมติสงฆ์ (นัย วิ.อ. ๓/๕๓๐)
  2. ๑คือ (๑) ประเภทลิงคนาสนะ ให้ฉิบหายเสียจากเพศ คือให้สึกเสีย (๒) ประเภทสังวาสนาสนะ ให้ฉิบหายเสียจากสังวาส คือยกวัตรด้วยการแยกให้อยู่ต่างหากจากสงฆ์ มิให้ร่วมสมโภคกับสงฆ์ (๓) ประเภททัณฑกัมมนาสนะ ให้ฉิบหายเสียด้วยการลงโทษ (นัย วิ.อ. ๒/๔๒๐-๔๒๑,๓/๕๓๐)
  3. ๒มีพระพุทธานุญาตไว้ว่าให้ทำอุปสัมปทาเปกขะ ๒ คนในอนุสาวนาเดียวกันได้ หมายถึงให้อุปสมบทคู่ได้ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๔/๑๒๓/๒๑๕)
  4. ๓คือ (๑) ปาราชิก เพราะลักทรัพย์ ๑ บาทขึ้นไป (๒) ถุลลัจจัย เพราะลักทรัพย์เกิน ๑ มาสก (๓) ทุกกฏ เพราะลักทรัพย์ ๑ มาสกหรือต่ำกว่า ๑ มาสก (วิ.อ. ๓/๕๓๐)
  5. ๔คือ (๑) ปาราชิก เพราะเสพกับซากศพที่สัตว์ยังไม่ได้กัดกิน (๒) ถุลลัจจัย เพราะเสพกับซาก ศพที่สัตว์กัดกินแล้วโดยมาก (๓) ทุกกฏ เพราะเสพในปากที่อ้า (๔) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีที่ใช้ท่อนยางเกลี้ยง (วิ.อ. ๓/๕๓๐)
  6. ๕คือ (๑) ปาราชิก เมื่อตัดเจ้าของป่า (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อตัดภูตคามคือหมู่พืชพันธุ์อันอยู่กับที่ (๓) ถุลลัจจัย เมื่อตัดองคชาตของตน (วิ.อ. ๓/๕๓๐)
  7. ๖คือ (๑) ปาราชิก ในกรณีทิ้งยาพิษแล้วมนุษย์กินตาย (๒) ถุลลัจจัยในกรณียักษ์หรือเปรตกินตาย (๓) ปาจิตตีย์ ในกรณีสัตว์ดิรัจฉานกินตาย (๔) สังฆาทิเสส ในกรณีทิ้งนํ้าอสุจิที่ปล่อยออกมา (๕) ทุกกฏ ในกรณีทิ้งอุจจาระและปัสสาวะลงบนหญ้าสดเขียว (วิ.อ. ๓/๕๓๐)
Page 666

ปรับอาบัติควบกันเป็นต้น

{๑๒๕๔} ถาม : ในภิกขุโนวาทกวรรค อาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ที่ตรัสไว้เป็นข้อที่ ๙ ในสิกขาบทที่ ๑ นั้นมีเท่าไร ภิกษุณีเท่าไรเป็นอาบัติแก่ภิกษุเพราะจีวรตอบ : ในภิกขุโนวาทกวรรค อาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ที่ตรัส ไว้เป็นข้อที่ ๙ ในสิกขาบทที่ ๑ นั้นมี ๔ ภิกษุณี ๒ พวกเป็นอาบัติแก่ภิกษุเพราะจีวร

ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะเป็นต้น

{๑๒๕๕} ถาม : อาบัติปาฏิเทสนียะที่ตรัสไว้สำหรับภิกษุณีมีเท่าไร เพราะขอข้าวเปลือกดิบมาฉันปรับอาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ หรือตอบ : อาบัติปาฏิเทสนียะที่ตรัสแก่ภิกษุณี ปรับอาบัติไว้ ๘ เพราะขอข้าวเปลือกดิบมาฉัน ปรับอาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์

