arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อานาปานสังยุต · เอกธรรมวรรค

เอกธรรมสูตร เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๐๕–๑๓๐๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในเอกธรรมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อานาปานสังยุต เอกธรรมวรรค เอกธรรมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๔๗๐–๔๗๓

หน้า ๔๗๐

๑๐. อานาปานสังยุต

๑. เอกธัมมวรรค

๑. เอกธัมมสูตร

ว่าด้วยอานาปานสติ

{๑๓๐๕} [๙๗๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือ อานาปานสติ

{๑๓๐๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่าง ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออกเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว

เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จัดเข้าในสติปัฏฐาน ๔ ข้อแรก คือ กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน {เทียบดู กายานุปัสสนา อานาปานบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๔/๓๔๓-๓๔๔}
  2. ๒เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงเสนาสนะที่สงัดอีก ๗ แห่ง (ยกเว้นป่าและโคนไม้) คือ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง {ดู ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๒๐/๒๙๐}
  3. ๓นั่งคู้บัลลังก์ นั่งพับขาเข้าหากันทั้งสองข้างหรือนั่งขัดสมาธิ (วิ.อ. ๑/๔๔๕, วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
  4. ๔ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หมายถึงตั้งสติมุ่งตรงต่อกัมมัฏฐานหรือกำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน (วิ.อ. ๑/๔๔๕, วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
หน้า ๔๗๑

เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น

ก็เมื่อหายใจออกสั้น รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งกองลมทั้งปวงหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งปีติ หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งปีติหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งสุข หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งสุขหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิตตสังขารหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับจิตตสังขารหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิต หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักรู้แจ้งซึ่งจิตหายใจออก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายสังขาร สภาพปรุงแต่งกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้า-ออก ระงับกายสังขาร คือ การผ่อนคลายลมหายใจหยาบให้ละเอียดขึ้นไปจนถึงขั้นที่ว่ามีลมหายใจอยู่หรือไม่ เหมือนการเคาะระฆังครั้งแรกจะมีเสียงดังกังวานแล้วค่อย ๆ แผ่วลงจนเงียบเสียงไป (วิสุทฺธิ. ๑/๒๒๐/๒๙๙-๓๐๒)
  2. ๒ปีติ ความอิ่มใจ ความดื่มดํ่าในใจ ในที่นี้เป็นปีติที่เป็นองค์ประกอบของฌาน (นัย วิ.อ. ๑/๔๖๙)
  3. ๓สุข ความสบาย ความสำราญ มี ๒ คือ สุขทางกายและทางใจ ในที่นี้หมายถึงภาวะจิตที่สบายในตติยฌาน คือเสวยสุขด้วยนามกาย (นัย วิ.อ. ๑/๔๗๐)
  4. ๔จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งจิต ในที่นี้ได้แก่ สัญญา (ความจำได้หมายรู้) และเวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ ความรับรู้ทางจิต) [นัย วิ.อ. ๑/๔๗๐]
  5. ๕จิต หมายถึงธรรมชาติที่รับรู้ จดจำ สร้างสรรค์ และนึกคิดอารมณ์ (อารมณ์ หมายถึงเครื่องยึดหน่วงจิต หรือสิ่งที่จิตยึดหน่วง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์)
หน้า ๔๗๒

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิงหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตไว้มั่นหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักตั้งจิตไว้มั่นหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักปล่อยจิตหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักปล่อยจิตหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นวิราคะ หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นวิราคะหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นนิโรธ หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นนิโรธหายใจออก

ย่อมสำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะ หายใจเข้า

ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจออก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑วิราคะ ภาวะเสื่อมสิ้น ภาวะที่จิตสิ้นกำหนัด ในที่นี้มี ๒ คือ (๑) ขยวิราคะ ความดับเสื่อมไปทุกขณะแห่งสังขารทั้งหลาย (๒) อัจจันตวิราคะ ความสิ้นกำหนัดในกามอย่างถึงที่สุด คือ นิพพาน นิโรธ ความดับทุกข์ ภาวะจิตที่ดับตัณหาได้สิ้นเชิง ภาวะปลอดทุกข์เพราะไม่มีทุกข์ที่จะเกิดขึ้นได้ เป็นไวพจน์คือคำที่ใช้แทนคำว่า นิพพาน ปฎินิสสัคคะ ความสลัดกิเลสพร้อมทั้งสภาพปรุงแต่งขันธ์ทั้งหลาย ความแล่นจิตไปในนิพพาน เป็นชื่อของวิปัสสนาและอริยมรรค (นัย วิ.อ. ๑/๔๗๒)
หน้า ๔๗๓

๒. โพชฌงคสูตร

ว่าด้วยโพชฌงค์

{๑๓๐๗} [๙๗๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

{๑๓๐๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วยอานาปานสติอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์... วิริยสัมโพชฌงค์... ปีติสัมโพชฌงค์... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์... สมาธิสัมโพชฌงค์... อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันสหรคตด้วยอานาปานสติอันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

๓. สุทธิกสูตร

ว่าด้วยวิธีเจริญอานาปานสติ

{๑๓๐๙} [๙๗๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

{๑๓๑๐} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก (พึงขยายเนื้อความให้พิสดารจนกระทั้งถึงย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นปฏินิสสัคคะหายใจออก)

จบ เอกธรรมสูตร