พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีหลายรูป เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๕–๔๐๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๓ ในกุมารีภูตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ กุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๓๐๕–๓๑๐
บทภาชนีย์
{๔๐๓} [๑๑๒๒] กุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
กุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุครบ บวชให้ ไม่ ต้องอาบัติ
กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุครบ บวชให้ ไม่ต้อง อาบัติ
อนาปัตติวาร
{๔๐๔} [๑๑๒๓] กุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุครบ บวช ให้ ๑ กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุณีสำคัญว่ามีอายุครบ บวชให้ ๑ ภิกษุณี ผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑
สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณีบวชให้กุมารีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยังมิได้ศึกษาสิกขา
{๔๐๕} [๑๑๒๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยังมิได้ศึกษา
สิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปี กุมารีเหล่านั้นจึงเป็นคนโง่เขลา ไม่ ฉลาด ไม่รู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยัง มิได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีผู้มีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยังมิได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปี จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยังมิได้ ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีเล่า การกระทำของภิกษุณี เหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้น แล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการ เป็นเวลา ๒ ปี แก่หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุ ๑๘ ปี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสิกขาสมมตินั้นภิกษุณีพึงให้อย่างนี้
วิธีให้สิกขาสมมติ
หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุ ๑๘ ปีนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์ เฉวียงบ่ากราบเท้าภิกษุณีทั้งหลายแล้วนั่งกระหย่งประนมมือกล่าว อย่างนี้ว่า
‘แม่เจ้า ข้าพเจ้ามีชื่อนี้ เป็นกุมารีอายุ ๑๘ ปีของแม่เจ้าชื่อนี้ ขอ สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการเป็นเวลา ๒ ปี ต่อสงฆ์’
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้
[๑๑๒๕] ‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้มีชื่อนี้ เป็น กุมารีผู้มีอายุ ๑๘ ปี ของแม่เจ้าชื่อนี้ ขอสิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการ เป็นเวลา ๒ ปี ต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการเป็นเวลา ๒ ปี แก่หญิงผู้เป็นกุมารีชื่อนี้ ผู้มีอายุ ๑๘ ปี นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้าเจ้าข้าขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงผู้นี้มีชื่อนี้เป็นกุมารี ผู้มีอายุ ๑๘ ปี ของแม่เจ้าชื่อนี้ ขอสิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการเป็น เวลา ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการเป็นเวลา ๒ ปีแก่ หญิงผู้เป็นกุมารีชื่อนี้ผู้มีอายุ ๑๘ ปี การให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการ เป็นเวลา ๒ ปีแก่หญิงผู้เป็นกุมารีชื่อนี้ผู้มีอายุ ๑๘ ปี ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงสิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการเป็นเวลา ๒ ปี สงฆ์ให้แล้วแก่หญิงผู้ เป็นกุมารีชื่อนี้ผู้มีอายุ ๑๘ ปี ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอ ทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถนั้นพึงกล่าวกะหญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุ ๑๘ ปีนั้น ว่า ‘เธอจงกล่าวอย่างนี้’ แล้วพึงกล่าวว่า
๑. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป อย่างมั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็น เวลา ๒ ปี
๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้อย่างมั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็นเวลา ๒ ปี
๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การประพฤติผิดมิใช่กิจพรหมจรรย์อย่างมั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็นเวลา ๒ ปี๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การพูดเท็จ อย่างมั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็นเวลา ๒ ปี๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก น้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อย่าง มั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็นเวลา ๒ ปี๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การบริโภคอาหารในเวลาวิกาล อย่างมั่นคงไม่ล่วงละเมิด เป็น เวลา ๒ ปีครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุณีเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่าง นี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๒๖] อนึ่ง ภิกษุณีใดบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีผู้มีอายุครบ ๒๐ ปี แล้ว แต่ยังมิได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการเป็นเวลา ๒ ปี เป็น ปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๔๐๖} [๑๑๒๗] คำว่า อนึ่ง ...ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี, ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า ผู้มีอายุครบ ๒๐ ปีเแล้ว คือ ผู้มีอายุถึง ๒๐ ปีแล้ว
ที่ชื่อว่า หญิงผู้เป็นกุมารี ตรัสหมายถึงสามเณรี
คำว่า เป็นเวลา ๒ปี คือ ตลอดเวลา ๒ ปี
ที่ชื่อว่า ผู้ยังมิได้ศึกษาสิกขา คือ สงฆ์ยังไม่ได้ให้สิกขา หรือให้แล้ว แต่เธอทำขาดเสีย
คำว่า บวชให้ คือ ให้อุปสมบท
ภิกษุณีตั้งใจว่าจักบวชให้ แล้วแสวงหาคณะก็ดี อาจารย์ก็ดี บาตร ก็ดี จีวรก็ดี สมมติสีมาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏจบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ภิกษุณีผู้อุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและอาจารย์ต้องอาบัติทุกกฏ
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
[๑๑๒๘] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติปาจิตตีย์
ติกทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย บวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏกรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม บวชให้ ต้อง อาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๔๐๗} [๑๑๒๙] ภิกษุณีบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ผู้ได้ศึกษา สิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณี ผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๒
สิกขาบทที่ ๓
เรื่องภิกษุณีบวชให้กุมารีอายุครบ ๒๐ ปีแต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ
{๔๐๙} [๑๑๓๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ผู้ได้ศึกษาสิกขาใน ธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติภิกษุณีทั้งหลายพากันกล่าวอย่างนี้ว่า “มานี่ แม่สิกขมานา เธอจง รู้สิ่งนี้ จงประเคนสิ่งนี้ จงนำสิ่งนี้มา ฉันต้องการสิ่งนี้ เธอจงทำสิ่งนี้ให้ เป็นกัปปิยะ”
เธอเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “แม่เจ้า พวกดิฉันไม่ใช่สิกขมานา พวก ดิฉันเป็นภิกษุณี”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้บวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปีผู้ได้ ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการมาครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายบวชให้หญิงผู้เป็นกุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ผู้ได้
จบ สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีหลายรูป