พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โพชฌงคสังยุต · นิวรณวรรค
กุสลสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖๕–๔๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในนิวรณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต นิวรณวรรค กุสลสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๑๕๖–๑๕๗
๔. นีวรณวรรค
๑. ปฐมกุสลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นกุศลมีความไม่ประมาทเป็นมูล
{๔๖๓} [๒๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นไปในส่วนแห่งกุศล เป็นไปในฝ่ายแห่งกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้วพึงหวังคุณข้อนี้ได้ว่า ‘จักเจริญโพชฌงค์ ๗ จักทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๔๖๔} ก็ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้วย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้อย่างนี้แล ”
๒. ทุติยกุสลสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นกุศลมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล
{๔๖๕} [๒๑๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เป็นกุศลเหล่าใดเหล่าหนึ่งอันเป็นไปในส่วนแห่งกุศล เป็นไปในฝ่ายแห่งกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ประชุมลงในโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการบัณฑิตกล่าว
ว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการพึงหวังคุณข้อนี้ได้ว่า ‘จักเจริญโพชฌงค์ ๗ จักทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๔๖๖} ก็ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนลิการย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้อย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากได้อย่างนี้แล”
๓. อุปกิเลสสูตร
ว่าด้วยอุปกิเลสของทองและของจิต ๕ อย่าง
{๔๖๗} [๒๑๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของทองที่ทำทองไม่ให้อ่อนไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี มี ๕ อย่างนี้ อุปกิเลส ๕ อย่างคืออะไรบ้าง คือ(๑) {๔๖๘} เหล็ก เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี
(๒) {๔๖๙} โลหะ เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ...
(๓) {๔๗๐} ดีบุก เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ...
(๔) {๔๗๑} ตะกั่ว เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ...
(๕) {๔๗๒} เงิน เป็นอุปกิเลสของทอง ที่ทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย {๔๗๓} อุปกิเลสของทอง ๕ อย่างนี้แล ที่ทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี
จบ กุสลสูตร ที่ ๒