พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ · อวิชชาวรรค
๑. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๒๐–๓๒๑ (Royal Thai)1/10 in อวิชชาวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อวิชชาวรรคที่ ๓
๑. สมุทยธัมมสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชา
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ อวิชชาวรรค สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)
สาวตฺถี ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อวิชฺชา อวิชฺชาติ ภนฺเต วุจฺจติ กตมา นุ โข ภนฺเต อวิชฺชา กิตฺตาวตา จ อวิชฺชาคโต โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน สมุทยธมฺมํ รูปํ สมุทยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ วยธมฺมํ รูปํ วยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สมุทยวยธมฺมํ รูปํ สมุทยวยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สมุทยธมฺมํ เวทนํ สมุทยธมฺมา เวทนาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ วยธมฺมํ เวทนํ วยธมฺมา เวทนาติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯเปฯ นปฺปชานาติ สมุทยธมฺมํ สญฺญํ ฯเปฯ นปฺปชานาติ สมุทยธมฺเม สงฺขาเร สมุทยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ วยธมฺเม สงฺขาเร วยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สมุทยวยธมฺเม สงฺขาเร สมุทยวยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สมุทยธมฺมํ วิญฺญาณํ สมุทยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ วยธมฺมํ วิญฺญาณํ วยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ สมุทยวยธมฺมํ วิญฺญาณํ สมุทยวยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ อวิชฺชา เอตฺตาวตา จ อวิชฺชาคโต โหตีติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาอวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูปอันมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งรูปอันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูปอันมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเวทนา ... ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งสัญญา ... ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งสังขาร ... ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณอันมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาว่า วิญญาณมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่ รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณอันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า วิญญาณมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณ อันมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่าวิญญาณมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
เอวํ วุตฺเต โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ วิชฺชา วิชฺชาติ ภนฺเต วุจฺจติ กตมา นุ โข ภนฺเต วิชฺชา กิตฺตาวตา จ วิชฺชาคโต โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก สมุทยธมฺมํ รูปํ สมุทยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ วยธมฺมํ รูปํ วยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยวยธมฺมํ รูปํ สมุทยวยธมฺมํ รูปนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยธมฺมํ เวทนํ สมุทยธมฺมา เวทนาติ ยถาภูตํ ปชานาติ วยธมฺมํ เวทนํ วยธมฺมา เวทนาติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยวยธมฺมํ เวทนํ สมุทยวยธมฺมา เวทนาติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยธมฺมํ สญฺญํ ฯเปฯ ปชานาติ สมุทยธมฺเม สงฺขาเร สมุทยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ ปชานาติ วยธมฺเม สงฺขาเร วยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยวยธมฺเม สงฺขาเร สมุทยวยธมฺมา สงฺขาราติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยธมฺมํ วิญฺญาณํ สมุทยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ วยธมฺมํ วิญฺญาณํ วยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ สมุทยวยธมฺมํ วิญฺญาณํ สมุทยวยธมฺมํ วิญฺญาณนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ วิชฺชา เอตฺตาวตา จ วิชฺชาคโต โหตีติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร?
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป อันมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป อันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป อันมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า รูปมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งเวทนา ... ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งสัญญา ... ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งสังขาร ... ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณอันมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาว่า วิญญาณมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณ อันมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า วิญญาณมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งวิญญาณ อันมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาว่า วิญญาณมีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา. ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
จบ สูตรที่ ๑.
End of ๑. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