arnon.worldSign in

ธัมมกถิกวรรค

Text layerBuddha’s wordsItems 300–319 (Royal Thai)2/5 in จุลปัณณาสก์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ธัมมกถิกวรรคที่ ๒

๑. อวิชชาสูตร

ว่าด้วยความหมายของอวิชชา

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค อวิชชาสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อวิชฺชา อวิชฺชาติ ภนฺเต วุจฺจติ กตมา นุ โข ภนฺเต อวิชฺชา กิตฺตาวตา จ อวิชฺชาคโต โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน รูปํ นปฺปชานาติ รูปสมุทยํ นปฺปชานาติ รูปนิโรธํ นปฺปชานาติ รูปนิโรธคามินีปฏิปทํ นปฺปชานาติ เวทนํ นปฺปชานาติ ฯ สญฺญํ นปฺปชานาติ ฯ สงฺขาเร นปฺปชานาติ ฯ วิญฺญาณํ นปฺปชานาติ ฯเปฯ วิญฺญาณนิโรธคามินีปฏิปทํ นปฺปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ อวิชฺชา เอตฺตาวตา จ อวิชฺชาคโต โหตีติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อวิชชาอวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล? และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่รู้ชัดซึ่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสัญญา ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ ไม่รู้ชัดซึ่งวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ.

ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

จบ สูตรที่ ๑.

๒. วิชชาสูตร

ว่าด้วยความหมายของวิชชา

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค วิชชาสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ วิชฺชา วิชฺชาติ ภนฺเต วุจฺจติ กตมา นุ โข ภนฺเต วิชฺชา กิตฺตาวตา จ วิชฺชาคโต โหตีติ ฯ อิธ ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก รูปํ ปชานาติ รูปสมุทยํ ฯเปฯ รูปนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ปชานาติ ฯเปฯ วิญฺญาณนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ วิชฺชา เอตฺตาวตา จ วิชฺชาคโต โหตีติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ภิกษุรูปนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถาม

พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล?

และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในโลกนี้ รู้ชัดซึ่งรูป รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ชัดซึ่งเวทนา ฯลฯ รู้ชัดซึ่งสัญญา ฯลฯ รู้ชัดซึ่งสังขาร ฯลฯ

รู้ชัดซึ่งวิญญาณ รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดวิญญาณ รู้ชัดซึ่งความดับวิญญาณ รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับวิญญาณ. ดูกรภิกษุ นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.

จบ สูตรที่ ๒.

๓. ธัมมกถิกสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ธมฺมกถิโก ธมฺมกถิโกติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ธมฺมกถิโก โหติ กิตฺตาวตา ๑ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ กิตฺตาวตา ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต โหตีติ ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ๒ ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ เวทนาย เจ ภิกฺขุ ฯเปฯ สญฺญาย เจ ภิกฺขุ ฯ สงฺขารานํ เจ ภิกฺขุ ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ภิกฺขูติ อลํ วจนายาติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ภิกษุรูปนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถาม

พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้ ภิกษุชื่อว่า เป็นธรรมกถึก ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ชื่อว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลาดกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่าภิกษุธรรมกถึก. หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๓.

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒

ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ธมฺมกถิโก ธมฺมกถิโกติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ธมฺมกถิโก โหติ กิตฺตาวตา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ กิตฺตาวตา ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต โหตีติ ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ รูปสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ เวทนาย เจ ภิกฺขุ ฯเปฯ สญฺญาย เจ ภิกฺขุ ฯ สงฺขารานํ เจ ภิกฺขุ ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ วิญฺญาณสฺส เจ ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ภิกฺขูติ อลํ วจนายาติ ฯ

๑ ม. ยุ. กิตฺตาวตา ... โหตีติ นตฺถิ ฯ ๒ ยุ. ทิฏฺฐธมฺเม นิพฺพานปตฺโต ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ภิกษุนั้นนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า พระธรรมกถึก พระธรรมกถึก ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นธรรมกถึกด้วยเหตุเพียงเท่าไร ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไร?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ หากว่า ภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ธรรมกถึก. หากว่า ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. หากว่า ภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไซร้ ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้ได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน.

จบ สูตรที่ ๔.

๕. พันธนสูตร

ว่าด้วยเครื่องจองจำคือขันธ์ ๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค พันธนสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม ๑ อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน รูปพนฺธนพนฺโธ สานฺตรพาหิรพนฺธนพนฺโธ ๒ อตีรทสฺสี อปารทสฺสี พนฺโธ ชิยฺยติ ๓ พนฺโธ มิยฺยติ พนฺโธ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ คจฺฉติ ฯ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ เวทนาย วา อตฺตานํ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน เวทนาพนฺธนพนฺโธ สานฺตรพาหิรพนฺธนพนฺโธ อตีรทสฺสี อปารทสฺสี พนฺโธ ชิยฺยติ พนฺโธ มิยฺยติ พนฺโธ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ คจฺฉติ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน วิญฺญาณพนฺธนพนฺโธ สานฺตรพาหิรพนฺธนพนฺโธ อตีรทสฺสี อปารทสฺสี พนฺโธ ชิยฺยติ พนฺโธ มิยฺยติ พนฺโธ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ คจฺฉติ ฯ

๑ ยุ. สปฺปุริสธมฺเมสุ ฯ ๒ โป. อพฺภนฺตรพาหิรพนฺธน ... ฯ

๓ ยุ. ชายตีติปิ ปาโฐ ฯ โป. ชียติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ได้รับคำแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป ย่อมตามเห็นเวทนา ... ตามเห็นสัญญาตามเห็นสังขาร ... ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน เห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตนหรือเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจำ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จำไว้แล้ว เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้งภายในทั้งภายนอกจำไว้แล้ว เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้ เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้งๆ ที่ถูกจำ ย่อมตายทั้งๆ ที่ถูกจำ ย่อมไปจากโลกนี้สู่โลกหน้าทั้งๆ ที่ถูกจำ.

Pali (Siam Rath)

สุตวา จ โข ภิกฺขเว อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ น อตฺตนิ วา รูปํ น รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก นรูปพนฺธนพนฺโธ นสานฺตรพาหิรพนฺธนพนฺโธ ตีรทสฺสี ปารทสฺสี ปริมุตฺโต โส ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯเปฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก นวิญฺญาณพนฺธนพนฺโธ นสานฺตรพาหิรพนฺธนพนฺโธ ตีรทสฺสี ปารทสฺสี ปริมุตฺโต โส ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ

Royal Thai

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย

ฯลฯ ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีรูป ไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป. ย่อมไม่พิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ...

วิญญาณโดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในตน หรือไม่เห็นตนในวิญญาณ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำ คือ รูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ จำไว้ ไม่เป็นผู้ถูกเครื่องจำทั้งภายในภายนอกจำไว้ เป็นผู้มองเห็นฝั่งนี้เป็นผู้มองเห็นฝั่งโน้น เรากล่าวว่า ภิกษุนั้นพ้นแล้วจากทุกข์.

จบ สูตรที่ ๕.

๖. ปริมุจจิตสูตรที่ ๑

ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว รูปํ ภิกฺขเว เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ สมนุปสฺสถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ภิกฺขเว เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯเปฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนเธอทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นไม่ของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเราดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๖.

๗. ปริมุจจิตสูตรที่ ๒

ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค ปริมุจจิตสูตร ที่ ๒ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสถาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว รูปํ ภิกฺขเว เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ สมนุปสฺสถาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ ภิกฺขเว วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ

รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

จบ สูตรที่ ๗.

๘. สังโยชนสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ และสังโยชน์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค สังโยชนสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ สญฺโญชนิเย จ ภิกฺขเว ธมฺเม เทสิสฺสามิ สญฺโญชนญฺจ ตํ สุณาถ ฯ กตเม จ ภิกฺขเว สญฺโญชนิยา ธมฺมา กตมํ ๑ สญฺโญชนํ ฯ รูปํ ภิกฺขเว สญฺโญชนิโย ธมฺโม โย ตตฺถ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ สญฺโญชนิโย ธมฺโม โย ตตฺถ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สญฺโญชนํ ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สญฺโญชนิยา ธมฺมา อิทํ สญฺโญชนนฺติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์และสังโยชน์ เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์เป็นไฉนสังโยชน์เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์. ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นชื่อว่า สังโยชน์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ นี้เรียกว่า สังโยชน์.

จบ สูตรที่ ๘.

