พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สุญญตวรรค
๗. อนุรุทธสูตร เล่ม ๑๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๒๐–๔๓๘ (Royal Thai)7/10 in สุญญตวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
อนุรุทฺธสุตฺตํ
๗. อนุรุทธสูตร (๑๒๗)
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อนุรุทธสูตร (Royal Thai Volume 14 · Mahachula Volume 14 · Mahamakut Volume 23 · Chaloem Phrakiat Volume 14)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข ปญฺจกงฺโค ถปติ อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปาเท สิรสา วนฺทาหิ [๑] ปญฺจกงฺโค ภนฺเต ถปติ อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทหิ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ ปญฺจกงฺคสฺส ถปติสฺส สฺวาตนาย อตฺตจตุตฺโถ ภตฺตํ เยน จ กิร ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ ปเควตรํ อาคจฺเฉยฺย ปญฺจกงฺโค ภนฺเต ๒ ถปติ พหุกิจฺโจ พหุกรณีโย ราชกรณีเยนาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส ปุริโส ปญฺจกงฺคสฺส ถปติสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา อนุรุทฺโธ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ปุริโส อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ ปญฺจกงฺโค ภนฺเต ถปติ อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ อธิวาเสตุ กิร ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ ปญฺจกงฺคสฺส ถปติสฺส สฺวาตนาย อตฺตจตุตฺโถ ภตฺตํ เยน จ กิร ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ ปเควตรํ อาคจฺเฉยฺย ปญฺจกงฺโค ภนฺเต ถปติ พหุกิจฺโจ พหุกรณีโย ราชกรณีเยนาติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ ตุณฺหีภาเวน ฯ
๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร เอวญฺจ วเทหีติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. ภนฺเตติ นตฺถิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า มาเถิด พ่อมหาจำเริญ พ่อจงเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธยังที่อยู่ แล้วกราบเท้าท่านพระอนุรุทธ ด้วยเศียรเกล้าตามคำของเราว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ช่างไม้ปัญจกังคะขอกราบเท้าท่านพระอนุรุทธด้วยเศียรเกล้า
และจงกราบเรียนอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอนุรุทธได้โปรดนับตนเองเป็นรูปที่ ๔
รับนิมนต์ฉันอาหารของช่างไม้ปัญจกังคะในวันพรุ่งนี้ และขอท่านพระอนุรุทธได้โปรดมาแต่เช้าๆเพราะช่างไม้ปัญจกังคะมีกิจหน้าที่ด้วยราชการมากบุรุษรับคำแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธยังที่อยู่ครั้นอภิวาทท่านพระอนุรุทธแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกราบเรียนท่านพระอนุรุทธดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ช่างไม้ปัญจกังคะขอกราบเท้าท่านพระอนุรุทธด้วยเศียรเกล้า และบอกมาอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพระอนุรุทธได้โปรดนับตนเองเป็นรูปที่ ๔ รับนิมนต์ฉันอาหารของช่างไม้ปัญจกังคะในวันพรุ่งนี้และขอท่านพระอนุรุทธได้โปรดไปแต่เช้าๆ เพราะช่างไม้ปัญจกังคะมีกิจหน้าที่ ด้วยราชการมาก ท่านพระอนุรุทธรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ ฯ
