พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค
มูลสูตร เล่ม ๒๐
Text layerBuddha’s wordsItems ๕๐๙ (Royal Thai)9/10 in มหาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค มูลสูตร (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 34 · Chaloem Phrakiat Volume 20)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 20, pp. 310–315
๙. อกุสลมูลสูตร
ว่าด้วยอกุศลมูลและกุศลมูล ๓ อย่าง
{๕๐๙} [๙๖๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูลมี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
(๑) อกุศลมูลคือโลภะ (๒) อกุศลมูลคือโทสะ
(๓) อกุศลมูลคือโมหะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้โลภะก็จัดเป็นอกุศล บุคคลผู้โลภทำกรรมใด ด้วยกาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล บุคคลผู้โลภถูกความโลภครอบงำ มีจิตถูกความโลภกลุ้มรุมแล้ว ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดยไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน การจองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลธรรมอันเลวทรามเป็นอันมากที่เกิดเพราะความโลภ มีความโลภเป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด มีความโลภเป็นปัจจัยเหล่านี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้[๙๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้โทสะก็จัดเป็นอกุศล บุคคลผู้โกรธทำกรรมใดด้วยกาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล
บุคคลผู้โกรธถูกโทสะครอบงำ มีจิตถูกโทสะกลุ้มรุมแล้ว ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดยไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน การจองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลธรรมอันเลวทรามเป็นอันมากที่เกิดเพราะความโกรธ มีความโกรธเป็นเหตุ มีความโกรธเป็นแดนเกิด มีความโกรธเป็นปัจจัยนี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้โมหะก็จัดเป็นอกุศล บุคคลผู้หลงทำกรรมใด ด้วยกาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นอกุศล บุคคลผู้หลงถูกโมหะครอบงำ
มีจิตถูกโมหะกลุ้มรุมแล้ว ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดยไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน การจองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมี กำลังตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นอกุศล อกุศลธรรมอันเลวทรามเป็นอันมากที่เกิดเพราะความหลง มีความหลงเป็นเหตุ มีความหลงเป็นแดนเกิด มีความหลงเป็นป็จจัยนี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเห็นปานนี้เรียกได้ว่าพูดไม่ถูกกาลบ้าง พูดแต่คำไม่เป็นจริงบ้าง พูดไม่อิงอรรถบ้าง พูดไม่อิงธรรมบ้าง พูดไม่อิงวินัยบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุอะไร บุคคลเห็นปานนี้จึงเรียกได้ว่าพูดไม่ถูกกาลบ้าง พูดแต่คำไม่เป็นจริงบ้าง พูดไม่อิงอรรถบ้าง พูดไม่อิงธรรมบ้าง พูดไม่อิงวินัยบ้าง จริงอย่างนั้น บุคคลนี้ย่อมก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดย ไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน การจองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง และตัวเขาเมื่อถูกกล่าวโทษด้วยเรื่องที่เป็นจริง ก็กล่าวปฏิเสธ ไม่ยอมรับ เมื่อถูกกล่าวโทษด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง ก็ไม่พยายามที่จะคลี่คลายเรื่องนั้นเสียว่า ‘เรื่องนี้ไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ เรื่องนี้ไม่เป็นจริงแม้เพราะเหตุนี้’ ดังนี้ เพราะฉะนั้น บุคคลเห็นปานนี้จึงเรียกได้ ว่าพูดไม่ถูกกาลบ้าง พูดแต่คำไม่เป็นจริงบ้าง พูดไม่อิงอรรถบ้าง พูดไม่อิงธรรมบ้าง พูดไม่อิงวินัยบ้างดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นปานนี้ถูกอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดแต่ความโลภครอบงำ มีจิตอันอกุศลธรรมนั้นกลุ้มรุมแล้ว ย่อมอยู่อย่างเป็นทุกข์ ลำบาก คับแค้น เดือดร้อนในปัจจุบัน หลังจากตายไปทุคติเป็นอันหวังได้