ต้องอาบัติเพราะเดินเป็นต้น

{๑๒๕๖} ถาม : ผู้เดินต้องอาบัติเท่าไร ผู้ยืนต้องอาบัติเท่าไร ผู้นั่งต้องอาบัติเท่าไร และผู้นอนต้องอาบัติเท่าไร

ตอบ : ผู้เดินต้องอาบัติ ๔ ผู้ยืนต้องอาบัติเท่ากัน ผู้นั่งต้องอาบัติ ๔ และผู้นอนต้องอาบัติเท่ากัน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงข้อที่ ๙ แห่งอัฏฐารสปาจิตตีย์ (อาบัติปาจิตตีย์ ๑๘ ลักษณะ) และสัตตรสทุกกฏ (อาบัติทุกกฏ ๑๗ ลักษณะ) ดู วิ.มหาวิ. แปล ๒/๓๙๒,๓๙๓
  2. ๒คือ (๑) พวกภิกษุณีที่อุปสมบทในฝ่ายภิกษุ เมื่อภิกษุให้จีวร ปรับอาบัติปาจิตตีย์ (๒) พวกภิกษุณีที่อุปสมบทในฝ่ายภิกษุณี เมื่อภิกษุให้จีวรปรับอาบัติทุกกฏ (วิ.อ. ๓/๕๓๑)
  3. ๓คือ (๑) ทุกกฏ สำหรับภิกษุผู้ชักชวนภิกษุณีหรือมาตุคามเดินทางด้วยกัน (๒) ปาจิตตีย์ เมื่อเดิน
Page 667

๓. ปาจิตติยะ

ว่าด้วยต้องอาบัติปาจิตตีย์ในขณะเดียวกัน

{๑๒๕๗} [๔๗๖] ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกัน ซึ่งภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ทั้งหมดมีเท่าไรตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกัน ซึ่งภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ทั้งหมดมี ๕

{๑๒๕๘} ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกัน ซึ่งภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ทั้งหมดมีเท่าไร

ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกัน ซึ่งภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ทั้งหมดมี ๙

วิธีแสดงอาบัติ

{๑๒๕๙} ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงด้วย วาจาเท่าไร ทั้งหมดมีเท่าไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ทางด้วยกันถึงอุปจารคือบริเวณรอบ ๆ หมู่บ้าน (๓) ถุลลัจจัย สำหรับภิกษุณีที่เดินทางลำพัง เมื่อย่างเท้าก้าวแรกถึงอุปจารหมู่บ้าน (๔) สังฆาทิเสส เมื่อย่างเท้าก้าวที่ ๒ ถึงอุปจารหมู่บ้าน (วิ.อ. ๓/๕๓๑)
  2. ๔ผู้ยืน นั่ง และนอนต้องอาบัติ ๔ ตัวเท่ากัน คือ (๑) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีที่ยืน นั่ง หรือนอนอยู่ในหัตถบาสคือระยะพอเอื้อมมือถึงกันได้กับบุรุษอย่างสนิทสนมในที่มืดหรือสถานที่กำบัง (๒) ทุกกฏ เมื่ออยู่ในอิริยาบถทั้ง ๓ เช่นนั้นนอกหัตถบาส (๓) ถุลลัจจัย เมื่ออยู่ในอิริยาบถทั้ง ๓ เช่นนั้นนอกหัตถบาสจนอรุณขึ้น (๔) สังฆาทิเสส เมื่ออยู่ในอิริยาบถทั้ง ๓ เช่นนั้นในหัตถบาสจนอรุณขึ้น (วิ.อ. ๓/๕๓๑)
  3. ๑เช่นในกรณีที่ภิกษุรับเภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น นํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย แล้วเก็บไว้แยกกัน คือไม่รวมเก็บไว้ในภาชนะต่าง ๆ หรือภาชนะเดียวกัน เมื่อเกิน ๗ วันไป ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๕ ตัวที่ต่างวัตถุกันในขณะเดียวกัน (วิ.อ. ๓/๕๓๒)
  4. ๒เช่นในกรณีที่ภิกษุเอ่ยปากขอโภชนะที่ประณีต ๙ ชนิดได้มาแล้วขยำรวมเป็นคำข้าวคำเดียวฉัน เช่นนี้ชื่อว่าต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๙ ตัวซึ่งต่างวัตถุกันในขณะเดียวกัน (วิ.อ.๓/๕๓๒)
Page 668

ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้วซึ่งภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาอย่างเดียว ทั้งหมดมี ๕{๑๒๖๐} ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาเท่าไร ทั้งหมดมีเท่าไรตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาอย่างเดียว ทั้งหมดมี ๙{๑๒๖๑} ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงระบุอะไร ทั้งหมดมีเท่าไรตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงระบุวัตถุ ทั้งหมดมี ๕{๑๒๖๒} ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงระบุอะไร ทั้งหมดมีเท่าไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงเวลาแสดงอาบัติที่ต่างวัตถุกัน ไม่ต้องแสดงแยกวัตถุ คือแสดงทีละวัตถุ แต่ใช้วาจา เดียวที่ระบุจำนวนวัตถุ เช่นในที่นี้ต้องอาบัติเพราะรับเภสัช ๕ ก็แสดงด้วยคำว่า “...ปญฺจ เภสชฺชานิ ปฏิคฺคเหตฺวา : ... รับเภสัช ๕...” ก็เป็นอันแสดงอาบัติตก (วิ.อ. ๓/๕๓๒)
  2. ๒หมายถึงหากจะแสดงระบุวัตถุ ก็พึงแสดงโดยไม่ต้องระบุชื่อ เช่นในที่นี้ต้องอาบัติเพราะรับ เภสัช ๕ ก็แสดงด้วยคำว่า “อหํ ภนฺเต ปญฺจ เภสชฺชานิ ปฏิคฺคเหตฺวา สตฺตาหํ อติกฺกาเมสึ, ยถาวตฺถุกํ ตํ ตุมฺหมูเล ปฏิเทเสมิ : ท่านครับ กระผมรับเภสัช ๕ เก็บไว้เกิน ๗ วัน กระผมขอแสดงคืนอาบัตินั้นตามวัตถุที่ต้อง” ดังนี้ ก็เป็นกันแสดงอาบัติตก (วิ.อ. ๓/๕๓๒)
Page 669

ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ที่ต่างวัตถุกันอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสแล้ว ซึ่งภิกษุพึงแสดงระบุวัตถุ ทั้งหมดมี ๙

ยาวตติยกาบัติเป็นต้น

{๑๒๖๓} ถาม : เพราะสวดสมนภาสน์ครบสามจบ เป็นอาบัติเท่าไร เพราะการกล่าวเป็นปัจจัย เป็นอาบัติเท่าไร ภิกษุเคี้ยว ต้องอาบัติเท่าไร เพราะฉันเป็นปัจจัย เป็นอาบัติเท่าไรตอบ : เพราะสวดสมนุภาสน์ครบสามจบเป็นอาบัติ ๓ เพราะการกล่าวเป็นปัจจัย เป็นอาบัติ ๖ ภิกษุเคี้ยวต้องอาบัติ ๓ ตัว เพราะฉันเป็นปัจจัย เป็นอาบัติ ๕

ฐานะแห่งยาวตติยกาบัติเป็นต้น

{๑๒๖๔} ถาม : ยาวตติยกาบัติทั้งมวลย่อมถึงฐานะเท่าไร อาบัติมีแก่คนกี่พวก และอธิกรณ์มีแก่คนกี่พวก

