arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค

สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์] เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๙–๑๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์] (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๒๑๐–๒๑๖

หน้า ๒๑๐

ทุกกฏ

จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุไม่ได้สละ ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรยังไม่ถึง ๖ คืน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรยังไม่ถึง ๖ คืน ภิกษุสงสัย ใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

จีวรยังไม่ถึง ๖ คืน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ๖ คืน ใช้สอย ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๑๖๘} [๖๕๖] ภิกษุอยู่ปราศ ๖ คืน ๑ ภิกษุอยู่ปราศไม่ถึง ๖ คืน ๑ ภิกษุอยู่ปราศ ๖ คืน แล้วกลับมายังคามสีมา อยู่แล้วหลีกไปใหม่ ๑ ภิกษุถอนเสียภายใน ๖ คืน ๑ ภิกษุสละไป ๑ จีวรหายไป ๑ จีวรฉิบหายไป ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป ๑ ภิกษุผู้ถือวิสาสะ ๑ ภิกษุผู้ได้รับสมมติ ๑ ภิกษุผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สาสังกสิกขาบทที่ ๙

๑๐. ปริณตสิกขาบท

ว่าด้วยการน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๑๖๙} [๖๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นในพระนครสาวัตถี มีกลุ่มชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจัดภัตตาหารพร้อมทั้งจีวรไว้ ถวายสงฆ์ด้วยตั้งใจว่าจักให้ฉันแล้วจึงให้ครองจีวร ณ เวลาเดียวกันนั้นแล

หน้า ๒๑๑

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ได้เข้าไปหากลุ่มชาวบ้านนั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าว กะกลุ่มชาวบ้านนั้นว่า “ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงถวายจีวรเหล่านี้แก่พวกอาตมา”

“ท่านเจ้าข้า พวกกระผมถวายไม่ได้ เพราะพวกกระผมจัดภัตตาหาร พร้อมทั้งจีวรไว้ถวายพระสงฆ์ทุกปี”

“ท่านทั้งหลาย ผู้ถวายสงฆ์มีมาก ภัตตาหารของสงฆ์ก็มีมาก พวกอาตมาอาศัยพวกท่าน เล็งเห็นแต่พวกท่าน จึงอยู่ในที่นี้ ถ้าพวกท่านไม่ถวายแก่พวกอาตมา เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจักถวายแก่พวกอาตมา ขอพวกท่านจงถวายจีวรเหล่านี้แก่พวกอาตมาเถิด”เมื่อกลุ่มชาวบ้านกลุ่มนั้นถูกพวกภิกษุฉัพพัคคีย์เซ้าซี้อยู่ จึงได้ถวายจีวร ตามที่ได้จัดไว้แก่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์แล้วอังคาสพระสงฆ์เฉพาะภัตตาหาร

บรรดาภิกษุที่ทราบว่าเขาจัดภัตตาหารพร้อมทั้งจีวรไว้ถวายพระสงฆ์ แต่ไม่ทราบว่าเขาได้ถวายจีวรแก่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไปแล้ว จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงน้อมถวายจีวรแก่พระสงฆ์เถิด”กลุ่มชาวบ้านกลุ่มนั้นเรียนว่า “ท่านเจ้าข้า ไม่มีจีวรตามที่ได้จัดไว้ เพราะพระคุณเจ้าเหล่าฉัพพัคคีย์น้อมไปเพื่อตนเสียแล้ว”

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์รู้อยู่ จึงได้น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้ว กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุ

หน้า ๒๑๒

ฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอรู้อยู่น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน จริงหรือ”

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอรู้อยู่ จึงได้น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๖๕๘] อนึ่ง ภิกษุใดรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๑๗๐} [๖๕๙] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุใด ... นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ‘อนึ่ง ... ใด’

หน้า ๒๑๓

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

ที่ชื่อว่ารู้อยู่ คือ รู้เอง หรือคนอื่นบอกเธอ หรือเธอบอก

ที่ชื่อว่า เป็นของจะถวายสงฆ์ ได้แก่ ของที่เขาถวายแล้วบริจาคแล้วแก่สงฆ์

ที่ชื่อว่า ลาภ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย เภสัชบริขาร โดยที่สุดแม้ก้อนผงเจิม ไม้ชำระฟัน ด้ายชายผ้าที่ชื่อว่า ที่เขาน้อมไว้ คือ เขาได้เปล่งวาจาไว้ว่า ‘จักถวาย จักทำ’

