arnon.world

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · พราหมณวรรค

๑๐. สคารวสูตร เล่ม ๑๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๔–๗๕๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในพราหมณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค สคารวสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๓ หน้า ๖๔๙–๖๖๖

หน้า ๖๔๙

พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติไว้เพื่อทำบุญ เพื่อทำให้กุศลถึงพร้อมนี้ พระสมณโคดมตรัสว่าเป็นบริวารแห่งจิต คือ เพื่ออบรมจิตไม่ให้มีเวร ไม่ให้มีความ เบียดเบียน’,

{๗๓๓}เมื่อสุภมาณพโตเทยยบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ชาณุสโสณีพราหมณ์ลงจากรถอันเทียมด้วยม้าขาวปลอด แล้วห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือ ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้วเปล่งอุทานว่า “เป็นลาภของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ดีแล้ว ที่ในแว่นแคว้นมี พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่”

จบ สุภสูตรที่ ๙

๑๐. สคารวสูตร

ว่าด้วยสคารวมาณพ

{๗๓๔}[๔๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ สมัยนั้นแล นางพราหมณีชื่อธนัญชานีอาศัยอยู่ที่ ปัจจลกัปปคาม เป็นผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ หากนางเกิดพลั้งพลาดขึ้นมา จะเปล่งอุทานขึ้นสามครั้งว่าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

{๗๓๕}ก็สมัยนั้นแล มาณพชื่อสคารวะอาศัยอยู่ที่ปัจจลกัปปคาม เป็นผู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกตุภศาสตร์ พร้อมทั้งอักษรศาสตร์ มี คัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญใน

หน้า ๖๕๐

โลกายตศาสตร์ และตำราทำนายลักษณะมหาบุรุษ เขาได้ฟังวาจาที่นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวอย่างนี้ จึงกล่าวถึงนางธนัญชานีพราหมณีว่า “นาง ธนัญชานีพราหมณีเป็นคนอัปมงคล นางธนัญชานีเป็นคนฉิบหาย ทั้งที่พราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงไตรเพทก็มีอยู่ ถึงกระนั้น นางก็ยังไพล่ไปกล่าว สรรเสริญคุณของสมณะหัวโล้นนั้น”นางธนัญชานีพราหมณีได้กล่าวว่า “ดูก่อนพ่อรูปหล่อ ก็เพราะพ่อยังไม่รู้จักศีลและปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ถ้าพ่อรู้จักศีล และปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นดี พ่อจะไม่สำคัญพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็นผู้ที่ควรถูกด่าถูกบริภาษเลย”

สคารวมาณพกล่าวว่า “ดูก่อนแม่นางผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น เมื่อพระสมณะมาถึงปัจจลกัปปคาม ขอช่วยบอกฉันด้วย”นางธนัญชานีพราหมณี รับคำสคารวมาณพแล้ว

{๗๓๖}ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลโดยลำดับ เสด็จไปถึงปัจจลกัปปคามแล้ว นัยว่าสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับพัก อยู่ในสวนมะม่วงของพวกพราหมณ์ตระกูลโตเทยยะ ใกล้ปัจจลกัปปคาม

นางธนัญชานีพราหมณีได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงปัจจลกัปปคามแล้วประทับพักอยู่ในสวนมะม่วงของพราหมณ์ตระกูลโตเทยยะ ใกล้ปัจจลกัปปคาม นางจึงไปหาสคารวมาณพถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวว่า “ดูก่อนพ่อรูปหล่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จมาถึงปัจจลกัปปคาม แล้ว ประทับพักอยู่ในสวนมะม่วงของพวกพราหมณ์ตระกูลโตเทยยะ ใกล้ปัจจลกัปปคาม พ่อจงสำคัญกาลอันควร ณ บัดนี้เถิด”[๔๗๔] สคารวมาณพรับคำนางธนัญชานีพราหมณีแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้

หน้า ๖๕๑

ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านพระโคดม มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้บรรลุถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน จึงปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ ในสมณพราหมณ์ผู้บรรลุถึงบารมีขั้นสุดท้ายเหล่านั้น ท่านพระโคดมเป็น ประเภทไหน”

ความต่างกันแห่งสมณพราหมณ์

{๗๓๗}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภารทวาชะ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน แม้จะปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ได้ เราก็กล่าวความต่างกันไว้

ดูก่อนภารทวาชะ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้ฟังตามกันมา เพราะการฟังตามกันมานั้นจึงเป็นผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน ย่อม ปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ เช่นพวกพราหมณ์ผู้ทรงไตรเพท

อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน เพราะเพียงแต่ความเชื่ออย่างเดียว ย่อมปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ เช่นพวกนักตรรกะ นักพิเคราะห์ฉะนั้น

อนึ่ง มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งเป็นผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน เพราะรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยฟังตามกันมาก่อน ย่อมปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์

ดูก่อนภารทวาชะ ในสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้ายเพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน เพราะรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยฟังตามกันมาก่อน ย่อมปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ เราเป็นผู้หนึ่งของจำนวนสมณพราหมณ์เหล่านั้น ดูก่อนภารทวาชะ ข้อนี้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ หมายถึงให้การยยอมรับว่าเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น เป็นเครื่องสนับสนุน เป็นบ่อเกิดแห่งพรหมจรรย์ (ม.ม.อ. ๓๒๔)
หน้า ๖๕๒

ท่านพึงรู้โดยบรรยายแม้นี้ คือ สมณพราหมณ์เหล่าใดรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยฟังตามกันมาก่อน เป็นผู้ถึงบารมีขั้นสุดท้าย เพราะรู้ยิ่งในปัจจุบัน ย่อมปฏิญญาอาทิพรหมจรรย์ เราเป็นผู้หนึ่งของจำนวนสมณพราหมณ์เหล่านั้น

ความหลังครั้งอยู่กับอาฬารดาบส<*>

{๗๓๘}[๔๗๕] ดูก่อนภารทวาชะ เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ก่อนแต่ตรัสรู้ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชา เป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึง ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกบวชเป็นบรรพชิต’ดูก่อนภารทวาชะ สมัยต่อมา เรานั้นยังเป็นหนุ่มแข็งแรง มีผมดำสนิท ยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระชนกชนนีไม่ปรารถนาจะให้บวช ทรง กันแสงนํ้าพระเนตรนองพระพักตร์อยู่ ก็ได้ปลงผมและหนวดนุ่งผ้าย้อมฝาด ออกจากนิเวศนี้ไปบวชเป็นบรรพชิตแล้ว

ครั้นบวชอย่างนี้แล้ว เรานั้นก็เสาะแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาสันติวรบทซึ่งไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าอยู่ จึงได้เข้าไปหาท่านอาฬารดาบสกาลาม โคตรแล้วกล่าวว่า ‘ข้าแต่ท่านกาลามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้’ เมื่อเรากล่าวเช่นนี้แล้ว อาฬารดาบสกาลามโคตรได้ กล่าวกะเราว่า ‘เชิญอยู่เถิด ท่าน ธรรมนี้เป็นเช่นเดียวกับธรรมที่วิญญูชน ทำให้แจ้งซึ่งลัทธิอาจารย์ของตนด้วยปัญญาอันยิ่งเองโดยไม่นานนักเลยแล้ว เข้าถึงอยู่ได้’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ข้อความตั้งแต่นี้จนจบข้อ ๔๘๔ ในส่วนของเชิงอรรถ พึงดูเทียบในข้อ ๓๒๘-๓๓๖ (โพธิราช กุมารสูตร) หน้า ๔๓๔ - ๔๔๕ ในเล่มนี้
หน้า ๖๕๓

ดูก่อนภารทวาชะ ต่อมาไม่นาน เรานั้นก็เล่าเรียนธรรมนั้นได้อย่างรวดเร็ว เพียงชั่วขณะหุบปากชั่วขณะเจรจาปราศรัยเท่านั้น ก็กล่าวญาณวาท และเถรวาทได้ และทั้งเราทั้งผู้อื่นก็ทราบชัดว่า ‘เรารู้ เราเห็น, เรานั้นมีความเห็นว่า ‘ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรมิได้ประกาศธรรมนี้โดยเหตุเพียง ความเชื่ออย่างเดียวว่า ‘เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่’ โดยที่แท้ ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรก็คงรู้เห็นธรรมนี้อยู่แน่แท้

ต่อมา เราจึงเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตรแล้วถามว่า ‘ข้าแต่ท่านกาลามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศ อยู่ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ’

เมื่อเราถามเช่นนี้แล้ว ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรได้ประกาศอากิญจัญญายตนสมาบัติแก่เรา เรานั้นจึงคิดว่า ‘มิใช่แต่ท่านอาฬารดาบส กา ลามโคตรเท่านั้นที่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาเหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เราพึงเริ่มบำเพ็ญเพียรเพื่อ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่อาฬารดาบสกาลามโคตรประกาศว่า‘เราทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว เข้าถึงอยู่’ ดังนี้เถิด ต่อมาไม่นาน เรานั้นก็ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองได้อย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้น ได้เข้าไปหาท่าน อาฬารดาบสกาลามโคตรแล้วถามว่า ‘ข้าแต่ท่านกาลามะ ท่านทำให้แจ้ง ซึ่ง ธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หรือ’ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรตอบว่า ‘ดูก่อนอาวุโส เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ’

เราจึงกล่าวว่า‘แม้ข้าพเจ้าเองก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ได้เหมือนกัน’

ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรกล่าวว่า ‘ดูก่อนอาวุโส เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้ดีแล้ว ที่พวกเราได้พบเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เช่นท่าน เพราะเรา

หน้า ๖๕๔

ทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ ท่านก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ได้ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรม ใดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ได้ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วย ปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ รวมความว่า เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใด เราก็รู้ธรรมนั้น เราเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นเช่นใด เราก็เป็นเช่นนั้น ฉะนี้แล ดูก่อนอาวุโส บัดนี้เราทั้งสองจง มาอยู่ช่วยกันบริหารหมู่คณะนี้เถิด’ดูก่อนภารทวาชะ ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรทั้งที่เป็นอาจารย์ของเราก็ยังได้ตั้งให้เราผู้เป็นศิษย์ไว้เสมอทัดเทียมกับตน และบูชาเราด้วยการ บูชาอย่างโอฬารด้วยประการฉะนี้ แต่เรานั้นมีความเห็นว่า ‘ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อ ความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เพียงเป็นไปเพื่อเข้าถึงอากิญจัญญายตน ภพเท่านั้น เราไม่พอใจเบื่อหน่ายธรรมนั้นจึงลาจากไป

ความหลังครั้งอยู่กับอุททกดาบส

{๗๓๙}[๔๗๖] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นเสาะแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาสันติวรบทอันประเสริฐซึ่งไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าอยู่ จึงได้เข้าไปท่านอุททก ดาบส รามบุตรแล้วกล่าวว่า ‘ข้าแต่ท่านรามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติ พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้, เมื่อเรากล่าวเช่นนี้แล้ว ท่านอุททกดาบสรามบุตร ได้กล่าวกะเราว่า ‘เชิญอยู่เถิด ท่าน ธรรมนี้เป็นเช่นเดียวกับธรรมที่วิญญูชน ทำให้แจ้งซึ่งลัทธิอาจารย์ของตนด้วยปัญญาอันยิ่งเองได้โดยไม่นานนักเลยแล้ว เข้าถึงอยู่,ดูก่อนภารทวาชะ ต่อมาไม่นาน เรานั้นก็เล่าเรียนธรรมนั้นได้อย่าง รวดเร็ว เพียงชั่วขณะหุบปากชั่วขณะเจรจาปราศรัยเท่านั้น ก็กล่าวญาณวาทะ และเถรวาทะได้ และทั้งเราทั้งผู้อื่นก็ทราบชัดว่า ‘เรารู้ เราเห็น, เรานั้นมี

หน้า ๖๕๕

ความเห็นว่า‘ท่านอุททกดาบสรามบุตรมิได้ประกาศธรรมนี้โดยเหตุเพียงความเชื่ออย่างเดียวว่า ‘เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่, โดยที่แท้ ท่านอุททกดาบสรามบุตรก็คงรู้เห็นธรรมนี้อยู่แน่แท้,

ต่อมา เราจึงเข้าไปหาท่านอุททกดาบสรามบุตรแล้วถามว่า‘ข้าแต่ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งชื่งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศ อยู่ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ,

เมื่อเราถามเช่นนี้แล้ว ท่านอุททกดาบสรามบุตรได้ประกาศเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแก่เรา เรานั้นจึงคิดว่า ‘มิใช่แต่ท่านอุททกดาบสราม บุตรเท่านั้นที่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เราพึงเริ่มบำเพ็ญเพียรเพื่อทำให้ แจ้งชื่งธรรมที่ท่านอุททกดาบสรามบุตรบอกว่า‘เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่, ดังนี้เถิด ต่อมาไม่นาน เรานั้นก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองได้อย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้น ได้เข้าไปหาท่านอุททกดาบส รามบุตรแล้วถามว่า ‘ข้าแต่ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญา อันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หรือ,ท่านอุททกดาบสรามบุตรตอบว่า ‘ดูก่อนอาวุโส เราทำให้แจ้งซึ่งธรรม นี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ,

เราจึงกล่าวว่า‘แม้ข้าพเจ้าเองก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ได้เหมือนกัน,

ท่านอุททกดาบสรามบุตรกล่าวว่า ‘ดูก่อนอาวุโส เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้ดีแล้ว ที่พวกเราได้พบเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เช่นท่าน เพราะเรา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ ท่านก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ได้ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรม ใดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา

หน้า ๖๕๖

อันยิ่งเองเข้าถึงแล้วประกาศอยู่ รวมความว่า เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใด เราก็รู้ธรรมนั้น เราเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นเช่นใด เราก็เป็นเช่นนั้น ฉะนี้แล ดูก่อนอาวุโส บัดนี้เชิญท่านมาบริหารหมู่คณะนี้เถิด,

ดูก่อนภารทวาชะ ท่านอุททกดาบสรามบุตรทั้งที่เป็นอาจารย์ของเราก็ยังได้ตั้งให้เราผู้เป็นศิษย์ไว้เสมอทัดเทียมกับตน และบูชาเราด้วยการบูชา อย่างโอฬารด้วยประการฉะนี้ แต่เรานั้นมีความเห็นว่า ‘ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อ ความ หน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เพียงเป็นไปเพื่อเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพเท่านั้น, เรายังไม่พอใจเบื่อหน่ายธรรมนั้นจึงลาจากไป

ความหลังครั้งตรัสรู้สัจจธรรม

{๗๔๐}[๔๗๗] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นเสาะแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาสันติวรบทอันประเสริฐซึ่งไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าอยู่ ได้เที่ยวจาริกไปใน แคว้นมคธโดยลำดับจนถึงอุรุเวลาเสนานิคม ณ ที่นั้น เราได้เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ มีป่าร่มรื่น มีแม่น้ำไหลเอื่อย มีนํ้าเย็นสนิท มีท่านํ้าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ และมีโคจรคามโดยรอบ เราจึงมีความคิดว่า ‘ภาคพื้นน่ารื่นรมย์หนอ ป่าก็ร่มรื่น แม่นํ้าก็ไหลเอื่อย นํ้าก็เย็นสนิท ท่าน้ำก็ราบเรียบ น่ารื่นรมย์ และ มีโคจรคามโดยรอบ สถานที่เช่นนี้เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการบำเพ็ญเพียรหนอ, ดูก่อนภารทวาชะ เราจึงนั่งอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ด้วยเห็นว่าเป็นสถานที่สมควรบำเพ็ญเพียร

อุปมา ๓ ข้อ

{๗๔๑}ดูก่อนภารทวาชะ ครั้งนั้น มีอุปมา ๓ ข้อที่น่าอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยฟังมา ก่อนมาปรากฏแก่เราแล้ว คือ

หน้า ๖๕๗

๑. เปรียบเหมือนไม้สด ชุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในนํ้า ถ้ามีบุรุษมานำไม้นั้นเป็นไม้สีไฟด้วยหวังว่า ‘จักทำให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ’ ดังนี้

ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นนำไม้สด ที่ชุ่มด้วยยางทั้งแช่อยู่ในนํ้านั้นมาสีไฟ จะพึงทำให้เกิดไฟ พึงทำไฟให้ปรากฏ ได้ไหม”

สคารวมาณพกราบทูลว่า “ไม่ได้ พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะไม้นั้นสด ชุ่มด้วยยาง ทั้งแช่อยู่ในน้ำ บุรุษนั้นก็จะ เหน็ดเหนื่อยลำบากกายเปล่า”

“ดูก่อนภารทวาชะ ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนื่งมีกายที่ยังไม่หลีกออกจากกามอยู่ มีความพอใจในกาม ความเสน่หาในกาม ความหลงในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในกามที่ยังละไม่ได้เด็ดขาด ให้สงบระงับไม่ได้เด็ดขาดในภายใน สมณพราหมณ์ผู้เจริญ เหล่านั้นถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาที่แข็งกล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ถึงจะไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรแก่การรู้ การเห็น การตรัสรู้อันยอดเยี่ยมได้ ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาที่น่าอัศจรรย์ซี่งไม่เคยได้ พึงมาก่อนข้อที่ ๑ นี้แลมาปรากฏแก่เราแล้ว{๗๔๒}[๔๗๘] ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาที่นำอัศจรรย์ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนข้อที่ ๒ มาปรากฏแก่เราแล้ว คือ

๒. เปรียบเหมือนไม้สด ชุ่มด้วยยาง อยู่บนบกไกลน้ำ ถ้ามีบุรุษมานำไม้นั้นเป็นไม้สีไฟด้วยหวังว่า ‘จักทำให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ’ ดังนี้

ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะนำไม้สดชุ่มด้วยยางที่อยู่บนบกไกลนํ้านั้นมาสี พึงทำให้เกิดไฟ พึงทำไฟให้ ปรากฏได้ไหม”

หน้า ๖๕๘

“ไม่ได้ พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะไม้นั้นยังสด ชุ่มด้วยยาง แม้จะอยู่บนบกไกลนํ้า บุรุษนั้นก็จะเหน็ดเหนื่อยลำบากกายเปล่า”

“ดูก่อนภารทวาชะ ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายที่ยังไม่หลีกออกจากกามอยู่ มีความพอใจในกาม ความเสน่หาในกาม ความหลงในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในกามที่ยังละไม่ได้เด็ดขาด ให้สงบระงับไม่ได้เด็ดขาดในภายใน สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่า นั้นถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนาที่แข็งกล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ถึงจะไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็ไม่ควรแก่การรู้ การเห็น การ ตรัสรู้ที่ยอดเยี่ยม ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาที่น่าอัศจรรย์ซี่งไม่เคยได้ฟังมาก่อนข้อที่ ๒ นี้แลมาปรากฏแก่เราแล้ว{๗๔๓}[๔๗๙] ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนข้อที่ ๓ มาปรากฏแก่เราแล้ว คือ

๓. เปรียบเหมือนไม้แห้งทั้งอยู่บนบกไกลนํ้า ถ้ามีบุรุษมานำไม้นั้นเป็นไม้สีไฟด้วยหวังว่า ‘จักทำให้เกิดไฟ จักทำไฟให้ปรากฏ’ ดังนี้

ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะนำไม้แห้งทั้งอยู่บนบกไกลนํ้านั้นมาสีไฟ พึงทำให้เกิดไฟ พึงทำไฟให้ปรากฏ ได้ไหม”

“ได้ พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะไม้นั้นแห้ง ทั้งอยู่บนบกไกลน้ำ”

“ดูก่อนภารทวาชะ ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายที่หลีกออกจากกามอยู่ มีความพอใจในกาม ความเสน่หาในกาม ความหลงอยู่ในกาม ความกระหายในกาม ความเร่าร้อนในกามที่ละได้เด็ดขาดแล้ว ให้สงบระงับได้เด็ดขาดแล้วในภายใน ท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ถึงแม้จะได้เสวยทุกขเวทนา ที่แข็งกล้าเผ็ดร้อนอันเกิดเพราะความเพียรก็ดี

หน้า ๖๕๙

ถึงแม้จะไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็ควรแก่การรู้ การเห็น การตรัสรู้ อันยอดเยี่ยม” ดูก่อนภารทวาชะ อุปมาที่น่าอัศจรรย์ซี่งไม่เคยได้ฟังมาก่อน ข้อที่ ๓ นี้แลมาปรากฏแก่เราแล้ว

ดูก่อนภารทวาชะ อุปมา ๓ ข้อที่น่าอัศจรรย์ซึ่งไม่เคยได้ฟังมาก่อน เหล่านี้แลมาปรากฏแก่เราแล้ว

ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา

{๗๔๔}[๔๘๐] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงกดฟันด้วยฟัน กดเพดานปากด้วยลิ้น ข่มคั้นจิตให้ร้อนไปทั่วด้วยจิต’ แล้ว เราก็กดฟันด้วยฟัน กดเพดานปากด้วยลิ้น ข่มคั้นจิตให้ร้อนไปทั่วด้วยจิต เมื่อเราปฏิบัติอยู่เช่นนั้น เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ทั้งสองข้าง เหมือนคนที่แข็ง แรงจับคนที่ด้อยกำลังกว่าที่ศีรษะหรือที่คอแล้วบีบเคล้นให้ร้อนไปทั่วฉะนั้น ดูก่อนภารทวาชะ ก็แลความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่น ก็มิได้ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ทนได้ยาก นั้นแลเสียดแทงแล้วไม่สงบได้เลย{๗๔๕}[๔๘๑] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า

‘ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์’ แล้วเราก็กลั้นลมอัสสาสปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)ทั้งทางปากและทางจมูก เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปากและทางจมูกอยู่ ลมที่ออกทางช่องหูทั้งสองข้างมีเสียงดังเหลือประมาณ เหมือนกับเสียงสูบของช่างทองที่กำลังสูบอยู่ ดูก่อนภารทวาชะ ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นก็มิได้ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภ ความเพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทงแล้วไม่สงบได้เลย{๗๔๖}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน อันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์’ แล้วเราก็กลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก

หน้า ๖๖๐

ทางจมูก และทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหูอยู่ ลมกล้าเหลือประมาณก็เสียดแทงศีรษะ เหมือนคนที่มี กำลังแข็งแรงใช้มีดโกนที่คมกริบเชือดศีรษะฉะนั้น ดูก่อนภารทวาชะ ก็แล ความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นก็มิได้ฟั่นเพีอน แต่ กายที่ปรารภความเพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทงแล้ว ไม่สงบได้เลย

{๗๔๗}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน อันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์, แล้วเราก็กลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหูอยู่ ก็ปวดศีรษะเหลือทน เหมือนคนที่มีกำลังแข็งแรงใช้เชือก ที่เหนียวแน่นมารัดศีรษะไว้ฉะนั้น ดูก่อนภารทวาชะ ก็แลความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นก็มิได้ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความ เพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทงแล้วไม่สงบได้เลย{๗๔๘}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน อันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์,

แล้วเราก็กลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหูอยู่ ลมกล้าเหลือประมาณก็เสียดแทงท้อง เหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ชำนาญใช้มีดฆ่าโคที่คมกริบเชือดท้องโคฉะนั้น ดูก่อนภารทวาชะ ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นก็มิได้ฟั่น เฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแล เสียดแทงแล้วไม่สงบได้เลย{๗๔๙}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌาน อันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์, แล้วเราก็กลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก และทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูก

หน้า ๖๖๑

และทางช่องหูอยู่ ก็มีความร้อนในกายเหลือทน เหมือนคนที่มีกำลังแข็งแรง สองคนช่วยกันจับคนที่ด้อยกำลังกว่าที่แขนคนละข้างย่างรมไว้ที่หลุมถ่านเพลิง ฉะนั้น ดูก่อนภารทวาชะ ก็แลความเพียรที่เราปรารภแล้วก็มิได้ย่อหย่อน สติที่ตั้งมั่นก็มิได้ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเราผู้ถูกความเพียรที่ ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทงแล้วไม่สงบได้เลย

ผลแห่งการบำเพ็ญทุกกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์

ดูก่อนภารทวาชะ เทวดาทั้งหลายเห็นเราเข้าแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมตายแล้ว’เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า‘พระสมณโคดมยังไม่ตาย แต่กำลังจะตาย’ เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมยังไม่ตาย ทั้งมิใช่กำลังจะตาย แต่พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ ธรรมเครื่องอยู่เห็นปานนี้นับว่าเป็นวิหารธรรมของพระอรหันต์’

{๗๕๐}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงปฏิบัติ ด้วยการอดอาหารเสีย่โดยประการทั้งปวง’ ครั้งนั้น เทพดาเหล่านั้นเข้ามาหา เราแล้วได้กล่าวว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติด้วยการอดอาหาร เสียโดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติด้วยการอดอาหารเสียโดย ประการทั้งปวง ข้าพเจ้าทั้งหลายจักแทรกโอชาอันเป็นทิพย์ตามขุมขนของท่าน ท่านจักยังชีวิตอยู่ได้ด้วยโอชาอันเป็นทิพย์นั้น’ ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มี ความคิดว่า ‘เราเองจะปฏิญญาการไม่บริโภคอาหารโดยประการทั้งปวง แต่เทพดาเหล่านี้ก็จะแทรกโอชาอันเป็นทิพย์ลงตามขุมขนของเรา เราก็จะยัง ชีวิตให้อยู่ได้ด้วยโอชาอันเป็นทิพย์นั้น ข้อนั้นจะพึงเป็นมุสาแก่เรา’ ดังนี้ เราจึงบอกห้ามเทพดาเหล่านั้นว่าอย่าเลย{๗๕๑}ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘ถ้ากระไร เราพึงบริโภค อาหาร ลดลงทีละน้อย ๆ คือ ครั้งละฟายมือบ้าง เท่าเมล็ดถั่วเขียวบ้าง เท่า เมล็ดถั่วพูบ้าง เท่าเมล็ดถั่วดำบ้าง เท่าเมล็ดบัวบ้าง แล้วเราก็ได้บริโภค

หน้า ๖๖๒

อาหารลดลงทีละน้อย ๆ คือ ครั้งละฟายมือบ้าง เท่าเมล็ดถั่วเขียวบ้าง เท่าเมล็ดถั่วพูบ้าง เท่าเมล็ดถั่วดำบ้าง เท่าเมล็ดบัวบ้าง เมื่อเราบริโภค อาหาร ลดลงทีละน้อย ๆ เช่นนี้ กายก็ผอมลงอย่างมาก

เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเอง อวัยวะน้อยใหญ่ของเราจึงเป็นเหมือนเถาวัลย์ที่มีข้อมากหรือเถาวัลย์ที่มีข้อดำ ตะโพกของเราเป็นเหมือนเท้าอูฐ กระดูกสันหลังของเรานูนเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนแกนพันด้ายที่วางเรียงกัน ซี่โครงสองข้างของเราขึ้นนูนสะพรั่งเหมือนกลอนศาลาเก่าโผล่สะพรั่ง ดวงตา ทั้งสองของเราผลุบลึกเข้าไปในเบ้าตาเหมือนเงาดวงดาวปรากฏในบ่อนํ้าลึก หนังศีรษะของเราที่ถูกลมและแดดเข้าก็เหี่ยวแห้งเหมือนลูกนํ้าเต้าที่ตัดมาสดๆ ถูกลมและแดดเข้าก็เหี่ยวแห้งไปฉะนั้นดูก่อนภารทวาชะ เราคิดว่าจักลูบหนังห้อง ก็เจอแต่กระดูกสันหลัง คิดว่าจักลูบกระดูกสันหลัง ก็เจอแต่หนังห้อง หนังห้องของเราแนบติดถึงกระดูกสันหลัง

เมื่อเราคิดว่าจักถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ก็เซซวนล้มลงในที่นั้นเอง เมื่อจะให้กายนี้แลผ่อนคลายบ้าง จึงเอาฝ่ามือลูบไปตามตัว เมื่อเราเอาฝ่ามือ ลูบไปตามตัว ขนทั้งหลายซี่งมีรากเน่าก็หลุดร่วงจากกาย เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเองผู้คนเห็นเราเข้าต่างพูดกันอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมดำไป’ บางพวกพูดว่า ‘พระสมณโคดมไม่ดำ เป็นแต่คลํ้าไป, บางพวกพูดว่า ‘จะว่าพระ สมณโคดมดำไปก็มิใช่ จะว่าคลํ้าไปก็มิใช่ เป็นแต่พร้อยไป’ ดูก่อนภารทวาชะ เพียงแค่ผิวพรรณที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของเราถูกกระทบเสียไป เพราะความเป็นผู้ มีอาหารน้อยนั่นเอง

การบำเพ็ญเพียรทางจิต

{๗๕๒}[๔๘๒] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นได้มีความคิดว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาลที่ได้เสวยทุกขเวทนาอันแข็งกล้าเผ็ดร้อนที่เกิด

หน้า ๖๖๓

เพราะความเพียรกันมา ทุกขเวทนานั้นที่ขนาดหนักก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตที่จักได้เสวยทุกขเวทนาอัน แข็งกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรต่อไป ทุกขเวทนานั้นที่ขนาดหนักก็เพียงเท่านี้ จักไม่ยิ่งไปกว่านี้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งใน ปัจจุบันที่กำลังเสวยทุกขเวทนาอันแข็งกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรอยู่ทุกขเวทนานั้นที่ขนาดหนักก็เพียงเท่านี้ จะไม่ยิ่งไปกว่านี้ แต่เราก็ไม่ได้บรรลุ ญาณทัสสนะอันวิเศษที่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ อันยิ่งกว่าธรรม ของมนุษย์ด้วยทุกกรกิริยาที่เผ็ดร้อนนี้ จะพึงมีทางเพื่อตรัสรู้อย่างอื่นกระมังหนอ,ดูก่อนภารทวาชะ

