พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต ตติยปัณณาสก์ · นวปุราณวรรค
๖. อนันเตวาสิกานาจริยสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๖–๒๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในนวปุราณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต ตติยปัณณาสก์ นวปุราณวรรค อนันเตวาสิกานาจริยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๑๘๐–๑๘๒
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”
“เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา’ ดังนี้”
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในจักษุ ทั้งในรูป ทั้งในจักขุวิญญาณ ทั้งในจักขุสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ... ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในมโน ทั้งในธรรมารมณ์ ทั้งในมโนวิญญาณ ทั้งในมโนสัมผัส ทั้งในสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก, ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นปฏิปทาอันเป็นอุปการะแก่นิพพาน”
๖. อนันเตวาสิกสูตร
ว่าด้วยพรหมจรรย์ไม่มีอันเตวาสิกไม่มีอาจารย์
{๒๓๖} [๑๕๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้อันไม่มีอันเตวาสิก ไม่มีอาจารย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีอันเตวาสิกมี
- ๑ไม่มีอันเตวาสิก ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้ปราศจากกิเลสที่กรุ่นอยู่ภายใน ไม่มีอาจารย์ หมายถึงเป็นผู้ปราศจากกิเลสเป็นเครื่องฟุ้งไปทั่ว (สํ.สฬา.อ. ๕๕)
อาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สำราญ ส่วนภิกษุผู้ไม่มีอันเตวาสิก ไม่มีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นสุขสำราญ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีอันเตวาสิกมีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่สำราญอย่างไร คือ อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริฟุ้งซ่านอันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมเหล่านั้นย่อมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เพราะอกุศลธรรมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอาจารย์’ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริฟุ้งซ่านอันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะฟังเสียงด้วยโสตะ
... เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโน อกุศลธรรมเหล่านั้น ย่อมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้นเพราะอกุศลธรรมสิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นย่อมครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้มีอาจารย์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีอันเตวาสิกมีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ไม่สำราญอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
{๒๓๗} ก็ภิกษุผู้ไม่มีอันเตวาสิก ไม่มีอาจารย์ ย่อมอยู่เป็นสุขสำราญอย่างไร คือ อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริฟุ้งซ่านอันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นไม่สิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่สิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้นเหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้ไม่มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่ครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้ไม่มีอาจารย์’
ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริฟุ้งซ่านอันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะฟังเสียงด้วยโสตะ ... เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา ... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโน อกุศลธรรมอันเลวทรามเหล่านั้นไม่สิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่สิงอยู่ในภายในของภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้ไม่มีอันเตวาสิก’ เพราะอกุศลธรรมอันเลวทรามไม่ครอบงำภิกษุนั้น เหตุนั้นเราจึงเรียกภิกษุนั้นว่า ‘ผู้ไม่มีอาจารย์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีอันเตวาสิกไม่มีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นสุขสำราญอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันไม่มีอันเตวาสิก ไม่มีอาจารย์ ดังนี้ ภิกษุผู้มีอันเตวาสิกมีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ไม่สำราญ ส่วนภิกษุผู้ไม่มีอันเตวาสิก ไม่มีอาจารย์ย่อมอยู่เป็นสุขสำราญ ดังนี้แล”
๗. กิมัตถิยพรหมจริยสูตร
ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรณ์พื่ออะไร
{๒๓๘} [๑๕๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงถามเธอทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลายพวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์อะไร’ เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้พึงตอบพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘พวกเราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์’
ก็ถ้าพวกเขาพึงถามพวกเธอต่อไปอย่างนี้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย ก็ทุกข์ที่ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระสมณโคดมเพื่อกำหนดรู้นั้นเป็นไฉน’ เธอทั้งหลายพึงตอบพวกเขาอย่างนี้ว่า ‘พวกเราอยู่ประพฤติ พรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์คือจักษุ ทุกข์คือรูป ทุกข์
จบ ๖. อนันเตวาสิกานาจริยสูตร