พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · พราหมณวรรค
๓. อัสสลายนสูตร เล่ม ๑๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๑๓–๖๒๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในพราหมณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค อัสสลายนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๕๔๔–๕๕๙
นี้ให้ข้ามได้ด้วย
พระองค์ทรงก้าวล่วงอุปธิทั้งหลายได้แล้ว ทรงทำลาย อาสวะทั้งหลายแล้ว ไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น ทรงละภัยและความขลาดกลัวได้แล้ว ประหนึ่งราชสีห์
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ยืนประนมมืออยู่ ขอได้ทรงโปรดเหยียดพระยุคลบาทออกเถิด ขอ ให้ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายได้ถวายบังคมพระศาสดา ด้วยเถิด”
จบ เสลสูตรที่ ๒
๓. อ้สสลายนสูตร
ว่าด้วยอัสสลายนมาณพ
{๖๑๓}[๔๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้มาจากแคว้นต่าง ๆ ประมาณ ๕๐๐ คนพักอาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถีด้วย กรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้น พราหมณ์เหล่านั้นได้ปรึกษากันว่า “พระสมณ โคดมนี้ทรงบัญญัติความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่วรรณะทั้ง ๔ ใครหนอพอจะสามารถเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้นได้”ก็สมัยนั้นแล มาณพชื่อว่าอัสสลายนะ อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี ยังเป็นเด็กหนุ่ม โกนศีรษะ มีอายุ ๑๖ ปีนับแต่เกิด เป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อม ทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกตุภศาสตร์ พร้อมทั้งอักษรศาสตร์ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕
เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในโลกายตศาสตร์ และตำราทำนายลักษณะมหาบุรุษ
ครั้งนั้น พราหมณ์เหล่านั้นคิดกันว่า “อัสสลายนมาณพผู้นี้อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี ยังเป็นเด็กหนุ่ม เป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกตุภศาสตร์ พร้อมทั้งอักษรศาสตร์ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในโลกายตศาสตร์ และตำราทำนายลักษณะ มหาบุรุษ เขาคงสามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้นได้”{๖๑๔}ลำดับนั้นแล พราหมณ์เหล่านั้นพากันเข้าไปหาอัสสลายนมาณพถึงที่อยู่
ครั้นแล้วได้กล่าวกะอัสสลายนมาณพว่า “พ่ออัสสลายนะผู้เจริญ พระสมณ โคดมนี้ทรงบัญญัติความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่วรรณะทั้ง ๔ พ่ออัสสลายนะผู้เจริญ จงเข้าไปเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้น”เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวแล้วอย่างนี้ อัสสลายนมาณพได้กล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ทราบมาว่าพระสมณโคดมเป็นธรรมวาที ธรรมดาบุคคลผู้เป็นธรรมวาทีย่อมเป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงเจรจาโต้ตอบได้โดยยาก ข้าพเจ้าไม่สามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้นได้”พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวกะอัสสลายนมาณพเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “พ่ออัสสลายนะผู้เจริญ พระสมณโคดมนี้ทรงบัญญัติความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่วรรณะทั้ง ๔ พ่ออัสสลายนะผู้เจริญจงเข้าไปเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้น พ่ออัสสลายนะได้ประพฤติวิธีบรรพชามาแล้ว”
แม้ครั้งที่ ๒ อัสสลายนมาณพก็ได้กล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ทราบมาว่าพระสมณโคดมเป็นธรรมวาที ธรรมดาบุคคล ผู้เป็นธรรมวาที ย่อมเป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงเจรจาโต้ตอบได้โดยยาก ข้าพเจ้า
