พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ
ระงับอธิกรณ์ด้วยเยภุยยสิกา เล่ม ๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๖๑๑–๖๑๓ (Royal Thai)6/12 in สมถขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ ระงับอธิกรณ์ด้วยเยภุยยสิกา (Royal Thai Volume 6 · Mahachula Volume 6 · Mahamakut Volume 8 · Chaloem Phrakiat Volume 6)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 6, pp. 386–389
ทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม
{๖๑๐}“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมเป็นอย่างไร
ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ‘ท่านต้องอาบัติปาราชิกแล้ว’ เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ถูกละ คุณผมต้องอาบัติปาราชิกแล้ว’ สงฆ์จึงปรับเธอด้วยอาบัติปาราชิก การปรับอย่างนี้ชื่อว่าทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ...
ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย ...
ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ ...
ภิกษุต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ...
ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ...
ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทเธอว่า ‘ท่านต้องอาบัติทุพภาสิตแล้ว’ เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ถูกละ คุณผมต้องอาบัติทุพภาสิตแล้ว’ สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติทุพภาสิต การปรับอย่างนี้ชื่อว่าทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม”
ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์โดยเสียงข้างมาก
{๖๑๑}[๒๐๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ไม่อาจที่จะระงับอธิกรณ์นั้นได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑คำว่า เยภุยยสิกา แปลว่า กิริยาที่เป็นไปตามเสียงข้างมาก หมายถึงวิธีตัดสินอธิกรณ์โดยถือเอาตามจำนวนภิกษุผู้เป็นธรรมวาทีที่ลงความเห็นข้างมากเป็นหลัก (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๓)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์เห็นปานนี้ด้วยเยภุยยสิกา พึงสมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการให้เป็นผู้จับสลาก คือ
๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ
๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง
๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง
๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว
๕. รู้จักสลากที่จับแล้วและยังไม่ได้จับ
ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ คือ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาสมมติผู้จับสลาก
[๒๐๓] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษุชื่อนี้ให้เป็นผู้จับสลาก นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับสลาก การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับสลากชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงภิกษุชื่อนี้อันสงฆ์สมมติแล้วให้เป็นผู้ให้จับสลากชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
{๖๑๒}[๒๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การจับสลากที่ไม่เป็นธรรมมี ๑๐ อย่าง ที่เป็นธรรมมี ๑๐ อย่างเหล่านี้
การจับสลากที่ไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง
การจับสลากที่ไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ
๑. อธิกรณ์เป็นเรื่องเล็กน้อย
๒. อธิกรณ์ไม่ลุกลามไปไกล
๓. ภิกษุพวกนั้นระลึกไม่ได้เอง และพวกอื่นก็ไม่ได้ให้ระลึก
๔. รู้ว่าอธรรมวาทีมีมากกว่า
๕. รู้ว่าไฉนหนอ อธรรมวาทีจะพึงมีมากกว่า
๖. รู้ว่าสงฆ์จักแตกกัน
๗. รู้ว่าไฉนหนอ สงฆ์จะพึงแตกกัน
๘. อธรรมวาทีภิกษุจับโดยไม่เป็นธรรม
๙. อธรรมวาทีภิกษุจับเป็นพวก ๆ
๑๐. ไม่จับตามความเห็น
การจับสลากที่ไม่เป็นธรรมมี ๑๐ อย่างเหล่านี้
การจับสลากที่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง
{๖๑๓}การจับสลากที่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ
๑. อธิกรณ์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
๒. อธิกรณ์ลุกลามไปไกล
๓. ภิกษุพวกนั้นระลึกได้ และพวกอื่นก็ให้ระลึกได้
๔. รู้ว่าธรรมวาทีมีมากกว่า
๕. รู้ว่าไฉนหนอ ธรรมวาทีจะพึงมีมากกว่า
๖. รู้ว่าสงฆ์จักไม่แตกกัน
๗. รู้ว่าไฉนหนอ สงฆ์ไม่พึงแตกกัน
๘. ธรรมวาทีภิกษุจับโดยธรรม
๙. ธรรมวาทีภิกษุพร้อมเพรียงกันจับ
๑๐. จับตามความเห็น
การจับสลากที่เป็นธรรมมี ๑๐ อย่างเหล่านี้”
ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์ด้วยการลงโทษแก่ผู้ทำผิดจริง
เรื่องพระอุปวาฬะ
{๖๑๔}[๒๐๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พระอุปวาฬะถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระอุปวาฬะถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ไฉนจึงได้ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่เล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุอุปวาฬะถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬะ
ก็แลสงฆ์พึงทำอย่างนี้ คือ พึงโจทภิกษุอุปวาฬะก่อน ครั้นโจทแล้ว พึงให้เธอให้การ ครั้นให้เธอให้การแล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นปรับแล้ว ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้
- ๑คำว่า ตัสสปาปิยสิกา หมายถึงกรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ชื่อว่าเลวทรามอย่างแท้จริงเพราะสั่งสมความชั่วหยาบไว้มาก (วิ.อ. ๓/๑๙๔) เป็นชื่อวิธีการระงับอธิกรณ์ที่สงฆ์ใช้กับภิกษุที่ต้องอาบัติแล้วถูกซักถามในท่ามกลางสงฆ์ ให้การกลับไปกลับมา เดี๋ยวปฏิเสธ เดี๋ยวสารภาพ พูดถลากไถล พูดกลบเกลื่อนข้อที่ถูกชัก พูดเท็จซึ่งหน้า สงฆ์จึงทำกรรมนี้เป็นการลงโทษตามความผิดของภิกษุนั้นแม้จะไม่รับหรือเพื่อเพิ่มโทษจากอาบัติที่ต้อง
End of ระงับอธิกรณ์ด้วยเยภุยยสิกา