อุทายิวรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 435–462 (Royal Thai)3/6 in โพชฌงคสังยุต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อุทายิวรรคที่ ๓
โพธนสูตร
ที่เรียกว่าโพชฌงค์เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค โพธนสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ โพชฺฌงฺคา โพชฺฌงฺคาติ ภนฺเต วุจฺจนฺติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต โพชฺฌงฺคาติ วุจฺจนฺตีติ ฯ สมฺโพธาย ๑ สํวตฺตนฺตีติ โข ภิกฺขุ ตสฺมา โพชฺฌงฺคาติ วุจฺจนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เรียกว่า โพชฌงค์ โพชฌงค์ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงเรียกว่า โพชฌงค์? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้.
อิธ ภิกฺขเว ๒ ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ สมฺโพธาย สํวตฺตนฺตีติ โข ภิกฺขุ ตสฺมา โพชฺฌงฺคาติ วุจฺจนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก
อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุ ที่เรียกว่าโพชฌงค์ เพราะเป็นไปเพื่อตรัสรู้ ฉะนี้แล.
จบ สูตรที่ ๑
เทสนาสูตร
โพชฌงค์ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค เทสนาสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
สตฺต โว ภิกฺขเว โพชฺฌงฺเค เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ ฯ กตเม จ ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงโพชฌงค์ ๗ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น ก็โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล.
จบ สูตรที่ ๒
ฐานิยสูตร
นิวรณ์ ๕ เกิดเพราะมนสิการถึงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งนิวรณ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค ฐานิยสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
กามราคฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺโน เจว กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งกามราคะ.
พฺยาปาทฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺโน เจว พฺยาปาโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ พฺยาปาโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
๑ ม. ยุ. โพธาย ฯ เอวมุปริ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
พยาบาทที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งพยาบาท.
ถีนมิทฺธฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺนญฺเจว ถีนมิทฺธํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนญฺจ ถีนมิทฺธํ ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งถีนมิทธะ.
อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺนญฺเจว อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนญฺจ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุทธัจจกุกกุจจะ.
วิจิกิจฺฉาฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺนา เจว วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา จ วิจิกิจฺฉา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา.
สติสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺโน เจว สติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ อุปฺปปฺโน จ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานิยานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ มนสิการพหุลีการา อนุปฺปนฺโน เจว อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้น
แล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์เพราะกระทำมนสิการมากถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์.
จบ สูตรที่ ๓
อโยนิโสสูตร
นิวรณ์ ๕ เกิดเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค อโยนิโสสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
อโยนิโส ภิกฺขเว มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน เจว กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ อนุปฺปนฺโน เจว พฺยาปาโท อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ พฺยาปาโท ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ อนุปฺปนฺนญฺเจว ถีนมิทฺธํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนญฺจ ถีนมิทฺธํ ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ อนุปฺปนฺนญฺเจว อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนญฺจ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ อนุปฺปนฺนา เจว วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา จ วิจิกิจฺฉา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด
ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง พยาบาท ... ถีนมิทธะ ...
อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.
อนุปฺปนฺโน เจว สติสมฺโพชฺฌงฺโค นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ สติสมฺโพชฺฌงฺโค นิรุชฺฌติ ฯเปฯ อนุปฺปนฺโน เจว อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค นิรุชฺฌติ ฯ
สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ฯลฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป.
โยนิโส จ โข ภิกฺขเว มนสิกโรโต อนุปฺปนฺโน เจว กามจฺฉนฺโท นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ กามจฺฉนฺโท ปหียติ ฯ อนุปฺปนฺโน เจว พฺยาปาโท นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ พฺยาปาโท ปหียติ ฯ อนุปฺปนฺนญฺเจว ถีนมิทฺธํ นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนํ จ ถีนมิทฺธํ ปหียติ ฯ อนุปฺปนฺนญฺเจว อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนํ จ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหียติ ฯ อนุปฺปนฺนา เจว วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺนา จ วิจิกิจฺฉา ปหียติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด
ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้ พยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ...
วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว เธอย่อมละเสียได้.
อนุปฺปนฺโน เจว สติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉติ ฯเปฯ อนุปฺปนฺโน เจว อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ อุปฺปนฺโน จ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉตีติ ฯ
สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.