- ๑ธรรมวาที ผู้มีปกติกล่าวเป็นธรรม คือมีปกติกล่าวภาวะที่เป็นจริง หรือสภาววาที (ม.ม.อ. ๒๙๓)
ไม่สามารถจะเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้นได้”
พราหมณ์เหล่านั้น ได้กล่าวกะอัสสลายนมาณพ เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “พ่ออัสสลายนะผู้เจริญ พระสมณโคดมนี้ทรงบัญญัติความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่วรรณะทั้ง ๔ พ่ออัสสลายนะผู้เจริญจงเข้าไปเจรจาโต้ตอบกับพระสมณโคดมในคำนั้น พ่อได้ประพฤติวิธีบรรพชามาแล้ว พ่ออัสสลายนะอย่ายอมแพ้ เสียแต่ยังไม่ทันรบเลย”
เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อัสสลายนมาณพได้กล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้ายอมไม่ได้แน่ ทราบ มาว่าพระสมณโคดมเป็นธรรมวาที ธรรมดาบุคคลผู้เป็นธรรมวาที ย่อมเป็นผู้ที่ใคร ๆ จะพึงเจรจาโต้ตอบได้โดยยาก ถึงข้าพเจ้าไม่สามารถจะเจรจาโต้ตอบ กับพระสมณโคดมในคำนั้นได้ก็ตาม แต่ก็จักไปตามคำของท่านทั้งหลาย”
อัสลลายนมาณพทูลถามเรื่องวรรณะ ๔
{๖๑๕}[๔๐๒] ลำดับนั้น อัสสลายนมาณพพร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’ ดังนี้ ในเรื่องนี้ท่าน พระโคดมจะตรัสว่าอย่างไร”
- ๑ประพฤติวิธีบรรพชา ในที่นี้หมายถึงเรียนจบไตรเพทแล้วบวชอบรมศึกษามนต์และอาจาระของพวกพราหมณ์จนชำนาญ (ม.ม.อ. ๒๙๓)
{๖๑๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอัสสลายนะ ก็นางพราหมณี ของพราหมณ์ทั้งหลายมีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดบุตรบ้าง ให้บุตรดื่มนมบ้าง ก็ปรากฏอยู่ ก็พราหมณ์เหล่านั้นเกิดจากช่องคลอดแท้ ๆ ยังมากล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะ อื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวก พราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’ ดังนี้”“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม”
{๖๑๗}[๔๐๓] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านได้ฟังมาแล้วหรือว่า ในแคว้นโยนก แคว้นกัมโพชะ และในปัจจันตชนบทอื่นๆ มีวรรณะอยู่ ๒ วรรณะเท่านั้น คือ เจ้ากับทาส เป็นเจ้าแล้วกลับเป็นทาส เป็นทาสแล้วกลับเป็นเจ้าได้”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนั้นว่า ในแคว้นโยนก แคว้นกัมโพชะ และในปัจจันตชนบทอื่น ๆ มีวรรณะอยู่ ๒ วรรณะเท่านั้น คือ เจ้ากับทาส เป็นเจ้าแล้วกลับเป็นทาส เป็นทาสแล้วกลับเป็นเจ้าได้”
“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
‘ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
{๖๑๘}[๔๐๔] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์เท่านั้นหรือ ที่เป็นผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หลังจากตายไปจึงจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่พราหมณ์ ไม่เป็นอย่างนั้น แพศย์เท่านั้นหรือ ... ศูทรเท่านั้น หรือที่เป็นผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หลังจากตายไปจึงจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก แต่พราหมณ์ไม่เป็นอย่างนั้น”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้กษัตริย์ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าแต่ท่านพระโคดม แม้พราหมณ์ ... แม้แพศย์ ... แม้ศูทรผู้มีปกติ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเลียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความโลภ มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง แม้วรรณะ ๔ ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ... มีความเห็นผิด หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกด้วยกันทั้งหมด”
“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
