พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ภิกขุวรรค
๕. ภัททาลิสูตร เล่ม ๑๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๐–๑๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในภิกขุวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ภิกขุวรรค ภัททาลิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๑๖๖–๑๘๔
๕. ภัททาลิสูตร ต่อ
ว่าด้วยพระภัททาลิ
คุณของการฉันอาหารหนเดียว
{๑๖๐}[๑๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราฉันอาหารมื้อเดียว เมื่อเราฉันอาหารมื้อเดียวอยู่แล ก็รู้สึกว่า
๑. มีอาพาธน้อย ๒. มีความลำบากกายน้อย
๓. มีความเบากาย ๔. มีกำลัง
๕. อยู่อย่างผาสุก
มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จงฉันอาหารมื้อเดียวกันเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหารมื้อเดียว ก็จักรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก”
พระภัททาลิฉันอาหารมื้อเดียวไม่ได้
{๑๖๑}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระภัททาลิได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถจะฉัน อาหารมื้อเดียวได้ เพราะเมื่อข้าพระองค์ฉันอาหารมื้อเดียว จะมีความรำคาญ มีความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑อาหารมื้อเดียว คืออาหารที่ต้องฉันภายในเวลาก่อนภัตครั้งหนี่ง (ม.ม.อ. ๑๑๐) ฉันอาหารมื้อเดียว หมายถึงการฉันอาหารในเวลา คือ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน ในวลาเช่นนี้ แม้ภิกษุ จะฉันอาหาร ๑๐ ครั้ง ก็นับว่าฉันอาหารมื้อเดียว (ม.มู.อ. ๒/๓)
“ดูก่อนภัททาลิ ถ้าอย่างนั้น เธอรับนิมนต์ ณ ที่ใดแล้ว พึงฉัน ณ ที่นั้นส่วนหนึ่งแล้วนำอีกส่วนหนึ่งมาฉันก็ได้ เมื่อเธอฉันได้อย่างนี้ ก็จักยัง อัตภาพให้เป็นไปได้”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถจะฉันแม้ด้วยอาการอย่างนั้นได้ เพราะเมื่อข้าพระองค์ฉันด้วยอาการนั้น จะมีความรำคาญ มี ความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้งนั้นแล ท่านพระภัททาลิประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นแล้วในสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังจะทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านพระภัททาลิไม่กล้าเสนอหน้าต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนเต็ม เหมือนดังภิกษุอื่นผู้ไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในพระศาสนาของ พระศาสดาฉะนั้น
- ๑สิกขาบท หมายถึงข้อที่ต้องศึกษา บทแห่งการศึกษา แนวทางให้ลุถึงสิกขา ส่วนหนึ่ง ๆ แห่งสิกขา (วิ.อ. ๑/๒๓๓) โดยปริยายหมายถึงบทบัญญัติข้อหนึ่ง ๆ ในพระวินัยที่ภิกษุพึงศึกษาปฏิบัติ หรือ ข้อกำหนดหนื่ง ๆ ที่เป็นข้อห้ามเพี่อการฝึกฝนตนสำหรับพระภิกษุ หรือส่วนแห่งข้อปฏิบัติในการ ฝึกตนแต่ละข้อซื่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ กล่าวให้ชัด ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ แต่ละข้อ ๆ เรียกว่าสิกขาบท เพราะเป็นข้อที่จะต้องศึกษา หรือเป็นบทฝึกฝนอบรมตน ของสาธุชน อุบาสกอุบาสิกา สามเณร ภิกษุ และภิกษุณีตามลำดับ
- ๒คำว่า สิกขา หมายถึงข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม ๓ อย่าง คือ (๑) อธิสีลสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติชั้นสูง ได้แก่ ปาติโมกขสังวรศีล ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ จัดเป็นศีลที่ยิ่งกว่าสูงกว่าศีลทั่วไปเพราะเกิดมีเฉพาะกาลที่พระพุทธเจ้าอุบัติเท่านั้น (๒) อธิจิตตสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพี่อให้เกิดสมาธิขั้นสูง ได้แก่ การ ฝึกจิตจนถึงขั้นสมาบัติ ๘ แล้วทำให้เป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา จัดเป็นสมาธิที่ยิ่งกว่าสมาธิจิตทั่วไปเพราะเกิดมีเฉพาะกาลที่พระพุทธเจ้าอุบัติเท่านั้น (๓) อธิปัญญาสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับ ฝึกอบรมปัญญาเพี่อให้เกิดความรู้แจ้งมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ได้แก่ วิปัสสนา ญาณ คือปัญญาที่กำหนดรู้อาการของไตรลักษณ์ จัดเป็นปัญญาขั้นสูงยิ่งเพราะเกิดมีเฉพาะกาลี่ พระพุทธเจ้าอุบัติเท่านั้น (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๙-๒๖๐, ที.ปา.อ. ๑๙๘)
พระภัททาลิขอขมาพระพุทธเจ้า
{๑๖๒}[๑๓๕] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันช่วยกันทำจีวรกรรมสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยตั้งใจว่า “โดยล่วงไตรมาส พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ทรง ใช้จีวรที่ทำเสร็จแล้วเสด็จเที่ยวจาริกไป” ครั้งนั้น ท่านภัททาลิเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับภิกษุเหล่านั้น ครั้นผ่านการปราศรัยพอ ให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นได้กล่าวว่า “ท่านภัททาลิ จีวรกรรมนี้แลภิกษุทั้งหลายช่วยกันทำสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยตั้งใจว่า ‘โดยล่วงไตรมาส พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงใช้จีวรที่ทำเสร็จแล้ว จักเสด็จเที่ยวจาริกไป’ ท่านภัททาลิ เราขอเตือน ท่านจงใส่ใจความผิดนี้ไว้ ให้ดีเถิด ทีหลังท่านอย่าได้ก่อความยุ่งยากอีกเลย”
ท่านพระภัททาลิรับคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษล่วงเกินได้มาครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ผู้ประกาศความไม่ อุตสาหะขึ้นในสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังจะทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์ สมาทานศึกษาอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดรับรู้โทษล่วงเกินของ ข้าพระองค์นั้นโดยความเป็นโทษเพื่อความสำรวมระวังต่อไปด้วยเถิด”{๑๖๓} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภัททาลิ โดยแท้ทีเดียว โทษล่วงเกินได้มาครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ผู้ได้ประกาศ ความไม่อุตสาหะขึ้นในสิกขาบทที่เรากำลังจะบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่
ดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลข้อหนึ่งที่เธอไม่กำหนดแล้ว คือ ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จักทรงทราบ เรื่องเราว่า ‘ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระศาสดา’ ดังนี้ เหตุผลแม้ข้อนี้แลเธอก็มิได้กำหนดแล้ว
ดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เธอมิได้กำหนดแล้วว่า ‘ภิกษุมากด้วยกันเข้าจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้ภิกษุเหล่านั้นก็จักทราบเรื่อง เราว่า ‘ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระศาสดา, ดังนี้ เหตุผลแม้ข้อนี้แลเธอก็มิได้กำหนดแล้วดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เธอมิได้กำหนดแล้วว่า ‘ภิกษุณี มากด้วยกันเข้าจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้ภิกษุณีเหล่านั้นก็จักทราบ เรื่องเราว่า ‘ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระศาสดา, ดังนี้ เหตุผลแม้ข้อนี้แลเธอก็มิได้กำหนดแล้วดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เธอมิได้กำหนดแล้วว่า‘อุบาสกมากด้วยกันอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้อุบาสกเหล่านั้นก็จักทราบเรื่องเราว่า ‘ภิกษุ ชื่อภัททาลิไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระศาสดา, ดังนี้ เหตุผลแม้ข้อนี้แลเธอก็มิได้กำหนดแล้ว
ดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เธอมิได้กำหนดแล้วว่า ‘อุบาสิกา มากด้วยกันอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้อุบาสิกาเหล่านั้นก็จักทราบเรื่องเราว่า ‘ภิกษุชื่อภัททาลิไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระศาสดา, ดังนี้ เหตุผล แม้ข้อนี้แลเธอก็มีได้กำหนดแล้วดูก่อนภัททาลิ มีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่เธอมิได้กำหนดแล้วว่า ‘สมณพราหมณ์ต่างลัทธิมากด้วยกันเข้าจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี แม้สมณ พราหมณ์เหล่านั้นก็จักทราบเรื่องเราว่า ‘ภิกษุชื่อภัททาลิสาวกของพระสมณโคดม ผู้เป็นพระเถระรูปหนึ่ง ไม่ตั้งใจทำสิกขาให้บริบูรณ์ในศาสนาของพระ ศาสดา, ดังนี้ เหตุผลแม้ข้อนี้แลเธอก็มิได้กำหนดแล้ว”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษล่วงเกินได้ครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ผู้ได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นในสิกขาบทที่พระผู้มี
พระภาคเจ้ากำลังจะทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับรู้โทษล่วงเกินของข้าพระองค์นั้นโดยความเป็นโทษเพื่อ ความสำรวมระวังต่อไปด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
{๑๖๔}“เอาเถอะ ภัททาลิ โทษล่วงเกินได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ซึ่งได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นในสิกขาบทที่เรากำลังจะ บัญญัติให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่
[๑๓๖] ดูก่อนภัททาลิ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มีภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นอริยบุคคลขั้นอุภโตภาควิมุต เราพึงกล่าวกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุ เธอจงก้าวไปในหล่ม’ ดังนี้ ภิกษุนั้นจะพึงก้าวไป พึงเบี่ยง กายไปทางอื่น หรือพึงปฏิเสธว่าไม่’“ไม่ปฏิเสธ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภัททาลิ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มีภิกษุในธรรมวินัย นี้เป็นอริยบุคคลขั้นปัญญาวิมุต เป็นอริยบุคคลขั้นกายสักขี เป็นอริยบุคคล ขั้นทิฏฐิปัตตะ เป็นอริยบุคคลขั้นสัทธาวิมุต เป็นอริยบุคคลขั้นธัมมานุสาริ เป็นอริยบุคคลขั้นสัทธานุสารี เราพึงกล่าวกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุ
- ๑อริยบุคคล ๗ ประเภทมีอธิบายดังนี้
- (๑) อุภโตภาควิมุต ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายและสิ้น อาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึงผู้หลุดพ้นสองวาระ คือหลุดพ้นจากรูปกายด้วยอรูปสมาบัติ (อรูปฌาน ๔) เป็นวิกขัมภนวิมุตติคือหลุดพ้นด้วยข่มไว้เป็นวาระแรก แล้วจึงหลุดพ้น จากนามกายด้วยอริยมรรคเป็นสมุจเฉทวิมุตติคือหลุดพ้นเด็ดขาด แยกประเภทเป็น ๕ คือ ท่านผู้ออกจากอรูปสมาบัติ ๔ แต่ละอย่างพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ (นับตาม อรูปสมาบัติเป็น ๔ ท่าน) และพระอนาคามีบุคคลที่ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ (นัย ที.ม.อ. ๑๑๓, ที.ปา.อ. ๗๖-๗๗, ม.ม.อ. ๑๓๙) กล่าวโดยสรุปหมายถึงพระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุตติขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ
- (๒) ปัญญาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่มีได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายถึงผู้สิ้นอาสวกิเลสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วยกำลัง
เธอจงก้าวไปในหล่ม’ดังนี้ ภิกษุนั้นจะพึงก้าวไป พึงเบี่ยงกายไปทางอื่นหรือพึงกล่าวปฏิเสธว่าไม่”
“ไม่ปฏิเสธ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภัททาลิ ธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในสมัยนั้น เธอเป็นอริยบุคคลชั้นอุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต
ปัญญาที่พิจารณาเห็นแจ้งอย่างเดียวโดยไม่ผ่านการบรรลุสมาธิชั้นสูงคือวิโมกข์ ๘ได้แก่พระอรหันต์ สุกขวิปัสสกะ (ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง คือไม่ได้ฌาน เป็นแต่เจริญวิปัสสนาล้วน ๆ จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์) และท่านที่ได้ฌานใดฌานหนี่งแล้ว(เจริญวิปัสสนา)สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (นัย ที.ม.อ. ๑๑๒, ที.ปา.อ. ๗๗, ม.ม.อ. ๑๓๙) กล่าวโดยสรุปหมายถึงพระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติก็สำเร็จเลย
(๓) กายสักขี ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือ ผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายและอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ขณะปฏิบัติเน้นสมาธิ(สมาธินทรีย์) เป็นสำคัญ หมายถึงท่านที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล และอรหัตตมรรค (กล่าวคือพระอริยบุคคล ๖ ใน ๘ ประเภท)(๔) ทิฏฐิปปัตตะ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรม ๔ ถูกต้องแล้วและอาสวะ บางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา ขณะปฏิบัติเน้นปัญญา(ปัญญินทรีย์)เป็นสำคัญ หมายถึง พระอริยบุคคล ๖ ใน ๘ ประเภทเหมือนกายสักขี
(๕) สัทธาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรม ๔ ถูกต้องแล้ว และ อาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา แต่ในขณะปฏิบัติเน้นศรัทธา(สัทธินทรีย์)เป็นสำคัญ หมายถึงพระอริยบุคคล ๖ ใน ๘ ประเภทเหมือนกายสักขี
(๖) ธัมมานุสารี ผู้แล่นไปตามธรรมคือปัญญา หรือ ผู้แล่นตามไปด้วยธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติ เพื่อบรรลุโสดาปัตติผลที่มีปัญญาแก่กล้า เจริญอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นแนวนำ เมื่อสำเร็จแล้ว จัดเข้าในทิฎฐิปปัตตบุคคล
(๗) สัทธานุสารี ผู้แล่นไปตามศรัทธา หรือ ผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาปัตติผลที่มีศรัทธาแก่กล้า เจริญอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นแนวนำ เมื่อสำเร็จแล้วจัดเข้า ในสัทธาวิมุตตบุคคล (นัย ที.ปา.อ. ๗๗-๗๘, ม.ม.อ. ๑๔๐-๑๔๑, องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๕, องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๑๖๒)กล่าวโดยสรุป อริยบุคคลที่ ๑ และที่ ๒ ได้แก่พระอรหันต์ ๒ ประเภท คือ สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นยาน และสุกขวิปัสสกะ ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง อริยบุคคลที่ ๓, ๔ และ ๕ ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค อริยบุคคลที่ ๖ และที่ ๗ได้แก่ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค {ดูเพิ่มเติมในข้อ ๑๘๒ (กีฏาคิริสูตร) หน้า ๒๓๒-๒๓๕ ในเล่มนี้}
ธัมมานุสารี สัทธานุสารีหรือ”
“มิได้เป็น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภัททาลิ ในสมัยนั้น เธอเป็นคนว่าง คนเปล่า คนผิดใช่ไหม”
