พระวินัยปิฎก จุลวรรค · เสนาสนะขันธกะ
เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก เล่ม ๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๙๒–๒๙๓ (Royal Thai)13/19 in เสนาสนะขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อวิสฺสชฺชิยวตฺถุ
อวิสสัชชิยวัตถุ
ว่าด้วยของที่ไม่พึงสละ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เสนาสนะขันธกะ เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 7, pp. 93–96 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 7, pp. 141–145
เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยา อวิทูเร อญฺญตรสฺมึ คามกาวาเส อาวาสิกา ภิกฺขู อุปทฺทุตา โหนฺติ อาคนฺตุกคมิกานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ ปญฺญาเปนฺตา. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “เอตรหิ โข มยํ อาวุโส อุปทฺทุตา อาคนฺตุกคมิกานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ ปญฺญาเปนฺตา, หนฺท มยํ อาวุโส สพฺพํ สํฆิกํ เสนาสนํ เอกสฺส เทม, ตสฺส สนฺตกํ ปริภุญฺชิสฺสามา”ติ. เต สพฺพํ สํฆิกํ เสนาสนํ เอกสฺส อทํสุ. อาคนฺตุกา ภิกฺขู เต อาวาสิเก ภิกฺขู เอตทโวจุํ “อมฺหากํ อาวุโส เสนาสนํ ปญฺญาเปถา”ติ. นตฺถาวุโส สํฆิกํ เสนาสนํ, สพฺพํ อเมฺหหิ เอกสฺส ทินฺนนฺติ. กึ ปน ตุเมฺห อาวุโส สํฆิกํ เสนาสนํ วิสฺสชฺเชถาติ. เอวมาวุโสติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม ภิกฺขู สํฆิกํ เสนาสนํ วิสฺสชฺเชสฺสนฺตี”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ “สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขู สํฆิกํ เสนาสนํ วิสฺสชฺเชนฺตี”ติ. สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา สํฆิกํ เสนาสนํ วิสฺสชฺเชสฺสนฺติ. เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ-
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อวิสฺสชฺชิยานิ น วิสฺสชฺเชตพฺพานิ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตานิปิ อวิสฺสชฺชิตานิ โหนฺติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. กตมานิ ปญฺจ ? อาราโม, อารามวตฺถุ, อิทํ ปฐมํ อวิสฺสชฺชิยํ, น วิสฺสชฺเชตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตมฺปิ อวิสฺสชฺชิตํ โหติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
วิหาโร, วิหารวตฺถุ, อิทํ ทุติยํ อวิสฺสชฺชิยํ, น วิสฺสชฺเชตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคลฺเลน วา, วิสฺสชฺชิตมฺปิ อวิสฺสชฺชิตํ โหติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
มญฺโจ, ปีฐํ, ภิสิ, พิมฺโพหนํ, อิทํ ตติยํ อวิสฺสชฺชิยํ, น วิสฺสชฺเชตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตมฺปิ อวิสฺสชฺชิตํ โหติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
โลหกุมฺภี, โลหภาณกํ, โลหวารโก, โลหกฏาหํ, วาสิ, ผรสุ, กุฐารี, กุทฺทาโล, นิขาทนํ, อิทํ จตุตฺถํ อวิสฺสชฺชิยํ, น วิสฺสชฺเชตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตมฺปิ อวิสฺสชฺชิตํ โหติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
วลฺลี, เวฬุ มุญฺชํ, ปพฺพชํ,(๑) ติณํ, มตฺติกา, ทารุภณฺฑํ, มตฺติกาภณฺฑํ, อิทํ ปญฺจมํ อวิสฺสชฺชิยํ, น วิสฺสชฺเชตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตมฺปิ อวิสฺสชฺชิตํ โหติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ อวิสฺสชฺชิยานิ, น วิสฺสชฺเชตพฺพานิ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิสฺสชฺชิตานิปิ อวิสฺสชฺชิตานิ โหนฺติ; โย วิสฺสชฺเชยฺย อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ.