{๖๑๙}[๔๐๕] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ พวกเดียวเท่านั้นหรือ ที่เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความโลภ มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ หลังจากตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แต่กษัตริย์ แพศย์ ศูทร พึงเป็นเช่นนั้นไม่ได้”“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้กษัตริย์ที่เป็นผู้งดเว้นจาการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูด ส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความโลภ มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้
ข้าแต่ท่านพระโคดม แม้พราหมณ์ ... แม้แพศย์ ... แม้ศูทรที่เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์... มีความเห็นชอบ หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้เหมือนกันข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง แม้วรรณะ ๔ ที่เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความโลภ มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ทั้งหมด”
“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
{๖๒๐}[๔๐๖] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์เท่านั้นหรือ ที่จะสามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนในสถานที่นี้ได้ ส่วนกษัตริย์ แพศย์ ศูทรไม่สามารถเจริญได้”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้กษัตริย์ก็สามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนในสถานที่นี้ได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม แม้พราหมณ์... แม้แพศย์... แม้ศูทรก็สามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ในสถานที่นี้ได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง แม้วรรณะ ๔ ก็สามารถ เจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนในสถานที่นี้ได้ทั้งหมด”“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
{๖๒๑}[๔๐๗] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์เท่านั้นหรือ ที่จะสามารถถือเครื่องสีตัวสำหรับอาบนํ้าไปยังแม่นํ้าแล้วลอย ละอองธุลีได้ กษัตริย์ แพศย์ ศูทรไม่สามารถจะลอยได้”
“ไม่ใช่เช่นนั้นท่านพระโคดม แม้กษัตริย์ก็ย่อมสามารถถือเครื่องสีตัวสำหรับ อาบนํ้าไปยังแม่นํ้าลอยละอองธุลีได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม แม้พราหมณ์... แม้ แพศย์... แม้ศูทรก็สามารถถือเครื่องสีตัวสำหรับอาบนํ้าไปยังแม่นํ้าแล้วลอยละอองธุลีได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง แม้วรรณะ ๔ ก็ย่อมสามารถ ถือเครื่องสีตัวสำหรับอาบนํ้าไปยังแม่น้ำแล้วลอยละอองธุลีได้ทั้งหมด”
“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... .เป็นทายาทของพรหม”
{๖๒๒}[๔๐๘] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้ รับสั่งให้บุรุษผู้มีชาติกำเนิด ต่าง ๆ กัน ๑๐๐ คนมาประชุมกัน แล้วตรัสว่า ‘ผู้เจริญทั้งหลายจงมากัน ในบุรุษเหล่านั้น พวกคนที่เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลเจ้า จงเอาไม้อ้อ ไม้สาละ ไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิมมาทำเป็นไม้สีไฟแล้ว จงสีให้เกิดไฟ ทำไฟให้ปรากฏ และผู้เจริญทั้งหลายจงมากัน ในบุรุษเหล่านั้น พวกคนที่เกิดจากตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลกวาดขยะจงเอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือไม้ละหุ่ง มาทำเป็นไม้สีไฟแล้วจงสีให้เกิดไฟ ทำไฟให้ปรากฏ”
ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ไฟที่บุรุษทั้งหลาย ผู้เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลเจ้าเอาไม้อ้อ ไม้สาละ ไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิมมาเป็นไม้สีไฟแล้วสีให้เกิดไฟ ทำไฟให้ปรากฏขึ้นเท่านั้นหรือ จึงจะเป็นไฟที่มีเปลว มีสี มีแสงสว่าง และอาจทำกิจที่ต้อง ทำด้วยไฟให้สำเร็จได้ ส่วนไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลกวาดขยะเอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือไม้ละหุ่งมาทำเป็นไม้สีไฟแล้วสีให้เกิดไฟ ทำไฟ ให้ปรากฏขึ้นเป็นไฟที่ไม่มีเปลว ไม่มีสี ไม่มีแสงสว่าง และไม่อาจทำกิจที่ ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้ไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ตระกูลเจ้าเอาไม้อ้อ ไม้สาละ ไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิม มาเป็นไม้สีไฟแล้วสีให้เกิดไฟ ทำไฟให้ปรากฏขึ้นก็ย่อมมีเปลว มีสี มีแสงสว่าง และอาจทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้ แม้ไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจาก ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลกวาดขยะ เอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือไม้ละหุ่งมาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วสีให้เกิดไฟ ทำไฟให้ปรากฏขึ้นก็เป็นไฟที่มีเปลว มีสี มีแสงสว่าง และอาจทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้เหมือนกัน
ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ความจริงไฟทุกอย่างจะสีจากไม้อะไร ชนิดใด ก็เป็นไฟมีเปลว มีสี มีแสงสว่าง และอาจทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้ทั้งนั้น”“ดูก่อนอัสสลายนะ ในเรื่องนี้ อะไรเป็นกำลัง อะไรเป็นข้อสนับสนุน ที่ทำให้พราหมณ์ทั้งหลายผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์ หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม”
“ท่านพระโคดมตรัสอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในเรื่องนี้ พราหมณ์ทั้งหลายก็ยังเข้าใจอยู่อย่างนี้ว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม”
{๖๒๓}[๔๐๙] “ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ขัตติยกุมารในโลกนี้สำเร็จการอยู่ร่วมกับนางพราหมณี เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน ของคนทั้งสองนั้นก็เกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณีกับขัตติยกุมารนั้น มีหน้าตาเหมือนมารดาบ้าง เหมือนบิดาบ้าง ควรเรียกว่าเป็นกษัตริย์หรือ เป็นพราหมณ์”
“ข้าแต่ท่านพระโคดม บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณีกับขัตติยกุมารนั้นจะเหมือนมารดาก็ตาม เหมือนบิดาก็ตาม ควรเรียกว่าเป็นกษัตริย์ก็ได้ เป็น พราหมณ์ก็ได้”
{๖๒๔}“ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางกษัตริย์ เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของ คนทั้งสองนั้นก็เกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่นางกษัตริย์กับพราหมณกุมารนั้น มีหน้าตาเหมือนมารดาบ้าง เหมือนบิดาบ้าง ควรเรียกว่าเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์”
“ข้าแต่ท่านพระโคดม บุตรผู้เกิดแต่นางกษัตริย์กับพราหมณกุมารนั้น จะเหมือนมารดาก็ตาม เหมือนบิดาก็ตาม ควรเรียกว่าเป็นกษัตริย์ก็ได้ เป็น พราหมณ์ก็ได้”
{๖๒๕}“ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในโลกนี้เขาพึงผสมแม่ม้ากับพ่อลา เพราะอาศัยการผสมแม่ม้ากับพ่อลานั้นก็เกิดลูกม้าขึ้น ลูกม้าที่เกิดจากแม่ม้ากับพ่อลานั้นเหมือนแม่ม้าบ้าง เหมือนพ่อลาบ้าง ควรเรียกว่าเป็นม้าหรือเป็นลา”
“ข้าแต่ท่านพระโคดม ลูกผสมนั้นจัดเป็นม้าอัสดร ข้าแต่ท่านพระโคดม เรื่องของสัตว์นี้ข้าพเจ้าเห็นว่าต่างกัน แต่สำหรับเรื่องของมนุษย์ เหล่านั้นในตอนต้นโน้นข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ต่างอะไรกัน”
{๖๒๖}“ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในโลกนี้มีมาณพอยู่สองคนเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน คนหนึ่งได้ศึกษาเล่าเรียน มี อาจารย์คอยแนะนำ คนหนี่งไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ ในสองคนนี้ พราหมณ์ทั้งหลายพึงเชื้อเชิญคนไหนให้บริโภคก่อนในงานเลี้ยง ของผู้มีศรัทธาก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อเป็นบรรณาการก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อบูชายัญก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับแขกก็ดี”“ข้าแต่ท่านพระโคดม ในสองคนนี้ พราหมณ์ทั้งหลายพึงเชื้อเชิญ
มาณพผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมีอาจารย์คอยแนะนำก่อนในงานเลี้ยงของผู้มีศรัทธาก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อเป็นบรรณาการก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อบูชายัญก็ดี ในงานเลี้ยง เพื่อต้อนรับแขกก็ดี ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ของที่ให้ในผู้ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่มีอาจารย์คอยแนะนำจักมีผลมากได้อย่างไรเล่า”
{๖๒๗}“ดูก่อนอัสสลายนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในโลกนี้มีมาณพอยู่สองคนเป็นพี่น้องร่วมห้องเดียวกัน คนหนึ่งได้ศึกษาเล่าเรียน มีอาจารย์ คอยแนะนำ แต่เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม คนหนึ่งไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ แต่เป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม ในสองคนนี้ พราหมณ์ ทั้งหลายพึงเชื้อเชิญคนไหนให้บริโภคก่อน ในงานเลี้ยงของผู้มีศรัทธาก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อเป็นบรรณาการก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อบูชายัญ ก็ดี ในงานเลี้ยง เพื่อต้อนรับแขกก็ดี”“ข้าแต่ท่านพระโคดม ในสองคนนี้ พราหมณ์ทั้งหลายพึงเชื้อเชิญ มาณพผู้ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน ผู้ไม่มีอาจารย์คอยแนะนำ แต่เป็นคนมีศีล มี กัลยาณธรรมให้บริโภคก่อน ในงานเลี้ยงของผู้มีศรัทธาก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อเป็นบรรณาการก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อบูชายัญ ก็ดี ในงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับ แขกก็ดี ข้าแต่ท่านพระโคดม ของที่ให้ในบุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรมจักมีผลมากได้อย่างไรเล่า”“ดูก่อนอัสสลายนะ เมื่อก่อนท่านได้อ้างกำเนิด ครั้นอ้างกำเนิดแล้ว กลับมาอ้างการศึกษา อ้างการศึกษาแล้วกลับมาเว้นการศึกษานั้นเสีย วกกลับ มาพูดเรื่องความบริสุทธิ์ทั่วไปแก่วรรณะทั้ง ๔ ที่เราบัญญัติไว้อีก”
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อัสสลายนมาณพถึงกับนึ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป
วรรณะ ๔ ในอดีต
{๖๒๘}[๔๑๐] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าอัสสลายนมาณพ นิ่งอึ้ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป จึงได้ตรัสกะอัสสลายน มาณพว่า “ดูก่อนอัสสลายนะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณฤๅษี ๗ ตนมาประชุมกันที่กระท่อมซึ่งมุงบังด้วยใบไม้ในราวป่า เกิดมีความคิดอันชั่วช้าเห็น ปานนี้ขึ้นว่า ‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่น เลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์ พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหม เนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม’
