arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · ปุคคลบัญญัติ

จตุกกนิทเทส เล่ม ๓๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐๔–๑๔๐ (Royal Thai)15/21 in ปุคคลบัญญัติ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ จตุกกนิทเทส (Royal Thai Volume 36 · Mahachula Volume 36 · Mahamakut Volume 79 · Chaloem Phrakiat Volume 36)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 36, pp. 219–261

Page 219

ศาสดาผู้บัญญัติอัตตาในปัจจุบันโดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน แต่ไม่บัญญัติอัตตาในภพหน้าโดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นศาสดานั้นเป็นผู้มีวาทะว่าขาดสูญโดยการบัญญัตินั้น

ศาสดาผู้ไม่บัญญัติอัตตาในปัจจุบันโดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน และไม่บัญญัติอัตตาในภพหน้าโดยความเป็นของมีจริง โดยความเป็นของยั่งยืน พึงเห็นศาสดานั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยการบัญญัตินั้น

บุคคลเหล่านี้ชื่อว่าบุคคลผู้เป็นศาสดา ๓ จำพวกแม้อื่นอีก

จบ ติกนิทเทส

๔. จตุกกปุคคลบัญญัติ

{๑๐๔} [๑๓๒] บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ ชอบดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นอสัตบุรุษ

[๑๓๓] บุคคลผู้เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์และยังชักชวนผู้อื่นใน การฆ่าสัตว์ด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบลักทรัพย์และยังชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบประพฤติผิดในกามและยังชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกามด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบพูดเท็จและยังชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง

Page 220

ความประมาทและยังชักชวนผู้อี่นในการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ ตั้งแห่งความประมาทด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ

[๑๓๔] บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นสัตบุรุษ

[๑๓๕] บุคคลผู้เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และยังชักชวน ผู้อื่นในการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการลักทรัพย์ด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดเท็จด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทและยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ{๑๐๕} [๑๓๖] บุคคลผู้เป็นคนชั่ว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ชอบประพฤติผิดในกาม ชอบพูดเท็จ ชอบพูดส่อเสียด ชอบพูดคำหยาบ ชอบพูดเพ้อเจ้อ มีความโลภอยากได้ของผู้อื่นมาก มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นคนชั่ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๓๒] - [๑๓๕] พึงเทียบสิกขาปทสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๐๑/๓๕๒-๓๕๓
Page 221

[๑๓๗] บุคคลผู้เป็นคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์และยังชักชวนผู้อื่นในการ ฆ่าสัตว์ด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบลักทรัพย์และยังชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบประพฤติผิดในกามและยังชักชวนผู้อื่นในการประพฤติผิดในกามด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบพูดเท็จและยังชักชวนผู้อื่นในการพูดเท็จด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบพูดส่อเสียดและชักชวนผู้อื่นในการพูดส่อเสียดด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบพูดคำหยาบและชักชวนผู้อื่นในการพูดคำหยาบด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบพูดเพ้อเจ้อและยังชักชวนผู้อื่นในการพูดเพ้อเจ้อด้วย ตนเองเป็นผู้มีความโลภอยากได้ของผู้อื่นมากและยังชักชวนผู้อื่นในความโลภอยากได้ของผู้อื่นด้วย ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาทและยังชักชวนผู้อื่นในความพยาบาทด้วย ตนเองเป็นผู้มีความเห็นผิดและยังชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิดด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว[๑๓๘] บุคคลผู้เป็นคนดี เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มีความโลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่มีจิตพยาบาท มีความเห็นชอบ บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นคนดี

[๑๓๙] บุคคลผู้เป็นคนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการลักทรัพย์ด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจาก การประพฤติผิดในกามด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและยัง

Page 222

ชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดเท็จด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดและชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดส่อเสียดด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบและชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดคำหยาบด้วย ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อและยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อด้วย ตนเองเป็นผู้ไม่มีความโลภอยากได้ของผู้อื่นและยังชักชวนผู้อื่นในความไม่โลภอยากได้ของผู้อื่นด้วย ตนเองเป็นผู้ไม่มีจิตพยาบาทและยังชักชวนผู้อื่นในความไม่พยาบาทด้วย ตนเองเป็นผู้มีความเห็นชอบและยังชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นคนดียิ่งกว่าคนดี{๑๐๖} [๑๔๐] บุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์ ชอบลักทรัพย์ ... มีความเห็นผิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีธรรมชั่ว

[๑๔๑] บุคคลผู้มีธรรมชั่วยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ชอบฆ่าสัตว์และยังชักชวนผู้อื่นใน การฆ่าสัตว์ด้วย ตนเองเป็นผู้ชอบลักทรัพย์และยังชักชวนผู้อื่นในการลักทรัพย์ด้วย ... ตนเองเป็นผู้มีความเห็นผิดและยังชักชวนผู้อื่นในความเห็นผิดด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีธรรมชั่วยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว

[๑๔๒] บุคคลผู้มีธรรมงาม เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ... มีความเห็นชอบ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีธรรมงาม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๓๖] - [๑๓๙] พึงเทียบปฐมปาปสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๐๗/๓๖๐
  2. ๒พึงเทียบดูความเต็มในข้อ [๑๓๖] หน้า ๒๑๙ ในเล่มนี้
  3. ๓พึงเทียบดูความเต็มในข้อ [๑๓๗] หน้า ๒๒๐ ในเล่มนี้
  4. ๔พึงเทียบดูความเต็มในข้อ [๑๓๘] หน้า ๒๒๐ ในเล่มนี้
Page 223

[๑๔๓] บุคคลผู้มีธรรมงามยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมงาม เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และยังชักชวนผู้อื่นในการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วย ... ตนเองเป็นผู้มีความเห็น ชอบและยังชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีธรรมงามยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมงาม{๑๐๗} [๑๔๔] บุคคลผู้มีโทษ เป็นไฉน

บุคคฺลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมอันมีโทษ เป็นผู้ประกอบด้วยวจีกรรมอันมีโทษ เป็นผู้ประกอบด้วยมโนกรรมอันมีโทษ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีโทษ

[๑๔๕] บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรมอันมีโทษเป็นส่วนมาก อันหาโทษมิได้เป็นส่วนน้อย บุคคลนี้เรียกว่าบุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก

[๑๔๖] บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันหาโทษมิได้เป็นส่วนมาก อันมีโทษเป็นส่วนน้อย บุคคลนี้เรียก ว่าผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย[๑๔๗] บุคคลผู้หาโทษมิได้ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรมอันหาโทษมิได้ บุคคลนี้เรียกว่าผู้หาโทษมิได้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงเทียบดูความเต็มในข้อ [๑๓๙] หน้า ๒๒๐-๒๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ข้อ [๑๔๔] - [๑๔๗] พึงเทียบสาวัชชสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๕/๒๒๒-๒๒๓
Page 224