[๙๖๒] บุคคลเห็นปานนี้ถูกอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดแต่ความโกรธครอบงำ ... ถูกอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดแต่ความหลงครอบงำ มีจิตอันอกุศลธรรมนั้นกลุ้มรุมแล้ว ย่อมอยู่อย่างเป็นทุกข์ ลำบาก คับแค้น เดือดร้อนในปัจจุบัน หลังจากตายไปทุคติเป็นอันหวังได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นสาละ ต้นตะแบก หรือต้นสะคร้อที่ถูกเครือเถาย่านทราย ๓ ชนิดคลุมยอดพันรอบต้น ย่อมถึงความเสื่อมสิ้น ความพินาศ ความย่อยยับไป ฉันใด บุคคลเห็นปานนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกอกุศลธรรมอันเลวทรามซึ่งเกิดแต่ความโลภครอบงำ ... ซึ่งเกิดแต่ความโกรธครอบงำ... ซึ่งเกิดแต่ความหลงครอบงำ มีจิตอันอกุศลธรรมนั้นกลุ้มรุมแล้ว ย่อมอยู่อย่างเป็นทุกข์ ลำบาก คับแค้น เดือดร้อนในปัจจุบัน หลังจากตายไปทุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลมูลมี ๓ อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลมูลมี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
(๑) กุศลมูลคืออโลภะ (๒) กุศลมูลคืออโทสะ
(๓) กุศลมูลคืออโมหะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อโลภะก็จัดเป็นกุศล บุคคลผู้ไม่โลภทำกรรมใด ด้วยกาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นกุศล บุคคลผู้ไม่โลภไม่ถูกความโลภครอบงำ มีจิตไม่ถูกความโลภกลุ้มรุม ไม่ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดยความไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน จองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศล กุศลธรรมเป็นอันมากที่เกิดเพราะความไม่โลภ มีความไม่โลภเป็นเหตุ มีความไม่โลภเป็นแดนเกิด มีความไม่โลภเป็นปัจจัยนี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้[๙๖๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อโทสะก็จัดเป็นกุศล บุคคลผู้ไม่โกรธ ทำกรรมใดด้วย กาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นกุศล บุคคลผู้ไม่โกรธไม่ถูกความโกรธครอบงำ มีจิตไม่ถูกความโกรธกลุ้มรุม ไม่ก่อความทุกข์ให้เกิด แก่ผู้อื่นโดยความไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน จองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศล กุศลธรรมเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะความไม่โกรธ มีความไม่โกรธเป็นเหตุ มี
ความไม่โกรธเป็นแดนเกิด มีความไม่โกรธเป็นปัจจัยนี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อโมหะก็จัดเป็นกุศล บุคคลผู้ไม่หลงทำกรรมใดด้วยกาย วาจา ใจ แม้กรรมนั้นก็เป็นกุศล บุคคลผู้ไม่หลงไม่ถูกความหลงครอบงำ มีจิตไม่ถูกความหลงกลุ้มรุม ไม่ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่น โดยความไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน จองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ ด้วยถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศล กุศลธรรมเป็นอันมากที่เกิดเพราะความไม่หลง มีความไม่หลงเป็นเหตุ มีความไม่หลงเป็นแดนเกิด มีความไม่หลงเป็นปัจจัยนี้ ย่อมเกิดมีแก่บุคคลนั้น ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเห็นปานนี้เรียกได้ว่าพูดถูกกาลบ้าง พูดแต่คำที่เป็นจริงบ้าง พูดอิงอรรถบ้าง พูดอิงธรรมบ้าง พูดอิงวินัยบ้าง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุไร บุคคลเห็นปานนี้จึงเรียกได้ว่าพูดถูกกาลบ้าง พูดแต่คำที่เป็นจริงบ้าง พูดอิงอรรถบ้าง พูดอิงธรรมบ้าง พูดอิงวินัยบ้าง จริงอย่างนั้น บุคคลนี้ย่อมไม่ก่อความทุกข์ให้เกิดแก่ผู้อื่นโดยความไม่เป็นจริงด้วยการเบียดเบียน จองจำ ให้เสื่อมเสีย ติเตียน หรือขับไล่ด้วย ถือว่าตนมีกำลัง ตั้งอยู่ในกำลัง และเมื่อเขาเองถูกกล่าวโทษด้วยเรื่องที่เป็นจริงก็ยอมรับ ไม่กล่าวปฏิเสธ เมื่อถูกกล่าวโทษด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง ก็พยายามที่จะคลี่คลายข้อที่ถูกกล่าวหานั้นว่า ‘เรื่องนี้ไม่แท้แม้เพราะเหตุนี้ เรื่องนี้ไม่เป็นจริงแม้เพราะเหตุนี้’ เพราะเหตุนั้น บุคคลเห็นปานนี้จึงเรียกได้ว่าพูดถูกกาลบ้าง พูดแต่คำที่เป็นจริงบ้าง พูดอิงอรรถบ้าง พูดอิงธรรมบ้าง พูดอิงวินัยบ้าง[๙๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นปานนี้ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโลภะได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน
ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ย่อมอยู่อย่างเป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ปรินิพพานในปัจจุบันนี้เอง
บุคคลเห็นปานนี้ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโทสะได้แล้ว... ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโมหะได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ย่อมอยู่อย่างเป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ปรินิพพานในปัจจุบันนี้เอง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นสาละ ต้นตะแบก หรือต้นสะคร้อถูกเครือเถาย่านทราย ๓ ชนิดคลุมยอดพันรอบด้าน คราวนั้นมีบุรุษคนหนึ่งถือเอาจอบและบุ้งกี๋มา เขาตัดโคนเครือเถาย่านทรายนั้นแล้วขุดจนรอบแล้วถอนเอารากขึ้น โดยที่สุดแม้ขนาดเท่าต้นหญ้าคา เขาหั่นเครือเถาย่านทรายนั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วผ่า เอารวมกันเข้าแล้วตากไว้ที่ลมและแดดเอาไฟเผาทำให้เป็นเขม่าและโปรยที่ลมพายุ หรือลอยเสียในแม่นํ้าที่มีกระแสเชี่ยว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เครือเถาย่านทรายนั้นถูกบุรุษนั้นตัดขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ฉันใด บุคคลเห็นปานนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโลภะได้แล้ว ... ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโทสะได้แล้ว ... ละอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดเพราะโมหะได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ย่อมอยู่อย่างเป็นสุข ไม่มีทุกข์ ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ปรินิพพานในปัจจุบันนี้เองดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลมูลมี ๓ อย่างนี้แล”
๑๐. อุโปสถสูตร
ว่าด้วยอุโบสถ ๓ อย่าง
{๕๑๐} [๙๖๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมารดา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลเป็นวันอุโบสถ นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนวิสาขา เธอมาแต่ไหนแต่วัน”
นางวิสาขากราบทูลว่า “วันนี้ หม่อมฉันเข้าจำอุโบสถ เจ้าข้า”
“ดูก่อนวิสาขา อุโบสถมี ๓ อย่าง ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ โคปาลกอุโบสถ อุโบสถที่เข้าจำเหมือนคนเลี้ยงโค ๑ นิคัณฐอุโบสถ อุโบสถที่เข้าจำอย่างพวกนิครนถ์ ๑ อริยอุโบสถ อุโบสถที่เข้าจำเยี่ยงอริยสาวก ๑
ดูก่อนวิสาขา ก็โคปาลกอุโบสถเป็นอย่างไร คือ เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคมอบฝูงโคให้แก่เจ้าของในตอนเย็นแล้วก็มาพิจารณาดังนี้ว่า ‘วันนี้ฝูงโคเที่ยวไปในสถานที่โน้น ๆ ดื่มน้ำในสถานที่โน้น ๆ พรุ่งนี้ฝูงก็โคจักเที่ยวไปในสถานที่โน้น ๆ จักดื่มนํ้าในสถานที่โน้น ๆ’ แม้ฉันใด ดูก่อนวิสาขา คนรักษาอุโบสถบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘วันนี้เราเคี้ยวของเคี้ยวชนิดนี้ ๆ กินของกินชนิดนี้ ๆ พรุ่งนี้เราก็จะเคี้ยวของเคี้ยวชนิดนี้ ๆ จักกินของกินชนิดนี้ ๆ’ เขามีใจประกอบด้วยความโลภอยากให้วันเวลาล่วงไปด้วยความโลภนั้น ดูก่อนวิสาขา โคปาลกอุโบสถเป็นเช่นนี้แล ดูก่อนวิสาขา โคปาลกอุโบสถที่บุคคลเข้าจำแล้วอย่างนี้แล ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่แพร่หลายไปมาก (๑)[๙๖๖] ดูก่อนวิสาขา ก็นิคัณฐอุโบสถเป็นอย่างไร คือ มีสมณะนิกายหนึ่งชื่อว่านิครนถ์ นิครนถ์เหล่านั้นย่อมชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า ‘มาเถอะ พ่อคุณ
End of มูลสูตร