ดังนี้ ดูก่อนอัสสลายนะ อสิตเทวลฤๅษี ได้สดับข่าวว่า พราหมณฤๅษี ๗ ตนมาประชุมกันที่กระท่อมอันมุงบังด้วย ใบไม้ในราวป่า เกิดมีความคิดอันชั่วช้าเห็นปานนี้ขึ้นว่า ‘พราหมณ์พวกเดียว เป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม ... เป็นทายาทของพรหม, ดังนี้ ลำดับนั้น อสิตเทวลฤๅษีปลงผมและหนวด นุ่งผ้าสีแดงอ่อน สวมรองเท้าสองชั้น ถือไม้เท้าเลี่ยมทองไปปรากฏตัวในบริเวณบรรณศาลา ของพราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนดูก่อนอัสสลายนะ ครั้งนั้นแล อสิตเทวลฤๅษีเดินวนเวียนอยู่ในบริเวณบรรณศาลาของพราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนพลางเปรยขึ้นอย่างนี้ว่า ‘เออ ท่านพราหมณฤๅษีเหล่านี้ไปไหนกันหมด เออ ท่านพราหมณฤๅษีเหล่านี้ไปไหนกันหมด’
ดูก่อนอัสสลายนะ ลำดับนั้น พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนได้กล่าวตอบ อสิตเทวลฤๅษีว่า ‘ใครหนอนี่เหมือนเด็กชาวบ้าน มาเดินวนเวียนอยู่ที่บริเวณ บรรณศาลาของพราหมณฤๅษี ๗ ตน พลางเปรยอย่างนี้ว่า ‘เออ ท่านพราหมณฤๅษีเหล่านี้ไปไหนกันหมด เออ ท่านพราหมณฤๅษีเหล่านี้ไปไหนกันหมด’ เอาละ เราทั้งหลายจักสาปมัน’
ดูก่อนอัสสลายนะ ลำดับนั้น พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนไตัสาปอสิตเทวล ฤๅษีว่า ‘มันจงเป็นเถ้าเป็นจุรณไป จงเป็นเถ้าเป็นจุรณไป จงเป็นเถ้าเป็นจุรณไป, ดูก่อนอัสสลายนะ พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนพากันสาปอสิตเทวลฤๅษี อย่างใด ๆ อสิตเทวลฤๅษีกลับเป็นผู้ที่มีรูปงามกว่า น่าดูกว่า และน่าเลื่อมใส กว่าอย่างนั้น ๆ เสียอีกดูก่อนอัสสลายนะ ครั้งนั้นแล พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนได้คิดเสียใจว่า ‘ตบะของพวกเราเปล่าประโยชน์ พรหมจรรย์พวกของเราไม่มีผลเสียละหนอ ด้วยว่าเมื่อก่อนพวกเราสาปผู้ใดว่า ‘มันจงเป็นเถ้าเป็นจุรณไป, ผู้นั้นบางคนก็เป็นเถ้าไป แต่ผู้นี้พวกเรายิ่งสาปไปอย่างใด ๆ เขากลับเป็นผู้ที่มีรูปงามยิ่งขึ้น น่าดูยิ่งขึ้น และน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นอย่างนั้น ๆ เสียอีก’อสิตเทวลฤๅษีจึงกล่าวว่า‘ตบะของท่านผู้เจริญทั้งหลายจะเปล่าประโยชน์ก็หาไม่ และพรหมจรรย์ของท่านผู้เจริญทั้งหลายจะไม่มีผลก็หาไม่ เชิญท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเลิกคิดประทุษร้ายในเราเสียเถิด’
พวกฤๅษีถามว่า ‘พวกเราขอเลิกคิดประทุษร้าย ท่านเป็นใครหนอ’
อสิตเทวลฤๅษีตอบว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เคยได้ยินชื่ออสิต เทวลฤๅษีบ้างไหม’
‘ท่านผู้เจริญ พวกเราได้ยินอยู่’
‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เรานี่แหละคืออสิตเทวลฤๅษีนั้น’
ดูก่อนอัสสลายนะ ลำดับนั้นแล พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนพากันเข้าไป หาอสิตเทวลฤๅษีเพื่อจะไหว้
[๔๑๑] อสิตเทวลฤๅษีได้กล่าวกะพราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้สดับข่าวมาว่า‘พราหมณฤๅษี ๗ ตนมา ประชุมกันในกระท่อมอันมุงบังด้วยใบไม้ในราวป่า เกิดมีความคิดอันชั่วช้าเห็น
ปานนี้ขึ้นว่า‘พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะที่ประเสริฐที่สุด พวกวรรณะอื่นเลวทราม พราหมณ์พวกเดียวเป็นวรรณะขาว พวกอื่นเป็นวรรณะดำ พราหมณ์พวกเดียวบริสุทธิ์ พวกอื่นที่มิใช่พราหมณ์หาบริสุทธิ์ไม่ พวกพราหมณ์เป็นบุตรอยู่ในพระอุระ เกิดจากโอษฐ์ของพรหม มีกำเนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพรหม, ดังนี้จริงหรือ’พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนตอบว่า ‘จริงอย่างนั้น ท่านผู้เจริญ,
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า มารดาบังเกิดเกล้าได้แต่งงานกับพราหมณ์เท่านั้น ไม่ได้แต่งงานกะชายผู้มิใช่พราหมณ์เลย,
‘ข้อนี้ไม่ทราบเลย ท่านผู้เจริญ,
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า มารดาของมารดาบังเกิดเกล้าตลอด ๗ ชั่วย่ายายของฝ่ายมารดาได้แต่งงานกะพราหมณ์เท่านั้น ไม่ได้แต่งงานกะ ชายผู้มิใช่พราหมณ์เลย,‘ข้อนี้ไม่ทราบเลย ท่านผู้เจริญ,
