พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · ขัชชนิยวรรค
๗. ขัชชนิยสูตร เล่ม ๑๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๘–๑๖๔ (Royal Thai)7/10 in ขัชชนิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๗. ขัชชนิยสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรค ขัชชนิยสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรมานา อนุสฺสรนฺติ สพฺเพ เต ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ อนุสฺสรนฺติ เอเตสํ วา อญฺญตรํ ฯ กตเม ปญฺจ ฯ เอวํรูโป อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ อิติ วา หิ ภิกฺขเว อนุสฺสรมาโน รูปญฺเญว อนุสฺสรติ ฯ เอวํเวทโน อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ อิติ วา หิ ภิกฺขเว อนุสฺสรมาโน เวทนญฺเญว อนุสฺสรติ ฯ เอวํสญฺโญ อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ฯ เอวํสงฺขาโร อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ฯ เอวํวิญฺญาโณ อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ อิติ วา หิ ภิกฺขเว อนุสฺสรมาโน วิญฺญาณญฺเญว อนุสฺสรติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า
หนึ่ง เมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมาก สมณะหรือพราหมณ์ทั้งปวงนั้นก็ย่อมตามระลึกถึงอุปาทานขันธ์ ๕ หรือกองใดกองหนึ่ง. อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? คือ ย่อมตามระลึกถึงรูปดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงเวทนาดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงสัญญาดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงสังขารดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้. ย่อมตามระลึกถึงวิญญาณดังนี้ว่า ในอดีตกาล เราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้.
กิญฺจ ๑ ภิกฺขเว รูปํ วเทถ ฯ รุปฺปตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา รูปนฺติ วุจฺจติ ฯ เกน รุปฺปติ ฯ สีเตนปิ รุปฺปติ อุณฺเหนปิ รุปฺปติ ชิฆจฺฉายปิ รุปฺปติ ปิปาสายปิ รุปฺปติ ฑํสมกสวาตาตปสิรีสปสมฺผสฺเสนปิ รุปฺปติ ฯ รุปฺปตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา รูปนฺติ วุจฺจติ ฯ
กิญฺจ ภิกฺขเว เวทนํ วเทถ ฯ เวทยตีติ ๒ โข ภิกฺขเว ตสฺมา เวทนาติ วุจฺจติ ฯ กิญฺจ เวทยติ ๓ ฯ สุขํปิ เวทยติ ทุกฺขํปิ เวทยติ อทุกฺขมสุขํปิ เวทยติ ฯ เวทยตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา เวทนาติ วุจฺจติ ฯ
กิญฺจ ภิกฺขเว สญฺญํ วเทถ ฯ สญฺชานาตีติ ๔ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สญฺญาติ วุจฺจติ ฯ กิญฺจ สญฺชานาติ ฯ นีลํปิ สญฺชานาติ ปีตกํปิ สญฺชานาติ โลหิตกํปิ สญฺชานาติ โอทาตํปิ สญฺชานาติ ฯ สญฺชานาตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สญฺญาติ วุจฺจติ ฯ
กิญฺจ ภิกฺขเว สงฺขาเร วเทถ ฯ สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สงฺขาราติ วุจฺจนฺติ ฯ กิญฺจ สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ ฯ รูปํ รูปตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ เวทนํ เวทนตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ สญฺญํ สญฺญตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ สงฺขาเร สงฺขารตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ วิญฺญาณํ วิญฺญาณตฺตาย สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺติ ฯ สงฺขตํ อภิสงฺขโรนฺตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สงฺขาราติ วุจฺจนฺติ ฯ
กิญฺจิ ภิกฺขเว วิญฺญาณํ วเทถ ฯ วิชานาตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา วิญฺญาณนฺติ วุจฺจติ ฯ กิญฺจ วิชานนฺติ ๑ ฯ อมฺพิลํปิ วิชานาติ ติตฺตกํปิ วิชานาติ กฏุกํปิ วิชานาติ มธุรํปิ วิชานาติ ขาริกํปิ วิชานาติ อขาริกํปิ วิชานาติ โลณิกํปิ วิชานาติ อโลณิกํปิ วิชานาติ ฯ วิชานาตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา วิญฺญาณนฺติ วุจฺจติ ฯ
๑ โป. กิญฺจิ ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๒ ยุ. เวทิยนฺตีติ ฯ ๓ ยุ. เวทิยติ ฯ
๔ โป. ปชานาตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไป จึงเรียกว่า รูปสลายไปเพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง เพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้างเพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียกว่า เวทนา เพราะเสวย จึงเรียกว่า เวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวยอารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไร จึงเรียกว่า สัญญา เพราะจำได้หมายรู้ จึงเรียกว่า สัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีเขียวบ้างสีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะปรุงแต่งสังขตธรรม จึงเรียกว่า สังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมอะไร ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูปโดยความเป็นรูป ปรุงแต่ง สังขตธรรม คือ เวทนา โดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสังขตธรรมคือ สัญญา โดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ สังขาร โดยความเป็นสังขารปรุงแต่งสังขตธรรม คือ วิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่า วิญญาณ เพราะรู้แจ้ง จึงเรียกว่า วิญญาณ รู้แจ้งอะไร รู้แจ้งรสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้างรสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง.