{๑๐๘} [๑๔๘] บุคคลผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู เป็นไฉน

บุคคลใดมีการบรรลุมรรคผลพร้อมกับเวลาที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นอุคฆฏิตัญญู

[๑๔๙] บุคคลผู้เป็นวิปัญจิตัญญู เป็นไฉน

บุคคลใดมีการบรรลุมรรคผลในเมื่อท่านจำแนกเนื้อความแห่งภาษิตโดย ย่อให้พิสดาร บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นวิปัญจิตัญญู[๑๕๐] บุคคลผู้เป็นเนยยะ เป็นไฉน

บุคคลใดมีการบรรลุมรรคผลเป็นลำดับโดยเหตุอย่างนี้ คือ โดยการยก หัวข้อขึ้นแสดง การไต่ถาม ความทำไว้ในใจโดยแยบคาย การซ่องเสพ การคบหา และการเข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นเนยยะ[๑๕๑] บุคคลผู้เป็นปทปรมะ เป็นไฉน

บุคคลใดฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินั้น บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นปทปรมะ{๑๐๙} [๑๕๒] บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องแต่ไม่ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่าผู้โต้ตอบถูกต้องแต่ไม่ว่องไว (ผู้ฉลาดผูก แต่ไม่ฉลาดแก้)[๑๕๓] บุคคลผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ได้ว่องไวแต่แก้ไม่ถูกต้อง บุคคลนี้เรียกว่าผู้โต้ตอบว่องไวแต่ไม่ถูกต้อง (ผู้ฉลาดแก้ แต่ไม่ฉลาดผูก)[๑๕๔] บุคคลผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว เป็นไฉน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๔๘] - [๑๕๑] พึงเทียบอุคฆฏิตัญญูสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๓/๒๒๑
Page 225

บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ได้ถูกต้องและแก้ได้ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่าผู้โต้ตอบถูกต้องและว่องไว (ผู้ฉลาดทั้งผูก ฉลาดทั้งแก้)

[๑๕๕] บุคคลผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ถูกถามปัญหา ย่อมแก้ไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว บุคคลนี้เรียกว่าผู้โต้ตอบไม่ถูกต้องและไม่ว่องไว (ผู้ไม่ฉลาดทั้งผูก ไม่ฉลาด ทั้งแก้)

{๑๑๐} [๑๕๖] บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก เป็นไฉน

บุคคลผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก คือ

๑. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้กล่าวธรรมน้อยและไม่เป็นประโยชน์ ทั้งบริษัทเองก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ย่อมถึงการนับ ว่าเป็นธรรมกถึกเหมาะสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น๒. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้กล่าวธรรมน้อยและเป็นประโยชน์ ทั้งบริษัทเองก็เป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรมกถึกเหมาะสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น๓. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้กล่าวธรรมมากและไม่เป็นประโยชน์ ทั้งบริษัทเองก็ไม่ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรมกถึกเหมาะสำหรับบริษัทเห็นปานนั้น

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๕๒] - [๑๕๕] พึงเทียบปฏิภาณสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๒/๒๒๑
  2. ๒ข้อ [๑๕๖] พึงเทียบธัมมกถิกสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๙/๒๒๖-๒๒๗
Page 226

๔. ธรรมกถึกบางคนในโลกนี้กล่าวธรรมมากและเป็นประโยชน์ ทั้งบริษัทเองก็ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ธรรมกถึกเห็นปานนี้ย่อมถึงการนับว่าเป็นธรรมกถึกเหมาะสำหรับบริษัทเห็นปานนั้นบุคคลเหล่านี้ชื่อว่าผู้เป็นธรรมกถึก ๔ จำพวก

{๑๑๑} [๑๕๗] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยเมฆฝน ๔ จำพวก เป็นไฉน

เมฆฝน ๔ อย่าง คือ

๑. เมฆฝนที่คำราม แต่ไม่ตก ๒. เมฆฝนที่ตก แต่ไม่คำราม

๓. เมฆฝนที่ทั้งคำราม ทั้งตก

๔. เมฆฝนที่ทั้งไม่คำราม ทั้งไม่ตก

{๑๑๒} บุคคลผู้เปรียบด้วยเมฆฝน ๔ จำพวกนี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่างนั้น เหมือนกัน

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน คือ

๑. บุคคลผู้ที่คำราม แต่ไม่ตก

๒. บุคคลผู้ที่ตก แต่ไม่คำราม

๓. บุคคลผู้ที่ทั้งคำราม ทั้งตก

๔. บุคคลผู้ที่ทั้งไม่คำราม ทั้งไม่ตก

บุคคลผู้ที่คำราม แต่ไม่ตก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบพูด แต่ไม่ชอบทำ บุคคลผู้ที่คำราม แต่ไม่ตกเป็นอย่างนี้แล เมฆฝนที่คำราม แต่ไม่ตกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๕๗] พึงเทียบปฐมวลาหกสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๑/๑๖๘-๑๖๙
Page 227

บุคคลผู้ที่ตก แต่ไม่คำราม เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบทำ แต่ไม่ชอบพูด บุคคลผู้ที่ตก แต่ไม่คำรามเป็นอย่างนี้แล เมฆฝนที่ตก แต่ไม่คำรามเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มี อุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้ที่ทั้งคำราม ทั้งตก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนที่ทั้งชอบพูด ทั้งชอบทำด้วย บุคคลผู้ที่ทั้งคำราม ทั้งตกเป็นอย่างนี้แล เมฆฝนที่ทั้งคำราม ทั้งตกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้ที่ทั้งไม่คำราม ทั้งไม่ตก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่ชอบพูดด้วย ไม่ชอบทำด้วย บุคคลผู้ที่ทั้งไม่คำราม ทั้งไม่ตกเป็นอย่างนี้แล เมฆฝนที่ทั้งไม่คำราม ทั้งไม่ตกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยเมฆฝน ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

{๑๑๓} [๑๕๘] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เป็นไฉน

หนู ๔ จำพวก คือ

๑. หนูที่ขุดรู แต่ไม่อยู่ ๒. หนูที่อยู่ แต่ไม่ขุดรู

๓. หนูที่ทั้งขุดรู ทั้งอยู่ ๔. หนูที่ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่

