arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · เทวทหวรรค

๕. สุนักขัตตสูตร เล่ม ๑๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๗–๗๙ (Royal Thai)5/10 in เทวทหวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

สุนกฺขตฺตสุตฺตํ

๕. สุนักขัตตสูตร (๑๐๕)

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เทวทหวรรค สุนักขัตตสูตร (Royal Thai Volume 14 · Mahachula Volume 14 · Mahamakut Volume 22 · Chaloem Phrakiat Volume 14)

Pali (Siam Rath)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ

Royal Thai

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขต พระนครเวสาลีก็สมัยนั้นแล มีภิกษุมากด้วยกันทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

Pali (Siam Rath)

อสฺโสสิ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ ฯ อถ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต สมฺพหุเลหิ กิร ภิกฺขูหิ ภควโต สนฺติเก อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ เย เต [๑] ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ กจฺจิ เต ภนฺเต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสูติ ฯ

Royal Thai

พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ได้ทราบข่าวว่า มีภิกษุมากด้วยกันได้ ทูลพยากรณ์อรหัตผล ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระ ผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ทราบข่าวดังนี้ว่า มีภิกษุมากด้วยกันได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกภิกษุที่ทูลพยากรณ์อรหัตผลในสำนักของพระผู้มีพระภาคดังนั้น ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผลโดยชอบหรือ หรือว่า ภิกษุบางเหล่าในพวกนี้ได้ทูลพยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุ ฯ

Pali (Siam Rath)

เย เต สุนกฺขตฺต ภิกฺขู มม สนฺติเก อญฺญํ พฺยากํสุ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามาติ สนฺเตตฺเถกจฺเจ ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ สนฺติ ปนิเธกจฺเจ ภิกฺขู อธิมาเนนปิ อญฺญํ พฺยากํสุ ฯ ตตฺร สุนกฺขตฺต เย เต ภิกฺขู สมฺมเทว อญฺญํ พฺยากํสุ เตสนฺตํ ตเถว โหติ ฯ เย ปน เต ภิกฺขู อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากํสุ ตตฺร สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ เอวญฺเจตฺถ สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺส โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ฯ อถ จ ปนิเธกจฺเจ โมฆปุริสา ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ ตตฺร สุนกฺขตฺต ยมฺปิ ตถาคตสฺส เอวํ โหติ ธมฺมํ เนสํ เทเสสฺสนฺติ ตสฺสปิ โหติ อญฺญถตฺตนฺติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ สุนกฺขตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ

๑ ม. ยุ. เอตฺถนฺตเร ภนฺเต อิติ ทิสฺสติ ฯ

Royal Thai

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสุนักขัตตะ พวกภิกษุที่พยากรณ์อรหัตผลในสำนักของเราว่า พวกข้าพระองค์รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี นั้น มีบางเหล่าในพวกนี้ได้พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้ แต่ก็มีภิกษุบางเหล่าในที่นี้ได้พยากรณ์อรหัตผล ด้วยความสำคัญว่า ตนได้บรรลุบ้างดูกรสุนักขัตตะ ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลโดยชอบแท้นั้น ย่อมมีอรหัตผลจริงทีเดียว ส่วนในภิกษุพวกที่พยากรณ์อรหัตผลด้วยความสำคัญว่าตนได้บรรลุนั้น ตถาคตมีความดำริอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอ ดูกรสุนักขัตตะ ในเรื่องนี้ตถาคตมีความดำริว่าจักแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าธรรมวินัยนี้มีโมฆบุรุษบางพวกคิดแต่งปัญหาเข้ามาถามตถาคต ข้อที่ตถาคตมีความดำริในภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า จักแสดงธรรมแก่เธอนั้น ก็จะเป็นอย่างอื่นไป ฯ

พระสุนักขัตตะทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ขณะนี้เป็นกาลสมควรแล้วๆ ที่พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงธรรม ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ฯ

พระสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ

Pali (Siam Rath)

ภควา เอตทโวจ ปญฺจ โข อิเม สุนกฺขตฺต กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ... ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ... ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ... กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนียา อิเม โข สุนกฺขตฺต ปญฺจ กามคุณา ฯ

Royal Thai

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรสุนักขัตตะ กามคุณนี้มี ๕ อย่างแล๕ อย่างเป็นไฉน คือ

(๑) รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

(๒) เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

(๓) กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

(๔) รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

(๕) โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจเป็นที่รัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