ตตฺร ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โข เอตรหิ รูเปน ขชฺชามิ อตีตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว รูเปน ขชฺชึ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนน รูเปน ขชฺชามิ อหญฺเจว โข ปน อนาคตํ รูปํ อภินนฺเทยฺยํ อนาคตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว รูเปน ขชฺเชยฺยํ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนน รูเปน ขชฺชามีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย อตีตสฺมึ รูปสฺมึ อนเปกฺโข โหติ อนาคตํ รูปํ นาภินนฺทติ ปจฺจุปฺปนฺนสฺส รูปสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อหํ โข เอตรหิ เวทนาย ขชฺชามิ อตีตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว เวทนาย ขชฺชึ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺนาย เวทนาย ขชฺชามิ อหญฺเจว โข ปน อนาคตํ เวทนํ อภินนฺเทยฺยํ อนาคตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว เวทนาย ขชฺเชยฺยํ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺนาย เวทนาย ขชฺชามีติ ฯ
โส อิติ ปฏิสงฺขาย อตีตาย เวทนาย อนเปกฺโข โหติ อนาคตํ เวทนํ นาภินนฺทติ ปจฺจุปฺปนฺนาย เวทนาย นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อหํ โข เอตรหิ สญฺญาย ขชฺชามิ ฯ อหํ โข เอตรหิ สงฺขาเรหิ ขชฺชามิ อตีตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว สงฺขาเรหิ ขชฺชึ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ สงฺขาเรหิ ขชฺชามิ อหญฺเจว โข ปน อนาคเต สงฺขาเร อภินนฺเทยฺยํ อนาคตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว สงฺขาเรหิ ขชฺเชยฺยํ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ สงฺขาเรหิ ขชฺชามีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย อตีเตสุ สงฺขาเรสุ อนเปกฺโข โหติ อนาคเต สงฺขาเร นาภินนฺทติ ปจฺจุปฺปนฺนานํ สงฺขารานํ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อหํ โข เอตรหิ วิญฺญาเณน ขชฺชามิ อตีตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว วิญฺญาเณน ขชฺชึ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนน วิญฺญาเณน ขชฺชามิ อหญฺเจว โข ปน อนาคตํ วิญฺญาณํ อภินนฺเทยฺยํ อนาคตํปาหํ อทฺธานํ เอวเมว วิญฺญาเณน ขชฺเชยฺยํ เสยฺยถาปิ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนน วิญฺญาเณน ขชฺชามีติ ฯ โส อิติ ปฏิสงฺขาย อตีตสฺมึปิ วิญฺญาณสฺมึ อนเปกฺโข โหติ อนาคตํ วิญฺญาณํ นาภินนฺทติ ปจฺจุปฺปนฺนสฺส วิญฺญาณสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ
๑ โป. ยุ. วิชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่าบัดนี้เราถูกรูปกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกรูปกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้ก็เรานี้แล พึงชื่นชมรูปอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึงถูกรูปกิน เหมือนกับที่ถูกรูปปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีความอาลัยในรูปอดีต ย่อมไม่ชื่นชมรูปอนาคตย่อมปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูปในปัจจุบัน. อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราถูกเวทนากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสัญญากินอยู่ ... บัดนี้เราถูกสังขารกินอยู่ ... บัดนี้เราถูกวิญญาณกินอยู่ แม้ในอดีตกาล เราก็ถูกวิญญาณกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกวิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. ก็เรานี้แล พึงชื่นชมวิญญาณอนาคต แม้ในอนาคตกาล เราก็พึงถูกวิญญาณกินอยู่เหมือนกับที่ถูกวิญญาณปัจจุบันกินอยู่ในบัดนี้. เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีความอาลัยในวิญญาณ แม้ที่เป็นอดีต ย่อมไม่ชื่นชมวิญญาณอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณปัจจุบัน.
ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ๑ ภนฺเต ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยํ ปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?
ภิ. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ตสฺมา ติห ภิกฺขเว ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร [๒] สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ ยา กาจิ เวทนา ฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯ ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ ฯเปฯ ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสาวโก อปจินาติ โน อาจินาติ ปชหติ น ๑ อุปาทิยติ วิสิเนติ น ๒ อุสฺสิเนติ วิธูเปติ น สนฺธูเปติ ฯ
๑ ยุ. โน เอตํ ภนฺเต ฯ ๒ โป. เอตฺถนฺตเร วาสทฺโท ทิสฺสติ ฯ
พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ
ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้รูปทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลาย พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า ย่อมทำให้พินาศ ย่อมไม่ก่อ ย่อมละทิ้ง ย่อมไม่ถือมั่น ย่อมเรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมเข้าไว้ ย่อมทำให้มอด ไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น.
กิญฺจ อปจินาติ โน อาจินาติ ฯ รูปํ อปจินาติ โน อาจินาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ อปจินาติ โน อาจินาติ ฯ กิญฺจ ปชหติ น อุปาทิยติ ฯ รูปํ ปชหติ น อุปาทิยติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปชหติ น อุปาทิยติ ฯ กิญฺจ วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ ฯ รูปํ วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ ฯ กิญฺจ วิธูเปติ น สนฺธูเปติ ฯ รูปํ วิธูเปติ น สนฺธูเปติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ วิธูเปติ น สนฺธูเปติ ฯ เอวํ ปสฺสํ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก รูปสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ ฯ สญฺญายปิ ฯ สงฺขาเรสุปิ ฯ วิญฺญาณสฺมึปิ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ฯ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ฯ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เนว อาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสิเนตฺวา ฐิโต เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโต ฯ
อริยสาวก ย่อมทำอะไรให้พินาศ ย่อมไม่ก่ออะไร? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ ให้พินาศ ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมละทิ้งอะไรย่อมไม่ถือมั่นอะไร? ย่อมละทิ้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมเรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้? ย่อมเรี่ยรายรูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมทำอะไรให้มอด ย่อมไม่ก่ออะไรให้ลุกโพลงขึ้น? ย่อมทำรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มอดย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขารทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น. เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้เราเรียกว่า ย่อมไม่ก่อ ย่อมไม่ทำให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละ ย่อมไม่ถือมั่น แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่เรี่ยราย ย่อมไม่รวบรวมไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ทำให้มอด ย่อมไม่ก่อให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่.
กิญฺจ เนว อาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต ฯ รูปํ เนว อาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เนว อาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต ฯ กิญฺจ เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต ฯ รูปํ เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต ฯ กิญฺจ เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสิเนตฺวา ฐิโต ฯ รูเป ๑ เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสิเนตฺวา ฐิโต ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสิเนตฺวา ฐิโต ฯ กิญฺจ เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโต ฯ รูปํ เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโต ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโต ฯ เอวํ วิมุตฺตจิตฺตํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุํ สอินฺทา เทวา สพฺรหฺมกา สปชาปติกา อารกาว นมสฺสนฺติ
นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม
ยสฺส เต นาภิชานาม ยมฺปิ นิสฺสาย ฌายสีติ ฯ
๑-๒ ยุ. โน ฯ
อริยสาวก ย่อมไม่ก่ออะไร ย่อมไม่ทำอะไรให้พินาศ แต่ทำให้พินาศแล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้พินาศ แต่เป็นผู้ทำให้พินาศได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ละอะไร ย่อมไม่ถือมั่นอะไร แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่ ย่อมไม่ละรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เป็นผู้ละได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายอะไร ย่อมไม่รวบรวมอะไรไว้ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่เรี่ยรายรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมไม่รวบรวมรูป เวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เป็นผู้เรี่ยรายได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำอะไรให้มอด ย่อมไม่ก่ออะไรให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ย่อมไม่ทำรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ ให้มอด ย่อมไม่ก่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ลุกโพลงขึ้น แต่เป็นผู้ทำให้มอดได้แล้วตั้งอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาพร้อมด้วยอินทร์ พรหม และท้าวปชาบดีย่อมนมัสการ ภิกษุผู้มีจิตพ้นแล้ว อย่างนี้แล แต่ที่ไกลทีเดียวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม
ต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อม
ต่อท่าน ผู้ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้รู้จักโดยเฉพาะ และผู้ซึ่งได้
อาศัยเพ่งท่านพินิจอยู่ ดังนี้.
จบ สูตรที่ ๗.
End of ๗. ขัชชนิยสูตร