arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · คัพภินีวรรค

สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙๘–๔๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในคัพภินีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ คัพภินีวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๒๙๙–๓๐๓

หน้า ๒๙๙

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ

กรรมไม่เป็น ธรรมภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรมบวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

{๓๙๑} [๑๑๐๖] ภิกษุณีบวชให้หญิงครองเรือนมีอายุครบ ๑๒ ปี ผู้ได้ศึกษา สิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว และสงฆ์สมมติแล้ว ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๗

สิกขาบทที่ ๘

เรื่องภิกษุณีไม่สงเคราะห์สหชีวินี

{๓๙๒} [๑๑๐๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีแล้วไม่อนุเคราะห์เอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นอนุเคราะห์ ตลอด ๒ ปี สหชีวินีเหล่านั้นจึงเป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้จักสิ่งที่ควร หรือไม่ควรบรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้บวชให้สหชีวินีแล้วไม่อนุเคราะห์เอง ทั้งไม่ให้ ผู้อื่นอนุเคราะห์ตลอด ๒ ปีเล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีแล้วไม่อนุเคราะห์เอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นอนุเครา ะห์ตลอด ๒ ปี จริงหรือ”

หน้า ๓๐๐

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง” พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้บวชให้สหชีวีนีแล้วไม่อนุเคราะห์เอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นอนุเคราะห์ตลอด ๒ ปีเล่า การกระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่ดเป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อม ...”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๑๑๐๘] อนึ่งภิกษุณีใดบวชให้สหชีวินีแล้ว ไม่อนุเคราะห์เอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นอนุเคราะห์ ตลอด ๒ ปี เป็นปาจิตตีย์ไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ตนเป็นเวลา ๒ปี เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

[๑๑๐๙] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้

ที่ชื่อว่า สหชีวินี ตรัสหมายถึงภิกษุณีสัทธิวิหารินี

คำว่า บวชให้แล้ว คือ ให้อุปสมบทแล้ว

คำว่า ตลอด ๒ ปี คือ เป็นเวลา ๒ ปี

คำว่า ไม่อนุเคราะห์เอง คือ ไม่อนุเคราะห์เองด้วยอุทเทส ปริปุจฉาโอวาท อนุศาสนี

คำว่า ไม่อนุเคราะห์เอง คือ ไม่สั่งให้ภิกษุอื่น

พอทอดธุระว่า ‘จักไม่อนุเคราะห์เอง จักไม่ให้ผู้อื่นอนุเคราะห์ตลอด ๒ ปี’ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

หน้า ๓๐๑

อนาปัตติวาร

[๑๑๑๐] ภิกษุณีไม่อนุเคราะห์ในเมื่อมีเหตุจำเป็น ๑ ภิกษุณีแสวงหาแล้ว แต่ไม่ได้ ๑ ภิกษุณีผู้อาพาธ ๑ ภิกษุณีผู้มีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นเป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๘

สิกขาบทที่ ๙

เรื่องภิกษุณีไม่ติดตามปวัตตินี

[๑๑๑๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลภิกษุณีทั้งหลายไม่ติดตามปวัตตินี (อุปัชฌาย์) ผู้บวชให้ตนเองเป็นเวลา ๒ ปี พวกเธอจึงเป็นคนโง่เขลา ไม่ฉลาด ไม่รู้จักสิ่งที่ควรหรือไม่ควรบรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ตนเป็นเวลา ๒ ปีเล่า”...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ตนเป็นเวลา ๒ ปี จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ตนเป็นเวลา ๒ ปีเล่า การกระทำของภิกษุณีเหล่านั้นไม่เป็นไเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส...

หน้า ๓๐๒

พระพุทธบัญญัติ

[๑๑๑๒] อนึ่ง ภิกษุณีใดไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ตนเป็นเวลา ๒ ปี เป็นปาจิฅตีย์

สิกขาบทวิภังค์

[๑๑๑๓] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

....คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้

คำว่า ผู้บวชให้ คือ ผู้ให้อุปสมบท

....ที่ชื่อว่า ปวัตตินี ตรัสหมายถึงภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌาย์

....คำว่า เป็นเวลา ๒ ปี คือ ตลอด ๒ พรรษา

....คำว่า ไม่ติดตาม คือ ไม่อุปัฐฐากเอง

....พอทอดธุระว่า จักไม่ติดตามไปถึง ๒ ปี ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อนาปัตติวาร

[๑๑๑๔] ภิกษุณีผู้อุปชฌาย์เป็นคนเขลา หรือเป็นคนไม่ละอาย ๑ ภิกษุณีผู้อาพาธ ๑ ภิกษุณีผู้มีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๙

สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องภิกษุณีไม่พาสหชีวินีจาริกไป

....[๑๑๑๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีแล้วไม่พาหลีกไปเอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป สามีจีงได้จับตัวไป

บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพททะนาว่า "ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีไว้แล้วจึงได้ไม่พาหลีกไปเอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไปเล่า สามีจึงได้จับตัวไป ถ้าภิกษุณีนี้หลีกไปด้วย สามีก็จะไม่พึงจับตัวไปได้" ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีไว้แล้ว ไม่พาหลีกไปเอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป สามีจึงได้จับตัวไปแล้ว จริงหรือ”....ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "จริง พระพุทธเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สหชีวินีไว้แล้วจึงได้ไม่พาหลีกไปเอง ทั้งไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป สามีจึงได้จับตัวไปเล่า การกระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความเสื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้่ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๑๑๑๖] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้สหชีวินีแล้ว ไม่พาหลีกไป ทั้งไม่ ให้ผู้อื่นพาหลีกไป ที่สุดแม้สิ้นระยะทาง ๕-๖ โยชน์ เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๓๙๙} [๑๑๑๗] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้

คำว่า สหชีวินี ตรัสหมายถึงภิกษุณีสัทธิวิหารินี

คำว่า บวชให้แล้ว คือ ให้อุปสมบทแล้ว

คำว่า ไม่พาหลีกไป คือ ไม่พาหลีกไปเอง

คำว่า ไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป คือ ไม่สั่งผู้อื่น

พอทอดธุระว่า ‘จักไม่พาหลีกไปเอง จักไม่ให้ผู้อื่นพาหลีกไป โดยที่สุด แม้สิ้นระยะทาง ๕- ๖ โยชน์’ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อนาปัตติวาร

{๔๐๐} [๑๑๑๘] ภิกษุณีไม่พาหลีกไปในเมื่อมีเหตุจำเป็น ๑ ภิกษุณีแสวงหา แล้วแต่ไม่ได้ภิกษุณีเป็นเพื่อน ๑ภิกษุณีผู้มีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๑๐

จบ คัพภินีวรรคที่ ๗

หน้า ๓๐๓

๘. กุมารีภูตวรรค

สิกขาบทที่ ๑

เรื่องภิกษุณีบวชให้กุมารีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี

{๔๐๑} [๑๑๑๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณพระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี กุมารีเหล่านั้น ยังไม่อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อสัมผัส แห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ต่อถ้อยคำที่เขากล่าวร้าย อันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้วอันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้กุมารีผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีเล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จริง หรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีเล่า เพราะ หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปียังไม่อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อสัมผัสแห่งเหลือบยุง ลม แดด และสัตว์ เลื้อยคลาน ต่อถ้อยคำที่เขากล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทาง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมวดว่าด้วยการบวชให้กุมารี ตั้งชื่อวรรคตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ นี้

จบ สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา