arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก ยมก · จิตตยมก

นิทเทสแห่งมิสสกวาร เล่ม ๓๙

Text layerBuddha’s wordsItems ๗๗ (Royal Thai)5/5 in จิตตยมก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก ยมก จิตตยมก นิทเทสแห่งมิสสกวาร (Royal Thai Volume 39 · Mahachula Volume 39 · Mahamakut Volume 83 · Chaloem Phrakiat Volume 39)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 83, pp. 853–866

Page 853

จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เคยดับ, จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ใช่จักดับ ใช่ไหม ?

จิตในอุปปาทขณะและจิตที่เป็นอนาคตไม่ใช่เคยดับ แต่จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับ, จิตในภังคขณะไม่ใช่เคยดับด้วย ไม่ใช่จักดับด้วย.

ก็หรือว่าจิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ, จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ใช่เคยดับ ใช่ไหม ?

จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่จักดับ แต่จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยดับ, จิตในภังคขณะไม่ใช่จักดับด้วย ไม่ใช่เคยดับด้วย.

ปุคคลธรรมวารนิทเทส จบ

มิสสกวารนิเทส

[๗๗] ในข้อที่ว่า จิตของบุคคลใด ท่านแสดงไว้โดยภาวะแห่งตนในข้อที่ว่า ในจิตใด และในจิตใดของบุคคลใด ท่านแสดงไว้โดยอรรถอันเดียวกัน.

จิตมีราคะของบุคคลใด ฯลฯ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากต-ธรรม สุขายเวทนายสัมปยุตตธรรม ทุกขายเวทนายสัมปยุตตธรรมอทุกขมสุขายเวทนายสัมปยุตตธรรรม ฯลฯ สนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม

Page 854

อนิทัสสนสัปปฏิฆธรรม อนิทัสสนาปปฏิฆธรรม เหตุธรรม นเหตุธรรม ฯลฯ สรณธรรม อรณธรรม. ธรรมเหล่านี้ จนถึงสรณธรรมและอรณธรรม ย่อมถึงซึ่งความเป็นยมก ๓ คือ มูลยมก จิตตยมกธรรมยมก.

มิสสกวารนิทเทส จบ

จิตตยมก จบ

Page 855

อรรถกถาจิตตยมก

มาติกาฐปนวาระ

บัดนี้ เป็นวรรณา เนื้อความแห่ง จิตตยมก ที่พระผู้มีพระภาค-เจ้า ทรงรวบรวมไว้เป็นเอกเทสหนึ่งต่างหากด้วยสามารถแห่งธรรมทั้ง-หลายเหล่านั้นนั่นแหละมีกุศลธรรมเป็นต้นที่ได้แสดงไว้แล้วในมูลยมกแล้วจึงแสดงต่อจากอนุสยมก.

ในจิตตยมกนั้น เบื้องแรกพึงทราบบาลีววัตถาน๑ก่อน ในจิตต-ยมกนี้ มี ๒ วาระ คือ

มาติกาฐปนวาระ -- วาระอันว่าด้วยการตั้งมาติกา๒ฐปิตมาติกาวิสัชนาวาระ -- วาระอันว่าด้วยการวิสัชนมาติกา๓ที่ตั้งไว้แล้ว.

ในมาติกาฐปนวาระนั้น ในเบื้องต้นมีสุทธิกมหาวาระอยู่ ๓คือ : -

๑. การกำหนดหัวข้อ.

๒. หัวข้อ = อุเทส.

๓. นิทเทส.

* มาติกาฐปนวาระ คือ อุทเทส

วิสัชนาวาระ คือ นิทเทส

Page 856

ปุคคลวาระ -- วาระอันว่าด้วยบุคคล

ธัมมวาระ -- วาระอันว่าด้วยธรรมะ

ปุคคลธัมมวาระ -- วาระอันว่าด้วยปุคคลธรรมวาระ

ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกบุคคลขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส จิตฺตํอุปฺปชฺชติ น นิรุชฌฺติ แปลว่า จิตของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่า ปุคคลวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไปโดยยกธรรมเท่านั้นขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ นนิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดกำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้นชื่อว่า ธัมมวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นของจิตเป็นไป โดยยกบุคคลและธรรมขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส ยํ จิตฺตํอุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่า ปุคคลธัมมวาระ.