อถ โข อายสฺมา อนุรุทฺโธ ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ปญฺจกงฺคสฺส ถปติสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถ โข ปญฺจกงฺโค ถปติ อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ฯ อถ โข ปญฺจกงฺโค ถปติ อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ อญฺญตรํ นีจํ อาสนํ คเหตฺวา เอกมนตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปญฺจกงฺโค ถปติ อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ อิธ มํ ๑ ภนฺเต เถรา ภิกฺขู อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ อปฺปมาณํ คหปติ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวหีติ เอกจฺเจ เถรา เอวมาหํสุ มหคฺคตํ คหปติ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวหีติ ยา จายํ ภนฺเต อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ยา จ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ เตนหิ คหปติ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิภาตุ อปณฺณกนฺเต อิโต ภวิสฺสตีติ ฯ มยฺหํ โข ภนฺเต เอวํ โหติ ยา จายํ อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ยา จ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธ พอล่วงราตรีนั้น จึงนุ่งสบงทรงบาตรจีวรเข้าไปยังที่อยู่อาศัยของช่างไม้ปัญจกังคะ ในเวลาเช้า ครั้นแล้วนั่งณ อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ต่อนั้น ช่างไม้ปัญจกังคะให้ท่านพระอนุรุทธอิ่มหนำสำราญ ด้วยของเคี้ยวของฉัน อันประณีตด้วยมือของตน พอเห็นท่านพระอนุรุทธฉันเสร็จวางบาตรในมือแล้ว จึงฉวยอาสนะต่ำที่หนึ่งมานั่งลง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้เรียนถามท่านพระอนุรุทธดังนี้ว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญภิกษุผู้เถระทั้งหลายมาหากระผมที่นี่แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรคฤหบดี ท่านจงเจริญเจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้เถิด พระเถระบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรคฤหบดี ท่านจงเจริญเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะเถิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรม๒ ข้อนี้คือเจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้และเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะหรือ หรือว่ามีอรรถเป็นอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ท่านพระอนุรุทธกล่าวว่า ดูกรคฤหบดี ถ้าอย่างนั้น ปัญหาในธรรม๒ ข้อนี้จงแจ่มแจ้งกะท่านก่อน แต่นี้ไป ท่านจักได้มีความเข้าใจไม่ผิด ฯ
ป. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมมีความเข้าใจอย่างนี้ว่า ธรรม ๒ ข้อนี้ คือ เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้และเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ยา จายํ คหปติ อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ยา จ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ ตทิมินาเปตํ คหปติ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ปนิเม ๑ ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ ฯ กตมา จ คหปติ อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ กรุณาสหคเตน เจตสา ... มุทิตาสหคเตน เจตสา ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ อปฺปมาณา เจโตวิมุตฺติ ฯ
๑ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
อ. ดูกรคฤหบดี ธรรม ๒ ข้อนี้ คือ เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ และเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ ท่านพึงทราบประการที่ต่างกันนั้นโดยปริยายดังต่อไปนี้ ดูกรคฤหบดี ก็เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ เป็นไฉน ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีใจสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ แผ่ไปตลอดทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่อยู่เช่นนั้นเหมือนกัน และแผ่ไปตลอดทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางอยู่ ด้วยอาการเดียวกัน ชื่อว่ามีใจสหรคตด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ มีอารมณ์หา ประมาณมิได้ไม่มีเวร ไม่มีเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลกอันมีสัตว์ทั้งปวงในที่ทุกสถาน
