arnon.world

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · อนุปทวรรค

๗. มหาจัตตารีสกสูตร เล่ม ๑๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๒–๒๘๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในอนุปทวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

มหาจตฺตารีสกสุตฺตํ

๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค มหาจัตตารีสกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๔)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ อริยํ โว ภิกฺขเว สมฺมาสมาธึ เทสิสฺสามิ สอุปนิสํ สปริกฺขารํ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อริโย สมฺมาสมาธิ สอุปนิโส สปริกฺขาโร เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ยา โข ภิกฺขเว อิเมหิ สตฺตงฺเคหิ จิตฺตสฺส เอกคฺคตา ปริกฺขตา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริโย สมฺมาสมาธิ สอุปนิโส อิติปิ สปริกฺขาโร อิติปีติ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐึ มิจฺฉาทิฏฺฐีติ ปชานาติ สมฺมาทิฏฺฐึ สมฺมาทิฏฺฐีติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ

๑ ม. ยุ. อิติปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ สมฺมาทิฏฺฐึปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์

เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว

มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาผลํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคงฺคํ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ โส ๑ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปหานาย วายมติ สมฺมาทิฏฺฐิยา อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาทิฏฺฐึ ปชหติ สโต สมฺมาทิฏฺฐึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาทิฏฺฐึ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ

๑ ยุ. โย ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ

เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาสงฺกปฺปํ มิจฺฉาสงฺกปฺโปติ ปชานาติ สมฺมาสงฺกปฺปํ สมฺมาสงฺกปฺโปติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป ฯ กามสงฺกปฺโป พฺยาปาทสงฺกปฺโป วิหึสาสงฺกปฺโป อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน คือ ความดำริในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในความเบียดเบียน นี้มิจฉาสังกัปปะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป ฯ สมฺมาสงฺกปฺปํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว

สัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป อยํ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โย โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ตกฺโก วิตกฺโก สงฺกปฺโป อปฺปนา พฺยปฺปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสงฺขาโร ๑ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาสงฺกปฺปํ ปชหติ สโต สมฺมาสงฺกปฺปํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ๒ ตโย ธมฺมา สมฺมาสงฺกปฺปํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ

เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก ความวิตกความดำริ ความแน่ว ความแน่ความปักใจ วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายาม

ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาวาจํ มิจฺฉาวาจาติ ปชานาติ สมฺมาวาจํ สมฺมาวาจาติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจาความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา ฯ มุสาวาโท ปิสุณา วาจา ผรุสา วาจา สมฺผปฺปลาโป อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ มิจฉาวาจา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา ฯ สมฺมาวาจํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ

๑ ยุ. วาจาสงฺขาโร ฯ ๒ ม. อิติยิเม ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา สาสวา ปุญฺญภาคิยา อุปธิเวปกฺกา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์

เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบงดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต จตูหิปิ วจีทุจฺจริเตหิ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาวาจา อริยา อนาสวา โลกุตฺตรา มคฺคงฺคา ฯ โส มิจฺฉาวาจาย ปหานาย วายมติ สมฺมาวาจาย อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาวาจํ ปชหติ สโต สมฺมาวาจํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาวาจํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ

เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้นความเว้นขาด เจตนางดเว้นจากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาวาจา ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉากมฺมนฺตํ มิจฺฉากมฺมนฺโตติ ปชานาติ สมฺมากมฺมนฺตํ สมฺมากมฺมนฺโตติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่า มิจฉากัมมันตะ รู้จักสัมมากัมมันตะว่า สัมมากัมมันตะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต ฯ ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ กาเมสุมิจฺฉาจาโร อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน คือ ปณาติบาต อทินนาทานกาเมสุมิจฉาจาร นี้ มิจฉากัมมันตะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต ฯ สมฺมากมฺมนฺตํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ อตฺถิ ภิกฺขเว ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร นี้สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต ตีหิปิ กายทุจฺจริเตหิ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมากมฺมนฺโต อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมากมฺมนฺตสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉากมฺมนฺตํ ปชหติ สโต สมฺมากมฺมนฺตํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมากมฺมนฺตํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็น อนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรคเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงดความเว้น เจตนางดเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ ความพยายาม

ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อม

ห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ มิจฺฉาอาชีวํ มิจฺฉาอาชีโวติ ปชานาติ สมฺมาอาชีวํ สมฺมาอาชีโวติ ปชานาติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่า มิจฉาอาชีวะ รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมาอาชีวะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว ฯ กุหนา ลปนา เนมิตฺตกตา นิปฺเปสิกตา ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตา อยํ ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การ

ตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว ฯ สมฺมาอาชีวํปหํ ภิกฺขเว ทฺวยํ วทามิ อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก อตฺถิ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว

สัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปติ อยํ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว สาสโว ปุญฺญภาคิโย อุปธิเวปกฺโก ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ ยา โข ภิกฺขเว อริยจิตฺตสฺส อนาสวจิตฺตสฺส อริยมคฺคสมงฺคิโน อริยมคฺคํ ภาวยโต มิจฺฉาอาชีวา อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี อยํ ภิกฺขเว สมฺมาอาชีโว อริโย อนาสโว โลกุตฺตโร มคฺคงฺโค ฯ โส มิจฺฉาอาชีวสฺส ปหานาย วายมติ สมฺมาอาชีวสฺส อุปสมฺปทาย ฯ สฺวาสฺส โหติ สมฺมาวายาโม ฯ โส สโต มิจฺฉาอาชีวํ ปชหติ สโต สมฺมาอาชีวํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ สาสฺส โหติ สมฺมาสติ ฯ อิติสฺสิเม ตโย ธมฺมา สมฺมาอาชีวํ อนุปริธาวนฺติ อนุปริวตฺตนฺติ เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้นเจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ

ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แลสัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความ พยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ

ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ

ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ภิกฺขเว สมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส สมฺมาวาจา ปโหติ สมฺมาวาจสฺส สมฺมากมฺมนฺโต ปโหติ สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมฺมาอาชีโว ปโหติ สมฺมาอาชีวสฺส สมฺมาวายาโม ปโหติ สมฺมาวายามสฺส สมฺมาสติ ปโหติ สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ สมฺมาสมาธิสฺส สมฺมาญาณํ ปโหติ สมฺมาญาณสฺส สมฺมาวิมุตฺติ ปโหติ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต เสโข [๑] ทสหงฺคสมนฺนาคโต อรหา โหติ ฯ [๒]

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมี

สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้

เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอ

เหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอ

เหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ

จึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺร ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สมฺมาทิฏฺฐิ ปุพฺพงฺคมา โหติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺฐิ นิชฺชิณฺณา โหติ ฯ เย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสงฺกปฺโป นิชฺชิณฺโณ โหติ ฯเปฯ

สมฺมาวาจสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวาจา นิชฺชิณฺณา โหติ ... สมฺมากมฺมนฺตสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉากมฺมนฺโต นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาอาชีวสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาอาชีโว นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาวายามสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวายาโม นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาสติสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสติ นิชฺชิณฺณา โหติ ... สมฺมาสมาธิสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาสมาธิ นิชฺชิณฺโณ โหติ ... สมฺมาญาณสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาญาณํ นิชฺชิณฺณํ โหติ ... สมฺมาวิมุตฺตสฺส ภิกฺขเว มิจฺฉาวิมุตฺติ นิชฺชิณฺณา โหติ ฯ เย จ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยา อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สมฺภวนฺติ เต จสฺส นิชฺชิณฺณา โหนฺติ สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยา จ อเนเก กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว วีสติ กุสลปกฺขา วีสติ อกุสลปกฺขา ฯ มหาจตฺตารีสโก ธมฺมปริยาโย ปวตฺติโต อปฺปฏิวตฺติโย สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ

๑ ยุ. ปฏิปโท ฯ ๒ โป. ม. ตตฺรปิ สมฺมาญาเณน อเนเก ปาปกา อกุสลา ธมฺมา

วิคตา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ

ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ

ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้...

ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้...

ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้...

ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้...

ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้...

ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้...

ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้...

ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้...

ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามีเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ ชื่อ ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมารหรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โย หิ โกจิ ภิกฺขเว สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิมํ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทส สหธมฺมิกา วาทานุวาทา คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิญฺเจ ภวํ ครหติ เย จ มิจฺฉาทิฏฺฐี สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสงฺกปฺปญฺเจ ภวํ ครหติ เย จ มิจฺฉาสงฺกปฺปา สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาวาจญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมากมฺมนฺตญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาอาชีวญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาวายามญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาสติญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาสมาธิญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาญาณญฺเจ ภวํ ครหติ ... สมฺมาวิมุตฺติญฺเจ ภวํ ครหติ เย [๑] มิจฺฉาวิมุตฺตี สมณพฺราหฺมณา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ

เยเกจิ ๒ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิมํ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม ทส สหธมฺมิกา วาทานุวาทา คารยฺหฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา ๓ วสฺสภญฺญา ๔ อเหตุวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิ มหาจตฺตารีสกํ ธมฺมปริยายํ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ ตํ กิสฺส เหตุ นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยาติ ฯ

อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ

มหาจตฺตารีสกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ

________

๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร จสทฺโท อตฺถิ ฯ ๒ ยุ. โย หิ โกจิ ฯ โป. ม. โย

โกจิ ฯ ๓ ม. ยุ. โอกฺกลา ฯ ๔ ม. วยภิญฺญา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียน

คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใครติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัมมันตะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิดถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิดถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวิมุตติผิด ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ ๗

จบ ๗. มหาจัตตารีสกสูตร