{๑๑๔} บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่าง นั้นเหมือนกัน

บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวก เป็นไฉน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๕๘] พึงเทียบมูสิกสูตรใน อง.จตุกฺก.(แปล) ๒๑/๑๐๗/๑๗๖-๑๗๗
Page 228

๑. บุคคลผู้ขุดรู แต่ไม่อยู่ ๒. บุคคลผู้อยู่ แต่ไม่ขุดรู

๓. บุคคลผู้ทั้งขุดรู ทั้งอยู่ ๔. บุคคลผู้ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่

บุคคลผู้ขุดรู แต่ไม่อยู่ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ขุดรู แต่ไม่อยู่เป็นอย่างนี้ หนูที่ขุดรูแต่ไม่อยู่เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลผู้อยู่ แต่ไม่ขุดรู เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้อยู่ แต่ไม่ขุดรูเป็นอย่างนี้ หนูที่อยู่ แต่ ไม่ขุดรูเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้ทั้งขุดรู ทั้งอยู่ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ทั้งรู้ประจักษ์ ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธ คามินีปฏิปทา, บุคคลผู้ทั้งขุดรู ทั้งอยู่เป็นอย่างนี้ หนูที่ทั้งขุดรู ทั้งอยู่เป็น ฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ทั้งไม่รู้ประจักษ์

Page 229

ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่เป็นอย่างนี้แล หนูที่ทั้งไม่ขุดรู ทั้งไม่อยู่เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยหนู ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฎอยู่ในโลก

{๑๑๕} [๑๕๙] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกเป็นไฉน

มะม่วง ๔ ชนิด คือ

๑. มะม่วงดิบ ผิวสุก ๒. มะม่วงสุก ผิวดิบ

๓. มะม่วงดิบ ผิวดิบ ๔. มะม่วงสุก ผิวสุก

{๑๑๖} บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฎอยู่ในโลกอย่างนั้นเหมือนกัน

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลผู้ดิบ ผิวสุก ๒. บุคคลผู้สุก ผิวดิบ

๓. บุคคลผู้ดิบ ผิวดิบ ๔. บุคคลผู้สุก ผิวสุก

บุคคลผู้ดิบ ผิวสุก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส แต่เขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ดิบ ผิวสุกเป็นอย่างนี้ มะม่วงดิบผิวสุกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลผู้สุก ผิวดิบ เป็นอย่างไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๕๙] พึงเทียบอัมพสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๕/๑๗๔-๑๗๖
Page 230

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส แต่เขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้สุก ผิวดิบเป็นอย่างนี้ มะม่วงสุก ผิว ดิบเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้ดิบ ผิวดิบ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ดิบ ผิวดิบเป็นอย่างนี้ มะม่วงดิบ ผิวดิบเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้สุก ผิวสุก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การ ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส ทั้งเขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้สุก ผิวสุกเป็นอย่างนี้ มะม่วงสุก ผิวสุกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยมะม่วง ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

{๑๑๗} [๑๖๐] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก เป็นไฉน

หม้อ ๔ ชนิด คือ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๐] พึงเทียบกุมภสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๓/๑๗๑-๑๗๒
Page 231

๑. หม้อเปล่า ปิดไว้ ๒. หม้อเต็ม เปิดไว้

๓. หม้อเปล่า เปิดไว้ ๔. หม้อเต็ม ปิดไว้

บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่าง นั้นเหมือนกัน

บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลผู้เปล่า ปิดไว้ ๒. บุคคลผู้เต็ม เปิดไว้

๓. บุคคลผู้เปล่า เปิดไว้ ๔. บุคคลผู้เต็ม ปิดไว้

บุคคลผู้เปล่า ปิดไว้ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส แต่เขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้เปล่า ปิดไว้เป็นอย่างนี้ หม้อเปล่าปิดไว้เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลผู้เต็ม เปิดไว้ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส แต่เขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้เต็ม เปิดไว้เป็นอย่างนี้ หม้อเต็ม เปิด ไว้เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้เปล่า เปิดไว้ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ

Page 232

นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้เปล่า เปิดไว้เป็นอย่างนี้ หม้อเปล่า เปิดไว้เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้เต็ม ปิดไว้ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส ทั้งเขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้เต็ม ปิดไว้เป็นอย่างนี้ หม้อเต็ม ปิดไว้ เป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔){๑๑๘} บุคคลผู้เปรียบด้วยหม้อ ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

[๑๖๑] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงน้ำ ๔ จำพวก เป็นไฉน

{๑๑๙} ห้วงนํ้า ๔ ชนิด คือ

๑. ห้วงนํ้าตื้นเงาลึก ๒. ห้วงนํ้าลึกเงาตื้น

๓. ห้วงนํ้าตื้นเงาตื้น ๔. ห้วงนํ้าลึกเงาลึก

บุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงนํ้า ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่าง นั้นเหมือนกัน

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลผู้ตื้น เงาลึก ๒. บุคคลผู้ลึก เงาตื้น

๓. บุคคลผู้ตื้น เงาตื้น ๔. บุคคลผู้ลึก เงาลึก

บุคคลผู้ตื้น เงาลึก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๑] พึงเทียบอุทกรหทสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๔/๑๗๓-๑๗๔
Page 233

แต่เขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ตื้น เงาลึกเป็นอย่างนี้ ห้วงนํ้าตื้นเงาลึกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)

บุคคลผู้ลึก เงาตื้น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การ ทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส แต่เขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ลึก เงาตื้นเป็นอย่างนี้ ห้วงน้ำลึกเงาตื้นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้ตื้น เงาตื้น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มิกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนไม่น่าเลื่อมใส ทั้งเขาไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ตื้น เงาตื้นเป็นอย่างนี้ ห้วงน้ำตื้น เงาตื้นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้ลึก เงาลึก เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีกิริยาการก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรล้วนแต่น่าเลื่อมใส ทั้งเขารู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ บุคคลผู้ลึก เงาลึกเป็นอย่างนี้ ห้วงนํ้าลึก เงาลึกเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔){๑๒๐} บุคคลผู้เปรียบด้วยห้วงนํ้า ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

Page 234

{๑๒๑} [๑๖๒] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยโคผู้ ๔ จำพวก เป็นไฉน

โคผู้ ๔ จำพวก คือ

๑. โคผู้ที่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่น

๒. โคผู้ที่ข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตน

๓. โคผู้ที่ข่มเหงทั้งโคฝูงตน ข่มเหงทั้งโคฝูงอื่น

๔. โคผู้ที่ไม่ข่มเหงทั้งโคฝูงตน ไม่ข่มเหงทั้งโคฝูงอื่น

{๑๒๒} บุคคลผู้เปรียบด้วยโคผู้ ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่างนั้น เหมือนกัน