ต่อจากนั้น อาศัยบท ๑๖ บท มีคำว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํแปลว่า จิตของบุคคลใดมีราคะ เป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๔๘ วาระคือ :-

Page 857

ปุคคลวาระ ๑๖ วาระ

ธัมมวาระ ๑๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๑๖ วาระ

มิสสกวาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วย สราค บทเป็นต้น. มิสสกวาระ ๔๘วาระ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพียงบทต้น คือ สราคบทแล้วทรงย่อไว้.

ต่อจากนั้น อาศัยบทแห่งอภิธรรมมาติกา ๒๖๖ บท โดยนัยว่ายสฺส กุสลจิตฺตํ เป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๗๙๘ วาระอีก คือ.-

ปุคคลวาระ ๒๖๖ วาระ

ธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ

วาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วยกุศลบทเป็นต้น. แม้วาระเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงแสดงเพียงบทต้น คือ กุศลบทแล้วทรงย่อไว้เหมือนกัน, ในจิตตยมกนี้มีบทปุจฉาวิสัชนาทำนองเดียวกัน บทเหล่าใดไม่ประกอบด้วยจิตบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเป็นโมฆะปุจฉา.

ก็บรรดาวาระทั้ง ๓ เหล่านั้น สุทธิกปุคคลมหาวาระ ซึ่งเป็นวาระแรก มีอันตวาระ ๑๔ วาระ คือ.-

Page 858

๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ (วาระว่าด้วยการปะ-ปนกันแห่งกาลของอุปาทะและนิโรธะ)

๒. อุปปาทุปปันนวาระ (วาระว่าด้วย อุปปาทะ

และอุปปันะ)

๓. นิโรธุปปันนวาระ (วาระว่าด้วย นิโรธะและ

อุปปันนะ)

๔. อุปปาทวาระ (วาระว่าด้วย อุปปาทะ)๕. นิโรธวาระ (วาระว่าด้วย นิโรธะ )๖. อุปปาทนิโรธวาระ (วาระว่าด้วย อุปปาทะ

และนิโรธะ)

๗. อุปปัชชมานนิโรธวาระ (วาระว่าด้วย อุปัชช-

มานะและนิโรธะ)

๘. อุปปัชชมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วย อุปปัชช-

มานะและอุปปันนะ)

๙. นิรุชฌมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วย นิรุชฌมา

นะและอุปปันนะ)

๑๐. อุปปันนุปปาทวาระ (วาระว่าด้วย อุปปันนะ

และอุปปาทะ)

๑๑. อตีตานาคตวาระ (วาระว่าด้วย อดีตและ

อนาคต)

Page 859

๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาระ (วาระว่าด้วย อุปปันนะ

อุปปัชชมานะ)

๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาระ (วาระว่าด้วย นิรุทธะและ

นิรุธฌมานะ)

๑๔. อติกกันตกาลวาระ (วาระว่าด้วย กาลที่ก้าว

ล่วง)

บรรดา อันตรวาระ ๑๔ วาระ เหล่านั้น ใน ๓ วาระเหล่านี้ คืออุปปาทวาระ นิโรธวาระ อุปปาทนิโรธวาระ โดยอาศัยอนุโลมและปฏิโลม จึงมีวาระ ๖ คู่ รวมเป็น ๑๘ คู่ ( ๑๘ ยมก ). ในอุปปันนุปปาทวาระ ได้ยมก ๔ ( ๔ คู่ ) คือ โดยอนุโลม ๒ปฏิโลม ๒ โดยอาศัยกาลอันเป็นอดีตและอนาคต. ในวาระ ๑๐ คือ๓ วาระที่เหลือที่ทรงแสดงไว้ข้างต้น ๓ วาระที่แสดงไว้ในระหว่าง และ๔ วาระที่แสดงแล้ว คือ วาระที่ ๗, ๘, ๙ และวาระสุดท้าย โดยอนุโลม ๑ ปฏิโลม ๑ กระทำเป็น ๒ ส่วน จึงเป็นยมก ๒๐ ( ๒๐คู่ ).