จบ สูตรที่ ๔
อปริหานิยสูตร
ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค อปริหานิยสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
สตฺต โว ภิกฺขเว อปริหานิเย ธมฺเม เทสิสฺสามิ ๑ ตํ สุณาถ ฯ กตเม จ ภิกฺขเว สตฺต อปริหานิยา ธมฺมา ฯ ยทิทํ สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ กตเม สตฺต ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต อปริหานิยา ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น ก็ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗ ประการเป็นไฉน? คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ๗ ประการนี้แล.
จบ สูตรที่ ๕
ขยสูตร
ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อสิ้นตัณหาคือโพชฌงค์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค ขยสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
โย ภิกฺขเว มคฺโค ยา ปฏิปทา ตณฺหกฺขยาย สํวตฺตติ ตํ มคฺคํ ตํ ปฏิปทํ ภาเวถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว มคฺโค กตมา จ ปฏิปทา ตณฺหกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ ยทิทํ สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ กตเม สตฺต ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา
เธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น มรรคาและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหาเป็นไฉน? คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ภควนฺตํ เอตทโวจ กถํ็ ภาวิตา นุ โข ภนฺเต สตฺต โพชฺฌงฺคา กถํ พหุลีกตา ตณฺหกฺขยาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ อิธ อุทายิ ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ [๒] วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ ตสฺส สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ ตณฺหา ปหียติ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ ตสฺส อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ ตณฺหา ปหียติ ตณฺหาย ปหานา กมฺมํ ปหียติ กมฺมสฺส ปหานา ทุกฺขํ ปหียติ ฯ อิติ โข อุทายิ ตณฺหกฺขยา กมฺมกฺขโย กมฺมกฺขยา ทุกฺขกฺขโยติ ฯ
๑ ม. เทเสสฺสามิ ฯ เอวมุปริ ฯ ๒ ม. โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ เอวมุปริ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้ทูลถามว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร? ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา.
ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน เมื่อภิกษุนั้นเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน ย่อมละตัณหาได้ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน เมื่อภิกษุนั้นเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน ย่อมละตัณหาได้ เพราะละตัณหาได้ จึงละกรรมได้ เพราะละกรรมได้ จึงละทุกข์ได้ ดูกรอุทายี เพราะสิ้นตัณหา จึงสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จึงสิ้นทุกข์ ด้วยประการดังนี้แล.
จบ สูตรที่ ๖
นิโรธสูตร
ปฏิปทาเป็นไปเพื่อดับตัณหาคือโพชฌงค์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค นิโรธสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
โย ภิกฺขเว มคฺโค ยา ปฏิปทา ตณฺหานิโรธาย สํวตฺตติ ตํ มคฺคํ ตํ ปฏิปทํ ภาเวถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว มคฺโค กตมา จ ปฏิปทา ตณฺหานิโรธาย สํวตฺตติ ฯ ยทิทํ สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ กตเม สตฺต ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อมเป็นไปเพื่อความดับตัณหาเธอทั้งหลายจงเจริญมรรคานั้น ปฏิปทานั้น มรรคาและปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความดับตัณหาเป็นไฉน? คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ เป็นไฉน? คือสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา กถํ พหุลีกตา ตณฺหานิโรธาย สํวตฺตนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา เอวํ พหุลีกตา ตณฺหานิโรธาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
อย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความดับตัณหา? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดับตัณหา.
จบ สูตรที่ ๗
นิพเพธสูตร
มรรคาอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดคือโพชฌงค์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค นิพเพธสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
นิพฺเพธภาคิยํ โว ภิกฺขเว มคฺคํ เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว นิพฺเพธภาคิโย มคฺโค ฯ ยทิทํ สตฺต สมฺโพชฺฌงฺคา ฯ กตเม สตฺต ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโคติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงมรรคาอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอด แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังมรรคานั้น ก็มรรคาอันเป็นส่วนแห่งการแทงตลอดเป็นไฉน? คือโพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ ภควนฺตํ เอตทโวจ กถํ ภาวิตา นุ โข ภนฺเต สตฺต โพชฺฌงฺคา กถํ พหุลีกตา นิพฺเพธาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ อิธ อุทายิ ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ โส สติสมฺโพชฺฌงฺคภาวิเตน จิตฺเตน อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โลภกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โทสกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โมหกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ วิปุลํ มหคฺคตํ อปฺปมาณํ อพฺยาปชฺฌํ โส อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคภาวิเตน จิตฺเตน อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โลภกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โทสกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โมหกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลติ ฯ เอวํ ภาวิตา โข อุทายิ สตฺต โพชฺฌงฺคา เอวํ พหุลีกตา นิพฺเพธาย สํวตฺตนฺตีติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความแทงตลอด?
พ. ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคต หาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน เธอมีจิตอันสติสัมโพชฌงค์อบรมแล้ว ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโลภะ ที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโทสะ ที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโมหะ ที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ฯลฯ
ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันไพบูลย์ เป็นมหรคตหาประมาณมิได้ ไม่มีความเบียดเบียน เธอมีจิตอันอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อบรมแล้ว ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโลภะ ที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโทสะ ที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ย่อมแทงทะลุ ย่อมทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยแทงทะลุ ยังไม่เคยทำลายเสียได้ ดูกรอุทายี โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความแทงตลอด.
จบ สูตรที่ ๘
เอกธัมมสูตร
โพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมเป็นที่ตั้งสังโยชน์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค เอกธัมมสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกธมฺมํปิ สมนุปสฺสามิ โย เอวํ ภาวิโต พหุลีกโต สญฺโญชนิยานํ ธมฺมานํ ปหานาย สํวตฺตติ ยถยิทํ ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ กตเม สตฺต ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้ข้อหนึ่ง ที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เหมือนโพชฌงค์ ๗ นี้เลยโพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์.
กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา กถํ พหุลีกตา สญฺโญชนิยานํ ธมฺมานํ ปหานาย สํวตฺตนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา เอวํ พหุลีกตา สญฺโญชนิยานํ ธมฺมานํ ปหานาย สํวตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว
อย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์.
กตเม จ ภิกฺขเว สญฺโญชนิยา ธมฺมา ฯ จกฺขุํ ภิกฺขเว สญฺโญชนิโย ธมฺโม เอตฺเถเต อุปฺปชฺชนฺติ สญฺโญชนวินิพนฺธา อชฺโฌสานา โสตํ ฆานํ ชิวฺหา สญฺโญชนิโย ธมฺโม เอตฺเถเต อุปฺปชฺชนฺติ สญฺโญชนวินิพนฺธา อชฺโฌสานา ฯเปฯ มโน สญฺโญชนิโย ธมฺโม เอตฺเถเต อุปฺปชฺชนฺติ สญฺโญชนวินิพนฺธา อชฺโฌสานา ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สญฺโญชนิยา ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์เป็นไฉน? จักษุเป็นธรรม
เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เครื่องผูก เครื่องจองจำ คือ สังโยชน์เหล่านั้น ย่อมเกิดที่จักษุนี้ หู ...
จมูก ... ลิ้น ... ใจเป็นธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ เครื่องผูก เครื่องจองจำ คือ สังโยชน์เหล่านั้นย่อมเกิดที่ใจนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้ เรียกว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์.
จบ สูตรที่ ๙
อุทายิสูตร
พระผู้มีพระภาครับรองมรรคที่พระอุทายีได้แล้ว
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อุทายิวรรค อุทายิสูตร (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
เอกํ สมยํ ภควา สุมฺเภสุ วิหรติ เสตกนฺนาม สุมฺภานํ นิคโม ฯ อถ โข อายสฺมา อุทายิ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อุทายิ ภควนฺตํ เอตทโวจ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชนชาวสุมภะ ชื่อเสตกะในแคว้นสุมภะ ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า.
อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ๑ ภนฺเต ยาว พหุการาปิ ๒ เม ภนฺเต ภควติ เปมญฺจ คารโว จ หิริ จ โอตฺตปฺปญฺจ อหญฺหิ ภนฺเต ปุพฺเพ อาคาริกภูโต สมาโน อพหุกโต อโหสึ ธมฺเมน อพหุกโต สงฺเฆน โส ขฺวาหํ [๓] ภควติ เปมญฺจ คารวํ จ หิรึ จ โอตฺตปฺปํ จ สมฺปสฺสมาโน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชึ ๔ ตสฺส เม ภควา ธมฺมํ เทเสสิ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯเปฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา มีขึ้น ความ
รัก ความเคารพ ความละอายใจ และความเกรงกลัว ของข้าพระองค์ซึ่งมีอยู่ในพระผู้มีพระภาคมากเพียงไร ด้วยว่า ข้าพระองค์เมื่อเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอยู่ในกาลก่อน ก็มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระธรรมมากนัก มิได้กระทำความคุ้นเคยกับพระสงฆ์มากนัก ข้าพระองค์เห็นความรักความเคารพ ความละอายใจ ความเกรงกลัว ในพระผู้มีพระภาค จึงออกบวชเป็นบรรพชิตพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนี้เวทนา ... อย่างนี้สัญญา ... อย่างนี้สังขาร ... อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ.
