พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ · จาลวรรค
ภูมิจาลสูตร เล่ม ๒๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๑๗ ในจาลวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ จาลวรรค ภูมิจาลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๓๙๒–๔๐๐
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังจำได้ว่า ‘เราเข้าไปยังพราหมณบริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยังคฤหบดีบริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยังสมณบริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยังจาตุมหาราชิกบริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยังดาวดึงส <*> บริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยังมารบริษัทหลายร้อยครั้ง ... เข้าไปยัง พรหมบริษัทหลายร้อยครั้ง ทั้งเราเคยนั่ง เคยปราศรัย เคยเข้าสนทนา ในพรหมบริษัทนั้น วรรณะของพรหมเหล่านั้นเป็นเช่นใด ของเราก็เป็นเช่นนั้น เสียงของพรหมเหล่านั้นเป็นเช่นไร ของเราก็เป็นเช่นนั้น เราชี้แจงพรหมเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา เมื่อเราพูดอยู่ ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอกำลังพูดอยู่ เป็นเทวดาหรือมนุษย์กัน’ ครั้นเราชี้แจงพรหมเหล่านั้นให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ’ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วก็หายตัวไป เมื่อเราหายตัวไปแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่า ‘ผู้นี้คือใครหนอหายตัวไปแล้ว เป็นเทวดาหรือมนุษย์กัน’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บริษัทมี ๘ ประเภทนี้แล”
๑๐. ภูมิจาลสูตร
ว่าด้วยเหตุแผ่นดินไหว ๘ ประการ
{๑๖๗} [๗๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครเวสาลี ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแล้ว เสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังฉันภัตตาหารแล้ว ได้ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า “ดูก่อนอานนท์ เธอจงถือนิสีทนะ เราจะเข้าไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักกลางวันกัน” ท่านพระอานนท์
- ๑บริษัท ในที่นี้หมายถึงชุมนุมชน (สันนิบาต) หรือกลุ่มชน (สมาคม) [องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๔]
ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถือผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระ ภาคเจ้าไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ ประทับนั่งบน อาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูลาดถวาย ส่วนท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้ มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล้วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิต อยู่ได้กัป หนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคต เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว
สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตอันชัดแจ้ง ทรงทำโอภาสอันชัดแจ้งถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงมิได้ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นกันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เหมือนกับถูกมารเข้าดลใจ
- ๑นิสีทนะ ในที่นี้หมายถึงแผ่นหนังสำหรับรองนั่ง (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๔)
- <*> ดาวดึงส์ - ผู้รวบรวม
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์เป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “ดูก่อนอานนท์ พระนครเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่ น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดก็ตามเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อจำนงอยู่พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ อันตถาคตเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง
ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้นเมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงชีวิตอยู่ได้กัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตอันชัดแจ้ง ทรงทำโอภาสอันชัด แจ้งถึงอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็ไม่อาจจะรู้ทัน จึงมิได้ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัปหนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” เหมือนกับถูกมารเข้าดลใจ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “เธอไปเถิดอานนท์ เธอจงรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด”
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วไปนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้น มารผู้มีใจบาป เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน ได้เข้า ไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้ว
- ๑คำว่า กัป ในที่นี้หมายถึงอายุกัป คือช่วงกำหนดอายุของมนุษย์แต่ละยุคสมัยซึ่งมากบ้าง น้อยบ้าง (ที.ม.อ. ๑๕๗, สํ.ม.อ. ๓๒๘, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๕) ในยุคสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเรา อายุกัปของมนุษย์เท่ากับ ๑๐๐ ปี
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่ภิกษุสาวกของเราจักยังไม่ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำอย่างดี ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรัปวาท ที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรม ไม่ได้’ ดังนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว ได้รับแนะนำอย่างดีแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่ภิกษุณีสาวิกาของเราจักยังไม่ฉลาด ... ตราบเท่าที่อุบาสกสาวกของเรา ... ตราบเท่าที่อุบาสิกา
สาวิกาของเราจักยังไม่เป็นผู้ฉลาด ยังไม่ได้รับแนะนำอย่างดี ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่ง ตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ฉลาดแล้ว ได้รับแนะนำอย่างดีแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรัปวาทที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระ ผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ‘ดูก่อนมารผู้มีใจบาป เราจักยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ ของเรานี้ จักยังไม่เจริญแพร่หลาย กว้างขวาง ยังไม่รู้กันโดยมาก ยังไม่เป็นปึกแผ่นจนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเจริญแพร่หลายกว้างขวาง รู้กันโดยมาก เป็นปึกแผ่น จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว”