“ใช่ พระพุทธเจ้าข้า โทษล่วงเกินได้มาครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ผู้ได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นในสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังจะทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับรู้โทษล่วงเกินของข้าพระองค์โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมระวังต่อไปด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”{๑๖๕}“เอาเถอะ ภัททาลิ โทษล่วงเกินได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ซึ่งได้ประกาศความไม่อุตสาหะขึ้นในสิกขาบทที่เรากำลังจะบัญญัติ ให้ภิกษุสงฆ์สมาทานศึกษาอยู่ แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็น โทษแล้วทำคืนตามธรรม เราจึงรับรู้โทษของเธอนั้น ข้อที่บุคคลเห็นโทษ โดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรมจะสำรวมระวังต่อไปนี้ เป็นความเจริญ ในอริยวินัย”
ผู้ไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์
{๑๖๖}[๑๓๗] “ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ไม่ตั้งใจทำ สิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์ เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า ‘ถ้า กระไร เราพึงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง บางทีเราพึงทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอัน วิเศษที่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ได้’ ดังนี้
- ๑อริยวินัย คือ หลักการของพระอริยเจ้า หลักคำสอนของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๑๓)
- ๒ญาณทัสสนะ (ความรู้เห็น) ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรมรรค (ม.มู.อ. ๑/๓๔๓)
- ๓ธรรมของมนุษย์ ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ม.มู.อ. ๑/๓๔๒)
เธอจึงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เมื่อเธอหลีกออกอยู่อย่างนั้น แม้พระศาสดาก็ตำหนิได้ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ตำหนิได้ เทพดาก็ตำหนิได้ แม้ตนเองก็ตำหนิตนได้ เธอเป็นผู้ถูกพระศาสดาตำหนิบ้าง เพื่อนร่วมพรหม จรรย์ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วตำหนิบ้าง เทพดาตำหนิบ้าง ตนเองตำหนิบ้าง ก็ทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษที่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้อันยิ่ง กว่าธรรมของมนุษย์ไม่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุไม่ตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
ผู้ทำสิกขาให้บริบูรณ์
{๑๖๗}[๑๓๘] ดูก่อนภัททาลิ ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์ เธอมีความดำริอย่างนี้ว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง บางทีเราพึงทำให้แจ้งญาณทัสสนะอันวิเศษ ที่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ได้, ดังนี้ เธอจึงเสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เมื่อเธอหลีกออกอยู่อย่างนั้น แม้พระศาสดาก็ตำหนิไม่ได้ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ตำหนิไม่ได้ เทพดาก็ ติเตียนไม่ได้ แม้ตนเองก็ตำหนิตนไม่ได้ เธอเป็นผู้ที่พระศาสดาไม่ตำหนิบ้าง เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้รู้ทั้งหลายไม่ตำหนิบ้าง เทพดาไม่ตำหนิบ้าง ตนเองก็ ตำหนิตนไม่ได้บ้าง ย่อมทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษที่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ได้ภิกษุนั้นสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ย่อมบรรลุปฐมฌาน ที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
[๑๓๙] ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภัททาลิ เธอย่อมบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภัททาลิ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย นามกายเพราะปีติสิ้นไป ย่อมบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข, ดังนี้อยู่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
ยังมีอีกข้อหนึ่ง ภัททาลิ เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไป ก่อนแล้วอยู่ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
{๑๖๘}ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เธอย่อมระลึก ชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง .. เธอ ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ(คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิต ไปเพื่อจุตูปปาตญาณ (ญาณเครื่องรู้รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย) เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม
- ๑... ดูเนื้อความเต็มข้อ ๑๔ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๐-๒๑ ในเล่มนื้
ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัด ซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิต ไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ) ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินิปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากทิฏฐาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้ จากอวิชชาสวะ เมื่อจิต หลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีก เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูก่อนภัททาลิ เพราะภิกษุตั้งใจทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์
