พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ · มหาวรรค
พราหมณสูตร เล่ม ๒๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรค พราหมณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๕๕๒–๕๕๖
สมาธิใดที่บุคคลยังไม่น้อมไป ยังไม่นำออกไป ยังข่มยังห้ามธรรมอันเป็นไป กับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสันโดษเพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ามีอะไรเป็นผล’ เมื่อชฎิลภาคิกาภิกษุณีกล่าวอย่างนี้แล้ว ผมได้กล่าวตอบภิกษุณีนั้นว่า ‘ดูก่อน น้องหญิง สมาธิใดที่บุคคลยังไม่น้อมไป ยังไม่นำออกไป ยังข่มยังห้ามธรรม อันเป็นไปกับสังขารไม่ได้ ตั้งมั่นแล้วเพราะหลุดพ้นจากกิเลส เป็นสันโดษ เพราะตั้งมั่น ไม่สะดุ้งเพราะเป็นสันโดษ สมาธินี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีอรหัตเป็นผล’ ดังนี้ ดูก่อนอาวุโส ผู้มีสัญญาอย่างนี้แลที่ไม่รับรู้อายตนะนั้น”๗. โลกายติกสูตร
ว่าด้วยลัทธิโลกายัต
{๒๔๒} [๓๘] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้สอนลัทธิโลกายัต ๒ คน เข้าไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ท่านพระโคดมผู้เจริญ ปูรณกัสสปะเป็นสัพพัญญูรู้เห็นทุกอย่าง ได้ ปฏิญญาญาณทัสสนะเด็ดขาดว่า ‘สำหรับเรา จะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม หลับอยู่ก็ตาม ตื่นอยู่ก็ตาม ญาณทัสสนะจะปรากฏเสมอต่อเนื่องกันไป’ ดังนี้
ปูรณกัสสปะนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้เห็นโลกอันไม่มีที่สุดด้วยญาณอันไม่มี ที่สุด’ ท่านพระโคดมผู้เจริญ แม้นิครนถ์นาฏบุตรก็เป็นสัพพัญญูรู้เห็น ทุกอย่าง ได้ปฏิญญาญาณทัสสนะเด็ดขาดว่า ‘สำหรับเรา จะเดินอยู่ก็ตาม ยืนอยู่ก็ตาม หลับอยู่ก็ตาม ตื่นอยู่ก็ตาม ญาณทัสสนะจะปรากฏเสมอต่อเนื่องกันไป’ ดังนี้ นิครนถ์นาฏบุตรนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้เห็นโลกอันไม่มีที่สุดด้วยญาณอันไม่มีที่สุด’ ท่านพระโคดมผู้เจริญ คนทั้งสองต่างก็อวดรู้กัน มีวาทะเป็นข้าศึกกัน ใครจริง ใครเท็จกันแน่”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่าเลย พราหมณ์ ข้อที่คนทั้งสองนี้ ซึ่งต่างอวดรู้กัน มีวาทะเป็นข้าศึกกัน ใครจริง ใครเท็จนั้น พักไว้ก่อนเถิด ดูก่อนพราหมณ์ เราจักแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” พราหมณ์เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนชาย ๔ คนยืนอยู่ใน ๔ ทิศ ต่างก็มีฝีเท้าในการเดินและฝีเท้าในการวิ่งเป็นเยี่ยมพอ ๆ กัน ประดุจอาจารย์สอนยิงธนูผู้มีธนูเหมาะมือ ศึกษามาจนเชี่ยวชาญชำนาญมือ เคยประลองการยิงธนูมาแล้ว สามารถจะยิงลูกศรขนาดเบาให้ผ่านเงาตาลตามขวางได้โดยไม่ยากเย็นเลย ต่างมีฝีเท้าประดุจจากมหาสมุทร ด้านทิศตะวันออกก้าวถึงมหาสมุทรด้านทิศตะวันตก ครั้งนั้นชายคนที่ยืนอยู่ทาง ทิศตะวันออกจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจะไปให้ถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง’ ดังนี้ ถึงเขาจะเว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหาร เว้นจาก การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเว้นจากการระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการหลับนอน มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ดำรงชีพอยู่ ๑๐๐ ปี เดินทางตลอด ๑๐๐ ปี ยังไม่ทันถึงที่สุดแห่งโลกเลย ก็จะมาทำกาลกิริยาเสียในระหว่างกลางคัน ทั้งชายคนที่ยืนอยู่ในทิศตะวันตก ... ชายคนที่ยืนอยู่ในทิศเหนือ ... ชายคนที่ ยืนอยู่ในทิศใต้จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราจะไปให้ถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง’
- ๑โลกายัต (โลกายตศาสตร์) หรือวิตัณฑวาทศาสตร์ (ที.สี.อ.๒๒๓, ม.ม.อ.๒๖๒, องฺ.ติก.อ.๑๖๓) หมาย ถึงศาสตร์ที่มีลักษณะเน้นไปในทางกามสุขัลลิกานุโยคหรือวัตถุนิยม ซึ่งถือว่าโลกนี้เกิดจากการ รวมตัวกันของวัตถุธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม คนเราเกิดมาชาติเดียว ตายแล้วสูญ ไม่มีโลกหน้า จึงควรแสวงหากามสุขเสียแต่วันนี้ พรุ่งนี้เราอาจตาย เป็นต้น ในคัมภีร์ฎีกากล่าวว่า หากคน เรายึดถือศาสตร์นี้ ก็จะไม่มีจิตใจประกอบบุญกุศล (ที.สี.ฏี. ๓๕๗)
ดังนี้ ถึงเขาจะเว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และการลิ้มรสอาหาร เว้นจาก การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และเว้นจากการระงับความเหน็ดเหนื่อยด้วยการ หลับนอน มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ดำรงชีพอยู่ ๑๐๐ ปี เดินทางตลอด ๑๐๐ ปี ยังไม่ทันถึงที่สุดแห่งโลกเลย ก็จะมาทำกาลกิริยาเสียในระหว่างกลางคัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเราไม่กล่าวถึงที่สุดแห่งโลกว่าควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุถึงได้ด้วยการวิ่งอย่างนั้น และเพราะยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก เราก็ไม่กล่าวว่าทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดูก่อนพราหมณ์ กามคุณ ๕ ประการนี้เรียกว่า ‘โลก’ ในอริยวินัย กามคุณ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
(๒) เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ …
(๓) กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ...
(๔) รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา …
(๕) โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด
ดูก่อนพราหมณ์ กามคุณ ๕ ประการนี้แลเรียกว่า ‘โลก’ ในอริยวินัย
ดูก่อนพราหมณ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจาก อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ภิกษุนี้เรียกว่า ‘ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก’ แต่คน อื่น ๆ กล่าวถึงภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’ ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’
อีกประการหนึ่ง พราหมณ์ ภิกษุบรรลุทุติยฌา <*> ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌานอยู่ ... ภิกษุนี้เรียกว่า ‘ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ใน ที่สุดแห่งโลก’ แต่คนอื่น ๆ กล่าวถึงภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับ เนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’ ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไป จากโลก’
อีกประการหนึ่ง พราหมณ์ ภิกษุล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวงได้แล้ว บรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ ภิกษุนี้ เรียกว่า ‘ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก’ แต่คนอื่น ๆ กล่าวถึงภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’ ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุ นี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’
อีกประการหนึ่ง พราหมณ์ ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการ ทั้งปวงได้แล้ว บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ ... ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงได้แล้ว บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่ … ภิกษุล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงได้แล้ว บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ภิกษุนี้เรียกว่า ‘ได้ถึงที่สุด แห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก’ แต่คนอื่น ๆ กล่าวถึงภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’ ดูก่อนพราหมณ์ เป็นความจริง แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม้ภิกษุนี้ก็ยังนับเนื่องอยู่ในโลก ยังสลัดตนไม่พ้นไปจากโลก’อีกประการหนึ่ง พราหมณ์ ภิกษุล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้โดยประการทั้งปวงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ แม้อาสวะของเธอก็สิ้นรอบแล้ว
เพราะเห็นด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ภิกษุนี้เรียกว่า ‘ได้ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว และอยู่ในที่สุดแห่งโลก ข้ามพ้นตัณหาที่ทำให้ข้องอยู่ในโลกได้แล้ว”
๘. เทวาสุรสังคามสูตร
ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร
{๒๔๓} [๓๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว ก็ในสงครามครั้งนั้น พวกอสูรชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้ได้หนีไป พวกอสูรไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศเหนือ ครั้งนั้นแล พวกเทวดาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘พวกอสูรรุกไล่ติดตามมา จำเราจะต้องทำสงครามกับพวกอสูรครั้งที่ ๒ อีก’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาก็ทำสงครามกับพวกอสูรอีกเป็นครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๒ พวกอสูรก็ชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้ได้หนีไป พวกอสูรรุกไล่ติดตามมุ่งไปทางทิศเหนือ
ครั้งนั้นแล พวกเทวดาได้มีความคิด อย่างนี้ว่า ‘พวกอสูรรุกไล่ติดตามมา จำเราจะทำสงครามกับพวกอสูร ครั้งที่ ๓ อีก’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาทำสงครามกับพวกอสูรอีกเป็นครั้งที่ ๓ แม้ครั้งที่ ๓ พวกอสูรก็ชนะ พวกเทวดาแพ้ และพวกเทวดาที่แพ้กลัวหนี เข้าไปในเทพบุรี ก็แลพวกเทวดาที่หนีเข้าไปยังเทพบุรีได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้ พวกเรามีเครื่องป้องกันตัวแล้ว พวกอสูรจะทำอะไรเราไม่ได้’ แม้พวก อสูรก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บัดนี้พวกเทวดามีเครื่องป้องกันตัวแล้ว พวกเราจะทำอะไรไม่ได้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทวดากับอสูร ได้ประชิดกันแล้ว ก็ในสงครามครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรแพ้ และ
- <*> ฌาน - ผู้รวบรวม
จบ พราหมณสูตร