๙. อุปาทานสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน และอุปาทาน

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค อุปาทานสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ อุปาทานิเย จ ภิกฺขเว ธมฺเม เทสิสฺสามิ อุปาทานญฺจ ตํ สุณาถ ฯ กตเม จ ภิกฺขเว อุปาทานิยา ธมฺมา กตมํ อุปาทานํ ฯ รูปํ ภิกฺขเว อุปาทานิโย ธมฺโม โย ตตฺถ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ อุปาทานํ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อุปาทานิโย ธมฺโม โย ตตฺถ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ อุปาทานํ ฯ อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว อุปาทานิยา ธมฺมา อิทํ อุปาทานนฺติ ฯ

๑ ยุ. กตญฺจ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานและอุปาทาน เธอทั้งหลายจงฟัง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานเป็นไฉน อุปาทานเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชื่อว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน. ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นชื่อว่า อุปาทาน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน.

จบ สูตรที่ ๙.

๑๐. สีลสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค สีลสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต ๑ พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอตทโวจ สีลวตาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ สีลวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ สีลวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ สีลวา ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

๑ ม. มหาโกฏฺฐิโก ฯ

Royal Thai

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตน

มฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ฯลฯ ได้ถามว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้มีศีลควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวนเป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คืออุปาทานขันธ์ คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์ คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ๑. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญเป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้มีศีล กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

Pali (Siam Rath)

โสตาปนฺเนน ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ โสตาปนฺเนนปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ โสตาปนฺโน ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต สกทาคามิผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล.

Pali (Siam Rath)

สกทาคามินา ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ๑ ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ สกทาคามินาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ สกทาคามี ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต อนาคามิผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นพระสกทาคามี ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕เหล่านี้นั่นแล ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล.

Pali (Siam Rath)

อนาคามินา ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ อนาคามินาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ อนาคามี ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต อรหตฺตํ ๑ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

๑ ยุ. กตเม จ ธมฺมา ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอนาคามี ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอนาคามี ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นอนาคามีกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล.

Pali (Siam Rath)

อรหตา ปนาวุโส สารีปุตฺต กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ อรหตาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ นตฺถิ โข อาวุโส อรหโต อุตฺตริกรณียํ กตสฺส วา ปฏิจฺจโย อปิ ๒ จิเม ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย เจว สํวตฺตนฺติ สติสมฺปชญฺญาย จาติ ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแล ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญเป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ กิจที่จะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไป หรือการสั่งสมกิจที่กระทำแล้วย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ และแม้ธรรมเหล่านี้ที่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ก็เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ.

จบ สูตรที่ ๑๐.

๑๑. สุตวาสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ควรใส่ใจโดยแยบคาย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค สุตวาสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ฯเปฯ เอตทโวจ สุตวตาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ สุตวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ กตเม ปญฺจ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ รูปูปาทานกฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ ฯ สุตวตาวุโส โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ สุตวา ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

๑ ยุ. อรหตฺตผลํ ฯ ๒ ยุ. อปิจ โข ฯ

Royal Thai

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตน

มฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ฯลฯ ได้ถามว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้ได้สดับแล้วควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย? ท่านสารีบุตรตอบว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้ได้สดับแล้ว ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ

เป็นของไม่ใช่ตัวตน. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์ คือ รูป ฯลฯ อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ. ดูกรท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้ได้สดับแล้ว ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้ได้สดับแล้ว กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.

Pali (Siam Rath)

โสตาปนฺเนน ปนาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ โสตาปนฺเนนปิ โข อาวุโส ๑ โกฏฺฐิต ภิกฺขุนา อิเมว ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ ฐานํ โข ปเนตํ อาวุโส วิชฺชติ ยํ โสตาปนฺโน ภิกฺขุ อิเม ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรนฺโต สกทาคามิผลํ ฯเปฯ อนาคามิผลํ ฯเปฯ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกเรยฺยาติ ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นพระโสดาบันเล่า ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะข้อนี้ก็เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน กระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พึงกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล.

Pali (Siam Rath)

อรหตา ปนาวุโส สารีปุตฺต กตเม ธมฺมา โยนิโส มนสิกาตพฺพาติ ฯ อรหตาปิ โข อาวุโส โกฏฺฐิต อิเมว ๒ ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต คณฺฑโต สลฺลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต ปโลกโต สุญฺญโต อนตฺตโต โยนิโส มนสิกาตพฺพา ฯ นตฺถิ โข อาวุโส อรหโต อุตฺตริกรณียํ กตสฺส วา ปฏิจฺจโย อปิ จิเม ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย เจว สํวตฺตนฺติ สติสมฺปชญฺญาย จาติ ฯ

Royal Thai

โก. ดูกรท่านพระสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นอรหันต์เล่า ควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย?

