พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สฬายตนวรรค
๑๐. อินทริยภาวนาสูตร เล่ม ๑๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๕๓–๘๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในสฬายตนวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สฬายตนวรรค อินทริยภาวนาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๔ หน้า ๕๔๕–๕๕๑
ทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ในอนาคตกาลบรรดามี ทั้งหมดนั้นจักต้องพิจารณา แล้วพิจารณาเล่าอย่างนี้ทีเดียวจึงจักทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้ เหล่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้กำลังทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์อยู่ในบัดนี้บรรดามี ทั้งหมดนั้นย่อมพิจารณาแล้วพิจารณาเล่าอย่างนี้ทีเดียวจึงทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงสำเหนียกว่า ‘เราจักพิจารณาแล้วพิจารณาเล่าทำบิณฑบาตให้บริสุทธิ์ ดูก่อนสารีบุตร พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตรที่ ๙
๑๐. อินทริยภาวนาสูตร
ว่าด้วยการอบรมอินทรีย์
{๘๕๓} [๔๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าไผ่ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพผู้เป็นศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าไต้ตรัสถามดังนี้้ว่า{๘๕๔} “ดูก่อนอุตตระปาราสิริยพราหมณ์แสดงการอบรมอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า”
อุตตรมาณพกราบทูลว่า “แสดง พระโคดมผู้เจริญ”
“ดูก่อนอุตตระ แสดงอย่างใดบ้าง”
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการอบรมอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘อย่าดูรูปด้วยจักษุ อย่าฟังเสียง ด้วยโสตะ”
“ดูก่อนอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่อบรมอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ก็จักเป็นคนตาบอด เป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสตะ”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุตตรมาณพผู้เป็นศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นั่งนิ่งเก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป
{๘๕๕} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าอุตตรมาณพผู้เป็นศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์นิ่งเงียบ เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป จึงรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ย่อมแสดงการอบรมอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง”ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคตเจ้า เป็นกาลสมควรแล้วที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงการอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย ภิกษุทั้งหลายฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”
“ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง’ ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พร้อมแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
{๘๕๖} [๔๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็การอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัยเป็นอย่างไร
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง
เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างคนตาดีกระพริบตาฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่าการอบรมอินทรีย์ในรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
{๘๕๗} [๔๕๕] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสตะ จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิด ขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก
เหมือนอย่างคนที่แข็งแรงดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก ฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่าการอบรมอินทรีย์ในเสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย{๘๕๘} [๔๕๖] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความ
ชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดนํ้ากลิ้งไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่นํ้ากลิ้งไปสักน้อยหนึ่งฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่าการอบรมอินทรีย์ในกลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
{๘๕๙} [๔๕๗] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก
เหมือนอย่างคนที่แข็งแรงตล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้นแล้วถ่มไปโดยไม่ลำบากฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียก ว่าการอบรมอินทรีย์ในรสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหาอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย{๘๖๐} [๔๕๘] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันทีโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้
แขนที่เหยียดเข้าโดยไม่ลำบากฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่าการอบรมอินทรีย์ในโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายอันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
{๘๖๑} [๔๕๙] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘เราเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็แต่ว่าสิ่งนั้นแลเป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง เป็นของหยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา’ เธอจึงดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ ผู้ใดก็ตามดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างคนที่แข็งแรงเอาหยาดนํ้าสองหรือสามหยาดหยดลงในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน นํ้าที่หยดลงแต่ละหยาดยังช้าไป ที่แท้หยาดนํ้านั้นจะระเหยเหือดแหงไปเร็วพลันทีเดียวฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่าการอบรมอินทรีย์ในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนอันยอดเยี่ยมในอริยวินัยดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แลเป็นการอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย
{๘๖๒} [๔๖๐] ดูก่อนอานนท์ ก็พระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่เป็นอย่างไร
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอย่อมอึดอัด เบื่อหน่าย เอือมระอาความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้น เพราะได้ยินเสียงด้วยโสตะ ... เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... เพราะรับรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอจึงอึดอัด เบื่อหน่าย เอือมระอา
ความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจอันเกิดขึ้นแล้วนั้น ดูก่อนอานนท์ พระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่เป็นอย่างนี้แล
{๘๖๓} [๔๖๑] ดูก่อนอานนท์ ก็พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างไร
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ จึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีปฏิกูลสัญญาในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าหวังว่า ‘เราจะมีปฏิกูลสัญญาในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า
‘เราจะเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้นวางเฉยอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ’ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยในสิ่งนั้น ๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้{๘๖๔} [๔๖๒] ยังมีอีกข้อหนึ่ง อานนท์ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสตะ... เพราะสูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา... เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... เพราะรับรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน ภิกษุจึงเกิดความชอบใจ เกิดความไม่ชอบใจ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจขึ้น เธอถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้นๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีปฏิกูลสัญญาในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า ‘เราจะมีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีอัปปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าหวังว่า ‘เราจะมีปฏิกูลสัญญาในสิ่งทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่’ ก็ย่อมเป็นผู้มีปฏิกูลสัญญาในสิ่งนั้น ๆ อยู่ได้ ถ้าจำนงว่า ‘เราจะเว้นเสียซึ่งสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลทั้งสองนั้นวางเฉยอยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะ’ ก็ย่อมเป็นผู้วางเฉยใน
สิ่งนั้น ๆ อยู่อย่างมีสติสัมปชัญญะได้ ดูก่อนอานนท์ พระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้วเป็นอย่างนี้แล
{๘๖๕} [๔๖๓] ดูก่อนอานนท์ เราแสดงการอบรมอินทรีย์อันยอดเยี่ยมในอริยวินัย แสดงพระเสขะผู้ยังปฏิบัติอยู่ แสดงพระอริยะผู้อบรมอินทรีย์แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล ดูก่อนอานนท์ กิจอันใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์ผู้เอ็นดูจะพึงทำเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสาวก กิจอันนั้นเราก็ทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว ดูก่อนอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจเถิด อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย นี้เป็นคำสั่งสอนของเราสำหรับเธอทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ อินทริยภาวนาสูตรที่ ๑๐
จบ สฬายตนวรรคที่ ๕
จบ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร