พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · โกสิยวรรค
สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๔–๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในโกสิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๘๖–๙๑
๒. โกสิยวรรค
๑. โกสิยสิกขาบท
ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๗๔} [๕๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้พระนครอาฬวี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกช่างไหมแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยใยไหม” ช่างไหมเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้เข้ามาหาพวกเรา แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยใยไหม’ มิใช่ลาภของพวกเราเลย พวกเราได้ไม่ดีแล้ว ที่พวกเราผู้ซึ่งทำสัตว์ตัวเล็ก ๆ มากมายให้วอดวาย เพราะเหตุแห่งอาชีพ เพราะเหตุแห่งบุตรและภรรยา”ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกช่างไหมเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้เข้าไปหาพวกช่างไหมแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันถัตเจือด้วยใยไหม’ ดังนี้เล่า” จึงพากัน
- ๑สันถัต หมายถึงผ้ารองนั่งสำหรับพระภิกษุ (ดู สิกขาบทวิภังค์หน้า ๘๗ ในเล่มนี้)
ตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอเข้าไปหาพวกช่างไหมแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันภัตเจือด้วยใยไหม’ ดังนี้ จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้เข้าไปหาพวกช่างไหมแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายพวกท่านต้มตัวไหมไว้เป็นอันมาก จงให้แก่พวกอาตมาบ้าง แม้พวกอาตมาก็ปรารถนาจะทำสันภัตเจือด้วยใยไหม’ ดังนี้เล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๕๔๓] อนึ่ง ภิกษุใดใช้ให้ทำสันถัตเจือด้วยใยไหม เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๗๕} [๕๔๔] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุใด ... นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ‘อนึ่ง ... ใด’คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ
คำว่า ใช้ให้ทำ ความว่า ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม เจือด้วยใยไหมแม้เส้นเดียว เป็นทุกกฏเพราะประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้ สันถัตมา คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละสันถัตนั้นอย่างนี้
วิธีสละสันถัตที่เป็นนิสสัคคีย์
สละแก่สงฆ์
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า สันถัตเจือด้วยใยไหมผืนนี้ของกระผม กระผมใช้ให้ทำแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็น นิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่คณะ
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบ เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘ท่านเจ้าข้า สันถัตเจือด้วยใยไหมผืนนี้ของกระผม กระผมใช้ให้ทำแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่บุคคล
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่ง กระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า
‘อาวุโส สันถัตเจือด้วยใยไหมผืนนี้ของผม ผมใช้ให้ทำแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน’
บทภาชนีย์
จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๗๖} [๕๔๕] สันถัตตนทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จเอง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์สันถัตตนทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ทุกกฏ
ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นให้ทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๗๗} [๕๔๖] ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดก็ดี เป็นม่านบังก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ โกสิยสิกขาบทที่ ๑
๒. สุทธกาฬกสิกขาบท
ว่าด้วยการทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๗๘} [๕๔๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคาร ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ให้เขาทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน พวกชาวบ้านมาเที่ยวชมวิหารได้แลเห็นเข้า จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้จึงได้ใช้ให้เขาทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วนเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า”ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ใช้ให้เขาทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วนเล่า” จึงพากันติเตียนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้ มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วทรงบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุ ฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอใช้ให้ทำสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
- ๑ขนเจียม หมายถึงขนแพะหรือขนแกะ เป็นเครื่องลาดลักษณะเหมือนพรม (พจนานุกรม)
จบ สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์