โดยเป็นอัตภาพทั้งมวลอยู่ มีใจสหรคตด้วยกรุณา ... มีใจสหรคต ด้วยมุทิตา ... มีใจสหรคตด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ แผ่ไปตลอดทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่อยู่ เช่นนั้นเหมือนกันและแผ่ไปตลอดทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางอยู่ ด้วยอาการเดียวกัน ชื่อว่ามีใจสหรคตด้วยอุเบกขาอย่างไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ มีอารมณ์หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่ มีเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลกอันมีสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน โดยเป็นอัตภาพ ทั้งมวลอยู่ดูกรคฤหบดี นี้เรียกว่า เจโตวิมุติที่หาประมาณมิได้ ฯ
กตมา จ ๒ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ รุกฺขมูลํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ ปน คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา รุกฺขมูลานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ ๓ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ คามกฺเขตฺตํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ ปน คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา คามกฺเขตฺตานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ มหารชฺชํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ ปน คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา มหารชฺชานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิธ ปน คหปติ ภิกฺขุ ยาวตา สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ วุจฺจติ คหปติ มหคฺคตา เจโตวิมุตฺติ ฯ อิมินา โข เอตํ คหปติ ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา ปนิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ ฯ
๑ ม. ยุ. ปนสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. อยมฺปิ ฯ
ดูกรคฤหบดี ก็เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้แห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้เรียกว่าเจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้สองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯ
ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านแห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านสองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯ
ดูกรคฤหบดี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ และเท่าที่ น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรสองหรือสามมหาอาณาจักรว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯ
ดูกรคฤหบดี อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เท่าที่น้อมใจแผ่ไปตลอดปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขตว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้ก็เรียกว่า เจโตวิมุติที่เป็นมหัคคตะ ฯ
ดูกรคฤหบดี โดยปริยายนี้แล ท่านพึงทราบประการที่ธรรม ๒ ข้อนี้ต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ ฯ
จตสฺโส โข อิมา คหปติ ภวูปปตฺติโย ฯ กตมา จตสฺโส ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ ปริตฺตาภานิ ๑ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ปริตฺตาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ อิธ ปน คหปติ เอกจฺโจ อปฺปมาณาภานิ ๒ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปฺปมาณาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ อิธ คหปติ เอกจฺโจ สงฺกิลิฏฺฐาภานิ ๓ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สงฺกิลิฏฺฐาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ อิธ ปน คหปติ เอกจฺโจ ปริสุทฺธาภานิ ๔ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ปริสุทฺธาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ อิมา โข คหปติ จตสฺโส ภวูปปตฺติโย ฯ
๑ ม. ยุ. ปริตฺตาภาติ ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อปฺปมาณาภาติ ฯ
๓ โป. ม. ยุ. สงฺกิลิฏฺฐาภาติ ฯ ๔ โป ม. ยุ. ปริสุทฺธาภาติ ฯ
ดูกรคฤหบดี การเข้าถึงภพนี้มี ๔ อย่างแล ๔ อย่างเป็นไฉนดูกรคฤหบดีภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ น้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์มีแสงสว่างเล็กน้อยอยู่ เธอตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีเล็กน้อย แต่บางรูปน้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์มีแสงสว่างหาประมาณมิได้อยู่ เธอตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีหาประมาณมิได้ บางรูปน้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์มีแสงสว่างเศร้าหมองอยู่ เธอตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีเศร้าหมอง แต่บางรูปน้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์ มีแสงสว่างบริสุทธิ์อยู่ เธอตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีบริสุทธิ์ ดูกรคฤหบดีนี้แล การเข้าถึงภพ ๔ อย่าง ฯ
โหติ โข โส คหปติ สมโย ยา ตา เทวตา เอกชฺฌํ สนฺนิปตนฺติ ตาสํ เอกชฺฌํ สนฺนิปติตานํ วณฺณนานตฺตํ หิ โข ปญฺญายติ โน จ อาภานานตฺตํ ฯ เสยฺยถาปิ คหปติ ปุริโส สมฺพหุลานิ เตลปฺปทีปานิ เอกํ ฆรํ ปเวเสยฺย เตสํ เอกํ ฆรํ ปเวสิตานํ อจฺจินานตฺตํ หิ โข ปญฺญาเยถ โน จ อาภานานตฺตํ เอวเมว โข คหปติ โหติ โข โส สมโย ยา ตา เทวตา เอกชฺฌํ สนฺนิปตนฺติ ตาสํ เอกชฺฌํ สนฺนิปติตานํ วณฺณนานตฺตํ หิ โข ปญฺญายติ โน จ อาภานานตฺตํ ฯ
ดูกรคฤหบดี มีสมัยที่พวกเทวดาประชุมร่วมกัน เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏมีสีกายต่างกัน แต่ไม่ปรากฏมีรัศมีต่างกัน ดูกรคฤหบดี เปรียบเหมือนบุรุษตามประทีปน้ำมันมากดวง เข้าไปสู่เรือนหลังหนึ่ง ประทีป น้ำมันเหล่านั้นปรากฏมีเปลวต่างกัน แต่ไม่ปรากฏมีแสงสว่างต่างกัน ฉันใดดูกรคฤหบดี ฉันนั้นเหมือนกันแล มีสมัยที่พวกเทวดาประชุมร่วมกัน
เทวดาเหล่านั้น ย่อมปรากฏมีสีกายต่างกัน แต่ไม่ปรากฏมีรัศมีต่างกัน ฯ
โหติ โข โส คหปติ สมโย ยา ตา เทวตา ตโต วิปกฺกมนฺติ ตาสํ ตโต วิปกฺกมนฺตีนํ วณฺณนานตฺตญฺเจว ปญฺญายติ อาภานานตฺตญฺจ ฯ เสยฺยถาปิ คหปติ ปุริโส ตานิ สมฺพหุลานิ เตลปฺปทีปานิ ตมฺหา ฆรา นีหเรยฺย เตสํ ตโต นีหรนฺตานํ อจฺจินานตฺตญฺเจว ปญฺญาเยถ อาภานานตฺตญฺจ เอวเมว โข คหปติ โหติ โข โส สมโย ยา ตา เทวตา ตโต วิปกฺกมนฺติ ตาสํ ตโต วิปกฺกมนฺตีนํ วณฺณนานตฺตญฺเจว ปญฺญายติ อาภานานตฺตญฺจ ฯ
ดูกรคฤหบดี มีสมัยที่พวกเทวดาแยกกันจากที่ประชุม เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏมีสีกายต่างกันและมีรัศมีต่างกัน ดูกรคฤหบดี เปรียบเหมือนบุรุษนำประทีปน้ำมันมากดวงออกจากเรือนหลังนั้น ประทีปน้ำมันเหล่านั้นปรากฏมีเปลวต่างกันและมีแสงสว่างต่างกัน
ฉันใด ดูกรคฤหบดี ฉันนั้นเหมือนกันแลมีสมัยที่พวกเทวดาแยกกันจากที่ประชุม เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏมีสีกายต่างกันและมีรัศมีต่างกัน ฯ
น โข คหปติ ตาสํ เทวตานํ เอวํ โหติ อิทมฺหากํ นิจฺจนฺติ วา ธุวนฺติ วา สสฺสตนฺติ วา อปิจ ยตฺถ ยตฺเถว ตา เทวตา อภินิวิสนฺติ ตตฺถ ตตฺเถว ตา เทวตา อภิรมนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ คหปติ มกฺขิกานํ กาเชน วา ปิฏเกน วา หริยมานานํ น เอวํ โหติ อิทมฺหากํ นิจฺจนฺติ วา ธุวนฺติ วา สสฺสตนฺติ วา อปิจ ยตฺถ ยตฺเถว ตา มกฺขิกา อภินิวิสนฺติ ตตฺถ ตตฺเถว ตา มกฺขิกา อภิรมนฺติ เอวเมว โข คหปติ ตาสํ เทวตานํ น เอวํ โหติ อิทมฺหากํ นิจฺจนฺติ วา ธุวนฺติ วา สสฺสตนฺติ วา อปิจ ยตฺถ ยตฺเถว ตา เทวตา อภินิวิสนฺติ ตตฺถ ตตฺเถว ตา เทวตา อภิรมนฺตีติ ฯ
ดูกรคฤหบดี เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่มีความดำริอย่างนี้เลยว่าสิ่งนี้ของพวก
เราเที่ยง หรือยั่งยืน หรือแน่นอน แต่ว่า เทวดาเหล่านั้นย่อมอภิรมย์เฉพาะแดนที่ตนอยู่อาศัยนั้นๆ ดูกรคฤหบดี เปรียบเหมือนแมลงที่เขานำไปด้วยหาบหรือตะกร้า ย่อมไม่มีความดำริอย่างนี้ว่า หาบหรือตะกร้านี้ของ พวกเราเที่ยง หรือยั่งยืน หรือแน่นอน แต่ว่าแมลงเหล่านั้นย่อมอภิรมย์เฉพาะแหล่งที่ตนอยู่อาศัยนั้นๆ ฉันใด ดูกรคฤหบดี ฉันนั้นเหมือนกันแล เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่มีความดำริอย่างนี้เลยว่า สิ่งนี้ของพวกเราเที่ยง หรือยั่งยืน หรือแน่นอนแต่ว่าเทวดาเหล่านั้นย่อมอภิรมย์เฉพาะแดนที่ตนอยู่อาศัยนั้นๆ ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อภิโย กจฺจาโน อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ สาธุ ภนฺเต อนุรุทฺธ อตฺถิ จ เม เอตฺถ อุตฺตรึ ปฏิปุจฺฉิตพฺพํ ยา ตา ภนฺเต เทวตา อาภา สพฺพา ตา ปริตฺตาภา อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา อปฺปมาณาภาติ ฯ ตทงฺเคน โข อาวุโส กจฺจาน สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา ปริตฺตาภา สนฺติ ปเนตฺเถกจฺจา เทวตา อปฺปมาณาภาติ ฯ โก นุ โข ภนฺเต อนุรุทฺธ เหตุ โก ปจฺจโย เยน ตาสํ เทวตานํ เอกํ เทวนิกายํ อุปปนฺนานํ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา ปริตฺตาภา สนฺติ ปเนตฺเถกจฺจา เทวตา อปฺปมาณาภาติ ฯ
เมื่อท่านพระอนุรุทธกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระอภิยะ กัจจานะได้กล่าว
กะท่านพระอนุรุทธดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธผู้เจริญ ที่ท่านพยากรณ์ นั้นดีละ แต่ในเรื่องนี้มีข้อที่กระผมจะพึงสอบถามให้ยิ่งขึ้นไป คือ พวกเทวดาที่มีรัศมีนั้นทั้งหมด เป็นผู้มีรัศมีเล็กน้อยหรือ หรือว่ามีบางพวกในพวกนั้นมีรัศมีหาประมาณมิได้ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ โดยหลักแห่งการอุปบัตินั้นแล เทวดาในพวกนี้ บางพวกมีรัศมีเล็กน้อย แต่บางพวกมีรัศมีหาประมาณมิได้ ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บรรดาเทวดาที่เข้าถึงหมู่เทวดาหมู่เดียวกันแล้วเหล่านั้น บางพวกมีรัศมี เล็กน้อย แต่บางพวกมีรัศมีหาประมาณมิได้ ฯ
เตนหาวุโส กจฺจาน ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ รุกฺขมูลํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา รุกฺขมูลานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา รุกฺขมูลานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เราจะย้อนถามท่านใน เรื่องนี้ ท่านพอใจอย่างไร พึงพยากรณ์อย่างนั้น ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้แห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้สองแห่งหรือสามแห่งว่าเป็นแดนมหัคคตะอยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหนเป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่โคนไม้สองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา รุกฺขมูลานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ คามกฺเขตฺตํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ คามกฺเขตฺตํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนภิกษุรูปที่น้อมใจ
แผ่ไปสู่โคนไม้สองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านแห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหน เป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านแห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ คามกฺเขตฺตํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา คามกฺเขตฺตานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา คามกฺเขตฺตานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุรูปที่น้อมใจ
แผ่ไปสู่เขตบ้านแห่งหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านสองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหน เป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านสองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็น แดนมหัคคตะ อยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา คามกฺเขตฺตานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ มหารชฺชํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ มหารชฺชํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่เขตบ้านสองแห่งหรือสามแห่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหน เป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะอยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เอกํ มหารชฺชํ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา มหารชฺชานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา มหารชฺชานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนภิกษุรูปที่น้อม
ใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรหนึ่งว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรสองหรือสามมหาอาณาจักรว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหน เป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรสองหรือสามมหาอาณาจักรว่าเป็นแดนมหัคคตะ อยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ อาวุโส กจฺจาน ยฺวายํ ภิกฺขุ ยาวตา เทฺว วา ตีณิ วา มหารชฺชานิ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ โย จายํ ภิกฺขุ ยาวตา สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ กตมา จิตฺตภาวนา มหคฺคตตราติ ฯ ยฺวายํ ภนฺเต ภิกฺขุ ยาวตา สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ มหคฺคตนฺติ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ อยํ อิมาสํ อุภินฺนํ จิตฺตภาวนานํ มหคฺคตตราติ ฯ อยํ โข อาวุโส กจฺจาน เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน ตาสํ เทวตานํ เอกํ เทวนิกายํ อุปปนฺนานํ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา ปริตฺตาภา สนฺติ ปเนตฺเถกจฺจา เทวตา อปฺปมาณาภาติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปสู่มหาอาณาจักรสองหรือสามมหาอาณาจักรว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ กับภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปตลอดปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขตว่า เป็นแดนมหัคคตะ อยู่ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาอย่างไหน เป็นมหัคคตะยิ่งกว่ากัน ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรดาจิตตภาวนาของภิกษุทั้งสองรูปดังนี้ จิตตภาวนาของภิกษุรูปที่น้อมใจแผ่ไปตลอดปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขตว่า เป็นแดน มหัคคตะ อยู่ นี้เป็นมหัคคตะยิ่ง ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ นี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บรรดาเทวดาที่เข้า ถึงหมู่เทวดาหมู่เดียวกันแล้วเหล่านั้น บางพวกมีรัศมีเล็กน้อย แต่บางพวกมีรัศมีหาประมาณมิได้ ฯ