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คือ (๑) ปาราชิก สำหรับภิกษุณีที่ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร (๒) สังฆาทิเสส สำหรับพวกภิกษุที่ประพฤติตามภิกษุ (เทวทัต) ผู้ทำลายสงฆ์เช่นภิกษุโกกาลิกะเป็นต้น (๓) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีชื่อจัณฑกาลีซึ่งดื้อไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้า (วิ.อ. ๓/๕๓๒-๕๓๓)
  2. ๒คือ (๑) ปาราชิก เพราะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมเพื่อปากท้อง (๒) สังฆาทิเสส เพราะกล่าว ชักสื่อเพื่อปากท้อง (๓) ถุลลัจจัย เพราะกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมนั้นโดยทางอ้อม (๔) ปาจิตตีย์ เพราะมุ่งประโยชน์ตนเอ่ยปากขอโภชนะอันประณีตมาฉัน (๕) ปาฏิเทสนียะ สำหรับภิกษุณีผู้มุ่งประโยชน์ตนเอ่ยปากขอโภชนะอันประณีตมาฉัน (๖) ทุกกฏ สำหรับภิกษุผู้ไม่อาพาธแต่มุ่ง ประโยชน์ตนเอ่ยปากขอแกงหรือข้าวสุกมาฉัน (วิ.อ. ๓/๕๓๓)
  3. ๓คือ (๑) ถุลลัจจัยในกรณีเคี้ยวเนื้อมนุษย์ (๒) ทุกกฏ ในกรณีเคี้ยวเนื้อต้องห้ามที่เหลืออีก ๙ ชนิด (๓) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีที่เคี้ยวกระเทียม (วิ.อ. ๓/๕๓๓)
  4. ๔คือ (๑) สังฆาทิเสส สำหรับภิกษุณีที่กำหนัดรับโภชนะจากมือบุรุษผู้กำหนัดเช่นกันมาฉัน (๒) ถุลลัจจัย สำหรับภิกษุณีที่ฉันเนื้อมนุษย์ (๓) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีที่ฉันกระเทียม (๔) ปาฎิเทสนียะ สำหรับภิกษุณีที่มุ่งประโยชน์ตนเอ่ยปากขอโภชนะที่ประณีตมาฉัน (๕) ทุกกฏสำหรับภิกษุณีที่ฉันเนื้อต้องห้ามที่เหลืออีก ๙ ชนิด (วิ.อ. ๓/๕๓๓)
Page 670

ตอบ : ยาวตติยกาบัติทั้งมวลย่อมถึงฐานะ ๕ อาบัติมีแก่สหธรรมิก ๕ และอธิกรณ์มีแก่สหธรรมิก ๕

วินิจฉัยเป็นต้น

{๑๒๖๕} ถาม : วินิจฉัยมีแก่บุคคลกี่ประเภท การระงับมีแก่บุคคลกี่ประเภท บุคคลกี่ประเภทไม่ต้องอาบัติ และภิกษุย่อมงามด้วยฐานะเท่าไรตอบ : วินิจฉัยมีแก่สหธรรมิก ๕ ประเภท การระงับมีแก่สหธรรมิก ๕ ประเภท สหธรรมิก ๕ ประเภทไม่ต้องอาบัติ และภิกษุย่อมงามด้วยฐานะ ๓ สถาน