บุคคลผู้เปรียบด้วยโคผู้ ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลผู้ข่มเหงพวกตน แต่ไม่ข่มเหงพวกอื่น

๒. บุคคลผู้ข่มเหงพวกอื่น แต่ไม่ข่มเหงพวกตน

๓. บุคคลผู้ข่มเหงทั้งพวกตน ข่มเหงทั้งพวกอื่น

๔. บุคคลผู้ไม่ข่มเหงทั้งพวกตน ไม่ข่มเหงทั้งพวกอื่น

บุคคลผู้ข่มเหงพวกตน แต่ไม่ข่มเหงพวกอื่น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบทำให้บริษัทบริวารของตนหวาดกลัว แต่ไม่ทำให้บริษัทบริวารของผู้อื่นหวาดกลัว บุคคลผู้ข่มเหงพวกตน แต่ไม่ข่มเหง พวกอื่นเป็นอย่างนี้ โคผู้ที่ข่มเหงโคฝูงตน ไม่ข่มเหงโคฝูงอื่นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลผู้ข่มเหงพวกอื่น แต่ไม่ข่มเหงพวกตน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบทำให้บริษัทบริวารของผู้อื่นหวาดกลัว แต่ ไม่ทำให้บริษัทบริวารของตนหวาดกลัว บุคคลผู้ข่มเหงพวกอื่น แต่ไม่ข่มเหง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๒] พึงเทียบพลิพัททสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๘/๑๗๘-๑๗๙
Page 235

พวกตนเป็นอย่างนี้ โคผู้ที่ข่มเหงโคฝูงอื่น ไม่ข่มเหงโคฝูงตนเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)

บุคคลผู้ขมเหงทั้งพวกตน ข่มเหงทั้งพวกอื่น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบทำให้บริษัทบริวารของตนและบริษัทของ ผู้อื่นหวาดกลัว บุคคลผู้ข่มเหงทั้งพวกตน ข่มเหงทั้งพวกอื่นเป็นอย่างนี้โคผู้ที่ข่มเหงทั้งโคฝูงตน ข่มเหงทั้งโคฝูงอื่นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมา ฉันนั้น (๓)

ฺบุคคลผู้ไม่ข่มเหงทั้งพวกของตน ไม่ข่มเหงทั้งพวกอื่น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ทำให้บริษัทบริวารของตนและบริษัทบริวารของ ผู้อื่นหวาดกลัว บุคคลผู้ไม่ข่มเหงทั้งพวกตน ไม่ข่มเหงทั้งพวกอื่นเป็นอย่างนี้ โคผู้ที่ไม่ข่มเหงทั้งโคฝูงตน ไม่ข่มเหงทั้งโคฝูงอื่นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยโคผู้ ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

{๑๒๓} [๑๖๓] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวก เป็นไฉน

อสรพิษ ๔ จำพวก คือ

๑. อสรพิษที่มีพิษแล่น แต่พิษไม่ร้าย

๒. อสรพิษที่มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่น

๓. อสรพิษที่ทั้งมีพิษแล่น ทั้งมีพิษร้าย

๔. อสรพิษที่ทั้งมีพิษไม่แล่น ทั้งมีพิษไม่ร้าย

{๑๒๔} บุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่าง นั้นเหมือนกัน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๓] พึงเทียบอาสีวิสสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๑๐/๑๘๑-๑๘๒
Page 236

บุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลผู้มีพิษแล่น แต่พิษไม่ร้าย

๒. บุคคลผู้มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่น

๓. บุคคลผู้ทั้งมีพิษแล่น ทั้งมีพิษร้าย

๔. บุคคลผู้ทั้งมีพิษไม่แล่น ทั้งมีพิษไม่ร้าย

บุคคลผู้มีพิษแล่น แต่พิษไม่ร้าย เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบโกรธประจำ แต่ความโกรธของเขานั้นไม่นอน เนื่องอยู่นาน บุคคลผู้มีพิษแล่น แต่พิษไม่ร้ายเป็นอย่างนี้ อสรพิษที่มีพิษ แล่น แต่พิษไม่ร้ายเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลผู้มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่โกรธประจำ แต่ความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่นาน บุคคลผู้มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเป็นอย่างนี้ อสรพิษที่มีพิษร้าย แต่พิษไม่แล่นเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลผู้ทั้งมีพิษแล่น ทั้งมีพิษร้าย เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ชอบโกรธประจำ และความโกรธของเขานั้น นอนเนื่องอยู่นาน บุคคลผู้ทั้งมีพิษแล่น ทั้งมีพิษร้ายเป็นอย่างนี้ อสรพิษที่ ทั้งมีพิษแล่น ทั้งมีพิษร้ายเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลผู้ทั้งมีพิษไม่แล่น ทั้งมีพิษไม่ร้าย อย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่โกรธประจำ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็ไม่นอน เนื่องอยู่นาน บุคคลผู้ทั้งมีพิษไม่แล่น ทั้งมีพิษไม่ร้ายเป็นอย่างนี้ อสรพิษ ที่ทั้งมีพิษไม่แล่น ทั้งมีพิษไม่ร้ายเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยอสรพิษ ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฎอยู่ในโลก

Page 237

{๑๒๕} [๑๖๔] บุคคลผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญบุคคลที่ไม่ควรสรรเสริญ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้พูดสรรเสริญพวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ผู้ปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิดว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญบุคคลที่ไม่ควร สรรเสริญ (๑)บุคคลผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้พูดติเตียนพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนบุคคลที่ควรสรรเสริญ (๒)บุคคลผู้ไม่ไคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วมีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ยังความเลื่อมใสให้เกิดในข้อปฏิบัติชั่ว ในข้อปฏิบัติผิดว่าเป็นข้อปฏิบัติดีบ้าง เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วมีความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส (๓)บุคคลผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในข้อปฏิบัติดี ในข้อ ปฏิบัติชอบว่าเป็นข้อปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นข้อปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ไม่ใคร่ครวญไม่ไตร่ตรองแล้วไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส (๔){๑๒๖} [๑๖๕] บุคคลผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนบุคคลที่ควรติเตียน เป็นอย่างไร

