arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต ปัณณาสก์ที่ ๑ · สัพพวรรค

๙. สัปปายสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในสัพพวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต ปัณณาสก์ที่ ๑ สัพพวรรค สัปปายสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๖–๒๘

หน้า ๒๖

ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ...ในมโนสัมผัส ...แต่มโนสัมผัส ...ว่ามโนสัมผัสเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ...ในเวทนานั้น ...แต่เวทนานั้น ...ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งสิ่งทั้งปวง ...ในสิ่งทั้งปวง ...แต่สิ่งทั้งปวง ...ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของเรา

บุคคลผู้ไม่สำคัญอยู่อย่างนี้ย่อมไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือข้อปฏิบัติอันสมควรแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิ”

๙. ปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร

ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง

{๓๔} [๓๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบาย แก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิเป็นไฉน คือ ภิกษุในศาสนานี้ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักษุ ...ในจักษุ ...แต่จักษุ ...ว่าจักษุเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งรูป ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักขุวิญญาณ ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งจักขุสัมผัส ... ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา

หน้า ๒๗

ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ...ในเวทนานั้น ...แต่เวทนานั้น... ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะบุคคลสำคัญซึ่งสิ่งใด สำคัญในสิ่งใด สำคัญแต่สิ่งใด สำคัญสิ่งใดว่าเป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเป็นอื่นไปจากที่สำคัญนั้น สัตว์โลกผู้ติดข้องอยู่ในภพแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นก็ยังเพลิดเพลินภพอยู่นั่นเอง ...

ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโน ...ในมโน ...แต่มโน ...ว่ามโนเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ ...ในธรรมารมณ์ ...แต่ธรรมารมณ์ ... ว่าธรรมารมณ์เป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ ...ในมโนวิญญาณ ...แต่มโนวิญญาณ ...ว่ามโนวิญญาณเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ...ในมโนสัมผัส ...แต่มโนสัมผัส ...ว่ามโนสัมผัสเป็นของเรา

ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ...ในเวทนานั้น ...แต่เวทนานั้น ...ว่าเวทนานั้นเป็นของเรา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่สำคัญซึ่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ...ในขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ...แต่ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ...ว่าขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นของเรา

บุคคลผู้ไม่สำคัญอยู่อย่างนี้ย่อมไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่นย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนที่เดียว ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้

หน้า ๒๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิ”

๑๐. ทุติยสมุคฆาตสัปปายสูตร

ว่าด้วยข้อปฏิบัติเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนสิ่งทั้งปวง สูตรที่ ๒

{๓๕} [๓๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นที่สบายแก่การเพิกถอนซึ่งความสำคัญสิ่งทั้งปวงด้วยตัณหา มานะ และทิฏฐิเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”

“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”

“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”

“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ดังนี้”“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“รูป ... จักขุวิญญาณ ... จักขุสัมผัส ... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยเที่ยงหรือไม่เที่ยง”“ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า”

“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”

“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”

จบ ๙. สัปปายสูตร ที่ ๑