อาบัติทางกายในราตรีเป็นต้น

{๑๒๖๖} ถาม : อาบัติทางกายในราตรีมีเท่าไร ทางกายในกลางวันมีเท่าไร ภิกษุเพ่งดูต้องอาบัติเท่าไร เพราะบิณฑบาตเป็นปัจจัยเป็นอาบัติเท่าไรตอบ : อาบัติทางกายในราตรีมี ๒ ทางกายในกลางวันมี ๒ ภิกษุเพ่งดูต้องอาบัติตัวเดียว เพราะบิณฑบาตเป็นปัจจัยเป็นอาบัติตัวเดียว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ฐานะ ๕ คือ (๑) จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ (๒) จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย (๓) จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติปาราชิก (เฉพาะภิกษุณีในปาราชิกสิกขาบทที่ ๓) (๔) จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๕) เมื่อไม่ยอมสละทิฏฐิกันชั่วช้า ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (วิ.อ. ๓/๕๓๓)
  2. ๒สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อาบัติมีเฉพาะภิกษุและภิกษุณีเท่านั้น สหธรรมิกทั้ง ๓ ไม่ควรให้แสดงอาบัติ แต่ควรลงทัณฑกรรม (นัย วิ.อ. ๓/๕๓๔)
  3. ๓หมายถึงการต้องอาบัติหรือไม่ต้องอาบัติเป็นเรื่องเกี่ยวข้องเฉพาะสหธรรมิก ๕
  4. ๔หมายถึงบุคคลคือภิกษุหรือภิกษุณีล่วงละเมิดสิกขาบทแล้ว เมื่อแสดงอาบัติที่ทำคืนได้ในฐานะ ๓ สถาน คือ (๑) ท่ามกลางสงฆ์ (๒) ท่ามกลางหมู่คณะ (๓) ต่อหน้าบุคคล แล้วย่อมงามคือ กลับมีศีลปกติดังเดิม (นัย วิ.อ. ๓/๕๓๔)
Page 671

ภิกษุที่สงฆ์ยกวัตรเป็นต้น

{๑๒๖๗} ถาม : ภิกษุเห็นอานิสงส์เท่าไร จึงแสดงเพราะเชื่อผู้อื่น ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรตรัสไว้มีเท่าไร ความประพฤติชอบมีเท่าไรตอบ : ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๘ อย่าง จึงแสดงเพราะเชื่อผู้อื่น ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรตรัสไว้มี ๓ ประเภท ความประพฤติชอบมี ๔๓ ข้อ

มุสาวาทเป็นต้น

{๑๒๖๘} ถาม : มุสาวาทถึงฐานะเท่าไร ที่ตรัสว่าอย่างยิ่งมีเท่าไร ปาฏิเทสนียะมีกี่สิกขาบท การแสดงโทษของบุคคลกี่ประเภทตอบ : มุสาวาทถึงฐานะ ๕ ที่ตรัสว่าอย่างยิ่งมี ๑๔ สิกขาบท ปาฏิเทสนียะมี ๑๒ สิกขาบท การแสดงโทษของบุคคล ๔ ประเภท

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๕อาบัติทางกายในราตรีมี ๒ คือ (๑) ปาจิตตีย์ สำหรับภิกษุณีที่ยืน นั่ง หรือนอนอยู่ในหัตถบาสกับ บุรุษ (๒) ทุกกฏ ในกรณีที่ยืน นั่ง หรือนอนอยู่นอกหัตถบาส อาบัติทางกายในกลางวันมี ๒ คือ (๑) ปาจิตตีย์ (๒) ทุกกฏ มีลักษณะเดียวกันกับอาบัติทางกายในกลางคืน (วิ.อ. ๓/๕๓๔)
  2. ๖ได้แก่ อาบัติทุกกฏ ตามที่ทรงวินิจฉัยไว้ในวินีตวัตถุเรื่องเพ่งองค์กำเนิดแห่งสุกกวิสัฏฐิสิกขาบทที่ ๑ แห่งสังฆาทิเสสกัณฑ์ มหาวิภังค์ (ดู วิ.มหาวิ. แปล ๑, วิ.อ. ๓/๕๓๔)
  3. ๗ได้แก่ อาบัติทุกกฏ ตามที่ทรงบัญญัติไว้ในปิณฑจาริกวัตตกถา แห่งวัตตขันธกะ จุลลวรรค (ดู วิ.จุล. (แปล) ๗/๑๒๓, วิ.อ. ๓/๕๓๔)
  4. ๑ดูคุณสมบัติของพระวินัยธร ในโกสัมพิกขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕
  5. ๒คือ (๑) ประเภทไม่เห็นอาบัติ (๒) ประเภทไม่ยอมทำคืนอาบัติ (๓) ประเภทไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้า (วิ.อ. ๓/๕๓๕)
  6. ๓ดูวัตร ๔๓ แห่งอุกเขปนียกรรม กัมมขันธกะ ใน วิ.จุลฺ. แปล ๖
  7. ๔คือ (๑) ปาราชิก (๒) สังฆาทิเสส (๓) ถุลลัจจัย (๔) ปาจิตตีย์ (๕) ทุกกฏ (วิ.อ. ๓/๔๓๕)
Page 672