Page 238

บุคคลบางคนในโลกนี้พูดติเตียนพวกเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ผู้ปฏิบัติชั่วปฏิบัติผิดว่าเป็นผู้ปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนบุคคลที่ควรติเตียน (๑)บุคคลผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมสรรเสริญพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบว่าเป็นผู้ปฏิบัติดีบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญบุคคลที่ควรสรรเสริญ (๒)บุคคลผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ยังความไม่เลื่อมใสให้เกิดในข้อปฏิบัติชั่ว ในข้อ ปฏิบัติผิดว่าเป็นข้อปฏิบัติชั่วบ้าง เป็นข้อปฏิบัติผิดบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่า ผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วไม่เลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส (๓)บุคคลผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ยังความเลื่อมใสให้เกิดในข้อปฏิบัติดี ในข้อปฏิบัติชอบว่า เป็นข้อปฏิบัติดีบ้าง เป็นข้อปฏิบัติชอบบ้าง บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ใคร่ครวญไตร่ตรองแล้วเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส (๔){๑๒๗} [๑๖๖] บุคคลผู้กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร เป็นอย่างไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๖] พึงเทียบโปตลิยสูตร ใน อง.จตุกฺก (แปล) ๒๑/๑๐๐/๑๖๔-๑๖๗
Page 239

บุคคลบางคนในโลกนี้ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒ คนนั้น ผู้ใดควรติเตียน ก็กล่าวติเตียนผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ผู้ใดควรสรรเสริญ ก็ไม่กล่าวสรรเสริญผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร (๑)บุคคลผู้กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒ คนนั้น ผู้ใดควรสรรเสริญ ก็กล่าวสรรเสริญผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ผู้ใดควรติเตียน ก็ไม่กล่าวติเตียนผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร แต่ไม่กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (๒)บุคคลผู้กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ทั้งกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒ คนนั้น ผู้ใดควรติเตียน ก็กล่าวติเตียนผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ผู้ใดควรสรรเสริญ ก็กล่าวสรรเสริญแม้บุคคลนั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร เป็นผู้รู้กาลเพื่อจะแก้ปัญหานั้นในที่นั้น บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้กล่าว ติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควรทั้งกล่าวสรรเสริญ บุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (๓)

Page 240

บุคคลผู้ไม่กล่าวติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ควรสรรเสริญก็มี ควรติเตียนก็มี ในคน ๒ คนนั้น ผู้ใดควรติเตียน ก็ไม่กล่าวติเตียนผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ผู้ใดควรสรรเสริญ ก็ไม่กล่าวสรรเสริญแม้ผู้นั้นตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร เป็นผู้วางเฉย มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ไม่กล่าว ติเตียนบุคคลผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าวสรรเสริญบุคคลผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (๔){๑๒๘} [๑๖๗] บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่นไม่ใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม เป็นไฉน

บุคคลใดมีการดำรงชีพที่บังเกิดเพราะความหมั่น ความขยัน ความเพียรพยายาม มิได้บังเกิดเพราะบุญ บุคคลนี้เรียกว่าผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผล ของความหมั่น ไม่ใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม (๑)

บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรมไม่ใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น เป็นไฉน

เทวดาชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ตลอดถึงเทวดาเหล่าปรนิมมิตรวสวัตดีชื่อว่าผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม ไม่ใช่ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น (๒)

บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น ทั้งดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม เป็นไฉน

บุคคลใดมีการดำรงชีพที่บังเกิดเพราะความหมั่น ความขยัน ความเพียรพยายามด้วย เพราะบุญด้วย บุคคลนี้เรียกว่าผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่น ทั้งดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรม (๓)

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๗] พึงเทียบอุฏฐานผลสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๓๔/๒๒๒
Page 241

บุคคลผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่นก็ไม่ใช่ ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรมก็ไม่ใช่ เป็นไฉน

สัตว์นรกทั้งหลายชื่อว่าผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของความหมั่นก็ไม่ใช่ ดำรงชีพอยู่ด้วยผลของกรรมก็ไม่ใช่ (๔)

{๑๒๙} [๑๖๘] บุคคลผู้มืดมา มืดไป เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาครั้งหลังสุดในตระกูลที่ตํ่า คือ ในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลพราน ในตระกูลช่างจักลาน ในตระกูลช่างหนัง หรือ ในตระกูลคนกวาดขยะ ซึ่งเป็นตระกูลที่ขัดสน มีข้าวนํ้าโภชนาหารน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก ทั้งเขาเองก็เป็นคนที่มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู ไม่น่าชม เตี้ยแคระ มีโรคมาก แถมยังตาบอด เป็นง่อย ขาพิการ หรือเป็นคนเปลี้ย ไม่ได้ข้าว นํ้า ผ้านุ่งห่ม ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีปเป็นประจำ แต่เขาก็ยังประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจอยู่อีก ครั้นแล้วหลังจากตายไปเขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลผู้มืดมา มืดไปเป็นอย่างนี้ (๑)บุคคลผู้มืดมา สว่างไป เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาครั้งหลังสุดในตระกูลที่ต่ำ คือ ในตระกูลจัณฑาล ในตระกูลพราน ในตระกูลช่างจักสาน ในตระกูลช่างหนัง หรือ ในตระกูลคนกวาดขยะ ซึ่งเป็นตระกูลที่ขัดสน มีข้าวนํ้าโภชนาหารน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก ทั้งเขาเองก็เป็นคนที่มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู ไม่น่าชม เตี้ยแคระ มีโรคมาก แถมยังตาบอด เป็นง่อย ขาพิการ หรือเป็นคนเปลี้ย ไม่ได้ข้าว นํ้า ผ้านุ่งห่ม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๘] พึงเทียบตโมตมสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๕/๑๔๐-๑๔๒
Page 242

ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีปเป็นประจำ แต่เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นแล้ว หลังจากตายไป เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลผู้มืดมา สว่างไป เป็นอย่างนี้ (๒)

บุคคลผู้สว่างมา มืดไป เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาครั้งหลังสุดในตระกูลสูง คือ ในตระกูลขัดติยมหาศาล ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ซึ่งเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทอง และเงินล้นเหลือ มีของใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกล้นเหลือ ทั้งเขาเองก็เป็นคนรูปงาม น่าดูน่าชม มีผิวพรรณงามเป็นเยี่ยม ได้ข้าว นํ้า ผ้า ยวดยาน ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปเป็นประจำ แต่เขากลับประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ ครั้นแล้วหลังจากตายไป เขา ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก บุคคลผู้สว่างมา มืดไปเป็นอย่างนี้ (๓)บุคคลผู้สว่างมา สว่างไป เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดมาครั้งหลังสุดในตระกูลสูง คือ ในตระกูล ขัดติยมหาศาล ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ซึ่งเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทองและเงินล้นเหลือ มีของใช้น่าปลื้มใจล้นเหลือ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกล้นเหลือ ทั้งเขาเองก็ เป็นคนรูปงาม น่าดูน่าชม มีผิวพรรณงามเป็นเยี่ยม ได้ข้าว นํ้า ผ้า ยวดยาน ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปเป็นประจำ . และเขายังประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นแล้วหลังจากตายไป เขา ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลผู้สว่างมา สว่างไปเป็นอย่างนี้ (๔)

Page 243

{๑๓๐} [๑๖๙] บุคคลผู้ต่ำมา ตํ่าไป เป็นอย่างไร

... บุคคลผู้ต่ำมา ตํ่าไปเป็นอย่างนี้

บุคคลผู้ต่ำมา สูงไป เป็นอย่างไร ...บุคคลผู้ต่ำมา สูงไปเป็นอย่างนี้บุคคลผู้สูงมา ตํ่าไป เป็นอย่างไร ...