สาธุ ภนฺเต อนุรุทฺธ อตฺถิ จ เม เอตฺถ อุตฺตรึ ปฏิปุจฺฉิตพฺพํ ยาวตา ภนฺเต เทวตา อาภา สพฺพา ตา สงฺกิลิฏฺฐาภา อุทาหุ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา ปริสุทฺธาภาติ ฯ ตทงฺเคน โข อาวุโส กจฺจาน สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา สงฺกิลิฏฺฐาภา สนฺติ ปเนตฺเถกจฺจา เทวตา ปริสุทฺธาภาติ ฯ โก นุ โข ภนฺเต อนุรุทฺธ เหตุ โก ปจฺจโย เยน ตาสํ เทวตานํ เอกํ เทวนิกายํ อุปปนฺนานํ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา สงฺกิลิฏฺฐาภา สนฺติ ปเนตฺเถกจฺจา เทวตา ปริสุทฺธาภาติ ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธผู้เจริญ ที่ท่านพยากรณ์นั้นดีละ แต่ในเรื่องนี้มีข้อที่กระผมจะพึงสอบถามให้ยิ่งขึ้นไป คือ พวกเทวดาที่มีรัศมีนั้นทั้งหมด เป็นผู้มีรัศมีเศร้าหมองหรือ หรือว่ามีบางพวกในพวกนั้นมีรัศมีบริสุทธิ์ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ โดยหลักแห่งการอุปบัตินั้นแล เทวดาในพวกนี้บางพวกมีรัศมีเศร้าหมอง แต่บางพวกมีรัศมีบริสุทธิ์ ฯ
อภิยะ. ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บรรดาเทวดา ที่เข้าถึงหมู่เทวดาหมู่เดียวกันแล้วเหล่านั้น บางพวกมีรัศมี เศร้าหมอง แต่บางพวกมีรัศมีบริสุทธิ์ ฯ
เตนหาวุโส กจฺจาน อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปิเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส กจฺจาน เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อปริสุทฺธํ วฏฺฏิปิ อปริสุทฺธา ฯ โส เตลสฺสปิ อปริสุทฺธตฺตา วฏฺฏิยาปิ อปริสุทฺธตฺตา อนฺธนฺธํ วิย ฌายติ เอวเมว โข อาวุโส กจฺจาน อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ สงฺกิลิฏฺฐาภานิ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ ตสฺส กายทุฏฺฐุลฺลมฺปิ น สุปฏิปฺปสฺสทฺธํ โหติ ถีนมิทฺธมฺปิ น สุสมูหตํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจมฺปิ น สุปฏิวินีตํ โหติ ฯ โส กายทุฏฺฐุลฺลสฺสปิ น สุปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา ถีนมิทฺธสฺสปิ น สุสมูหตตฺตา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺสปิ น สุปฏิวินีตตฺตา อนฺธนฺธํ วิย ฌายติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สงฺกิลิฏฺฐาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ
เสยฺยถาปิ อาวุโส กจฺจาน เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ ปริสุทฺธํ วฏฺฏิปิ ปริสุทฺธา ฯ โส เตลสฺสปิ ปริสุทฺธตฺตา วฏฺฏิยาปิ ปริสุทฺธตฺตา น อนฺธนฺธํ วิย ฌายติ เอวเมว โข อาวุโส กจฺจาน อิเธกจฺโจ ภิกฺขุ ปริสุทฺธาภานิ ผริตฺวา อธิมุจฺจิตฺวา วิหรติ ฯ ตสฺส กายทุฏฺฐุลฺลมฺปิ สุปฏิปฺปสฺสทฺธํ โหติ ถีนมิทฺธมฺปิ สุสมูหตํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจมฺปิ สุปฏิวินีตํ โหติ ฯ โส กายทุฏฺฐุลฺลสฺสปิ สุปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา ถีนมิทฺธสฺสปิ สุสมูหตตฺตา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺสปิ สุปฏิวินีตตฺตา น อนฺธนฺธํ วิย ฌายติ ฯ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา ปริสุทฺธาภานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ ฯ อยํ โข อาวุโส กจฺจาน เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน ตาสํ เทวตานํ เอกํ เทวนิกายํ อุปปนฺนานํ สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา สงฺกิลิฏฺฐาภา สนฺเตตฺเถกจฺจา เทวตา ปริสุทฺธาภาติ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ถ้าอย่างนั้น เราจักเปรียบอุปมาแก่ท่านเพราะวิญญูบุรุษบางพวกในโลกนี้ ย่อมทราบอรรถแห่งภาษิตได้ด้วยอุปมาก็มีดูกรท่านกัจจานะ เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันติดไฟอยู่ มีทั้งน้ำมันทั้งไส้ไม่บริสุทธิ์ ประทีปน้ำมันนั้นย่อมติดไฟอย่างริบหรี่ๆเพราะทั้งน้ำมันทั้งไส้ไม่บริสุทธิ์ ฉันใด ดูกรท่านกัจจานะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ น้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์มีแสงสว่างเศร้าหมองอยู่ เธอไม่ระงับความชั่วหยาบทางกายให้ดี ไม่ถอนถีนมิทธะให้ดี ทั้งไม่กำจัดอุทธัจจกุกกุจจะให้ดีเธอย่อมรุ่งเรืองอย่างริบหรี่ๆ เพราะมิได้ระงับความชั่วหยาบทางกายให้ดี