องค์ของมุสาวาทเป็นต้น

{๑๒๖๙} ถาม : มุสาวาทมีองค์เท่าไร องค์อุโบสถมีเท่าไร องค์ของผู้ควรเป็นทูตมีเท่าไร ติตถิยวัตรมีเท่าไร

ตอบ : มุสาวาทมีองค์ ๘ องค์อุโบสถมี ๘ องค์ของภิกษุผู้ควรเป็นทูตมี ๘ ติตถิยวัตรมี ๘

อุปสัมปทาเป็นต้น

{๑๒๗๐} ถาม : อุปสัมปทามีวาจาเท่าไร ภิกษุณีพึงลุกรับภิกษุณีกี่ประเภท พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณีกี่ประเภท ภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณีต้องประกอบด้วยคุณสมบัติเท่าไรตอบ : อุปสัมปทามีวาจา ๘ ภิกษุณีพึงลุกรับภิกษุณี ๘ ประเภท พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณี ๘ ประเภท ภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณีต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๘

ความขาดเป็นต้น

{๑๒๗๑} ถาม : ความขาดมีแก่คนเท่าไร อาบัติถุลลัจจัยมีแก่คนเท่าไร บุคคลเท่าไรไม่ต้องอาบัติ อาบัติและอนาบัติของคน ทั้งหมดมีวัตถุอย่างเดียวกันหรือตอบ : ความขาดมีแก่คนผู้เดียว อาบัติถุลลัจจัยมีแก่คน ๔ ประเภท บุคคล ๔ ประเภทไม่ต้องอาบัติ อาบัติและอนาบัติของคนทั้งหลายมีวัตถุอย่างเดียวกัน

กรรมเนื่องด้วยญัตติเป็นต้น

{๑๒๗๒} ถาม : อาฆาตวัตถุมีเท่าไร สงฆ์แตกกันด้วยเหตุเท่าไร อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในพระศาสนานี้มีเท่าไร ทำด้วยญัตติมีเท่าไร

Page 673

ตอบ : อาฆาตวัตถุมี ๙ สงฆ์แตกกันด้วยเหตุ ๙ อย่าง อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในพระศาสนานี้มี ๙ อย่าง ทำด้วยญัตติมี ๙

๔. อวันทนียปุคคลาทิ

ว่าด้วยบุคคลที่ไม่ควรกราบไหว้เป็นต้น

{๑๒๗๓} [๔๗๗] ถาม : บุคคลเท่าไรอันภิกษุไม่พึงกราบไหว้ และไม่พึงทำอัญชลีกรรมและสามีจิกรรม เพราะทำแก่บุคคลเท่าไร ต้องอาบัติทุกกฏ ใช้จีวรมีกำหนดเท่าไรตอบ : บุคคล ๑๐ ประเภทอันภิกษุไม่พึงกราบไหว้ ไม่พึงทำอัญชลีกรรม และสามีจิกรรม เพราะทำแก่บุคคล ๑๐ ประเภท ต้องอาบัติทุกกฏ ใช้ทำจีวรมีกำหนด ๑๐ วัน

ให้จีวรเป็นต้น

{๑๒๗๔} ถาม : จีวรควรให้แก่บุคคลในศาสนานี้ผู้จำพรรษาแล้วกี่ประเภท เมื่อมีผู้รับแทนควรให้แก่บุคคลกี่ประเภท และไม่ควรให้แก่บุคคลกี่ประเภทตอบ : จีวรควรให้แก่สหธรรมิก ๕ ในศาสนานี้ ผู้จำพรรษาแล้ว เมื่อมีผู้รับแทนควรให้แก่บุคคล ๗ ประเภท ไม่ควรให้แก่บุคคล ๑๖ ประเภท