- 1อิ. มุญฺชปพฺพชํ
สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ประจำในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ไม่ห่าง จากกรุงสาวัตถี จัดแจงเสนาสนะแก่พวกภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมจะออกเดินทาง ได้รับความลำบาก ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “เวลานี้พวกเราจัด แจงเสนาสนะแก่พวกภิกษุอาคันตุกะและภิกษุผู้เตรียมจะออกเดินทางได้รับความลำบาก ท่านทั้งหลาย เอาเถอะ พวกเราจะมอบเสนาสนะของสงฆ์ทั้งหมด แก่ภิกษุรูปหนึ่ง จะใช้สอยเสนาสนะของเธอ” ภิกษุเหล่านั้นได้ให้เสนาสนะของสงฆ์ทั้งหมดแก่ภิกษุรูป หนึ่ง ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายได้กล่าวกับภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ประจำในอาวาสเหล่านั้น ดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านโปรดจัดเสนาสนะให้พวกกระผมเถิด”ภิกษุผู้อยู่ประจำในอาวาสทั้งหลายตอบว่า “เสนาสนะของสงฆ์ไม่มีหรอกท่าน เสนาสนะทั้งหมด พวกเรามอบให้ภิกษุรูปหนึ่งไปแล้ว”
ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายถามว่า “พวกท่านมอบเสนาสนะของสงฆ์ให้ภิกษุรูป หนึ่งไปแล้วหรือ”
ภิกษุผู้อยู่ประจำในอาวาสทั้งหลายตอบว่า “ใช่แล้ว ท่านทั้งหลาย”
บรรดาภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุ ทั้งหลายจึงสละเสนาสนะที่เป็นของสงฆ์เล่า”
ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวก ภิกษุสละเสนาสนะของสงฆ์ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงสละเสนาสนะของสงฆ์เล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ไม่ได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิ ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ของที่สละไม่ได้ ๕ หมวด สงฆ์ คณะหรือบุคคลไม่พึงสละ แม้สละ แล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ของที่ไม่ควรสละ ๕ หมวด คืออะไรบ้าง คือ
๑. อาราม พื้นที่อาราม นี้เป็นของที่ไม่ควรสละอันดับที่ ๑ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๒. วิหาร พื้นที่วิหาร นี้เป็นของที่ไม่ควรสละอันดับที่ ๒ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๓. เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้เป็นของที่ไม่ควรสละอันดับที่ ๓ สงฆ์ คณะ หรือบุคคล ไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๔. หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน นี้เป็นของที่ไม่ควรสละอันดับที่ ๔ สงฆ์ คณะหรือ บุคคลไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้องอาบัติ ถุลลัจจัย
๕. เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย หญ้าสามัญ ดิน เครื่องไม้และ เครื่องดินนี้เป็นของที่ไม่ควรสละอันดับที่ ๕ สงฆ์ คณะหรือบุคคลไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ของที่สละไม่ได้ ๕ หมวดเหล่านี้แล สงฆ์ คณะหรือบุคคล ไม่พึงสละ แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ รูปใดสละ ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
อเวภงฺคิยวตฺถุ อถ โข ภควา สาวตฺถิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน กีฏาคิริ; เตน จาริกํ ปกฺกามิ มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ จ. อสฺโสสุํ โข อสฺสชิปุนพฺพสุกา ภิกฺขู “ภควา กิร กีฏาคิรึ อาคจฺฉติ มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ จ. หนฺท มยํ อาวุโส สพฺพํ สํฆิกํ เสนาสนํ ภาเชม, ปาปิจฺฉา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสํ คตา, น มยํ เตสํ เสนาสนํ ปญฺญเปสฺสามา”ติ. เต สพฺพํ สํฆิกํ เสนาสนํ ภาเชสุํ. อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน กีฏาคิริ; ตทวสริ. อถ โข ภควา สมฺพหุเล ภิกฺขู อามนฺเตสิ-
คจฺฉถ ตุเมฺห ภิกฺขเว อสฺสชิปุนพฺพสุเก ภิกฺขู อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทถ “ภควา อาวุโส อาคจฺฉติ มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ จ, ภควโต จ อาวุโส เสนาสนํ ปญฺญเปถ ภิกฺขุสํฆสฺส จ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานานญฺจา”ติ. “เอวมฺภนฺเต”ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยน อสฺสชิปุนพฺพสุกา ภิกฺขู เตนุปสงฺกมึสุ; อุปสงฺกมิตฺวา อสฺสชิปุนพฺพสุเก ภิกฺขู เอตทโวจุํ “ภควา อาวุโส อาคจฺฉติ มหตา ภิกฺขุสํเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนหิ จ, ภควโต จ อาวุโส เสนาสนํ ปญฺญเปถ ภิกฺขุสํฆสฺส จ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานานญฺจา”ติ. “นตฺถาวุโส สํฆิกํ
เสนาสนํ, สพฺพํ อเมฺหหิ ภาชิตํ, สฺวาคตํ อาวุโส ภควโต, ยสฺมึ วิหาเร ภควา อิจฺฉิสฺสติ, ตสฺมึ วิหาเร วสิสฺสติ, ปาปิจฺฉา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสํ คตา, น มยํ เตสํ เสนาสนํ ปญฺญาเปสฺสามาติ. กิมฺปน ตุเมฺห อาวุโส สํฆิกํ เสนาสนํ ภาชิตฺถาติ. เอวมาวุโสติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม อสฺสชิปุนพฺพสุกา ภิกฺขู สํฆิกํ เสนาสนํ ภาเชสฺสนฺตี”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว อสฺสชิปุนพฺพสุกา ภิกฺขู สํฆิกํ เสนาสนํ ภาเชนฺตีติ สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา สํฆิกํ เสนาสนํ ภาเชสฺสนฺติ. เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ-
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อเวภงฺคิยานิ, น วิภชิตพฺพานิ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา. วิภตฺตานิปิ อวิภตฺตานิ โหนฺติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. กตมานิ ปญฺจ ? อาราโม, อารามวตฺถุ; อิทํ ปฐมํ อเวภงฺคิยํ, น วิภชิตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตมฺปิ อวิภตฺตํ โหติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
วิหาโร, วิหารวตฺถุ, อิทํ ทุติยํ อเวภงฺคิยํ, น วิภชิตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตมฺปิ อวิภตฺตํ โหติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
มญฺโจ, ปีฐํ, ภิสิ, พิมฺโพหนํ, อิทํ ตติยํ อเวภงฺคิยํ, น วิภชิตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตมฺปิ อวิภตฺตํ โหติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
โลหกุมฺภี, โลหภาณกํ, โลหวารโก, โลหกฏาหํ, วาสิ, ผรสุ, กุฐารี, กุทฺทาโล, นิขาทนํ, อิทํ จตุตฺถํ อเวภงฺคิยํ, น วิภชิตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตมฺปิ อวิภตฺตํ โหติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส.