เรานั้นได้มีความคิดว่า‘เราจำได้อยู่ เมื่องานวัปปมงคลของท้าวศากยะผู้พระบิดา เรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้าที่ร่มเย็น สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ได้บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้เป็นทางเพื่อตรัสรู้ใช่ไหมหนอ, เรานั้นได้มี ความรู้สึกอันแล่นไปตามสติว่า ‘ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อตรัสรู้แน่, เรานั้น ได้มีความคิดต่อไปว่า ‘เรากลัวความสุขซึ่งเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมหรือ, ก็ได้เห็นว่า ‘เราไม่กลัวความสุขซึ่งเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม,{๗๕๓}[๔๘๓] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นจึงคิดต่อไปว่า ‘มิใช่ทำได้ง่ายเลย ที่บุคคลผู้มีกายผอมเหลือประมาณอย่างนี้จะถึงความสุขนั้นได้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงบริโภคอาหารหยาบคือข้าวสุกขนมสดเกิด, ดังนี้ เรานั้นจึงบริโภคอาหารหยาบคือข้าวสุกขนมสดแล้ว

ก็สมัยนั้น ภิกษุปัญจวัคคีย์บำรุงเรานั้นอยู่ด้วยหวังว่า‘พระสมณโคดมจักบรรลุธรรมใด ก็จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลายด้วย, นับแต่เรา บริโภคอาหารหยาบคือข้าวสุกขนมสดแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ก็พากันเบื่อหน่าย เราหลีกไปด้วยความเข้าใจว่า ‘พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก คลายความ เพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากไปเสียแล้ว,

หน้า ๖๖๔

การบรรลุฌาน ๔

{๗๕๔}ดูก่อนภารทวาชะ ครั้นเราบริโภคอาหารหยาบ ฟื้นกำลังคืนได้แล้ว ก็สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ได้บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

ได้บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป ได้บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่

ได้บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่

การบรรลุวิชชา ๓

{๗๕๕}เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้น้อมจิตไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสติญาณ เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ... เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอัน มากพร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็นวิชชาที่ ๑ ที่เราได้บรรลุแล้วในปฐมยามแห่งราตรี อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่{๗๕๖}[๔๘๔] ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้น้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เรานั้นเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว

หน้า ๖๖๕

ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็นวิชชาที่ ๒ ที่เราได้บรรลุแล้วในมัชฌิมยามแห่งราตรี อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่

{๗๕๗}เรานั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผองแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้น้อมจิตไป เพื่ออาสวักขยญาณ ได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา, เมื่อเรานั้นรู้เห็นอย่างนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า จิตหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้ ดูก่อนภารทวาชะ นี้เป็นวิชชาที่ ๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยามแห่งราตรี อวิชชาถูกกำจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกกำจัดแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งนิพพานอยู่”{๗๕๘}[๔๘๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สคารวมาณพได้กราบ

ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านพระโคดมมีความเพียรอันไม่หยุดหย่อนหนอ ท่านพระโคดมมีความเพียรของสัตบุรุษหนอเหมือนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าแต่ท่านพระโคดม เทวดามีจริงหรือหนอแล”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนภารทวาชะ ก็ข้อที่ว่าเทวดามีจริงนั้น รู้ได้โดยฐานะ”

หน้า ๖๖๖

“ข้าแต่ท่านพระโคดม พระองค์ถูกข้าพเจ้าทูลถามว่า‘เทวดามีจริง หรือหนอ, ดังนี้ ก็ตรัสตอบว่า ‘ดูก่อนภารทวาชะ ก็ข้อที่ว่าเทวดามีจริงนั้น รู้กันได้โดยฐานะ, ดังนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้อยคำของพระองค์ก็เป็นถ้อยคำเปล่าเป็นมุสาไป มิใช่หรือ”

“ดูก่อนภารทวาชะ ผู้ใดเมื่อถูกถามว่า ‘เทวดามีอยู่จริงหรือ, ดังนี้ จะพึงกล่าวว่า ‘เรารู้จักเทวดาโดยฐานะ, ก็เท่ากับกล่าวว่า ‘เรารู้จักเทวดา, เมื่อเป็นเช่นนั้น วิญญูชนก็ถึงความเข้าใจได้โดยส่วนเดียวว่าเทวดามีจริง”

“ก็ทำไม ท่านพระโคดมจึงไม่ทรงพยากรณ์แก่ข้าพเจ้าเสียด้วยคำแรกเล่า”

“ดูก่อนภารทวาชะ ข้อที่ว่าเทวดามีจริงนั้นเขาสมมติกันในโลกด้วยคำศัพท์อันสูง”

สคารวมาณพแสดงตนเป็นอุบาสก

{๗๕๙}[๔๘๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สคารวมาณพได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปไว้ในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้, ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมได้โปรดทรงจำ ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

จบ สคารวสูตรที่ ๑๐

จบ พราหมณวรรคที่ ๕

จบ ๑๐. สคารวสูตร