ภิกษุน้อมมาเพื่อตน เป็นอาบัติทุกกฏเพราะประโยคที่น้อมมา เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้มา คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละลาภนั้น อย่างนี้

วิธีสละลาภที่เป็นนิสสัคคีย์

สละแก่สงฆ์

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า ลาภนี้เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์ กระผมรู้อยู่น้อมมาเพื่อตน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละลาภนี้แก่สงฆ์’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ลาภนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ลาภนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

หน้า ๒๑๔

สละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่าท่านเจ้าข้า ลาภนี้เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์ กระผมรู้อยู่น้อมมาเพื่อตน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละลาภนี้แก่ท่านทั้งหลาย’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า ลาภนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้ลาภนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่บุคคล

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘อาวุโส ลาภนี้เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์ ผมรู้อยู่ น้อมมาเพื่อตน เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละลาภนี้แก่ท่าน’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้ลาภนี้แก่ท่าน’

บทภาชนีย์

นิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๖๖๐] ลาภที่เขาน้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาน้อมไว้ น้อมมาเพื่อตน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

หน้า ๒๑๕

ทุกกฏ

ลาภที่เขาน้อมไว้ ภิกษุสงสัย น้อมมาเพื่อตน ต้องอาบัติทุกกฏ

ลาภที่เขาน้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาไม่ได้น้อมไว้ น้อมมาเพื่อตน ไม่ต้องอาบัติ

ลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อสงฆ์ ภิกษุน้อมมาเพื่อสงฆ์หมู่อื่นก็ดี เพื่อเจดีย์ก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อเจดีย์ ภิกษุน้อมมาเพื่อเจดีย์อื่นก็ดี เพื่อสงฆ์ก็ดี เพื่อคณะก็ดี เพื่อบุคคลก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อบุคคล ภิกษุน้อมมาเพื่อบุคคลอื่นก็ดี เพื่อสงฆ์ก็ดี เพื่อคณะก็ดี เพื่อเจดีย์ก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาน้อมไว้ ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

ลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาไม่ได้น้อมไว้ ... ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๑๗๑} [๖๖๑] ภิกษุที่พวกทายกถามว่า ‘จะถวายที่ไหน’ บอกแนะนำว่า ‘ไทยธรรมของพวกท่านพึงได้รับการใช้สอย พึงได้รับการปฏิสังขรณ์ หรือพึงตั้งอยู่ได้นานในที่ใด ก็หรือจิตของพวกท่านเลื่อมใสในภิกษุรูปใด ก็จงถวายในที่นั้นหรือภิกษุรูปนั้นเถิด’ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ ปริณตสิกขาบทที่ ๑๐

จบ ปัตตวรรคที่ ๓

หน้า ๒๑๖

หัวข้อประจำหมวด

ปัตตสิกขาบท ว่าด้วยบาตร ๑

อูนปัญจพันธนสิกขาบท ว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อมต่ำกว่า ๕ แห่ง ๑

เภสัชชสิกขาบท ว่าด้วยเภสัช ๑

วัสสิกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยผ้าอาบนํ้าฝน ๑

จีวรอัจฉินทนสิกขาบท ว่าด้วยการชิงจีวรคืน ๑

สุตตวิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการขอด้ายเอง ๑

มหาเปสการสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งให้ช่างหูกทอจีวร ๑

อัจเจกจีวรสิกขาบท ว่าด้วยอัจเจกจีวร ๑

สาสังกสิกขาบท ว่าด้วยเสนาสนะป่าที่น่าหวาดระแวง ๑

ปริณตสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน ๑

รวม ๑๐ สิกขาบทเหล่านี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วดังนี้แล

บทสรุป

{๑๗๒} [๖๖๒] “ท่านทั้งหลาย ธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแล ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในธรรมคือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านั้นว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ’ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่ ๒ ว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ’ ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่ ๓ ว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ’ ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วในธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้

จบ นิสสัคคิยกัณฑ์

จบ สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์]