พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ · อวิชชาวรรค
๘. ปริญญาสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในอวิชชาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต ทุติยปัณณาสก์ อวิชชาวรรค ปริญญาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๔๑–๔๒
๘. สัพพูปาทานปริญญาสูตร
ว่าด้วยธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทาน
{๖๓} [๖๐] ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทาน ทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวงเป็นไฉน คือ เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการจึงเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักขุวิญญาณ ทั้งในจักขุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ย่อมรู้ชัดว่า ‘อุปาทานเรากำหนดรู้แล้วด้วยวิโมกข์’ เพราะอาศัยโสตะและเสียง ...
เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น ... เพราะอาศัยชิวหาและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ...เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์จึงเกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการจึงเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโน ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ย่อมรู้ชัดว่า ‘อุปาทานเรากำหนดรู้แล้วด้วยวิโมกข์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือธรรมเพื่อกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวง”
- ๑อุปาทาน ความถือมั่นหมายถึงภาวะจิตที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้งด้วยอำนาจกิเลส มี ๔ คือ (๑) กามุปาทาน ความถือมั่นกาม ได้แก่ ความกำหนัดที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามคุณ ๕ (๒) ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็นผิดที่ดิ่งสุดโต่งต่าง ๆ เช่น เห็นว่าอัตตาและ โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เป็นต้น (๓) สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นศีลพรต ได้แก่ หลักความประพฤติ ลัทธิพิธีต่าง ๆ ของนักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่ยึดถือว่าสามารถทำให้บริสุทธ์ได้โดยสักว่ากระทำสืบ ๆ กันมาอย่างงมงาย หรือโดยนิยามว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ (๔) อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตัวตน ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือความถือหรือสำคัญหมายอยู่ภายในว่ามีตัวตนที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลายเป็นต้น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๓๐๓, นัย ม.มู.อ. ๑/๒๓๒-๒๓๓}
๙. ปฐมสัพพูปาทานปริยาทานสูตร
ว่าด้วยธรรมเพื่อครอบงำอุปาทานทั้งปวง
{๖๔} [๖๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงธรรมเพื่อครอบงำอุปาทานทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเพื่อครอบงำอุปาทานทั้งปวงเป็นไฉน คือ เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการจึงเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักขุวิญญาณ ทั้งในจักขุสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ย่อมรู้ชัดว่า ‘อุปาทานเราครอบงำได้แล้วด้วยวิโมกข์’ เพราะอาศัย โสตะและเสียง ... เพราะอาศัยฆานะและกลิ่น
... เพราะอาศัยชิวหาและรส ...เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์จึงเกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการจึงเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโน ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในเวทนา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น ย่อมรู้ชัดว่า ‘อุปาทานเราครอบงำได้แล้วด้วยวิโมกข์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือธรรมเพื่อครอบงำอุปาทานทั้งปวง”
๑๐. ทุติยสัพพูปาทานปริยาทานสูตร
ว่าด้วยธรรมเพื่อครอบงำอุปาทานทั้งปวง สูตรที่ ๒
{๖๕} [๖๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเพื่อครอบงำอุปาทาน ทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
จบ ๘. ปริญญาสูตร