วลฺลี, เวฬุ, มุญฺชํ, ปพฺพชํ, ติณํ, มตฺติกา, ทารุภณฺฑํ, มตฺติกาภณฺฑํ, อิทํ ปญฺจมํ อเวภงฺคิยํ, น วิภชิตพฺพํ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตมฺปิ อวิภตฺตํ โหติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส. อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ อเวภงฺคิยานิ, น วิภชิตพฺพานิ สํเฆน วา คเณน วา ปุคฺคเลน วา, วิภตฺตานิปิ อวิภตฺตานิ โหนฺติ; โย วิภเชยฺย, อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ.
อเวภังคิยวัตถุ
ว่าด้วยของที่ไม่พึงแบ่ง
เรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ตามพระอัธยาศัย แล้ว ได้เสด็จจาริกไปกีฏาคิรีชนบท พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะทราบข่าวแล้วปรึกษากันว่า “พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จมากีฏาคิรีชนบท พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป รวมทั้ง พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พวกเราจะแบ่งเสนาสนะของสงฆ์ทั้งหมด พระ สารีบุตรและพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาชั่ว ตกอยู่ในอำนาจความปรารถนาชั่ว พวกเราจะไม่จัดเสนาสนะให้ท่านทั้ง ๒ นั้น” พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะนั้น จึง แบ่งเสนาสนะของสงฆ์ทั้งหมดต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกีฏาคิรีชนบทแล้ว ครั้น แล้วได้รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปหาภิกษุอัสสชิและภิกษุ ปุนัพพสุกะแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเสด็จมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
ประมาณ ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ขอให้ท่านทั้งหลายจง จัดเสนาสนะถวายพระผู้มีพระภาค ภิกษุสงฆ์ รวมทั้งพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ”ภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วเข้าไปหาพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จนถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวกับพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเสด็จมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ขอให้ท่านทั้งหลายจงจัดเสนาสนะถวายพระผู้มีพระภาค ภิกษุสงฆ์รวมทั้งพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ”
พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะตอบว่า “ท่านทั้งหลาย เสนาสนะของสงฆ์ไม่มี พวกเราแบ่งกันหมดแล้ว พระผู้มีพระภาคเสด็จมาดีแล้ว โปรดประทับในวิหารที่ทรง พระประสงค์เถิด พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะผู้มีความปรารถนาชั่ว ตกอยู่ใน อำนาจความปรารถนาชั่ว พวกเราไม่จัดเสนาสนะให้ท่านทั้ง ๒ นั้น”ภิกษุทั้งหลายถามว่า “พวกท่านแบ่งเสนาสนะของสงฆ์หรือ”
พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะตอบว่า “ใช่แล้ว ท่านทั้งหลาย”
บรรดาภิกษุผู้มักน้อยสันโดษ ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะจึงแบ่งเสนาสนะของสงฆ์เล่า”
ลำดับนั้นแล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่าพระ อัสสชิและภิกษุปุนัพพสุกะแบ่งเสนาสนะของสงฆ์จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึง แบ่งเสนาสนะของสงฆ์เล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ไม่ได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้ เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลาย ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวด สงฆ์ คณะหรือบุคคลไม่พึงแบ่ง แม้ แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวด คือ
๑. อาราม พื้นที่อาราม นี้เป็นของ ที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๑ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๒. วิหาร พื้นที่วิหาร นี้เป็นของที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๒ สงฆ์ คณะ หรือบุคคล ไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๓. เตียง ตั่ง ฟูก หมอน นี้เป็นของที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๓ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
๔. หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน นี้เป็นของที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๔ สงฆ์ คณะหรือ บุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้องอาบัติ ถุลลัจจัย
๕. เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย หญ้าสามัญ ดิน เครื่องไม้และ เครื่องดินนี้เป็นของที่ไม่ควรแบ่งอันดับที่ ๕ สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่พึงแบ่ง แม้แบ่ง แล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้อง อาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ของที่ไม่ควรแบ่ง ๕ หมวดเหล่านี้แล สงฆ์ คณะหรือบุคคลไม่ พึงแบ่ง แม้แบ่งแล้วก็ไม่เป็นอันแบ่ง รูปใดแบ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย”
End of เรื่องภิกษุแจกของที่ไม่ควรแจก