ภิกษุอยู่ปริวาส

{๑๒๗๕} ถาม : ภิกษุผู้อยู่ปริวาสปกปิดอาบัติกี่ร้อยไว้ ๑๐๐ ราตรี ต้องอยู่ปริวาสกี่ราตรีจึงจะพ้น

ตอบ : ภิกษุผู้อยู่ปริวาสปกปิดอาบัติ ๑,๐๐๐ ไว้ ๑๐๐ ราตรี ต้องอยู่ปริวาส ๑๐ ราตรี จึงจะพ้น

Page 674

โทษแห่งกรรม

{๑๒๗๖} ถาม : โทษแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร กรรมไม่เป็นธรรมทั้งหมดที่ตรัสไว้ ในเรื่องวินัยที่นครจัมปามีเท่าไร

ตอบ : โทษแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๒ อย่าง กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องวินัยที่นครจัมปาล้วนไม่เป็นธรรมทั้งหมด

กรรมสมบัติ

{๑๒๗๗} ถาม : กรรมสมบัติที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร กรรมเป็นธรรมทั้งหมดที่ตรัสไว้ใน เรื่องวินัยที่นครจัมปามีเท่าไร

ตอบ : กรรมสมบัติที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๔ อย่าง กรรมที่ตรัสไว้ไนเรื่องวินัยที่นครจัมปาล้วนเป็นธรรม

กรรม ๖ อย่าง

{๑๒๗๘} ถาม : กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องวินัยที่นครจัมปาที่เป็นธรรมมีเท่าไร ที่ไม่เป็นธรรมมีเท่าไร

ตอบ : กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๖ อย่าง บรรดากรรม ๖ นี้ กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้ในเรื่องวินัยที่นครจัมปาที่เป็นธรรมมีอย่างเดียว ที่ไม่เป็นธรรมมี ๕ อย่าง

Page 675

กรรม ๔ อย่าง

{๑๒๗๙} ถาม : กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องวินัยที่นครจัมปาที่เป็นธรรมมีเท่าไร ที่ไม่เป็นธรรมมีเท่าไร

ตอบ : กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๔ อย่าง บรรดากรรม ๔ นี้ กรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้ในเรื่องวินัยที่นครจัมปา ที่เป็นธรรมมีอย่างเดียว ที่ไม่เป็นธรรมมี ๓ อย่าง

อาบัติระงับและไม่ระงับ

{๑๒๘๐} ถาม : กองอาบัติใดอันพระอนันตชินเจ้าผู้คงที่ ผู้ทรงเห็น วิเวกทรงแสดงแล้ว ในกองอาบัตินั้น กองอาบัติเท่าใด เว้นสมถะเสีย ย่อมระงับ ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าถามข้อนั้น ขอท่านจงบอกตอบ : กองอาบัติใดอันพระอนันตชินเจ้าผู้คงที่ ผู้ทรงเห็นวิเวกทรงแสดงแล้ว ในกองอาบัตินั้น กองอาบัติกองเดียว เว้นสมถะเสียย่อมระงับ ข้าแต่ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าบอกข้อนั้นแก่ท่าน

ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย

{๑๒๘๑} ถาม : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ที่ต้องเกิดในอบาย ตกนรกตลอดกัป อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้เฉพาะพระวินัย

Page 676

ตอบ : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ที่ต้องเกิดในอบาย ตกนรกตลอดกัป อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๔๔ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

ภิกษุทำลายสงฆ์ไม่ไปสู่อบาย

{๑๒๘๒} ถาม : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ที่ไม่ต้องเกิดในอบายอันพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ที่ไม่ต้องเกิดในอบายอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๘ ขอท่านจงฟัง วิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