การระงับอธิกรณ์
[๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระภัททาลิได้ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุ ทั้งหลายข่มแล้วข่มอีกซึ่งภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้แล้วทำเรื่องขึ้น แต่อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุทั้งหลายไม่ทำอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{๑๖๙}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ เป็นผู้มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ยังฝ่าฝืนประพฤตินอกลู่นอกทาง นำเรื่องภายนอกมากลบเกลื่อน แสดงความ
- ๑..ดูเนื้อความเต็มข้อ ๑๕ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๑-๒๒ ในเล่มนี้
- ๒ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๖ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๒ ในเล่มนี้
โกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจออกมา ไม่ประพฤติชอบ ไม่หาย เย่อ หยิ่ง ไม่ยอมถอนตัว ไม่ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ,
ดูก่อนภัททาลิ ในเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ว่ายากนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เป็นผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ เป็นผู้มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ก็ยังฝ่าฝืนประพฤตินอกลู่นอกทาง นำเรื่องภายนอกมากลบเกลื่อน แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ไม่ประพฤติชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ยอมถอนตัว ไม่ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ’ ดังนี้ ดีแล้วละ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงพิจารณา โทษของภิกษุรูปนี้อย่างที่อธิกรณ์นี้จะไม่ระงับไปโดยเร็ว, ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุทั้งหลายจึงพิจารณาโทษของภิกษุนั้น อย่างที่อธิกรณ์นี้จะไม่ระงับไปโดยเร็ว[๑๔๑] ดูก่อนภัททาลิ ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องอาบัติ เนือง ๆ เป็นผู้มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ไม่ฝ่าฝืน ประพฤตินอกลู่นอกทาง ไม่นำเรื่องภายนอกมากลบเกลื่อน ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ยอมถอนตัว ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ’
ดูก่อนภัททาลิ ในเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่ายนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เป็นผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ เป็นผู้มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ไม่ประพฤติฝ่าฝืนนอกลู่นอกทาง ไม่นำเรื่องภายนอกมากลบเกลื่อน ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจ ออกมา ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ยอมถอนตัว ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้า
- ๑อธิกรณ์ หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกัน เกี่ยวกับพระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงอนุวาทาธิกรณ์ (นัย วิ.อ. ๒/๙๓, ม.มู.อ. ๒/๒, อง.ทุก.อ. ๒/๑๒)
จะทำตามที่สงฆ์พอใจ’ ดังนี้ ดีแล้วละ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงพิจารณา โทษของภิกษุรูปนี้อย่างที่อธิกรณ์นี้จะระงับไปโดยเร็วเถิด ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุ ทั้งหลายจึงพิจารณาโทษของภิกษุนั้น อย่างที่อธิกรณ์นี้จะระงับไปโดยเร็ว
{๑๗๐}[๑๔๒] ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องอาบัติเป็นบางครั้ง ไม่มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ยังฝ่าฝืน ประพฤตินอกลู่นอกทาง นำเอาเรื่องภฺายนอกมากลบเกลื่อน แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ไม่ประพฤติชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ ยอมถอนตัว ไม่ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ,
ดูก่อนภัททาลิ ในเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ว่ายากนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เป็นผู้ต้องอาบัติเป็นบางครั้ง ไม่มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ยังฝ่าฝืนประพฤตินอกลู่นอกทาง นำเอาเรื่อง ภายนอกมากลบเกลื่อน แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ไม่ประพฤติชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ยอมถอนตัว ไม่ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ’ ดังนี้ ดีแล้วละ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงพิจารณา โทษของภิกษุรูปนี้อย่างที่อธิกรณ์นี้จะไม่ระงับไปโดยเร็ว’ ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุ ทั้งหลายจึงพิจารณาโทษของภิกษุนั้นอย่างที่อธิกรณ์นี้จะไม่ระงับไปโดยเร็ว[๑๔๓] ดูก่อนภัททาลิ ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องอาบัติ เป็นบางครั้ง ไม่มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ไม่ฝ่าฝืน ประพฤตินอกลู่นอกทาง ไม่นำเรื่องภายนอกมากลบเกลื่อน ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ยอมถอนตัว ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่สงฆ์พอใจ’