- ๑แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ในที่นี้หมายถึงแสดงธรรมได้ชัดแจ้งจนถึงขั้นสามารถนำออกจากทุกข์ได้ (ที.ม.อ. ๑๕๘, สํ.ม.อ.๓๓๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๖)
- ๒ปรัปวาท หมายถึงวาทะหรือลัทธิอื่น ๆ นอกพระพุทธศาสนา (ที.ม.ฏี. ๓๗๕)
- ๓สหธรรม ในที่นี้หมายถึงวาทะที่ประกอบด้วยเหตุผล (ที.ม.อ.๑๕๘, สํ.ม.อ.๓๓๐,องฺ.อฏฺฐก.อ.๒๗๖)
- ๔ทรงธรรม หมายถึงมีความแตกฉานในปริยัติธรรมและบรรลุปฏิเวธธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม หมายถึงปฏิบัติธรรมคือวิปัสสนา (การฝึกอบรมปัญญาให้เห็นแจ้ง) อันเอื้อประโยชน์แก่ อริยธรรม (ที.ม.อ. ๑๕๘, สํ.ม.อ. ๓๓๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๖)
เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด การปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจักปรินิพพาน”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะ ทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์แล้ว และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขารแล้วได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และเกิดขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นอย่างนี้ว่า
พุทธมุนีเมื่อพิจารณาเห็นนิพพานและภพ จึงได้ปลง
กรรมอันปรุงแต่งภพเสีย ยินดีแล้วในภายใน มีจิตตั้งมั่น
แล้ว ได้ทำลายเครือข่ายกิเลสอันเกิดในตนเสีย เหมือน
ทหารทำลายเกราะฉะนั้น
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้มีความสงสัยดังนี้ว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงจริงหนอ และแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงนี้น่าขนพองสยองเกล้า น่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง”ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินไหว
- ๑พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศาสนพรหมจรรย์ คือคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาทั้งมวลที่ ประมวลไว้ในไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ที.ม.อ. ๑๕๙, สํ.ม.อ. ๓๓๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๖)
ครั้งนี้รุนแรงจริงหนอ และแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงนี้น่าขนพองสยองเกล้า น่าสะพรึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด แผ่นดินไหวรุนแรง”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัยแห่งการเกิด แผ่นดินไหวรุนแรงมี ๘ ประการนี้ เหตุปัจจัย ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ
เพราะแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนนํ้า นํ้าตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ ดูก่อนอานนท์ มีสมัยหนึ่งที่ลมพายุพัดจัด ลมพายุพัดจัดทำให้นํ้าไหว นํ้าที่ไหวแล้วทำให้แผ่นดินไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ประการที่ ๑อีกประการหนึ่ง อานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์บรรลุความชำนาญทางจิต หรือเทวดาผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก เจริญปฐวีสัญญานิดหน่อย แต่เจริญอาโปสัญญาหาประมาณมิได้ จึงทำแผ่นดินนี้ให้สะเทือน สะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการ ที่ ๒อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะลงสู่พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๓
อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะประสูติจากพระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๔
อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๕
- ๑ทรงปลงอายุสังขาร ทรงสลัดลงซึ่งปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอายุหมายถึงทรงตกลงพระทัยว่า จะปรินิพพาน หรือทรงกำหนดพระทัยเกี่ยวกับการที่จะปรินิพพาน โดยทรงน้อมพระทัยเข้า ผลสมาบัติอย่างเดียวตลอด ๓ เดือน (นัย ที.ม.อ. ๑๖๗, สํ.ม.อ. ๓๓๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๗)
อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระตถาคตทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยม เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๖อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระตถาคตดำรงสติสัมปชัญญะ ปลงพระชนมายุสังขาร เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๗อีกประการหนึ่ง อานนท์ เมื่อใดพระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงประการที่ ๘ดูก่อนอานนท์ เหตุปัจจัยแห่งการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมี ๘ ประการนี้แล”
จบ ภูมิจาลวรรคที่ ๒
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อิจฉาสูตร ๒. อลังสูตร
๓. สังขิตตสูตร ๔. คยาสีสสูตร
๕. อภิภายตนสูตร ๖. วิโมกขสูตร
๗. อนริยโวหารสูตร ๘. อริยโวหารสูตร
๙. ปริสาสูตร ๑๐. ภูมิจาลสูตร
(๘) ๓. ยมกวรรค
๑. ปฐมสัทธาสูตร
ว่าด้วยการปฏิบัติที่บริบูรณ์และไม่บริบูรณ์ สูตรที่ ๑
{๑๖๘} [๗๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีล อย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้นเธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยตั้งใจว่า ‘อย่างไรหนอ เราจึงจะเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้นเธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต อย่างนี้เธอชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ ด้วยตั้งใจว่า ‘อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล และเป็นพหูสูต’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล และเป็นพหูสูต เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล และเป็นพหูสูต แต่ไม่เป็นธรรมกถึก ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และเป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และเข้าสู่บริษัท แต่ไม่กล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา ... และกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แต่ไม่ได้ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ...
- ๑อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หมายถึงการดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ หรือเรียกว่าขันธปรินิพพาน ได้แก่ การสิ้นพระชนม์ของพระพุทธเจ้าหรือสิ้นชีวิตของพระอรหันต์
จบ ภูมิจาลสูตร