หมวด ๘

{๑๒๘๓} ถาม : หมวด ๘ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : หมวด ๘ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้ ๑๘ หมวด ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้ เฉพาะพระวินัย

๕. โสฬสกกัมมาทิ

ว่าด้วยกรรม ๑๖ อย่างเป็นต้น

{๑๒๘๔} [๔๗๘] ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัย

Page 677

ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๖ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

โทษแห่งกรรม ๑๒

{๑๒๘๕} ถาม : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๒ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

กรรมสมบัติ ๔

{๑๒๘๖} ถาม : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๔ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

กรรม ๖

{๑๒๘๗} ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๖ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

Page 678

กรรม ๔

{๑๒๘๘} ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๔ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

ปาราชิก ๘

{๑๒๘๙} ถาม : ปาราชิกอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : ปาราชิกอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๘ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

สังฆาทิเสส ๒๓

{๑๒๙๐} ถาม : สังฆาทิเสสอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : สังฆาทิเสสอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๒๓ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

อนิยต ๒

{๑๒๙๑} ถาม : อนิยตอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัย

Page 679

ตอบ : อนิยต อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๒ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

นิสสัคคิยะ ๔๒

{๑๒๙๒} ถาม : นิสสัคคิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : นิสสัคคิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๔๒ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

ปาจิตติยะ ๑๘๘

{๑๒๙๓} ถาม : ปาจิตติยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้เฉพาะพระวินัยตอบ : ปาจิตติยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๘๘ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

ปาฏิเทสนียะ ๑๒

{๑๒๙๔} ถาม : ปาฏิเทสนียะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : ปาฏิเทสนียะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๑๒ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัย

Page 680

เสขิยะ ๗๕

{๑๒๙๕} ถาม : เสขิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มีเท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้เฉพาะพระวินัยตอบ : เสขิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ตรัสไว้มี ๗๕ ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้เฉพาะพระวินัยปัญหาข้อใด ท่านถามแล้วด้วยดีฉันใด ปัญหาข้อนั้นข้าพเจ้าตอบแล้วด้วยดีฉันนั้น อนึ่ง ในคำถามและคำตอบจะไม่อ้างถึงสูตรอะไร ไม่มีแล

จบ ทุติยคาถาสังคณิกะ

Page 681

เสทโมจนคาถา

คาถาว่าด้วยปัญหาที่แก้จนเหงื่อไหล

๑. อวิปปวาสปัญหา

ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ

{๑๒๙๖} [๔๗๙] บุคคลไม่มีสังวาสอยู่ร่วมกับภิกษุและภิกษุณี อันภิกษุและภิกษุณีย่อมไม่ได้การสมโภคบางอย่างในบุคคลนั้น ไม่ต้องอาบัติเพราะไม่อยู่ปราศ ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว{๑๒๙๗} พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสว่าไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้จำหน่าย ผู้ใช้สอยครุภัณฑ์ ๕ อย่าง ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว{๑๒๙๘} ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงบุคคล ๑๐ ประเภท เว้นบุคคล ๑๑ ประเภทเสีย ภิกษุไหว้ภิกษุผู้แก่กว่าเป็นอาบัติ ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว{๑๒๙๙} ภิกษุไม่ใช่ผู้ถูกยกวัตร ไม่ใช่ผู้อยู่ปริวาส ไม่ใช่ผู้ทำลายสงฆ์และไม่ใช่ผู้ไปเข้ารีต ตั้งอยู่ในภูมิของภิกษุ ผู้มีสังวาสเสมอกัน ไฉนจึงไม่ทั่วไปแก่สิกขา ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว{๑๓๐๐} บุคคลเข้าถึงธรรม ไต่ถามกุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไมใช่คนเป็น ไม่ใช่คนตาย ไม่ใช่คนนิพพาน ท่านผู้รู้ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร ปัญหาข้อนี้ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว

End of อาบัติทางกายเป็นต้น