arnon.world

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ · สันธานวรรค

ทีฆชาณุสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในสันธานวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ สันธานวรรค ทีฆชาณุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๓๕๖–๓๖๒

หน้า ๓๕๖

เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก’ ดูก่อน โคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า ‘นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา”

๔. ทีฆชาณุสูตร

ว่าด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และสัมปรายิกัตถประโยชน์

{๑๔๔} [๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาวโกฬิยะ ชื่อกักกรปัตตะ ใกล้เมืองโกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชื่อทีฆชาณุเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ผู้ยังเสพสมกามคุณ อยู่ครองเรือน นอน เบียดบุตรภรรยา ใช้จันทน์จากแคว้นกาสี ยังทัดทรงดอกไม้ ใช้ของหอม และเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด แสดงธรรมที่เหมาะแก่พวกข้าพระองค์ อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในภายหน้าแก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ

หน้า ๓๕๗

(๑) อุฏฐานสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยความหมั่น)

(๒) อารักขสัมปทา(ความถึงพร้อมด้วยการรักษา)

(๓) กัลยาณมิตตตา(การคบคนดีเป็นมิตร)

(๔) สมชีวิตา(การมีความเป็นอยู่เหมาะสม)

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็อุฏฐานสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้เลี้ยงชีพ ด้วยความหมั่นประกอบการงาน คือ กสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับราชการฝ่ายทหาร รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือศิลปกรรมอย่างใด ก็เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นอุบาย ในการงานนั้น อาจทำอาจจัดได้ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าอุฏฐานสัมปทา

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้มี โภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครอง โภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูลด้วยความใส่ใจว่า ‘ไฉนหนอโภคทรัพย์ เหล่านี้ของเราพระราชาจะไม่ริบไป โจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้เสีย น้ำจะไม่พัดพาไป ทายาทผู้ที่เกลียดกันจะไม่ชิงเอาไป’ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้ เรียกว่าอารักขสัมปทาดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็กัลยาณมิตตตาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้ อยู่ อาศัยในหมู่บ้านหรือนิคมใด บุคคลเหล่าใดในหมู่บ้านหรือในนิคมนั้น จะเป็นคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีก็ตาม เป็นคนหนุ่มหรือคนแก่ก็ตาม ที่เป็นผู้มีความประพฤติดีงาม ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะ ถึงพร้อมปัญญา ก็ดำรงตน เจรจาสนทนากับบุคคลเหล่านั้น ศึกษา สัทธาสัมปทาตามผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาสีลสัมปทาตามผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศีล ศึกษาจาคสัมปทาตามผู้ที่ถึงพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาปัญญาสัมปทา ตามผู้ที่ถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่ากัลยาณมิตตตา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดูก่อนพยัคฆปัชชะในที่นี้เป็นคำทักเรียก (อาลปะ) โกฬิยบุตร (บุตรชาวเมืองโกฬิยะ) ตามชื่อที่สืบเชื้อสายมา เพราะพวกบรรพบุรุษของเขาเกิดใกล้ทางเสือผ่าน (พยัคฆปัชชะ) ดังนั้น ผู้ที่เกิด ต่อมาภายหลังในตระกูลนั้นจึงเรียกว่า พยัคฆปัชชะ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๔๑๓, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๕)
หน้า ๓๕๘

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็สมชีวิตาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้รู้รายได้ แห่งโภคทรัพย์และรายจ่ายแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า ‘รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ด้วยอาการอย่างนี้’ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนคนชั่งตราชั่งหรือลูกน้องคนชั่งตราชั่งยกตราชั่งขึ้นแล้วย่อมทราบว่า ‘ต้องลดออกเท่านี้ หรือต้องเพิ่มเข้าเท่านี้’ ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน รู้รายได้แห่งโภคทรัพย์และรายจ่ายแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า ‘รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย

และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ด้วยอาการอย่างนี้’ ดูก่อน พยัคฆปัชชะ ถ้ากุลบุตรผู้มีรายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างโอ่อ่า ก็จะมีผู้ต่อว่าเขาว่า ‘กุลบุตรผู้นี้ใช้สอยโภคทรัพย์เหมือนคนกินผลมะเดื่อ ’ ก็ถ้ากุลบุตรผู้มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้ต่อว่าเขาว่า ‘กุลบุตรผู้นี้จักตายอย่างอนาถา’ แต่กุลบุตรผู้นี้รู้รายได้แห่งโภคทรัพย์และรายจ่ายแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วย คิดว่า ‘รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่ เหนือรายได้ด้วยอาการอย่างนี้’ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าสมชีวิตา

อบายมุข ๔

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้วย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ

หน้า ๓๕๙

(๑) เป็นนักเลงหญิง (๒) เป็นนักเลงสุรา

(๓) เป็นนักเลงการพนัน

(๔) มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว เข้าพวกด้วยกับคนชั่ว

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่มีทางไหลเข้าสี่ทาง ทางไหลออกสี่ทาง มีคนมาปิดทางไหลเข้า เปิดทางไหลออกของสระนั้น ทั้งฝนก็มิตกต้องตามฤดูกาล ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ สระนํ้าใหญ่นั้นพึงหวังความเสื่อม อย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลย ฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ

(๑) เป็นนักเลงหญิง (๒) เป็นนักเลงสุรา

(๓) เป็นนักเลงการพนัน

(๔) มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว เข้าพวกด้วยกับคนชั่ว

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้วย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ

(๑) ไม่เป็นนักเลงหญิง (๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา

(๓) ไม่เป็นนักเลงการพนัน

(๔) มีมิตรดี มีสหายดี เข้าพวกด้วยกับคนดี

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่มีทางไหลเข้าสี่ทาง ทางไหลออกสี่ทาง มีคนมาเปิดทางไหลเข้า ปิดทางไหลออกของสระนั้น ทั้งฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ สระนํ้าใหญ่นั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเลย ฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ

(๑) ไม่เป็นนักเลงหญิง (๒) ไม่เป็นนักเลงสุรา

(๓) ไม่เป็นนักเลงการพนัน

(๔) มีมิตรดี มีสหายดี เข้าพวกด้วยกับคนดี

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ใช้สอยโภคทรัพย์เหมือนคนกินผลมะเดื่อ มีความหมายเป็นเชิงอุปมาว่า ธรรมดาผู้ต้องการจะกินผลมะเดื่อ ก็จะเขย่าต้นมะเดื่อที่มีผลสุก ทำให้ผลมะเดื่อสุกเหล่านั้นร่วงหล่นลงมาจำนวนมาก แต่แล้วเขากลับเลือกหยิบกินเพียงบางผลที่ควรจะกิน ละทิ้งผลมะเดื่อจำนวนมากไว้ (ให้เน่าเสีย) แล้วก็ไป ฉันใด ผู้มีรายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างโอ่อ่าก็ฉันนั้น (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๖)
หน้า ๓๖๐

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร

สัมปรายิกัตถประโยชน์ ๔

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ

(๑) สัทธาสัมปทา (๒) สีลสัมปทา

(๓) จาคสัมปทา (๔) ปัญญาสัมปทา

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็สัทธาสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียก ว่าสัทธาสัมปทาดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็สีลสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าสีลสัมปทา

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็จาคสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้มีจิตปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดี ในการเสียสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกแจกทานอยู่ครองเรือน ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าจาคสัมปทา

หน้า ๓๖๑

ดูก่อนพยัคฆปัชชะ ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าปัญญาสัมปทาดูก่อนพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร”คนที่ขยันในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงาน

เหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ ย่อมรักษาทรัพย์ที่หามาได้

คนที่มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อยคำ ปราศจาก

ความตระหนี่ ย่อมชำระทางสัมปรายิกัตถประโยชน์อยู่

เป็นนิตย์

ธรรม ๘ ประการดังกล่าวมานี้อันพระพุทธเจ้าผู้มี

พระนามอันแท้จริง ตรัสว่า ‘นำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง

แก่ผู้ครองเรือนผู้มีศรัทธา’

จาคะ (และ) บุญ นี้ย่อมเจริญ แก่ผู้มีเหย้าเรือน

เพื่อประโยชน์ในปัจจุบันนี้ และเพื่อสุขในภายหน้า

ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๓๖๒

๕. อุชชยสูตร

ว่าด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์และสัมปรายิกัตถประโยชน์

{๑๔๕} [๕๕] ครั้งนั้นแลอุชชยพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ใคร่จะไปอยู่ต่างถิ่น ขอท่านพระโคดม ได้โปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์อันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในภายหน้าด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ

(๑) อุฏฐานสัมปทา (๒) อารักขสัมปทา

(๓) กัลยาณมิตตตา (๔) สมชีวิตา

ดูก่อนพราหมณ์ ก็อุฏฐานสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้เลี้ยงชีพด้วยความหมั่นประกอบการงาน คือ กสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับราชการฝ่ายทหาร รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือศิลปกรรมอย่างใด ก็เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นอุบาย ในการงานนั้น อาจทำอาจจัดได้ ดูก่อนพราหมณ์ นี้เรียกว่าอุฏฐานสัมปทาดูก่อนพราหมณ์ ก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน คือ กุลบุตรในโลกนี้มี โภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบ เหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์ เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูลด้วยความใส่ใจว่า ‘ไฉนหนอโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา พระราชาจะไม่ริบไป โจรจะไม่ลักไป ไฟจะไม่ไหม้เสีย นํ้าจะไม่พัดพาไป ทายาทผู้ที่เกลียดกันจะไม่ชิงเอาไป’ ดูก่อนพราหมณ์ นี้เรียกว่าอารักขสัมปทา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผู้มีพระนามอันแท้จริง (สัจนาม) หมายถึงทรงมีพระนามว่าพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้อริยสัจธรรมอย่างแท้จริง คือเป็นพระนามอันไม่เป็นเท็จโดยตรัสรู้จริง (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๖)
  2. ๒บุญ ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมอื่น ๆ ที่นอกจากจาคะ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๖)

จบ ทีฆชาณุสูตร