พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · เทวตาวรรค
ฐานสูตร (อารามสูตร) เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในเทวตาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ เทวตาวรรค ฐานสูตร (อารามสูตร) (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๕๘๖–๕๘๗
๔. สังคณิการามสูตร
ว่าด้วยโทษการคลุกคลีและคุณการไม่คลุกคลี
{๓๓๙} [๖๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ยินดีใน การคลุกคลีด้วยหมู่ ปรฺะกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ชอบคณะ ยินดีคณะ ประกอบความยินดีในคณะ จักอยู่ตามลำพังยินดียิ่งในวิเวกนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุเมื่อไม่อยู่ตามลำพังยินดียิ่งในวิเวก จักถือนิมิตแห่งจิต ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุเมื่อไม่ถือนิมิตแห่งจิต จักบำเพ็ญสัมมาทิฏฐิ ให้บริบูรณ์ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญ สัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิ ให้บริบูรณ์ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่บำเพ็ญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์ ได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุไม่ละสังโยชน์แล้ว จักทำให้แจ้งซึ่งนิพพานได้นั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ยินดีในการ คลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ประกอบความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ชอบคณะ ไม่ยินดีคณะ ไม่ประกอบความยินดีในคณะ จักอยู่ตามลำพังยินดียิ่งในวิเวก นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุเมื่ออยู่ตามลำพังยินดียิ่งในวิเวก จักถือ นิมิตแห่งจิตได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุถือนิมิตแห่งจิตอยู่ จัก
- ๑นิมิตแห่งจิต ในที่นี้หมายถึงอาการแห่งสมาธิและวิปัสสนาอันเป็นนิมิตแห่งสมาธิจิตและวิปัสสนา จิต (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๑)
- ๒-๒สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ในที่นี้ได้แก่ วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในวิปัสสนาสัมมาสมาธิความตั้งใจมั่นชอบในที่นี้ได้แก่มรรคสมาธิสมาธิอันเป็นองค์มรรค คือสมาธิที่ช่วยให้ ตรัสรู้และให้ผลต่อเนื่องไปในทันที และผลสมาธิ หรืออรหัตตผลสมาธิ คือความหลุดพ้นจากกิเลส ด้วยอำนาจจิตที่ประกอบด้วยสมาธิ หรือเรียกว่าเจโตวิมุตติ (นัย องฺ.ปญฺจก.อ. ๖, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๕๑)
- ๓สังโยชน์ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๔ ข้อ ๔๓ (นาคสูตร ธัมมิกวรรค ปฐมปัณณาสก์ ฉักกนิบาต) หนัา ๔๙๔ ในเล่มนี้
บำเพ็ญสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญ สัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์แล้ว จักบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้นั้น เป็นฐานะ ที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุบำเพ็ญสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์แล้ว จักละสังโยชน์ได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อที่ภิกษุละสังโยชน์แล้ว จักทำให้แจ้งซึ่งนิพพานได้นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้”
๕. เทวตาสูตร
ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้เสื่อมและไม่ให้เสื่อม
{๓๔๐} [๖๙] ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่ง เมื่อปฐมยามผ่านพ้นไป มีรัศมีงาม ยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวไปทั่วแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ที่ สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการ นี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ(๑) ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา
(๒) ความเป็นผู้เคารพในพระธรรม
(๓) ความเป็นผู้เคารพในพระสงฆ์
(๔) ความเป็นผู้เคารพในสิกขา
(๕) ความเป็นผู้ว่าง่าย
(๖) ความเป็นผู้มีมิตรดี
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๖ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความ ไม่เสื่อมแก่ภิกษุ”
เทวดาองค์นั้นกล่าวดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ครั้งนั้น เทวดาองค์นั้นได้ทราบว่าพระศาสดาได้ทรงพอพระทัยแล้ว จึงถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไป ณ ที่นั้น
จบ ฐานสูตร (อารามสูตร)