สา. ดูกรท่านโกฏฐิตะ แม้ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั่นแลไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศรเป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวนเป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน. ดูกรท่านโกฏฐิตะ กิจที่จะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไป หรือการสั่งสมกิจที่กระทำแล้ว ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ และแม้ถึงธรรมเหล่านี้ที่ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วก็เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะเท่านั้น.

จบ สูตรที่ ๑๑.

๑๒. กัปปสูตรที่ ๑

ว่าด้วยการรู้เห็นเป็นเหตุไม่มีอหังการมมังการ และมานานุสัย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค กัปปสูตร ที่ ๑ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ อถ โข อายสฺมา กปฺโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯเปฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา กปฺโป ภควนฺตํ เอตทโวจ กถํ นุ โข ภนฺเต ชานโต กถํ ปสฺสโต อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการ- มานานุสยา น โหนฺตีติ ฯ ยงฺกิญฺจิ กปฺป รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ฯ ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ฯ เอวํ โข กปฺป ชานโต เอวํ ปสฺสโต อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺตีติ ฯ

๑ โป. ... อาวุโส สารีปุตฺต ... ฯ ๒ ม. วสทฺโท นตฺถิ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระกัปปะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่อย่างไรหนอแล จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีใจครองนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัปปะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดีละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีอยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี อริยสาวกเห็นสิ่งทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. ดูกรกัปปะ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีใจครองนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก.

จบ สูตรที่ ๑๒.

๑๓. กัปปสูตรที่ ๒

ว่าด้วยการรู้การเห็นเป็นเหตุปราศจากอหังการมมังการ และมานานุสัย

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต จุลปัณณาสก์ ธัมมกถิกวรรค กัปปสูตร ที่ ๒ (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

Pali (Siam Rath)

สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา กปฺโป ภควนฺตํ เอตทโวจ กถํ นุ โข ภนฺเต ชานโต กถํ ปสฺสโต อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานาปคตํ มานสํ โหติ วิธา สมติกฺกนฺตํ สนฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ ฯ ยงฺกิญฺจิ กปฺป รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ฯเปฯ สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ ยา กาจิ เวทนา ฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทิสฺวา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ฯ เอวํ โข กปฺป ชานโต เอวํ ปสฺสโต อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานาปคตํ มานสํ โหติ วิธา สมติกฺกนฺตํ สนฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ ฯ

ธมฺมกถิกวคฺโค สมตฺโต ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

อวิชฺชวิชฺชา เทฺว กถิกา พนฺธนา ปริมุจฺจิตา เทฺว

สญฺโญชนํ อุปาทานํ สีลํ สุตวา เทฺว จ กปฺเปนาติ ๑ ฯ

______________

ขนฺธสํยุตฺตสฺส จุลฺลปณฺณาสเก อวิชฺชาวคฺโค ตติโย

๑ สี. สีลวา เทฺว จ กปฺปินาติ ฯ

Royal Thai

พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระกัปปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไรหนอแล มนัสจึงจะปราศจาก อหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีใจครองนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว?

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกัปปะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดีละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี มีอยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี อริยสาวกเห็นสิ่งทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา อย่างนี้แล้ว จึงหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น. ดูกรกัปปะ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล มนัสจึงปราศจากอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีใจครองนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ก้าวล่วงมานะด้วยดี สงบระงับ พ้นวิเศษแล้ว.

จบ สูตรที่ ๑๓.

จบธัมมกถิกวรรคที่ ๒

--------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อวิชชาสูตร ๗. ปริมุจจิตสูตรที่ ๒

๒. วิชชาสูตร ๘. สังโยชนสูตร

๓. ธัมมกถิกสูตรที่ ๑ ๙. อุปาทานสูตร

๔. ธัมมกถิกสูตรที่ ๒ ๑๐. สีลสูตร

๕. พันธสูตร ๑๑. สุตวาสูตร

๖. ปริมุจจิตสูตรที่ ๑ ๑๒. กัปปสูตรที่ ๑

๑๓. กัปปสูตรที่ ๒.

End of ธัมมกถิกวรรค