ในอันตรวาระทั้ง ๑๔ วาระแม้ทั้งหมด กำหนดไว้ด้วยปุจฉา๘๔ จัดเป็นยมกได้ ๔๒ มีอรรถ ๑๖๘ ด้วยประการฉะนี้.

ยมก ๑๒๖ ย่อมมีในมหาวาระทั้ง ๓ คือ สุทธิกปุคคลวาระ สุทธิก-ธัมมวาระ สุทธิกปุคคลธัมมวาระ อนึ่ง ในสุทธิกปุคคลวาระ มีได้ฉันใด ในสุทธิกธัมมวาระ และสุทธิกปุคคลธัมมวาระ ก็มีได้ฉันนั้น.

Page 860

บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาเป็นทวีคูณแต่ยมก และอรรถเป็นทวีคูณแต่ปุจฉานั้น. ก็ในจิตตยมกนี้ มียมกหลายพัน โดยเอาวาระทั้ง ๓นี้ คูณด้วยบท ๑๖ บท ด้วยอำนาจสราคบทเป็นต้น และคูณด้วย๒๖๖ บท ด้วยอำนาจกุศลบทเป็นต้น ฯ ก็พระบาลีท่านย่อไว้ว่า ตโตทิคุณา ปุจฺฉา ตโต ทิคุณา อตฺถา จ โหนฺติ แปลว่า ปุจฉาทวีคูณแต่ยมกนั้น อรรถ ( วิสัชนา ) ก็ทวีคูณแต่ปุจฉานั้น ดังนี้บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลีในจิตตยมกนี้ก่อน ดังพรรณนามาฉะนี้.

มาติกาฐปนวาระ จบ

วิสัชนาวาระ ( นิทเทส )

บัดนี้ เพื่อทรงวิสัชนาบทมาติกาโดยลำดับตามที่ตั้งไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่ม คำว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชติ แปลว่า กำลังเกิดเพราะถึงพร้อมด้วยอุปปาทขณะ. บทว่า น นิรุชฺฌติ แปลว่า มิใช่กำลังดับ เพราะยังไม่ถึงนิโรธขณะ. สองบทว่า ตสฺส จิตฺตสฺส ความว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า จำเดิมแต่นั้น จิตของบุคคลนั้น จักดับจักไม่เกิดใช่ไหม ดังนี้. สองบทว่า เตสํ จิตฺตํ ความว่า อุปปาทขณะ

Page 861

แห่งจุติจิตของดวงสุดท้ายของจิตทั้งหมด ของพระขีณาสพเหล่าใด ผู้มีวัฏฏทุกข์อันขาดแล้ว กำลังเป็นไป จุติจิตนั้นนั่นแหละ ของพระ-ขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่า กำลังเกิดเพราะถึงอุปาทะ มิใช่กำลังดับเพราะยังไม่ถึงภังคขณะ. แต่บัดนี้ จิตของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่า จักดับเพราะถึงภังคขณะ. ต่อจากนั้น จิตอื่น ชื่อว่า จักไม่เกิดขึ้นเพราะมิได้ทำปฏิสนธิ. บทว่า อิตเรสํ ได้แก่ จิตของพระเสกขะและปุถุชนที่เหลือเว้นพระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยปัจฉิมจิต. สองบทว่า นิรุชฺฌิสฺ-สติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ความว่า จิตนั้นใด ถึงอุปปาทขณะจิตนั้นนั่นแหละ