บุคคลผู้สูงมา ต่ำไปเป็นอย่างนี้

บุคคลผู้สูงมา สูงไป เป็นอย่างไร ...

บุคคลผู้สูงมา สูงไปเป็นอย่างนี้

{๑๓๑} [๑๗๐] ในจตุกกอุทเทสนั้น บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวก เป็นไฉนต้นไม้ ๔ ชนิด คือ

๑. ต้นเป็นกะพี้ มีแก่นหุ้ม ๒. ต้นเป็นแก่น มีกระพี้หุ้ม

๓. ต้นเป็นกระพี้ มีกะพี้หุ้ม ๔. ต้นเป็นแก่น มีแก่นหุ้ม

{๑๓๒} บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกเหล่านี้ ก็มีปรากฏอยู่ในโลกอย่างนั้นเหมือนกันบุคคล ๔ จำพวก เป็นไฉน

๑. บุคคลกะพี้ มีแก่นหุ้ม ๒. บุคคลแก่น มีกระพี้หุ้ม

๓. บุคคลกระพี้ มีกะพี้หุ้ม ๔. บุคคลแก่น มีแก่นหุ้ม

บุคคลกระพี้ มีแก่นหุ้ม เป็นอย่างไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๖๙] พึงเทียบโอณโตณตสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๖/๑๔๒-๑๔๓
  2. ๒... พึงดูความเต็มในข้อ [๑๖๘] หน้า ๒๔๐-๒๔๑ ในเล่มนี้
  3. ๓ข้อ [๑๗๐] พึงเทียบรุกขสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๐๙/๑๘๐-๑๘๑
Page 244

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แต่บริษัทบริวารของ เขาเป็นคนมีศีล มีกัลยาณธรรม บุคคลกะพี้ มีแก่นหุ้มเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ ที่มีต้นเป็นกะพี้ มีแก่นหุ้มเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๑)บุคคลแก่น มีกระพี้หุ้ม เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่บริษัทบริวารของ เขาเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคลแก่น มีกะพี้หุ้มเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ที่มี ต้นเป็นแก่น มีกะพี้หุ้มเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๒)บุคคลกระพี้ มีกระพี้หุ้ม เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม แม้บริษัทบริวารของ เขาก็เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม บุคคลกะพี้ มีกะพี้หุ้มเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ที่มีต้นเป็นกะพี้ มีกะพี้หุ้มเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๓)บุคคลแก่น มีแก่นหุ้ม เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้บริษัทบริวาร ของเขาก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม บุคคลแก่น มีแก่นหุ้มเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ที่มีต้นเป็นแก่น มีแก่นหุ้มเป็นฉันใด บุคคลนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น (๔)บุคคลผู้เปรียบด้วยต้นไม้ ๔ จำพวกเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก

{๑๓๓} [๑๗๑] บุคคลผู้ถือรูปเป็นประมาณเลื่อมใสในรูป เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นรูปที่สูง รูปที่ไม่อ้วนไม่ผอม รูปที่มีอวัยวะสมส่วน หรือรูปที่งามพร้อม ถือเอาเป็นประมาณในรูปนั้น แล้วจึงยัง ความเลื่อมใสให้เกิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้ถือรูปเป็นประมาณเลื่อมใสในรูป

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๗๑] พึงเทียบรูปสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๖๕/๑๑๗
Page 245

บุคคลผู้ถือเสียงเป็นประมาณเลื่อมใสในเสียง เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ถือเอาเป็นประมาณในเสียงนั้นโดยการสรรเสริญ คุณที่คนอื่นพูดในที่ลับหลัง โดยการชมเชยที่คนอื่นนิพนธ์ขึ้น โดยการยกย่องที่คนอื่นพูดต่อหน้า โดยการสรรเสริญที่ผู้อื่นนำไปพรรณนาต่าง ๆ กันไป แล้งจึงยังความเลื่อมใสให้เกิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้ถือเสียงเป็นประมาณเลื่อมใสในเสียง[๑๗๒] บุคคลผู้ถือความเคร้าหมองเป็นประมาณเลื่อมใสในความเศร้าหมอง เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นจีวรเศร้าหมอง เห็นบาตรเศร้าหมอง เห็น เสนาสนะเศร้าหมอง หรือเห็นการทำทุกกรกิริยาต่าง ๆ ถือเอาเป็นประมาณ ในความเศร้าหมองนั้นแล้วจึงยังความเลื่อมใสให้เกิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้ถือ ความเศร้าหมองเป็นประมาณเลื่อมใสในความเศร้าหมองบุคคลผู้ถือธรรมเป็นประมาณเลื่อมใสในธรรม เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้เห็นศีล เห็นสมาธิ เห็นปัญญา ถือเอาเป็นประมาณในธรรมนั้นแล้วจึงยังความเลื่อมใสให้เกิด บุคคลนี้เรียกว่าผู้ถือธรรมเป็นประมาณเลื่อมใสในธรรม

{๑๓๔} [๑๗๓] บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นใน ความพร้อมด้วยศีล ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ในความถึงพร้อมด้วยสมาธิ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาแต่ไม่ชักชวน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๗๓] พึงเทียบความโดยปริยายกับราควินยสูตร ใน องุ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๖/๑๕๙-๑๖๐
Page 246

ผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยปัญญา ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติแต่ไม่ชักชวนคนอื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะแต่ไม่ชักชวนคนอื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น

บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลแต่ชักชวนผู้อื่น ในความถึงพร้อมด้วยศีล ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิแต่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยสมาธิ ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาแต่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยปัญญา ตนเองไม่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ แต่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะแต่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนบุคคลผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นอย่างไร

