พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ
ทำกรรมไม่ตามปฏิญาณ เล่ม ๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๖๐๘–๖๑๐ (Royal Thai)5/12 in สมถขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๔. ปฏิญฺญาตกรณ
๔. ปฏิญญาตกรณะ
ว่าด้วยระงับอธิกรณ์ตามคำรับของจำเลย
เรื่องพระฉัพพัคคีย์
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ ทำกรรมไม่ตามปฏิญาณ (Royal Thai Volume 6 · Mahachula Volume 6 · Mahamakut Volume 8 · Chaloem Phrakiat Volume 6)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 6, pp. 233–236 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 6, pp. 315–318
เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมานิ กโรนฺติ: ตชฺชนียมฺปิ นิยสฺสมฺปิ ปพฺพาชนียมฺปิ ปฏิสารณียมฺปิ อุกฺเขปนียมฺปิ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมานิ กริสฺสนฺติ: ตชฺชนียมฺปิ นิยสฺสมฺปิ ปพฺพาชนียมฺปิ ปฏิสารณียมฺปิ อุกฺเขปนียมฺปี”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺจํ ภควาติ ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ. “น ภิกฺขเว อปฺปฏิญฺญาย ภิกฺขูนํ กมฺมํ กาตพฺพํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา, โย กเรยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ.
สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญา คือ ลงตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพวก ภิกษุฉัพพัคคีย์จึงลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญาเล่า คือ ลงตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง” แล้วได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ฯลฯ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาค ฯลฯ ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่ง กับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยมิได้ปฏิญญา คือ ลงตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง รูปใดลง ต้องอาบัติทุกกฏ”
เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ, เอวํ ธมฺมิกํ. กถญฺจ ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ ?
ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน สํฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ สํฆาทิเสเสน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ถุลฺลจฺจเยน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน, ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ปาจิตฺติเยน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน, ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ปาฏิเทสนีเยน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ. ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน, ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน, ทุพฺพาสิตํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ทุพฺพาสิเตน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ สํฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโน ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฎํ ฯเปฯ ทุพฺพาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ทุพฺพาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ทุพฺพาสิตํ อชฺฌาปนฺโน, ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ปาราชิเกน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ.
ภิกฺขุ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ. ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ทุพฺภาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “น โข อหํ อาวุโส ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน, สํฆาทิเสสํ ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ทุกฺกเฏน กาเรติ, อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ. เอวํ โข ภิกฺขเว อธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณํ ? ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ปาราชิกํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ปาราชิเกน กาเรติ, ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ. ภิกฺขุ สํฆาทิเสสํ ฯเปฯ ถุลฺลจฺจยํ ฯเปฯ ปาจิตฺติยํ ฯเปฯ ปาฏิเทสนียํ ฯเปฯ ทุกฺกฏํ ฯเปฯ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน โหติ, ตเมนํ โจเทติ สํโฆ วา สมฺพหุลา วา เอกปุคฺคโล วา “ทุพฺภาสิตํ อายสฺมา อชฺฌาปนฺโน”ติ, โส เอวํ วเทติ “อามาวุโส ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโน”ติ, ตํ สํโฆ ทุพฺภาสิเตน กาเรติ, ธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณํ. เอวํ โข ภิกฺขเว ธมฺมิกํ โหติ ปฏิญฺญาตกรณนฺ”ติ.
ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมอย่างนี้ ที่ชอบธรรม อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญากรณะที่ไม่ชอบธรรม เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจท ภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ ต้องอาบัติปาราชิก ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส” สงฆ์ปรับอาบัติสังฆาทิเสสภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่า ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ปาราชิก ฯลฯ ผมต้องอาบัติถุลลัจจัย” สงฆ์ปรับอาบัติถุลลัจจัยภิกษุนั้น (การปรับ อย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ปาราชิก ผมต้องอาบัติปาจิตตีย์” สงฆ์ปรับอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุนั้น (การปรับ อย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ปาราชิก ผมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ” สงฆ์ปรับอาบัติปาฏิเทสนียะภิกษุนั้น (การ ปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น
ว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ปาราชิก ผมต้องอาบัติทุกกฏ” สงฆ์ปรับอาบัติทุกกฏภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ปาราชิก ผมต้องอาบัติทุพภาสิต” สงฆ์ปรับอาบัติทุพภาสิตภิกษุนั้น (การปรับ อย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ ฯลฯ
ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ผมต้องอาบัติปาราชิก” สงฆ์ปรับอาบัติปาราชิกภิกษุนั้น (การปรับ อย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผมมิได้ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ผมต้องอาบัติสังฆาทิเสส” ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ” สงฆ์ปรับอาบัติทุกกฏภิกษุนั้น (การปรับ อย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรมภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ปฏิญญาตกรณะที่ไม่ชอบธรรม
ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทภิกษุนั้นว่า “ท่านต้องอาบัติปาราชิก” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ถูกละท่าน ผมต้องอาบัติปาราชิก” สงฆ์ปรับอาบัติปาราชิกภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่า ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรมภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ฯลฯ อาบัติถุลลัจจัย ฯลฯ อาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ อาบัติปาฏิเทสนียะ ฯลฯ อาบัติทุกกฏ ฯลฯ
ภิกษุต้องอาบัติทุพภาสิต สงฆ์หรือภิกษุมากรูป หรือภิกษุรูปเดียวโจทภิกษุนั้น ว่า “ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต” ภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ถูกละท่าน ผมต้องอาบัติ ทุพภาสิต” สงฆ์ปรับอาบัติทุพภาสิตภิกษุนั้น (การปรับอย่างนี้) ชื่อว่าปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรมภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรม
ปฏิญญาตกรณะ จบ
End of ทำกรรมไม่ตามปฏิญาณ