มิได้ถอนถีนมิทธะให้ดี ทั้งไม่กำจัดอุทธัจจกุกกุจจะให้ดี เธอตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีเศร้าหมองดูกรท่านกัจจานะ เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันติดไฟอยู่ มีทั้งน้ำมัน ทั้งไส้บริสุทธิ์ ประทีปน้ำมันนั้นย่อม ติดไฟอย่างไม่ริบหรี่ เพราะทั้งน้ำมันทั้งไส้บริสุทธิ์ ฉันใด ดูกรท่านกัจจานะฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ น้อมใจแผ่ไปสู่อารมณ์มีแสงสว่างบริสุทธิ์อยู่ เธอระงับความชั่วหยาบทางกายได้ดี ถอนถีนมิทธะได้ดี ทั้งกำจัดอุทธัจจกุกกุจจะได้ดีเธอย่อมรุ่งเรืองอย่างไม่ริบหรี่ เพราะระงับความชั่วหยาบทางกายได้ดี ถอนถีนมิทธะได้ดี ทั้งกำจัดอุทธัจจกุกกุจจะได้ดี เธอตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกมีรัศมีบริสุทธิ์ ดูกรท่านกัจจานะนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บรรดา เทวดาที่เข้าถึงหมู่เทวดาหมู่เดียวกันแล้วเหล่านั้น บางพวกมีรัศมีเศร้าหมอง บางพวกมีรัศมีบริสุทธิ์ ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อภิโย กจฺจาโน อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ สาธุ ภนฺเต อนุรุทฺธ น ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ เอวมาห เอวมฺเม สุตนฺติ วา เอวํ อรหติ ภวิตุนฺติ วา อถ จ ปน ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ เอวมฺปิ ตา เทวตา อิติปิ ตา เทวตาเตฺวว ภาสติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอวํ โหติ อทฺธา อายสฺมตา อนุรุทฺเธน ตาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺนิวุตฺถปุพฺพญฺเจว สลฺลปิตปุพฺพญฺจ สากจฺฉา จ สมาปชฺชิตปุพฺพาติ ฯ อทฺธา โข อยํ อาวุโส กจฺจาน อาสชฺช อุปนียวาจา ภาสิตา อปิจ เต อหํ พฺยากริสฺสามิ ทีฆรตฺตํ โข เม อาวุโส กจฺจาน ตาหิ เทวตาหิ สทฺธึ สนฺนิวุตฺถปุพฺพญฺจ สลฺลปิตปุพฺพญฺจ สากจฺฉา จ สมาปชฺชิตปุพฺพาติ ฯ
เมื่อท่านพระอนุรุทธกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระอภิยะกัจจานะได้กล่าวกะท่าน
พระอนุรุทธดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธผู้เจริญ ที่ท่านพยากรณ์ นั้นดีแล้ว เพราะท่านมิได้กล่าวอย่างนี้ว่า เราได้สดับมาอย่างนี้ หรือว่าควรจะเป็นอย่างนี้ แต่ท่านกล่าวว่า เทวดาเหล่านั้นเป็นแม้อย่างนี้ เป็นแม้ด้วยประการนี้ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านพระอนุรุทธคงจะเคยอยู่ร่วม เคยเจรจาร่วม และเคยร่วมสนทนากับเทวดาเหล่านั้นเป็นแน่ ฯ
อ. ดูกรท่านกัจจานะ ท่านกล่าววาจาที่ควรนำเข้าไปยินดีนี้เหมาะแลแต่ผมจักพยากรณ์แก่ท่านบ้าง ดูกรท่านกัจจานะ ผมเคยอยู่ร่วม เคยเจรจาร่วม และเคยร่วมสนทนากับเทวดาเหล่านั้นมานานแล ฯ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อภิโย กจฺจาโน ปญฺจกงฺคํ ถปตึ เอตทโวจ ลาภา เต คหปติ สุลทฺธํ เต คหปติ ยํ ตฺวญฺเจว ตํ กงฺขาธมฺมํ ปหาสิ ยมฺปิมํ ธมฺมปริยายํ อลตฺถมฺหา สวนายาติ ฯ
อนุรุทฺธสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ
เมื่อท่านพระอนุรุทธกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระอภิยะ กัจจานะได้กล่าวกะช่างไม้ปัญจกังคะดังนี้ว่า ดูกรคฤหบดี เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้วที่ละเหตุแห่งความสงสัยข้อนั้นได้ เราทั้งสองคนก็ได้ฟังธรรมบรรยายนี้ ฯ
จบ อนุรุทธสูตรที่ ๗
End of ๗. อนุรุทธสูตร