ดูก่อนภัททาลิ ในเหตุที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่ายนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เป็นผู้ต้องอาบัติเป็นบางครั้ง ไม่มากด้วยอาบัติ เธอถูกภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ก็ไม่ประพฤติฝ่าฝืนนอกลู่นอกทาง ไม่นำเรื่อง
ภายนอกมากลบเกลื่อน ไม่ทำความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจออกมา ประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ยอมถอนตัว ยอมกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าจะทำตามที่ สงฆ์พอใจ, ดังนี้ ดีแล้วละ ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงพิจารณาโทษของภิกษุ รูปนี้อย่างที่อธิกรณ์นี้จะระงับไปโดยเร็วเถิด’ ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุทั้งหลายจึง พิจารณาโทษของภิกษุนั้นอย่างที่อธิกรณ์นี้จะระงับไปโดยเร็ว
{๑๗๑}[๑๔๔] ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เยียวยาอัตภาพด้วย ศรัทธาพอประมาณ ด้วยความรักพอประมาณ ดูก่อนภัททาลิ ในเหตุที่ภิกษุ เยียวยาอัตภาพด้วยศรัทธาพอประมาณและด้วยความรักพอประมาณนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เยียวยาอัตภาพด้วย ศรัทธาพอประมาณ ด้วยความรักพอประมาณ เราทั้งหลายจักข่มแล้วข่มอีก ซึ่งภิกษุรูปนี้แล้วทำเรื่องขึ้นด้วยตั้งใจว่า‘ศรัทธาพอประมาณ ความรักพอ ประมาณของเธอนั้นอย่าเสื่อมไปจากเธอเลย’ดูก่อนภัททาลิ เปรียบเหมือนบุรุษคนหนี่งมีตาข้างเดียว คนผู้เป็นมิตร สหายเป็นญาติสาโลหิตของบุรุษนั้นจึงช่วยรักษานัยน์ตาข้างเดียวนั้นไว้ด้วยตั้งใจว่า ‘นัยน์ตาข้างเดียวของเขานั้นอย่าได้เสื่อมไปจากเขาเลย’ ดังนี้ ฉันใด ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้น เยียวยาอัตภาพด้วยศรัทธาพอประมาณ ด้วย ความรักพอประมาณในเหตุที่ภิกษุเยียวยาอัตภาพด้วยศรัทธาพอประมาณ และด้วยความรักพอประมาณนั้น ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เยียวยาอัตภาพด้วยศรัทธาพอประมาณ ด้วยความรักพอ
- ๑ศรัทธาพอประมาณ ความรักพอประมาณ ในที่นี้หมายถึงความเชื่อถือ ความเคารพรักของภิกษุที่มีเพียงเล็กน้อยในพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ธรรมดาการบรรพชานี้ เปรียบเหมือนการถือกำเนิด ภิกษุผู้บวชใหม่เมื่อไม่รู้คุณของการบรรพชา ก็จะเยียวยาอัตภาพคือ ใช้ชีวิตอยู่ไปเพียงอาการสักว่าให้ความเคารพรักในพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์เท่านั้น ฉะนั้น จึงต้องสงเคราะห์อนุเคราะห์พวกภิกษุใหม่เช่นนั้นให้มาก เพราะเมื่อได้รับการสงเคราะห์แล้วก็จักมั่นคงในการบรรพชาจวบจนเป็นพระมหาสมณะที่บรรลุอภิญญาได้ในที่สุด (ม.ม.อง ๑๑๕)
ประมาณ เราทั้งหลายจักข่มแล้วข่มอีกซึ่งภิกษุรูปนี้แล้วทำเรื่องขึ้นด้วยตั้งใจว่า ‘ศรัทธาพอประมาณ ความรักพอประมาณของเธอนั้นอย่าเสื่อมไปจากเธอเลย’
ดูก่อนภัททาลิ ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ภิกษุทั้งหลายข่มแล้วข่มอีก ซึ่งภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้แล้วทำเรื่องขึ้น และข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ไม่ให้ภิกษุทั้งหลายข่มแล้วข่มอีกซึ่งภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้แล้วทำเรื่องขึ้น”
สาเหตุที่มีพระอรหันต์มากหรือน้อย
[๑๔๕] พระภัททาลิทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เมื่อก่อนสิกขาบทมีเพียงเล็กน้อย ส่วนภิกษุดำรงอยู่ใน อรหัตตผลกลับมีมาก แต่อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เดี๋ยวนี้สิกขาบทมีเป็นอันมาก ส่วนภิกษุกลับดำรงอยู่ในอรหัตตผลน้อยนัก”
{๑๗๒}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภัททาลิ ข้อนี้เป็นจริงอย่างนั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเสื่อม พระสัทธรรมกำลังอันตรธาน สิกขาบทจะมีอยู่มาก แต่ภิกษุจะกลับดำรงอยู่ในอรหัตตผลน้อยนัก พระศาสดาจะยังไม่บัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย ตราบเท่าที่อาสวัฏฐานิยธรรม บางอย่างยังไม่ ปรากฏในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ ต่อเมื่อใดอาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างปรากฏ
- ๑สัทธรรม ธรรมอันดี หมายถึงหลักหรือแก่นของพระพุทธศาสนา มี ๓ คือ (๑) ปริยัตติสัทธรรม สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ พระบาลีพุทธพจน์ (๒) ปฏิปัตติสัทธรรม สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ โดยสรุปได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือไตรสิกขา (๓) ปฏิเวธสัทธรรม (หรือเรียกว่าอธิคมสัทธรรม) สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน (วิ.อ. ๑/๒๓๖, ม.อุ.อ. ๘๐) เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเสื่อม พระสัทธรรมกำลังอันตรธาน หมายถึงเมื่อบุคคลเสื่อมคือละเลยในการปฏิบัติธรรม พระสัทธรรมคือปฏิปทาอันจะ ต้องปฏิบัตินั้นก็ชื่อว่าอันตรธานทันที ซี่งเป็นเหตุเป็นผลกัน (นัย ม.ม.อ. ๑๑๕)
- ๒อาสวัฎฐานิยธรรม สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ หมายถึงสิ่งที่เป็นเหตุให้อาสวะทั้งหลายทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพเป็นต้นว่าการว่าร้ายผู้อื่น ความเดือดร้อนใจ การฆ่า การจองจำ รวมทั้งทุกข์ชนิดพิเศษในอบายภูมิเกิดขึ้น (ม.ม.อ. ๑๑๕) หรือหมายถึงสิ่งล่วงละเมิดที่ก่อให้เกิด ความทุกข์เดือดร้อนหมักหมมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ (วิ.อ. ๑/๑๙๗)
ในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น ดูก่อนภัททาลิ อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่าง จะยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่แพร่หลายมาก ต่อ เมื่อใดสงฆ์แพร่หลายมากขึ้น เมื่อนั้นอาสวัฏฐานิยธรรม บางอย่างจึงจะปรากฏ ในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก ทั้งหลายเพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น อาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างจะยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่เป็นผู้เลิศด้วยลาภ... ยังไม่เป็นผู้เลิศด้วยยศ... ยังไม่เป็นพหูสูต... ยังไม่เป็นรัตตัญญู ต่อเมื่อใด สงฆ์เป็นรัตตัญญูขึ้น เมื่อนั้นอาสวัฏฐานิยธรรมบางอย่างจึงจะปรากฏในสงฆ์ ในธรรมวินัยนี้ เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น
- ๑ข้อความนี้หมายถึงว่า เมื่อสงฆ์มีจำนวนมาก ก็จะเกิดปัญหาด้านต่าง ๆ ตามมา เช่น ภิกษุนอนร่วมกับคฤหัสถ์ ภิกษุณีทำหน้าที่ให้อุปสมบททุกปีหรือปีละ ๒ รูป ซึ่งถึอว่ามีอาสวัฏฐานิยธรรมเกิดขึ้น คือ ถูกเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา พระพุทธเจ้าก็จะทรงอาศัยเหตุนี้บัญญัติสิกขาบทว่า ‘อนี่ง ภิกษุใดนอนร่วมกับอนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์ อนื่ง ภิกษุณีใดให้อุปสมบททุกปี เป็นปาจิตตีย์’ ดังนี้เป็นต้น (นัย ม.ม.อ. ๑๑๖) แม้ความเป็นผู้เลิศด้วยลาภเป็นต้นก็นัยนี้
- ๒คำว่า รัตตัญญู แปลว่า ผู้รู้ราตรี คือรู้กาลนาน มีประสบการณ์มาก รู้เหตุการณ์มาแต่ต้น ใน ที่นี้หมายถึงภิกษุผู้บวชอยู่นาน เป็นพระเถระผู้ใหญ่มีพรรษา ๑๐ ขึ้นไป ซึ่งสามารถให้อุปสมบทได้ เมื่อสงฆ์เป็นรัตตัญญูู ก็มีปัญหาคืออาสวัฏฐานิยธรรมเกิดขึ้นโดยเริ่มจากพระอุปเสนวังคันตบุตร เห็นพวภิกษุมีพรรษาไม่ถึง ๑๐ ให้กุลบุตรอุปสมบทได้ ตนเองมีพรรษาเดียวก็ให้สัทธิวิหาริกอุปสมบทบ้าง ได้รับการเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอาศัยเหตุนี้บัญญัติห้าม มิให้ภิกษุมีพรรษาไม่ถึง ๑๐ ให้อุปสมบทโดยปรับอาบัติทุกกฏ กาลต่อมา ภิกษุโง่เขลา ไม่ฉลาด ถึงแม้จะมีพรรษาครบ ๑๐ให้กุลบุตรอุปสมบท ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามมิให้ทำการอุปสมบท เพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น จึงทรงอนุญาตเฉพาะภิกษุมีพรรษาครบ ๑๐ ที่ฉลาด สามารถเท่านั้น ให้กุลบุตรอุปสมบทได้ (นัย ม.ม.อ. ๑๑๗)
{๑๗๓}[๑๔๖] ดูก่อนภัททาลิ สมัยที่เราแสดงธรรมบรรยายเปรียบด้วยม้าอาชาไนยหนุ่มแก่เธอทั้งหลาย สมัยนั้นเธอทั้งหลายยังมีอยู่น้อย เธอยังระลึก ถึงธรรมบรรยายนั้นได้อยู่หรือ”
“ข้าพระองค์ระลึกถึงธรรมบรรยายนั้นไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภัททาลิ ในการระลึกไม่ได้นั้น เธออาศัยอะไรเล่าเป็นเหตุ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่ข้าพระองค์ระลึกไม่ได้นั้น คงเพราะข้าพระองค์นั้นมิได้ทำสิกขาในศาสนาของพระศาสดาให้บริบูรณ์เป็นเวลานาน แล้วเป็นแน่ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภัททาลิ ความเป็นผู้ไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์นี้จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยหามิได้ แต่เรากำหนดรู้ใจเธอด้วยใจมานานแล้วว่า ‘โมฆบุรุษนี้ เมื่อ เราแสดงธรรมอยู่ จะได้ตั้งใจ ใส่ใจ เอาใจจดจ่อ เงี่ยโสตลงสดับธรรมก็หาไม่, แต่เราจะแสดงธรรมบรรยายเปรียบด้วยม้าอาชาไนยหนุ่มแก่เธอ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”
ท่านพระภัททาลิทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ธรรมบรรยายเปรียบด้วยม้าอาชาไนย
{๑๗๔}[๑๔๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภัททาลิ เปรียบเหมือนคนฝึกม้าผู้มีทักษะได้ม้าอาชาไนยตัวงามมาแล้ว แรกทีเดียวจะฝึกให้ทำเรื่องการ สวมใส่บังเหียนก่อน เมื่อคนฝึกม้ากำลังฝึกให้มันทำเรื่องการสวมใส่บังเหียน มันก็จะพยศสะบัดดิ้นรนอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนม้าที่ถูกฝึกให้ทำสิ่งที่ยังไม่เคยทำ มันจะสงบได้ในการพยศนั้นเพราะคนฝึกม้าหมั่นฝึกอยู่เสมอ ๆ ให้ทำตามขั้นตอนโดยลำดับ เมื่อม้าอาชาไนยตัวงามสงบพยศลงได้แล้วเพราะคน ฝึกม้าหมั่นฝึกอยู่เสมอ ๆ ให้ทำตามขั้นตอนโดยลำดับ คนฝึกม้าก็จะฝึกมันให้ ทำสิ่งที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก คือ ในการเทียมแอก เมื่อคนฝึกม้าฝึกให้มันทำเรื่อง