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า บิดาบังเกิดเกล้าได้แต่งงานกับนางพราหมณีเท่านั้น ไม่ได้แต่งงานกะหญิงผู้มิใช่นางพราหมณีเลย,‘ข้อนี้ไม่ทราบเลย ท่านผู้เจริญ,
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า บิดาของบิดาบังเกิดเกล้าตลอด ๗ ชั่ว ปู่ตาของฝ่ายบิดา ได้แต่งงานกะนางพราหมณีเท่านั้น ไม่ได้แต่งงานกะหญิง ผู้มิใช่นางพราหมณีเลย,‘ข้อนี้ไม่ทราบเลย ท่านผู้เจริญ,
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า การตั้งครรภ์จะมีได้ด้วยอาการอย่างไร,
‘ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้ารู้มาว่า การตั้งครรภ์จะมีได้ด้วยอาการอย่างนี้
คือ มารดาและบิดาอยู่ร่วมกัน ๑ มารดามีระดู ๑ สัตว์ผู้จะเกิดในครรภ์ ปรากฏ ๑ การตั้งครรภ์ย่อมมีได้เพราะความพร้อมแห่งเหตุ ๓ ประการอย่างนี้’
‘ก็ท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้หรือว่า ‘เอาเถิด ขอสัตว์ที่เกิดในครรภ์จงเป็นกษัตริย์ จงเป็นพราหมณ์ จงเป็นแพศย์ หรือว่าจงเป็นศูทร’
‘ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้ารู้อย่างนั้นไม่ได้เลย’
‘เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลายจะรู้ได้หรือว่า ท่านทั้งหลายเป็นพวกไหน’
‘ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกข้าพเจ้าก็ไม่รู้เลยว่า พวกข้าพเจ้า เป็นพวกไหน’
ดูก่อนอัสสลายนะ ก็พราหมณฤๅษีทั้ง ๗ ตนนั้นถูกอสิตเทวลฤๅษีซักไซ้ไล่เลียง ไต่ถามในวาทะปรารภชาติกำเนิดของตนเข้า ก็ยังตอบไม่ได้ บัดนี้ ท่านถูกเราซักไซ้ ไล่เลียง ไต่ถามในวาทะปรารภชาติกำเนิดของตน จะตอบได้อย่างไร ท่านเป็นศิษย์มีอาจารย์ ยังรู้ไม่จบ เป็นแต่ถือทัพพีเท่านั้น”{๖๒๙} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อัสสลายนมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิต ถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
จบ อัสสลายนสูตรที่ ๓
๔. โฆฏมุขสูตร
ว่าด้วยโฆฏมุขพราหมณ์
โฆฏมุขพราหมณ์สนทนากับพระอุเทน
{๖๓๐}[๔๑๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง ท่านพระอุเทนพำนักอยู่ที่เขมิยอัมพวัน ใกล้พระนครพาราณสี ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าโฆฏมุขะได้ไปยังพระนครพาราณสีด้วยกรณียกิจ บางอย่าง ครั้งนั้นแล โฆฏมุขพราหมณ์เดินวนเวียนไปมาเป็นการบริหารแข้งขาอยู่ ได้เข้าไปยังเขมิยอัมพวัน ก็สมัยนั้น ท่านพระอุเทนเดินจงกรมอยู่ในที่โล่ง โฆฏมุขพราหมณ์เข้าไปหาท่านพระอุเทนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระอุเทนผู้กำลังเดินจงกรมอยู่ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้เดินจงกรมตามท่านพระอุเทนพลางกล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนสมณะผู้เจริญ การบวชที่ถูกธรรมย่อมไม่มี ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ เพราะบัณฑิตทั้งหลายเช่นท่านก็ยังไม่เห็นธรรม”{๖๓๑}เมื่อโฆฏมุขพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุเทนลงจากที่จงกรม เข้าไปยังวิหารแล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้โฆฏมุขพราหมณ์ก็ลงจากที่ จงกรมเข้าไปยังวิหารแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระอุเทนได้กล่าวกะโฆฏมุขพราหมณ์ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ อาสนะมีอยู่หลายที่ ถ้าท่านปรารถนา ก็เชิญนั่งเถิด”
“ก็ข้าพเจ้ารอการเชื้อเชิญของท่านพระอุเทนนี้อยู่ จึงยังไม่นั่ง เพราะว่าคนเช่นข้าพเจ้ายังไม่มีใครเชื้อเชิญก่อนแล้ว จะเข้าใจเองว่าจะพึงนั่งบนอาสนะ ก็ดูกระไรอยู่”
ลำดับนั้นแล โฆฏมุขพราหมณ์ถือเอาอาสนะที่ตํ่ากว่าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุเทนว่า “ดูก่อนสมณะผู้เจริญ การ บวชที่ถูกธรรมย่อมไม่มี ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ เพราะบัณฑิต
จบ ๓. อัสสลายนสูตร