โส ขฺวาหํ ภนฺเต สุญฺญาคารคโต อิเมสํ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธานํ อุกฺกุชฺชาวกุชฺชํ สมฺปริวตฺตนฺโต ๑ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ ฯ
๑ ม. ยุ. อพฺภุตํ ฯ ๒ ม. ยุ. พหุกตญฺจ ฯ ๓ ยุ. ภนฺเต ฯ ๔ ม. ยุ. ปพฺพชิโต ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่ในเรือนว่าง พิจารณาถึงความเกิดและความเสื่อมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ได้รู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.
ธมฺโม จ เม ภนฺเต อภิสเมโต ๒ มคฺโค จ เม ปฏิลทฺโธ โย เม ภาวิโต พหุลีกโต ตถา ตถา วิหรนฺตํ ตถตฺตาย อุปเนสฺสติ ยถาหํ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานิสฺสามิ ฯ สติสมฺโพชฺฌงฺโค เม ภนฺเต ปฏิลทฺโธ โย เม ภาวิโต พหุลีกโต ตถา ตถา วิหรนฺตํ ตถตฺตาย อุปเนสฺสติ ยถาหํ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานิสฺสามิ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค เม ภนฺเต ปฏิลทฺโธ โย เม ภาวิโต พหุลีกโต ตถา ตถา วิหรนฺตํ ตถตฺตาย อุปเนสฺสติ ยถาหํ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานิสฺสามิ ฯ อยํ โข เม ภนฺเต มคฺโค ปฏิลทฺโธ โย เม ภาวิโต พหุลีกโต ตถา ตถา วิหรนฺตํ ตถตฺตาย อุปเนสฺสติ ยถาหํ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานิสฺสามีติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมที่ข้าพระองค์บรรลุแล้วและมรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำ ข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่
จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คือ สติสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการอย่างนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ที่ข้าพระองค์ได้แล้วนั้น อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี มรรคที่ข้าพระองค์ได้แล้วนี้แล อันข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำข้าพระองค์ผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้น โดยที่ข้าพระองค์จักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
สาธุ สาธุ อุทายิ เอโส หิ เต อุทายิ มคฺโค ปฏิลทฺโธ โย เต ภาวิโต พหุลีกโต ตถา ตถา วิหรนฺตํ ตถตฺตาย อุปเนสฺสติ ยถา ตฺวํ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานิสฺสสีติ ฯ
อุทายิวคฺโค ตติโย ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
โพธนา ๑ เทสนาฏฺฐานา อโยนิโส จาปริหานิ ๒
ขโย นิโรโธ นิพฺเพโธ เอกธมฺโม อุทายินาติ ฯ
_____________
นีวรณวคฺโค จตุตฺโถ
๑ ม. ยุ. สมฺปริวตฺเตนฺโต ฯ ๒ ม. ยุ. อภิสมิโต ฯ
๑ ม. โพธาย ฯ ๒ ม. จาปริหานี ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละๆ อุทายี มรรคที่เธอได้แล้วนั้นแล อันเธอเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว จักน้อมนำเธอผู้อยู่โดยอาการนั้นๆ ไป เพื่อความเป็นอย่างนั้นโดยที่เธอจักรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
จบ สูตรที่ ๑๐
จบ อุทายิวรรคที่ ๓
-----------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โพธนสูตร ๒. เทสนาสูตร
๓. ฐานิยสูตร ๔. อโยนิโสสูตร
๕. อปริหานิยสูตร ๖. ขยสูตร
๗. นิโรธสูตร ๘. นิพเพธสูตร
๙. เอกธัมมสูตร ๑๐. อุทายิสูตร
End of อุทายิวรรค