การเทียมแอก มันก็จะพยศสะบัดดิ้นรนอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนม้าที่ถูกฝึก ให้ทำสิ่งที่ยังไม่เคยทำ มันจะสงบได้ในการพยศนั้นเพราะคนฝึกม้าหมั่นฝึกอยู่ เสมอ ๆ ให้ทำตามขั้นตอนโดยลำดับ เมื่อม้าอาชาไนยตัวงามสงบพยศได้แล้ว เพราะคนฝึกม้าหมั่นฝึกอยู่เสมอ ๆ ให้ทำตามขั้นตอนโดยลำดับ คนฝึกม้าจะ ฝึกให้มันรู้ยิ่งขึ้นไปอีก คือ
๑.ในการเหยาะย่าง ๒. ในการวิ่งเป็นวงกลม
๓.ในการจรดกีบ ๔. ในการวิ่งเร็ว
๕.ในการไม่ใช้เสียงร้อง ๖. ในการเป็นม้ามีคุณที่พระราชาพึงรู้
๗.ในการเป็นวงศ์พญาม้า ๘. ในความว่องไวชั้นเยี่ยม
๙.ในการเป็นม้าชั้นเยี่ยม ๑๐. ในการเป็นม้าควรแก่คำชมเชยชั้นเยี่ยม
เมื่อนายสารถีฝึกให้มันทำเรื่องการเหยาะย่าง ... ความว่องไวชั้นเยี่ยม การเป็นม้าชั้นเยี่ยม การเป็นม้าควรแก่คำชมเชยชั้นเยี่ยม มันก็จะพยศสะบัด ดิ้นรนอย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนม้าที่ถูกฝึกให้ทำสิ่งที่ยังไม่เคยทำ มันจะสงบ ได้ในการพยศนั้นเพราะนายสารถีหมั่นฝึกอยู่เสมอ ๆให้ทำตามขั้นตอนโดยลำดับ เมื่อม้าอาชาไนยตัวงามสงบพยศลงได้แล้ว คนฝึกม้าย่อมเพิ่มการฝึกม้าให้มีคุณภาพให้มีกำลังยิ่ง ๆ ขึ้น ดูก่อนภัททาลิ ม้าอาชาไนยตัวงามประกอบด้วย องค์ ๑๐ ประการนี้แล จึงเป็นพาหนะควรแก่พระราชา เป็นพาหนะสำหรับ เป็นม้าทรงของพระราชา นับได้ว่าเป็นองค์คุณของพระราชา ฉันใดฉันนั้นเหมือนกัน ภัททาลิ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๑๐ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วย
๑. อเสกขสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๒. อเสกขสัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๓. อเสกขสัมมาวาจา การเจรจาชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๔. อเสกขสัมมากัมมันตะ การงานชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๕. อเสกขสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๖. อเสกขสัมมาวายามะ ความเพียรชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๗. อเสกขสัมมาสติ ความระลึกชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๘. อเสกขสัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๙. อเสกขสัมมาญาณะ ความรู้ชอบที่เป็นของพระอเสขะ
๑๐. อเสกขสัมมาวิมุตติ ความหลุดพ้นชอบที่เป็นของพระอเสขะ
ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แลย่อมเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลีกรรม เป็นเนื้อนาบุญของโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระภัททาลิยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ ภัททาลิสูตรที่ ๕
- ๑ที่เป็นของพระอเสขะ หมายถึงที่ประกอบด้วยอรหัตตผล (ม.ม.อ. ๑๒๑, ที.ปา.อ. ๒๕๒) อนี่ง คำว่า พระอเสขะ หมายถึงพระผู้ไม่ต้องศึกษาในไตรสิกขาอีกต่อไป ได้แก่ พระอรหันตขีณาสพ
๖. ลฑุกิโกปมสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยนกมูลไถ
{๑๗๕}[๑๔๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ แคว้นอังคุตตราปะ มีนิคมของชาวอังคุตตราปะชื่ออาปณะเป็นโคจรคาม ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอาปณนิคม ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในอาปณนิคมแล้ว เสด็จ กลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหาร เสด็จเข้าไปยังราวป่าแห่งหนึ่งเพื่อประทับพักกลางวันที่โคนต้นไม้แม้เวลาเช้านั้น ท่านพระอุทายี ก็นุ่งอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังอาปณนิคม ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในอาปณนิคมแล้ว กลับ จากบิณฑบาตเวลาหลังฉันภัตตาหาร เข้าไปยังราวป่านั้นเพื่อพักผ่อนกลางวัน ครั้นถึงราวป่านั้นแล้วได้นั่งพักผ่อนกลางวันอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง
ครั้งนั้น เมื่อท่านพระอุทายีหลีกเร้นอยู่ที่สงัด ได้เกิดความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำจัดทุกข์เป็นอันมากของเราทั้งหลายออกไปได้หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำความสุขเป็นอันมากมาให้แก่เราทั้งหลายหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำจัดอกุศลธรรมเป็นอันมากของเราทั้งหลายออกไปได้ หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำกุศลธรรมเป็นอันมากมาให้เราทั้งหลายหนอ”ต่อมาเวลาเย็น ท่านพระอุทายีออกจากที่หลีกเร้นแล้วได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
- ๑พระอุฑายี ในที่นี้หมายถึงพระอุทายีเถระผู้เป็นบัณฑิต หรือพระมหาอุทายี (ม.ม.อ. ๘๕,๑๒๑)
จบ ๕. ภัททาลิสูตร