arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · เมตตาวรรค

เทวทัตตสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในเมตตาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรค เทวทัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๒๐๙–๒๑๑

หน้า ๒๐๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ความเสื่อมลาภ

ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป็นสิ่ง

ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา

ก็ท่านผู้มีสติ มีปัญญาทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว ย่อม

พิจารณาเห็นว่ามีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ธรรมที่

เป็นส่วนอิฏฐารมณ์จึงยํ่ายีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่

ยินร้ายต่อธรรมที่เป็นอนิฏฐารมณ์

ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่เหลือ

อยู่ และทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความ

เศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง

๗. เทวทัตตวิปัตติสูตร

ว่าด้วยวิบัติของพระเทวฑัต

{๙๗} [๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นานนัก ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภถึงพระเทวทัต ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร ดูก่อน

หน้า ๒๑๐

ภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำยํ่ายีแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรกอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้ อสัทธรรม ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ เทวทัตมีจิตถูกลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ สักการะ ๑ ความเสื่อมสักการะ ๑ ความปรารถนาชั่วช้า ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ครอบงำย่ำยีแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรกอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นการดีที่ภิกษุควรจะได้ครอบงำยํ่ายีลาภที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ เป็นการดีที่ภิกษุควรจะได้ครอบงำย่ำยีความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... สักการะ ... ความเสื่อมสักการะ ... ความเป็นผู้ ปรารถนาชั่วช้า ... ความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์ อะไรจึงควรครอบงำ ยํ่ายีลาภที่เกิดขึ้นแล้วเสีย ... ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์อะไรจึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วเสีย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นและความเดือดร้อนพึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นและความเดือดร้อนย่อมไม่เกิดขึ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อภิกษุไม่ครอบงำ ย่ำยีความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... สักการะ ... ความเสื่อมสักการะ ... ความเป็นผู้ปรารถนาชั่วช้า ... ความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นและความเดือดร้อนพึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำยํ่ายีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นและความเดือดร้อนเหล่านั้นย่อมไม่เกิดขึ้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แลจึงควรครอบงำย่ำยีลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ

หน้า ๒๑๑

ความเสื่อมยศ สักการะ ความเสื่อมสักการะ ความเป็นผู้ปรารถนาชั่วช้า ความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักครอบงำย่ำยีลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ สักการะ ความเสื่อมสักการะ ความเป็นผู้ปรารถนาชั่วช้า ความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้วอยู่’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล”

๘. อุตตรวิปัตติสูตร

ว่าด้วยธรรมบรรยายที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

{๙๘} [๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระอุตตระอยู่ที่วัฏฏชาลิกาวิหาร ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ มหิสพัสดุชนบท ณ ที่นั้นแล ท่านพระอุตตระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร”ก็สมัยนั้นแล ท้าวเวสสวัณมหาราชออกจากทิศเหนือผ่านไปทางทิศใต้ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้สดับคำที่ท่านพระอุตตระแสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้งหลายในวัฏฏชาลิกาวิหาร ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ มหิสพัสดุชนบทอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นความวิบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของตนตามกาลอันควร เป็นการดีที่ภิกษุจะได้พิจารณาเห็นสมบัติของผู้อื่นตามกาลอันควร”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อำนาจประโยชน์ หมายถึงเหตุทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๓๐)

จบ เทวทัตตสูตร