พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มารสังยุต · ทุติยวรรค
๑๐. รัชชสูตร เล่ม ๑๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๗๕–๔๗๗ (Royal Thai)10/10 in ทุติยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ทสมํ รชฺชสุตฺตํ
รัชชสูตรที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรค รัชชสูตร (Royal Thai Volume 15 · Mahachula Volume 15 · Mahamakut Volume 25 · Chaloem Phrakiat Volume 15)
เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ วิหรติ หิมวนฺตปฺปเทเส ๑ อรญฺญกุฏิกายํ ฯ อถ โข ภควโต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ สกฺกา นุ โข รชฺชํ กาเรตุํ อหนํ อฆาตนํ อชินํ อชาปยํ อโสจํ อโสจาปยํ ธมฺเมนาติ ฯ
๑ สี. หิมวนฺตปสฺเส ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กระท่อมอันตั้งอยู่ในป่า ในประเทศหิมวันต์ แคว้นโกศล ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับทรงพักผ่อนอยู่ในที่ลับได้ทรงปริวิตกว่า เราจะสามารถเสวยรัชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำผู้อื่นให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขาทำผู้อื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศกได้หรือไม่ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต เจตสา เจโต ปริวิตกฺกมญฺญาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ กาเรตุ ภนฺเต ภควา รชฺชํ กาเรตุ สุคโต รชฺชํ อหนํ อฆาตนํ อชินํ อชาปยํ อโสจํ อโสจาปยํ ธมฺเมนาติ ฯ กึ ปน เม ตฺวํ ปาปิม ปสฺสสิ ยํ ๑ มํ ตฺวํ เอวํ วเทสิ กาเรตุ ภนฺเต ภควา รชฺชํ กาเรตุ สุคโต รชฺชํ อหนํ อฆาตยํ อชินํ อชาปยํ อโสจํ อโสจาปยํ ธมฺเมนาติ ฯ ภควโต ๒ โข ภนฺเต จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา อากงฺขมาโน ปน ภนฺเต ภควา หิมวนฺตํ ปพฺพตราชํ สุวณฺณนฺเตฺวว อธิมุจฺเจยฺย สุวณฺณปพฺพตสฺสาติ ฯ ๓
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัยของพระผู้มีพระภาค
ด้วยจิตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึง กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเสวยรัชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยรัชสมบัติโดย
ธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขา
ทำคนอื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศก เอง ไม่ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศก ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมารผู้มีบาป ท่านเห็นอะไรของเรา ทำไมจึงได้พูดกะเราอย่างนี้ว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงเสวยรัชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยรัชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขาทำผู้อื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำให้ผู้อื่น เศร้าโศก ฯ
มารกราบทูลว่า พระเจ้าข้า อิทธิบาททั้ง ๔ พระองค์ทรงบำเพ็ญให้เจริญ กระทำให้มาก
กระทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นวัตถุที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสม ปรารภด้วยดีแล้ว พระเจ้าข้า
ก็เมื่อพระองค์ทรงพระประสงค์ ทรงอธิษฐานภูเขา หลวงชื่อหิมพานต์ให้เป็นทองคำล้วน ภูเขานั้นก็พึงเป็นทองคำล้วน ฯ
ปพฺพตฺตสฺส สุวณฺณสฺส ชาตรูปสฺส เกวลา ๔
ทฺวิตาว นาลเมกสฺส ๕ อิติ วิทฺธา ๖ สมญฺจเร
โย ทุกฺขมทฺทกฺขิ ยโตนิทานํ
กาเมสุ โส ชนฺตุ กถํ นเมยฺย
อุปธึ วิทิตฺวาน สงฺโคติ โลเก
ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเขติ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
ทุติโย วคฺโค ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
ปาสาโณ สีโห สกลิกํ ปฏิรูปญฺจ มานสํ
ปตฺตํ อายตนํ ปิณฺฑํ กสฺสกํ รชฺเชน เต ทสาติ ฯ
__________
ตติยวคฺโค ตติโย
๑ สี. กึ ฯ ๒ ม. ยุ. ภควตา ฯ ๓ ม. สุวณฺณญฺจปนสฺสาติ ฯ ๔ ม. ยุ.
เกวโล ฯ ๕ สี. วิตฺตวินาลเมกสฺส ฯ ๖ สี. วิทิตฺวาติ วา วิทฺวาติ วา ปาโฐ ฯ
ยุ. วิทฺวา ฯ ม. วิชฺชา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสกะมารด้วยพระคาถาว่า
ภูเขาทองคำล้วนมีสีสุก ถึงสองเท่าก็ยังไม่พอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว พึงประพฤติสงบ ผู้ใดได้เห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้วไฉนผู้นั้นจะพึงน้อมใจไปในกามเล่าบุคคลทราบอุปธิว่า เป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรง
รู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ
จบวรรคที่ ๒
_______
รวมพระสูตรในวรรคที่ ๒ นี้มี ๑๐ สูตร คือ
ปาสาณสูตรที่ ๑ สีหสูตรที่ ๒ สกลิกสูตรที่ ๓ ปฏิรูปสูตรที่ ๔ มานสสูตรที่ ๕ปัตตสูตรที่ ๑ อายตนสูตรที่ ๗ ปิณฑิกสูตรที่ ๘ กัสสกสูตรที่ ๙ กับรัชชสูตร ครบ ๑๐ ฯ
End of ๑๐. รัชชสูตร