บุคคลบา<*>คนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและชักชวนผู้อื่นใน ความถึงพร้อมด้วยศีล ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิและชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยสมาธิ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาและชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะและชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วยบุคคลผู้ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นอย่างไร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. บาง - ผู้รวบรวม
Page 247

บุคคลบางคนโนโลกนี้ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและไม่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยศีล ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิและไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาและไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติและไม่ชักชวนผู้อื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติ ตนเองไม่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะและไม่ชักชวนคนอื่นในความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ บุคคลอย่างนี้ชื่อว่าผู้ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนทั้งไม่ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น

{๑๓๔} [๑๗๔] บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นอเจลกขาดมรรยาท เลียมือ เขาเชิญให้มา รับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษา ที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคนสองคนที่กำลัง บริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอม เป็นกลุ่ม ๆไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กิน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ตั้งแต่ข้อ [๑๗๔] - [๑๘๗] พึงเทียบอัตตันตปสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๙๘/๓๓๑-๔๓๓
Page 248

อาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายบริโภคแต่อาหารที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้างอยู่

บุคคลนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มียางเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มี เหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ

บุคคลนั้นนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพล ทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวดคือขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง ดือเดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือ นอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง เป็นผู้ประกอบการขวนขวายในการย่างและบ่มกายมีประการมิใช่น้อยเห็นปานนี้อยู่บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน เป็นอย่างนี้

[๑๗๕] บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าแพะ เป็นผู้ฆ่าสุกร เป็นพรานฆ่าเนื้อ เป็นพรานฆ่านก เป็นคนเหี้ยมโหด เป็นพวกประมงฆ่าปลา เป็นโจร เป็น

Page 249

เพชฌฆาตฆ่าโจร เป็นคนฆ่าโค เป็นผู้คุมเรือนจำ หรือบุคคลผู้ทำทารุณกรรมบางพวกอื่น ๆ ก็ตาม

บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นอย่างนี้

[๑๗๖] บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้าง พระราชาหรือพราหมณ์นั้นโปรดให้สร้างโรงบูชายัญขึ้นใหม่ทางด้านบูรพาแห่งนคร แล้วทรงจำเริญพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บ ทรงทาพระกายด้วยเนยใสและนํ้ามันงา ทรงเกาพระปฤษฎางค์ด้วยเขามฤค เสด็จเข้าไปยังโรงบูชายัญใหม่พร้อมด้วยพระมเหสีและพราหมณ์ปุโรหิต บรรทมบนพื้นหญ้าเขียวขจี มิได้ลาด ด้วยเครื่องลาด ท้าวเธอทรงเลี้ยงพระชนม์ชีพด้วยน้ำนมเต้าที่หนึ่งแห่งโคแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง พระมเหสีทรงเลี้ยงพระชนม์ชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๒ พราหมณ์ปุโรหิตเลี้ยงชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๓ บูชาไฟด้วยนํ้านมเต้าที่ ๔ ลูกโค เลี้ยงชีพด้วยนํ้านมที่เหลือ พระราชาหรือพราหมณ์นั้นตรัสอย่างนี้ว่า ‘จงฆ่าโคผู้เท่านี้ตัวเพื่อบูชายัญ จงฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะ เท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว (ม้าเท่านี้ตัวเพื่อบูชายัญ) จงตัดต้นไม้เท่านี้ต้นเพื่อทำเป็นเสายัญ จงเกี่ยวหญ้าเท่านี้ฟ่อนเพื่อลาดพื้น’ บรรดาผู้คนที่เป็นทาส ก็ดี เป็นคนใช้ก็ดี เป็นกรรมกรก็ดี ของพระราชาหรือพราหมณ์นั้น ถูก อาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม ต่างมีน้ำตานองหน้าร้องไห้พลางทำงานตาม ที่เขากำหนดให้

Page 250

บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นอย่างนี้

[๑๗๗] บุคคลบุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำ ตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้ อื่นให้เดือดร้อน บุคคลผู้นั้นไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา เป็นผู้ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐ อยู่ในปัจจุบันนี้แหละ เป็นอย่างไร

พระตถาคตเสด็จอุบัติมาในโลกนี้ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้นทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ทั้ง อรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เพราะได้ศรัทธา เขาย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึง ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิต’

Page 251

สมัยต่อมา เขาจึงละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรชิต

[๑๗๘] บุคคลนั้นบวชอย่างนี้แล้ว ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพแห่งภิกษุทั้งหลาย คือ

๑. เป็นผู้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

๒. เป็นผู้ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็น ผู้สะอาดอยู่

๓. เป็นผู้ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน

๔. เป็นผู้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก

๕. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริม คนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลิน ต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน

Page 252

๖. เป็นผู้ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ๗. เป็นผู้ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาลอันควร[๑๗๙] ๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม

๙. เป็นผู้ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล

๑๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และ ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล

๑๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ และตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว๑๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่

๑๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทองและเงิน

๑๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ

๑๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ

๑๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี

๑๗. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย

๑๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ

๑๙. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร

Page 253

๒๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา

๒๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน

๒๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร

๒๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อการขาย

๒๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด

๒๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง

๒๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่

[๑๘๐] ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหน ก็ มีภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร พอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น เธอประกอบด้วยอริยศีลขันธ์เช่นนี้ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน

[๑๘๑] ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็น ส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุ ให้อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงโสตะ ... สูดดม กลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้ง ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อม ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอัน เลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่า

Page 254

สำรวมในมนินทรีย์ เธอประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน

[๑๘๒] ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษเช่นนี้แล้ว เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาต หลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มี ความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้[๑๘๓] ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ เป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

Page 255

เธอบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่

เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่

ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็น อันมากพร้อมทั้งอาการ(คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ(คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้

Page 256

[๑๘๔] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย) เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย ์ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้น หลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์ เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้น หลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้[๑๘๕] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) ย่อม รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’

Page 257

บุคคลบุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้ เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้ เดือดร้อน บุคคลผู้นั้นไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา เป็นผู้ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ ในปัจจุบันนี้แหละเป็นอย่างนี้{๑๓๖} [๑๘๖] บุคคลผู้มีราคะ เป็นไฉน

บุคคลใดละราคะยังไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีราคะ

บุคคลผู้มีโทสะ เป็นไฉน

บุคคลใดละโทสะยังไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีโทสะ

บุคคลผู้มีโมหะ เป็นไฉน

บุคคลใดละโมหะยังไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีโมหะ

บุคคลผู้มีมานะ เป็นไฉน

บุคคลใดละมานะยังไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีมานะ

{๑๓๗} [๑๘๗] บุคคลผู้มีปกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญา ธัมมวิปัสสนา เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูปฌานหรือสหรคตด้วยอรูปฌาน แต่ไม่ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล บุคคลผู้มีปกติได้ความสงบใจในภายใน แต่ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาเป็นอย่างนี้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา หมายถึงปัญญาอันยิ่งและปัญญาที่เห็นแจ้งสภาวธรรมคือขันธ์ด้วยอำนาจ การพิจารณาอนิจจลักษณะเป็นต้น ได้แก่วิปัสสนาญาณที่กำหนดรู้สังขารธรรม ญาณนี้จัดเป็นทั้งอธิปัญญา คือปัญญาอันยิ่ง และจัดเป็นวิปัสสนาคือความพิจารณาเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย กล่าวคือเบญจขันธ์ ฉะนั้น จึงเรียกว่าอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๖๖, อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๐๙)
  2. ๒ขัอ [๑๘๗] พึงเทียบปฐมสมาธิสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙๒/๑๕๓-๑๕๔
Page 258

บุคคลผู้มีปกติได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาแต่ไม่ได้ความสงบใจในภายใน เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล แต่ไม่ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วยอรูปฌาน บุคคลผู้มีปกติได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้ความสงบใจในภายในเป็นอย่างนี้บุคคลผู้มีปกติทั้งได้ความสงบใจในภายในทั้งได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูปฌานหรือสหรคตด้วยอรูปฌาน เป็นผู้ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล บุคคลผู้มีปกติทั้งได้ ความสงบใจในภายใน ทั้งได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาเป็นอย่างนี้บุคคลผู้มีปกติทั้งไม่ได้ความสงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาธัมมไม่วิปัสสนา เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่ได้สมาบัติที่สหรคตด้วยรูปฌาน หรือสหรคตด้วยอรูปฌาน เป็นผู้ไม่ได้โลกุตตรมรรคหรือโลกุตตรผล บุคคลผู้มีปกติทั้งไม่ได้ความสงบใจในภายใน ทั้งไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาเป็นอย่างนี้{๑๓๘} [๑๘๘] บุคคลผู้ไปตามกระแส เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมเสพกามทั้งหลายและทำกรรมอันเป็นบาปอยู่ บุคคลนี้เรียกว่าผู้ไปตามกระแส

บุคคลผู้ไปทวนกระแส เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เสพกามและไม่ทำกรรมอันเป็นบาป แม้จะมีหน้านองด้วยนํ้าตาร้องไห้อยู่เพราะประกอบด้วยความทุกข์บ้าง เพราะ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๘๘] พึงเทียบอนุโสตสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๕/๗-๘
Page 259

ประกอบด้วยความโทมนัสบ้าง ก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ บุคคลนี้เรียกว่าผู้ไปทวนประแส

บุคคลผู้มีตนตั้งมั่นอยู่แล้ว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป มีกำเนิดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่าผู้มีตนตั้งมั่นอยู่แล้ว

บุดคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งดำรงอยู่บนบก เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ บุคคลนี้เรียกว่าผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งดำรงอยู่บนบก

{๑๓๙} [๑๘๙] บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตตะ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละน้อย ทั้งเขาหาได้รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะที่น้อยนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะเป็นอย่างนี้บุคคลผู้มีสุตตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตตะ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละน้อย แต่เขาย่อมรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะที่น้อยนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะเป็นอย่างนี้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๒คำว่า พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงผู้ลอยบาปได้เด็ดขาดแล้ว (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๐) เป็นคุณบทของพระ อรหันต์
  2. ๑ข้อ [๑๘๙] พึงเทียบอัปปสุตสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๖/๙-๑๐
Page 260

บุคคลผู้มีสุตะมาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละมาก แต่เขาหาได้รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะที่มากนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะมาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะเป็นอย่างนี้บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะ เป็นอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละมาก ทั้งเขาย่อมรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะที่มากนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะเป็นอย่างนี้{๑๔๐} [๑๙๐] บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า บุคคลนี้ เรียกว่าเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว

บุคคลเป็นสมณะผู้เปรียบด้วยดอกบัวหลวง เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป เพราะทำ ราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลง เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ บุคคลนี้เรียกว่าเป็นสมณะผู้เปรียบด้วยดอกบัวหลวงบุคคลเป็นสมณะผู้เปรียบด้วยดอกบัวขาว เป็นไฉน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อ [๑๙๐] พึงเทียบสังโยชนสูตร ใน องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘๘/๑๔๗-๑๔๘
Page 261

บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป มีกำเนิด เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในเทวโลกชั้นสุทธาวาสนั้น มีอันไม่กลับมาจาก โลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคลนี้เรียกว่าเป็นสมณะผู้เปรียบด้วยดอกบัวขาว

บุคคลเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ บุคคลนี้เรียกว่าเป็นสมณะผู้ละเอียดอ่อนในหมู่สมณะ

จบ จตุกกนิทเทส

๕. ปัญจกปุคคลบัญญัติ

{๑๔๑} [๑๙๑] บรรดาบุคคล ๔ จำพวก ที่ได้แสดงไว้แล้วนั้น ๆ บุคคลที่ปรารภจะล่วงอาบัติ มีความเดือดร้อนใจ และไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็น จริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับโดยไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ตนนั้น เป็นผู้ควรถูกว่ากล่าวตักเตือนอย่างนี้ว่า ‘อาสวะที่เกิดเพราะปรารภจะล่วงอาบัติของท่านยังมีอยู่ อาสวะที่เกิดเพราะความเดือดร้อนใจของท่านยังเจริญอยู่ ขอท่านจงละอาสวะที่เกิดเพราะปรารภจะล่วงอาบัติ บรรเทาอาสวะที่เกิดเพราะความเดือดร้อนใจเสียแล้วจึงอบรมจิตและปัญญาเถิด เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านก็จักเป็นผู้เทียมทันบุคคลจำพวกที่ ๕ โน้นได้’

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรารภจะล่วงอาบัติ (อารภติ) ในที่นี้ หมายถึงต้องอาบัติหรือล่วงละเมิดอาบัติ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๕๕. อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๑)
  2. ๒บุคคลจำพวกที่ ๕ ในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ (องฺ.ปญฺจก.อ ๕๖, อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๒) ดู ปัญจกอุทเทส ข้อ [๑๑] หน้า ๑๖๙ ในเล่มนี้

End of จตุกกนิทเทส