ดูกรสุนักขัตตะ นี้แลกามคุณ ๕ อย่าง ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ ๑ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ ๒ น จ โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สกมฺหา คามา วา นิคมา วา จิรวิปฺปวุตฺโถ อสฺส ฯ โส อญฺญตรํ ปุริสํ ปสฺเสยฺย ตมฺหา คามา วา นิคมา วา อจิรปกฺกนฺตํ ฯ โส ตํ ปุริสํ ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ ปุจฺเฉยฺย ฯ

ตสฺส โส ปุริโส ตสฺส คามสฺส วา นิคมสฺส วา เขมตฺตญฺจ สุภิกฺขตฺตญฺจ อปฺปาพาธตฺตญฺจ สํเสยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส ตสฺส ปุริสสฺส สุสฺสุเสยฺย โสตํ โอทเหยฺย อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺย ตญฺจ ปุริสํ ภเชยฺย เตน จ จิตฺตึ อาปชฺเชยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจท ปุริสปุคฺคโล โลกามิสาธิมุตฺโต อสฺส ฯ โลกามิสาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ [๑] โลกามิสาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

๑ สี. ม. ยุ. วิตฺตึ ฯ เอวํ สพฺพตฺถ ญาตพฺพํ ฯ ๒ ม. ยุ. สุสฺสูสติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในโลกามิสนั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิสถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่ โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใคร พูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนคนที่จากบ้านหรือนิคมของตนไปนาน พบบุรุษคนใดคนหนึ่งผู้จากบ้านหรือนิคมนั้นไปใหม่ๆต้องถามบุรุษนั้นถึงเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหากินดี และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อย บุรุษนั้นพึงบอกเรื่องที่บ้านหรือนิคมนั้นมีความเกษม ทำมาหากินดี และมีโรคภัยไข้เจ็บน้อยแก่เขา ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เขาจะพึงสนใจฟังบุรุษนั้น เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้ คบบุรุษนั้นและถึงความใฝ่ใจกับบุรุษนั้นบ้างไหมหนอ ฯ

สุ. แน่นอน พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อมใจไปในโลกามิส นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่โลกามิสเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่โลกามิส คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในโลกามิส ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อาเนญฺชาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ โลกามิสปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปณฺฑุปลาโส พนฺธนา ปวุตฺโต อภพฺโพ หริตตฺตาย เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อาเนญฺชาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย โลกามิสสญฺโญชเนฎ เส ปวุตฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ โลกามิสสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อาเนญฺชาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในอาเนญชสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อาเนญชสมาบัติเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรองธรรมอันควรแก่อาเนญชสมาบัติคบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับโลกามิสย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้นเปรียบเหมือนใบไม้เหลือง หลุดจากขั้วแล้ว ไม่อาจเป็นของเขียวสดได้ ฉันใดดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในโลกามิสของปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติหลุดไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอาเนญชสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในโลกามิส ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อาเนญฺชปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุถุสิลา เทฺวธา ภินฺนา อปฺปฏิสนฺธิกา โหติ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อาเนญฺชสญฺโญชเน เส ภินฺเน โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อาเนญฺชสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อากิญฺจญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

๑ ม. เอตฺถนฺตเร อาเนญฺชสํโยชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต อิติ ทิสฺสนฺติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่อากิญจัญญายตนสมาบัติ คบแต่คนชนิดเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้นแต่เมื่อมีใครพูดเรื่องเกี่ยวกับอาเนญชสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ไม่คบคน ชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนศิลาก้อน แตกออกเป็น ๒ ซีกแล้ว ย่อมเป็นของเชื่อมกันให้สนิทไม่ได้ ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติของปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติแตกไปแล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในอากิญจัญญายตนสมาบัติ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอาเนญชสมาบัติ ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺโต อสฺส ฯ เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ อากิญฺจญฺญายตนปฏิสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส มนุญฺญโภชนํ ภุตฺตาวี ฉฑฺเฑยฺย ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ ตสฺส ปุริสสฺส ตสฺมึ ภตฺเต [๑] สุนกฺขตฺต กมฺยตา อสฺสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ตํ กิสฺส เหตุ อทุญฺหิ ภนฺเต ภตฺตํ ปฏิกฺกูลสมฺมตนฺติ ฯ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต เนวสญฺญานาสญฺญายตนาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย อากิญฺจญฺญายตนสญฺโญชเน เส วนฺเต โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ อากิญฺจญฺญายตนสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

๑ ม. ยุ. เอตฺถนฺตเร ปุน โสตุกมฺยตา อิติ ทิสฺสติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ พึงเป็นผู้น้อม ใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่เนวสัญญา นาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมตรึก

ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้น และไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้นเปรียบเหมือนคนบริโภคโภชนะที่ถูกใจอิ่มหนำแล้ว พึงทิ้งเสีย ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เขาจะพึงมีความปรารถนาในภัตนั้นบ้างไหมหนอ ฯ

สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

พ. นั่นเพราะเหตุไร ฯ

สุ. เพราะว่าภัตโน้น ตนเองรู้สึกว่า เป็นของปฏิกูลเสียแล้ว ฯ

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในอากิญ จัญญายตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติคายได้แล้ว บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่า เป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติพรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺโจ ปุริสปุคฺคโล สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต อสฺส ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส โข สุนกฺขตฺต ปุริสปุคฺคลสฺส ตปฺปฏิรูปี เจว กถา สณฺฐาติ ตทนุธมฺมญฺจ อนุวิตกฺเกติ อนุวิจาเรติ ตญฺจ ปุริสํ ภชติ เตน จ จิตฺตึ อาปชฺชติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสํยุตฺตาย จ ปน กถาย กจฺฉมานาย น สุสฺสุสติ น โสตํ โอทหติ น อญฺญา จิตฺตํ อุปฏฺฐเปติ น จ ตํ ปุริสํ ภชติ น จ เตน จิตฺตึ อาปชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุน วิรูฬฺหิยา เอวเมว โข สุนกฺขตฺต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเน เส อุจฺฉินฺเน อุจฺฉินฺนมูเล ตาลาวตฺถุกเต อนภาวงฺคเต อายตึ อนุปฺปาทธมฺเม โส เอวมสฺส เวทิตพฺโพ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺโญชเนน หิ โข วิสํยุตฺโต สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโต ปุริสปุคฺคโลติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ปุริสบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้แล ปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพาน โดยชอบ ถนัดแต่เรื่องที่เหมาะแก่นิพพานโดยชอบเท่านั้น ย่อมตรึก ย่อมตรอง ธรรมอันควรแก่นิพพานโดยชอบ

คบแต่คนเช่นเดียวกัน และถึงความใฝ่ใจกับคนเช่นนั้น แต่เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่สนใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้ ไม่คบคนชนิดนั้นและไม่ถึงความใฝ่ใจกับคนชนิดนั้น เปรียบเหมือนตาลยอดด้วนไม่อาจงอกงามได้อีกฉันใดดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบตัดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุตั้งอยู่ได้ดังต้นตาล ถึงความเป็นไปไม่ได้แล้ว มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา บุคคลที่เป็นอย่างนี้นั้น พึงทราบเถิดว่าเป็นปุริสบุคคลผู้น้อมใจไปในนิพพานโดยชอบ พรากแล้วจากความเกี่ยวข้องในเนวสัญญานาสัญญา ยตนสมาบัติ ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราค พฺยาปาเทหิ ๑ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย ฯ อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ

ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ สอุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ๑ ฯ

โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภหตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภหตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ

โส อสปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส น จ กาเลน กาลํ วณํ โธเวยฺย น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส น กาเลน กาลํ วณํ โธวโต น จ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺเธยฺย วาตาตเป จ จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสยฺย น จ วณานุรกฺขี วิหเรยฺย น วณสาโรปิ ตสฺส อิมิสฺสาว อสปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต สอุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ ปุถุตฺตํ คจฺเฉยฺย ฯ

โส ปุถุตฺตํ คเตน วเณน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ เอวมาทิ อสฺส อตฺถํ สมานํ ฯ โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุญฺเชยฺย ฯ ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนุยุตฺตสฺส โส ราโค จิตฺตํ อนุทฺธํเสยฺย ฯ โส ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ มรณเญฺหตํ สุนกฺขตฺต อริยสฺส วินเย โย สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ฯ มรณมตฺตเญฺหตํ สุนกฺขตฺต ทุกฺขํ โย อญฺญตรํ สงฺกิลิฏฺฐํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ

๑ ม. ยุ. ฉนฺท ... ปาเทน ฯ

๑ สี. มญฺญมาโน ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อม งอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่น เป็นฐานะที่มีได้แล สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้คือ เธอประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ

ได้แก่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่ เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว

ราคะพึงตามกำจัดจิต เธอมีจิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศรที่มีอาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้วใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลือติด อยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่าดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอนลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบและท่านต้องชะแผลทุกเวลา

ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้วก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน บุรุษนั้นมีความ คิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษคือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภคโภชนะที่แสลง เมื่อบริโภคโภชนะที่แสลงอยู่ แผลก็กำเริบ และไม่ชะแผลทุกเวลา ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาไม่ชะแผลทุกเวลา

ไม่ทายาสมานปากแผลทุกเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็รัดปากแผล และเขาเที่ยวตากลม ตากแดด ไปเนืองๆ เมื่อเขาเที่ยวตากลม ตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ปล่อยให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ไม่คอยรักษาแผลอยู่ จนแผลประสานกันไม่ได้ เพราะเขาทำสิ่งที่แสลงนี้แล แผลจึงถึงความบวมได้ด้วยเหตุ ๒ ประการคือ ไม่กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษอันยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ เขามีแผลถึงความ บวมแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตายได้ ฉันใด

ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่าพระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชาย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็น ฐานะที่มีได้ สิ่งที่เป็นผลเบื้องต้นพึงมีได้อย่างนี้ คือ เธอประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบ ได้แก่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะประกอบเนืองๆ

ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกายประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะ คือ รูปอันไม่เป็นสบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะพึงตามกำจัดจิตเธอมีจิตถูกราคะตามกำจัดแล้ว พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย

ดูกรสุนักขัตตะ ก็ความตายนี้ในวินัยของพระอริยะ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุบอกคืนสิกขาแล้วเวียนมาเพื่อหีนเพศ ส่วนทุกข์ปางตายนี้ ได้แก่ลักษณะที่ภิกษุต้องอาบัติมัวหมองข้อใดข้อหนึ่ง ฯ

Pali (Siam Rath)

ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ

ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย สตฺเถน สลฺลํ ๑ วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ อนุปาทิเสสํ อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ

โส เอวํ วเทยฺย อมฺโภ ปุริส อุพฺภตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เต อนนฺตรายาย สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต [๒] กาเลน กาลํ วณํ โธวโต [๓] กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ ปริโยนทฺธิ มา จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺชิ มา เต วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุตฺตสฺส รโชสุกํ วณมุขํ อนุทฺธํเสสิ วณานุรกฺขี จ อมฺโภ ปุริส วิหเรยฺยาสิ วณสาโรปีติ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อุพฺภตํ โข เม สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส อลญฺจ เม อนนฺตรายายาติ ฯ

โส สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺย ตสฺส สปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ น อสฺสาวี อสฺส กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺย กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺย ตสฺส กาเลน กาลํ วณํ โธวโต กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺปโต ปุพฺพโลหิตํ วณมุขํ น ปริโยนทฺเธยฺย น จ วาตาตเป จาริตฺตํ อนุยุญฺเชยฺย ตสฺส วาตาตเป จาริตฺตํ อนนุยุตฺตสฺส รโช สุกํ วณมุขํ นานุทฺธํเสยฺย วณานุรกฺขี จ วิหเรยฺย วณสาโรปี ตสฺส อิมิสฺสาว สปฺปายกิริยาย อสุจิวิสโทโส อปนีโต อนุปาทิเสโส ตทุภเยน วโณ วิรูเหยฺย ๑ ฯ

โส รูเฬฺหน วเณน สญฺฉวินา เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ เอวเมว โข สุนกฺขตฺต ฐานเมตํ วิชฺชติ ยํ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ ๒ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ [๓] นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ

ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ อุปมา โข เม อยํ สุนกฺขตฺต กตา อตฺถวิญฺญาปนาย ๑ ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ วโณติ โข สุนกฺขตฺต ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ วิสโทโสติ โข สุนกฺขตฺต อวิชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ สลฺลนฺติ โข สุนกฺขตฺต ตณฺหาเยตํ อธิวจนํ ฯ เอสนีติ โข สุนกฺขตฺต สติเยตํ อธิวจนํ ฯ สตฺถนฺติ โข สุนกฺขตฺต อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ฯ

ภิสกฺโก สลฺลกตฺโตติ โข สุนกฺขตฺต ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ โส วต สุนกฺขตฺต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ ๒ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาปานียกํโส วณฺณสมฺปนฺโน คนฺธสมฺปนฺโน รสสมฺปนฺโน โส จ โข วิเสน สํสฏฺโฐ ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุํ อาปานียกํสํ ปิเวยฺย ยํ ชญฺญา อิมาหํ ปิตฺวา มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ

๑ ม. ยุ. สลฺลนฺติ นตฺถิ ฯ ๒-๓ โป. ม. เอตฺถนฺตเร นสทฺโท ทิสฺสติ ฯ

๑ วิรูเฬฺหยฺยาติ ยุตฺตตรํ ฯ ๒ ยุ. รูปํ ทิสฺวา นานุยุญฺเชยฺย ฯ

๓ ยุ. เอตฺถนฺตเร สุตฺวา อิติ ทิสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อุปฺปาเทสฺสติ ฯ

Royal Thai

ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่าพระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อม งอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษ อันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็น ฐานะที่มีได้แล เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบนั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมา รมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน

เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิตเธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบเหมือนบุรุษถูกลูกศรมียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้ว ใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลืออยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า

ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอน ลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่านหมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลงก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลืองและเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่านเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตามทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ

ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะประสานกัน บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษ คือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตรายเขาจึงบริโภคโภชนะที่สบาย เมื่อบริโภคโภชนะที่สบายอยู่ และชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลาน้ำเหลืองและเลือดก็ไม่รัดปากแผล และเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ ละอองและของโสโครกก็ไม่ติดตามทำลายปากแผล เขาคอยรักษาแผลอยู่ จนแผลหายประสานกัน เพราะเขาทำสิ่งที่สบายนี้แล แผลจึงหายได้ด้วย ๒ ประการ คือ กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว

เขามีแผลหาย ผิวหนังสนิทแล้วจึงไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแลข้อที่ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แลโทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหาได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ อยู่นั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ ไม่ประกอบเนืองๆซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ

ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหาซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกายซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโนแล้ว ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย

ดูกรสุนักขัตตะ เราอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ เพื่อให้รู้เนื้อความ เนื้อความในอุปมานี้ คำว่าแผล เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ โทษคือพิษ เป็นชื่อของอวิชชา ลูกศร เป็นชื่อของตัณหา

เครื่องตรวจเป็นชื่อของสติ ศาตรา เป็นชื่อของปัญญาของพระอริยะ หมอผ่าตัดเป็นชื่อของตถาคตผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดย ชอบแล้ว ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในอายตนะอันที่เป็นกระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิพ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม ถึงพร้อมด้วยสี ด้วยกลิ่น ด้วยรสแต่ระคนด้วยยาพิษ เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้าดูกรสุนักขัตตะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น

ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดื่มแล้วจะเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ

สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

Pali (Siam Rath)

เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขสฺส มูลนฺติ ฯเปฯ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต อาสีวิโส โฆรวิโส ฯ อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ชีวิตุกาโม อมริตุกาโม สุขกาโม ทุกฺขปฏิกฺกูโล ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สุนกฺขตฺต อปิ นุ โส ปุริโส อมุสฺส อาสีวิสสฺส โฆรวิสสฺส หตฺเถ ๑ วา องฺคุฏฺฐํ วา ทชฺชา ยํ ชญฺญา อิมินาหํ ทฏฺโฐ มรณํ วา นิคจฺฉามิ มรณมตฺตํ วา ทุกฺขนฺติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ

Royal Thai

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน

อายตนะอันเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่าอุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ

พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ดูกรสุนักขัตตะ เปรียบเหมือนงูพิษ มีพิษร้ายแรง เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุขเกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะพึงยื่นมือหรือ หัวแม่มือให้แก่งูพิษ ที่มีพิษร้ายแรงนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ถูกงูกัดแล้ว จะเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ

สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ

Pali (Siam Rath)

เอวเมว โข สุนกฺขตฺต โส วต ภิกฺขุ ฉสุ ผสฺสายตเนสุ สํวุตการี อุปธิ ทุกฺขมูลนฺติ อิติ วิทิตฺวา นิรุปธี อุปธิสงฺขเย วิมุตฺโต อุปธิสฺมึ วา กายํ อุปสํหริสฺสติ จิตฺตํ วา อนุปฺปทสฺสตีติ ๒ เนตํ ฐานํ วิชฺชตีติ ฯ

อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ

สุนกฺขตฺตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ

________

๑ ม. หตฺถํ วา องฺคุฏฺฐํ วา ยุญฺเชยฺย ฯ ยุ. หตฺถํ วา องฺคุฏฺฐํ วา ทชฺชา ฯ

๒ โป. ม. ยุ. อุปฺปาเทสฺสติ ฯ

Royal Thai

พ. ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมใน

อายตนะเป็นที่กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิพ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว พระสุนักขัตตะลิจฉวีบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

จบ สุนักขัตตสูตร ที่ ๕

End of ๕. สุนักขัตตสูตร