จักดับไป. ส่วนจิตอื่น จักเกิดด้วย จักดับด้วย ในอัตภาพนั้น หรือว่าในอัตตภาพอื่น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค-เจ้าทรงหมายเอาจิตของพระขีณาสพนั้นนั่นแหละ. ในปุจฉาวิสัชนาที่ ๒จึงตรัสว่า อามันตา ดังนี้. สองบทว่า นุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌิสฺสติได้แก่ ปัจฉิมจิตของพระอรหันต์ในภังคขณะบ้าง จิตที่กำลังดับของบุคคลที่เหลือบ้าง. ก็จำเดิมแต่จิตนั้นมา ใคร ๆ อาจกล่าวว่า จิตของพระ-อรหันต์จักไม่ดับก่อน แต่ไม่อาจกล่าวว่าจักเกิด. ใคร ๆ อาจกล่าวว่าจิตของบุคคลที่เหลือ จักเกิด จักไม่อาจกล่าว่า จักไม่ดับ. เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.

ในทุติยปัญหา จิตของบุคคลใด จักไม่ดับ แต่จักเกิด บุคคลนั้นแหละมิได้มี เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงห้ามด้วยคำว่า นตฺถิ( ปฏิกเขปวิสัชนา) ดังนี้.

Page 862

คำว่า อุปฺปนฺนํ นี้ เป็นชื่อของจิตที่ถึงพร้อมด้วยการเกิด อีกอย่างหนึ่ง เป็นชื่อของจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป. ในวาระนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตที่ถึงพร้อมด้วยอุปาทะจึงตรัสว่า อา-มันตา. คำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาจิตที่ตั้งอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป. คำว่า อนุปฺปนฺนํ ได้แก่ ยังไม่ถึงอุปปาทะ. ในคำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺชฺชิตฺถ นี้ ความว่า จิตของบุคคลทั้งหมดเป็นปัจจุบันขณะก่อนนั่นแหละ ชื่อว่า เคยเกิดแล้วเพราะล่วงแล้วซึ่งอุปาทขณะ.

คำว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ อธิบายว่า ชื่อว่าอุปฺปชฺชิตฺถ เคยเกิด เพราะถึงแล้วซึ่งอุปาทขณะ ชื่อว่า อุปฺปชฺชติกำลังเกิด เพราะยังไม่ล่วงอุปาทขณะ เพราะความที่บุคคลผู้เข้าถึงนิโรธสมาบัติ จิตเคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อนแต่นิโรธ (และ)เพราะอสัญญสัตตบุคคล (จิต) เคยเกิดขึ้นแล้วในสัญญีภพ.

คำว่า อุปาทกฺขเณ อนาคตฺจ ได้แก่ จิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต.

วิสัชนาวาระ จบ

Page 863

อติกกันตกาลวาระ

ในอติกกันตกาลวาระ คำว่า อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ได้แก่ อุปาท-ขณะ. ในวาระนั้น อุปาทขณะ ไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอย่างนั้นเพราะเป็นขณะของจิตกำลังเกิด. คำว่าขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อธิบายว่า ก็อุปาทขณะนั้นนั่นแหละ.

ก้าวล่วงแล้วไม่นาน เป็นจิตก้าวล่วงแล้ว จึงนับว่ามีกาลอันก้าวล่วงแล้ว( อติกฺกนฺตกาลํ ). คำว่า นิรุชฺฌมานํ ขณํ ได้แก่ นิโรธขณะ. ในคำนั้น นิโรธขณะไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ตรัสอย่างนั้น เพราะเป็นขณะของจิตที่กำลังดับ. คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺ-กนฺตกาลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามว่า จิตของบุคคลนั้น เป็นจิตก้าวล่วงแม้นิโรธขณะอย่างนี้ย่อมชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้วใช่ไหม. ในข้อนั้น เพราะจิตในภังคขณะ ก้าวล่วงอุปาทขณะแล้วนับว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เมื่อจิตก้าวล่วงนิโรธขณะแล้ว ก็ย่อมชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงวิสัชนาว่า ในภังคขณะ จิตก้าวล่วงอุปาทขณะ. แต่ไม่ก้าวล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตก้าวล่วงอุปาทขณะด้วย ก้าวล่วงภังคขณะด้วย ดังนี้.

ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ เพราะจิตในอดีตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง จึงชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อตีตํ จิตฺตํ ดังนี้.

Page 864

ในการวิสัชนาปฏิโลมปัญหา ก็เพราะจิตในอุปาทขณะและจิต

ในอนาคต เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง* คืออุปาทขณะและภังคขณะแต่ไม่ชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้ว เพราะความที่ขณะเหล่านั้นยังไม่ก้าวล่วงไป ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํอนาคตํ จิตฺตํ ดังนี้. ในการวิสัชนาปัญหาที่สองปรากฏชัดแล้ว พึ่งทราบเนื้อความในการวิสัชนาปัญหาทั้งปวงแม้ในธัมมวาระ โดยอุบายนี้แหละ.

ปุคคลธัมมวาระ ก็มีคติอย่างธัมมวาระนั้นแหละ มิสสกวาระ

แม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงย่อไว้เพียงหัวข้อ โดยนัยว่ายสฺส สราคํ จิตฺตํ เป็นต้น. ส่วนความพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลังนั้นแหละ. ก็ในวาระเหล่านั้น ย่อมมีปุจฉาเช่นเดียวกัน โดยที่เป็นปัญหาพึงให้พิสดาร อย่างนี้ว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํอุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ นุปฺปชฺชิสฺสติเป็นต้น แปลว่า จิตมีราคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของ

*ข้อความที่ว่า " เป็นจิตก้าวล่วงขึ้นแม้ทั้งสอง แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว " ใจความขัดกัน เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต ยังไม่ก้าวล่วงขณะทั้งสอง คืออุปาทขณะและภังคขณะแต่ก็ต้องแปลตามบาลีอรรถกถาหน้า๔๔๒ บรรทัดนี้ ๑๒ ที่ว่า อุปฺปาทกฺขเณ จ จิตฺตํ อนาคตญฺจ จิตฺตํ อุโภปิ ขเณ(พม่าเพิ่ม ขณํ ข้างหลัง ขเณ ด้วย ) วีติกฺกนฺตี หุตฺวา อติกฺกนฺตถาลํ นามน โหติ

Page 865

บุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม. แต่เพราะจิตมีราคะ. มิใช่ปัจฉิมจิต ฉะนั้น การวิสัชนาจึงชื่อว่า ไม่เหมือนกัน เพราะปัญหาว่า จิตมีระคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม ดังนี้ ท่านให้คำวิสัชนาว่า โน ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้วิสัชนาปัญหานั้น ๆ พึงทราบตามความเหมาะสมกับปุจฉานั้น ฯ ดังนี้แล.

อติกกันตกาลวาระ จบ

อรรถกถาจิตยมก จบ

Page 866

ธรรมยมก

ปัณณัตติวารุทเทส

อุเทสวาระ

ปทโสธนวาระ อนุโลม :-

[๗๘] กุศลชื่อว่ากุศลธรรม ใช่ไหม ? กุศลธรรมชื่อว่ากุศลใช่ไหม ? อกุศลชื่อว่าอกุศลธรรม ใช่ไหม ? อกุศลธรรมชื่อว่าอกุศลใช่ไหม ? อัพยากตะชื่อว่าอัพยากตธรรม ใช่ไหม ? อัพยากตธรรมชื่อว่าอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ปทโสธนวาระ ปฏิโลม :-

[๗๙] ไม่ใช่กุศล ไม่ชื่อว่ากุศลธรรม ใช่ไหม ? ไม่ใช่กุศลธรรม ไม่ชื่อว่ากุศล ใช่ไหม ?

ไม่ใช่อกุศล ไม่ชื่อว่าอกุศลธรรม ใช่ไหม ? ไม่ใช่อกุศลธรรมไม่ชื่อว่าอกุศล ใช่ไหม ?

ไม่ใช่อัพยากตะ ไม่ชื่อว่าอัพยากตธรรม ใช่ไหม ? ไม่ใช่อัพยากตธรรม ไม่ชื่อว่าอัพยากตะ ใช่ไหม ?

End of นิทเทสแห่งมิสสกวาร